หน้าแรก arrow บริการวิชาการ arrow สาระน่ารู้ arrow เทคโนโลยีอื่นๆ arrow สาระน่ารู้ : เครื่องสำอางอียิปต์คุณค่ามากกว่าความสวย
สาระน่ารู้ : เครื่องสำอางอียิปต์คุณค่ามากกว่าความสวย
ระดับผู้ใช้: / 2
ต้องปรับปรุงดีมาก 

 

แปลและเรียบเรียงโดย

อรวรรณ สัมฤทธิ์เดชขจร

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

เครื่องสำอางใช้เขียนขอบตาเพื่อให้ดวงตาแลดูโดดเด่นหรือ อายไลเนอร์ (eye liner)” นั้นปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่บรรดาสาวรักสวยรักงามเท่านั้นที่ใช้ แต่ทว่าได้แพร่กระจายไปสู่ชายหนุ่มอีกด้วย ว่ากันว่าเครื่องสำอางชนิดนี้เริ่มใช้ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ (Acient Egypt) และเมโสโปเตเมีย ( Mesopotamia) โดยจะทาบริเวณรอบดวงตาให้มีสีดำเข้มเพราะชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเทพเจ้าจะคุ้มครองผู้ที่ทาขอบตาสีดำไม่ให้เจ็บป่วย! นี่เป็นเพียงความเชื่อหรือเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่มีใครล่วงรู้กันแน่?

 

ชาวอียิปต์โบราณโดยเฉพาะสตรีชนชั้นสูงนิยมใช้เครื่องสำอางกันมาก ด้วยเหตุผลเรื่องความสวยความงาม ศาสนา และการรักษาโรค สีที่นิยมใช้ ได้แก่ สีขาว สีเขียว และสีดำ ปัจจุบันเครื่องสำอางชนิดนี้ยังคงถูกเก็บไว้อย่างดีในภาชนะที่สะอาดซึ่งทำจากเซรามิกและไม้ภายในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre museum) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 

ต่อมาฟีลีปป์ วาลแตร์ (Philippe Walter) นักเคมีชาวฝรั่งเศส และคณะได้ทำการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของเครื่องสำอางนี้จำนวน 52 ตัวอย่าง พวกเขาพบว่ามันประกอบไปด้วยสารที่มีสีดำเข้มมันวาวคือ กาลีนา (galena, PbS) และสารสีขาว 3 ชนิด ได้แก่ เซรัสไซต์ (cerussite, PbCO3) ฟอสจีไนต์ (phosgenite, Pb2Cl2CO3) และลอริโอไนต์ (laurionite, Pb(OH)Cl) โดยกาลีนาและเซรัสไซต์เป็นสินแร่ที่พบในธรรมชาติ แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็คือ การพบฟอสจีไนต์ และลอริโอไนต์ซึ่งเป็นสารตะกั่วคลอไรด์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในอียิปต์รวมถึงบริเวณใกล้เคียง

 

ตำราโบราณของชาวโรมันในยุคต้นคริสต์ศักราชบ่งชี้ว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาอย่างตั้งใจเพื่อจุดประสงค์ในทางการแพทย์ เช่น ใช้ทาตาเพื่อป้องกันโรคตาอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่แม่น้ำไนล์เอ่อท่วม รักษาแผลเน่าเปื่อย ดูแลผิวพรรณจากรอยเหี่ยวย่นและจุดด่างดำ เป็นต้น

 

วิธีการสังเคราะห์สารทั้ง 2 ชนิดนี้ ผิวเผินดูเหมือนว่าทำได้ง่าย แต่ทว่าในกระบวนการสังเคราะห์จริงนั้นค่อนข้างยุ่งยากมาก เพราะจะต้องควบคุมสภาวะการเกิดปฏิกิริยาในขั้นตอนการนำผงตะกั่วออกไซด์หรือลิทาร์จ (litharge, PbO) มาคนผสมรวมกับเกลือหิน (NaCl) หรือบางครั้งรวมกับเนทรอน (natron, Na2CO3 และ NaHCO3) ในน้ำอุ่นให้เหมาะสม (สมการที่ 1 และ 2)

 

PbO+H2O+NaCl  -----------------> Pb(OH)Cl+NaOH                (1)

 

PbO+H2O+NaCl+1/2Na2CO3  ------------------->  1/2Pb2Cl2CO3+2NaOH                (2)

 

แม้ว่าการใช้สารประกอบของตะกั่วเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางจะได้รับการยอมรับจากชาวอียิปต์โบราณว่ามีสรรพคุณที่มหัศจรรย์นัก แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ต่างไม่มั่นใจว่าจะเป็นจริง เพราะพวกเขาต่างรู้จักพิษสงของตะกั่วดี อย่างไรก็ดี ผลงานวิจัยของฟีลีปป์ วาลแตร์ และคณะที่ตีพิมพ์ในวารสาร Analytical Chemistry ฉบับที่ 8 เล่มที่ 2 วันที่ 15 มกราคม 2010 นอกจากจะศึกษาองค์ประกอบทางเคมีดังที่กล่าวไปแล้ว พวกเขายังเติมสารประกอบของตะกั่วลงในเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ (keratinocyte) ที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลอง โดยตั้งสมมุติฐานไว้ว่าตะกั่วจะกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ไนตริกออกไซด์ และสารประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันของร่างกาย และก็เป็นไปตามสมมุติฐานจริงๆ เพราะเซลล์ที่สัมผัสกับตะกั่วจะผลิตไนตริกออกไซด์ได้มากถึงร้อยละ 240 ซึ่งบทบาทของมันคือ การเร่งให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อโรค โดยส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่ามาโครเฟจ (macrophage) ไปยังบริเวณที่ติดเชื้อและจัดการกับเชื้อโรคนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อย่างไรก็ดี เจนนิเฟอร์ วูฟ (Jennifer Weuve) นักระบาดวิทยาแห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยรัช ( Rush University Medical Center) เตือนถึงกรณีที่เติมสารตะกั่วในอายไลเนอร์ว่า มนุษย์ในปัจจุบันมีอายุที่ยืนยาวกว่าชาวอียิปต์โบราณที่มักมีช่วงอายุเพียงแค่ 30 ปีเท่านั้น ดังนั้นหากชาวอียิปต์โบราณมีอายุที่ยาวนานกว่านี้ พวกเขาอาจได้รับอันตรายที่เกิดจากการสัมผัสสารตะกั่วเป็นเวลานานก็ได้ และผลของมันก็คือโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดต้อที่ดวงตาเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง

 

แหล่งข่าวและรูปภาพ

 

 


แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 23 March 2010 )
< บทความก่อนหน้า   บทความถัดไป >