








บริการวิชาการ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข่าววิทยาศาสตร์ : พลาสติกมีชีวิต เลียนแบบผิวหนังมนุษย์ 'หลั่งเลือดและสมานแผลได้' เมื่อโดนข่วน
| ข่าววิทยาศาสตร์ : พลาสติกมีชีวิต เลียนแบบผิวหนังมนุษย์ 'หลั่งเลือดและสมานแผลได้' เมื่อโดนข่วน |
|
แปลและเรียบเรียง โดย มาริสา คุณธนวงศ์ หากท่านคิดว่าข่าวนี้มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน รบกวนโหวตให้คะแนนด้านบนด้วยนะคะ
ในงานประชุมและงานแสดงผลงานวิจัยแห่งชาติของสมาคมเคมีอเมริกา (American Chemical Society, ACS) ครั้งที่ 243 วันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมาที่ซานดิเอโกมีการเผยถึงพลาสติกซ่อมแซมตัวเองชนิดแรกที่มีกลไกเสมือนมีการรับรู้เมื่อได้รับความเสียหายคล้ายกับผิวหนังมนุษย์ที่มีเลือดออกเมื่อโดนขีดข่วน พลาสติกชนิดนี้เลียนแบบผิวหนังของมนุษย์ได้ทั้งความสามารถในการรายงานหรือแจ้งเตือนเมื่อโดนทำลายหรือได้รับความเสียหายและความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองโดยพลาสติกชนิดนี้จะมีกลไกการเปลี่ยนสีเมื่อได้รับความเสียหายและสามารถซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อได้รับแสง แม้ว่าพลาสติกจะมีสมบัติที่ดีทั้งในด้านความแข็งแรง น้ำหนักเบา และทนทานต่อการสึกหรอจนทำให้มันกลายเป็นวัสดุยอดนิยมที่นำมาใช้แทนโลหะ อะลูมิเนียม แก้ว กระดาษ และวัสดุดั้งเดิมอื่นๆอยู่แล้วก็ตาม แต่ในวงการวัสดุศาสตร์พลาสติกยังเป็นวัสดุที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจที่จะพัฒนาปรับปรุงให้มันมีสมบัติที่ดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งพยายามพัฒนาให้มีสมบัติบางอย่างที่เป็นไปได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยอย่าง “สมบัติหรือความสามารถในการซ่อมแซมตัวเอง” ซึ่งในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตพลาสติกที่ซ่อมแซมตัวเองได้แล้ว โดยความพยายามที่ผ่านมามักมีสองแนวทางด้วยกันคือ แนวทางแรกทำโดยฝังแคปซูลที่บรรจุสารซ่อมแซมไว้ด้านใน เมื่อวัสดุถูกทำลาย แคปซูลจะแตกออกและปล่อยสารออกมาเติมเต็มและสมานรอยแตก ส่วนอีกแนวทางหนึ่งเป็นการออกแบบให้พลาสติกสามารถซ่อมแซมตัวเองได้โดยอาศัยการสร้างพันธะเคมีหรือจัดเรียงตัวใหม่ (reforming) ภายใต้สิ่งเร้าภายนอกเช่น แสง ความร้อน หรือสารเคมี แต่สำหรับพลาสติกที่ซ่อมแซมตัวเองได้ชนิดใหม่ที่กล่าวถึงในงานประชุมนี้มีแนวทางต่างจากที่ผ่านมา คือ พลาสติกชนิดนี้ไม่เพียงแต่จะซ่อมแซมตัวเองได้โดยการเปลี่ยนโครงสร้างหรือจัดเรียงตัวใหม่ภายใต้สิ่งเร้าภายนอกได้แล้ว มันยังสามารถแสดงสัญญาณเตือนเมื่อได้รับความเสียหายก่อนเกิดกระบวนการซ่อมแซมตัวเองได้อีกด้วย
พลาสติกชนิดใหม่(A-1)เปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อได้รับความเสียหาย(A-2)และสามารถซ่อมแซมตัวเองได้และเปลี่ยนกลับมาเป็นสีเดิม เมื่อได้รับแสง (A-3)
ภาพถ่ายจากกล้อง(A)และภาพจากเครื่องรามาน(B)ของฟิล์มp(MMA/nBA/SNO)ฟิล์มที่เกิดรอยแตกเมื่อได้รับความเสียหายเชิงกล(A-1/B-1) ฟิล์มที่กำลังสมานรอยแตกเมื่อได้รับการฉายแสง(A-2,A-3/B-2,B-3)
Marek W. Urban ศาสตราจารย์สาขาวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์ มหาวิทยาลัย Southern Mississippi ใน Hattiesburg เจ้าของผลงานวิจัยอธิบายว่า กลไกการซ่อมแซมตัวเองเป็นความสามารถที่พบได้กับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในระบบชีววิทยาไม่ว่าจะเป็น สิ่งที่เรามองเห็นได้อย่างกลไกการซ่อมแซมตัวเองของผิวต้นไม้หรือผิวหนังมนุษย์ที่สังเกตเห็นได้จากเปลือกไม้หรือเนื้อเยื่อที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้เมื่อต้นไม้ถูกตัดหรือผิวหนังถูกขีดข่วน หรือจะเป็นกลไกที่เรามองไม่เห็นแต่ช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมบูรณ์อย่างกลไกการซ่อมแซมตัวเองของดีเอ็นเอ (DNA repair mechanism) พลาสติกชนิดใหม่ที่คิดค้นขึ้นมานี้ก็เกิดจากความพยายามที่จะลอกเลียนแบบกลไกการซ่อมแซมตัวเองในธรรมชาติอย่างผิวหนังมนุษย์ โดการออกแบบให้พลาสติกดังกล่าวสามารถแสดงสัญญาณสีแดงเพื่อเตือนให้ทราบเมื่อเกิดความเสียหายและสามารถซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อได้รับแสงในช่วงที่มองเห็นได้ หรือได้รับการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิและค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) โดยพลาสติกดังกล่าวผลิตขึ้นจากพอลิเมอร์แบบบล็อค (block copolymer) สังเคราะห์ได้โดยเริ่มจากนำอนุภาคนาโนของพอลิเมอร์ทั้งสามชนิดได้แก่ MMA (methyl methacrylate) nBA (n-butyl acrylate) และ SNO (spironapthoxazine) มาแขวนลอยในน้ำและทำให้แห้งบนซับสเตรท เมื่อระเหยน้ำออก พอลิเมอร์ก็จะเกิดการรวมตัวกันเองจนกลายเป็นฟิล์มโคพอลิเมอร์แบบบล็อคที่มีโมเลกุลเล็กๆของ SNO ซึ่งมีลักษณะเป็นวงแหวนทำหน้าที่เป็น 'สะพาน' เชื่อมสายโซ่ยาวในโครงสร้างของพลาสติก เมื่อพลาสติกถูกขีดข่วนหรือโดนทำลายเกิดเป็นรอยแตกร้าว วงแหวน SNO ก็จะแตกออกและเปลี่ยนรูปร่างไปทำให้วัสดุเกิดการเปลี่ยนสีคล้ายรอยเปื้อนสีแดงรอบๆรอยแตก รวมทั้งทำให้โครงสร้างของโคพอลิเมอร์ MMA และ nBA ยืดออกด้วย แต่เมื่อรอยแตกดังกล่าวได้รับแสงอาทิตย์ หรือแสงที่มองเห็นได้จากหลอดไฟ หรือมีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิหรือค่าความเป็นกรดด่าง โครงสร้างของวงแหวนSNOที่แตกออกก็จะกลับมาปิดเหมือนเดิมส่งผลให้สีแดงเปลี่ยนกลับไปเป็นสีเดิม พร้อมทั้งเกิดการยุบตัวของแกนMMA และ nBA ในโครงสร้างส่งผลให้โคพอลิเมอร์ที่อยู่ใกล้เคียงถูกดึงมาเติมเต็มรอยแตกและสามารถซ่อมแซมหรือสมานรอยแตกได้ในที่สุด ทั้งนี้กลไกการซ่อมแซมตัวเองก็ยังสามารถเกิดขึ้นซ้ำๆได้อีกด้วย
|
|
| แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 10 August 2012 ) |
| < บทความก่อนหน้า | บทความถัดไป > |
|---|