








บริการวิชาการ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข่าววิทยาศาสตร์ : กาวของหอยแมลงภู่กับเครื่องพิมพ์(printer) สมานบาดแผลมนุษย์อย่างมหัศจรรย์
| ข่าววิทยาศาสตร์ : กาวของหอยแมลงภู่กับเครื่องพิมพ์(printer) สมานบาดแผลมนุษย์อย่างมหัศจรรย์ |
|
ใครจะคิดล่ะว่า เมือกเหนียวๆเหมือนกาวแป้งเปียกของหอยแมลงภู่จะสามารถสมานแผลเราให้สนิทได้โดยมีแผลเป็นน้อยกว่าการเย็บแผลแบบเดิมเสียอีก แปลและเรียบเรียงโดย : มาริสา คุณธนวงศ์
โดยทั่วไป การปิดแผลหลังการผ่าตัดหรือศัลยกรรมนั้นมักมีสองทางเลือก ทางเลือกที่หนึ่งคือ การใช้ด้าย หรือไหมเย็บปิดแผล (suture/stitch) ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการใช้ไหมละลาย (absorbable suture)ที่ไม่ต้องตัดไหมทิ้งหลังจากแผลสมานแล้วก็ตาม แต่ผู้ป่วยก็ยังต้องรู้สึกเจ็บปวดในขณะเย็บแผลอยู่ และทางเลือกนี้จำเป็นต้องใช้ทั้งความเชี่ยวชาญ และใช้เวลานานในการผ่าตัด รวมถึงแผลอาจเกิดการอักเสบติดเชื้อ ทั้งยังทิ้งแผลเป็นให้ดูต่างหน้าอีกด้วย ส่วนทางเลือกที่สอง คือ การใช้กาวสังเคราะห์เพื่อสมานแผล แม้ว่าวิธีนี้จะใช้เวลาน้อยกว่าการเย็บแผล แต่ก็อาจจะพบปัญหาเนื้อเยื่อบาดเจ็บและอักเสบได้เนื่องจากกาวดังกล่าวไม่สามารถย่อยสลายได้ในร่างกายมนุษย์ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังคงให้ความตระหนักกับปัญหาต่างๆ ดังกล่าว พวกเขาจึงพยายามคิดค้นสารยึดติดหรือกาวสมานแผลที่ปลอดภัยต่อมนุษย์แทนทางเลือกแบบเดิมๆ จนในที่สุด ดร. โรเจอร์ นารายาน (Roger Narayan) จากภาควิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา (North Carolina State University)ได้ค้นพบสารยึดติดที่น่าจะช่วยสมานบาดแผลได้โดยไม่ต้องเย็บแผล สารดังกล่าวเป็นกาวธรรมชาติที่ได้จากหอยแมลงภู่พันธุ์ เชซาพีค เบย์ (Chesapeake Bay blue mussel) กาวดังกล่าวเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง (Mussel Adhesive Protein : MAPs) ที่มีชื่อว่า ไดไฮดรอกซีฟีนิลอะลานีน (dihydroxyphenylalanine) หรือที่รู้จักกันในชื่อโดปา (DOPA) ถูกผลิตออกมาเพื่อทำหน้าที่ช่วยยึดตัวเองเอาไว้กับพื้นผิวใดๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ โลหะ เทฟลอน หรือ โพลิเมอร์ ต่างๆ รวมทั้งพื้นทรายได้อย่างเหนียวแน่นแม้จะมีคลื่นซัดแรงๆ ตลอดเวลาก็ตาม นอกจากนี้แล้ว สารดังกล่าวยังเป็นสารที่ไม่มีพิษ ปราศจากสารฟอร์มัลดีไฮด์ และสามารถย่อยสลายได้ในร่างกายมนุษย์ซึ่งแตกต่างจากกาวสังเคราะห์ทางการแพทย์ที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ในร่างกายมนุษย์และอาจจะเกิดความเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อ ด้วยสมบัติดังกล่าว ทีมวิจัยจึงแยกโปรตีนจากหอยมาทดลองกับบาดแผลของมนุษย์ ผลปรากฏว่ามันทำงานได้ผลดีและไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน แต่นารายานยังไม่ค่อยพอใจกับผลเท่าไรนัก เขาคิดว่าน่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเมือกหอยได้อีกเล็กน้อย พวกเขาจึงพยายามปรับปรุงสมบัติของมันโดยเติมเหล็กเข้าไปในโปรตีนดังกล่าวตามความรู้เดิมจากงานวิจัยก่อนหน้าของศาสตราจารย์โจนาธาน วิลเกอร์ (Jonathan Wilker)หนึ่งในทีมวิจัย ที่เคยศึกษามาแล้วว่ากาวของหอยแมลงภู่จะเหนียวขึ้นด้วยโมเลกุลของเหล็ก และทุกอย่างก็เป็นไปตามคาด พวกเขาพบว่าเมือกกาวที่ได้มีความเหนียวมากขึ้น เนื่องจากเหล็กที่เติมเข้าไปทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างโปรตีนเพิ่มมากขึ้น ปฏิกิริยาดังกล่าวมีผลต่อความเหนียวของเมือกกาว อย่างไรก็ตาม พวกเขายังไม่ทราบกลไกที่เกิดอย่างแน่ชัด
นารายานคาดว่า เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์กับกาวที่ย่อยสลายได้ของหอยแมลงภู่น่าจะใช้ได้จริงภายในสองถึงสามปีข้างหน้า งานวิจัยนี้ได้รับทุนจากสถาบันถึงสามแห่งนั่นคือ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation) สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health: NIH) และ สำนักงานวิจัยกองทัพเรือ (Office of Naval Research) ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้อ่านสามารถศึกษาข้อมูลงานวิจัยนี้เพิ่มเติมได้จากวารสารวิจัยวัสดุชีวการแพทย์ ส่วนB ฉบับเดือนเมษายน (Journal of Biomedical Materials Research part B) ใครกลัวเข็มก็คงจะสบายใจขึ้นเยอะเลยนะคะ ลองนึกดูสิ เวลาที่คุณหมอใช้เครื่องพิมพ์ขนาดพกพามาสมานแผลแทนเข็มที่รู้สึกหนึบหนับๆในขณะที่เย็บอยู่ แม้ว่าจะฉีดยาชาแล้วก็ตาม ก็ยังเสียวอยู่ดี แถมยังต้องลุ้นว่ายาชาต้องไม่หมดฤทธิ์ก่อนจะเย็บเสร็จอีกซะด้วย
วัสดุน่ารู้
คือ กาวไซยาโนอะคริเลต (cyanoacrylate) เกรดพิเศษสำหรับใช้ทางการแพทย์เพื่อนำมาใช้ติดเนื้อเยื่อแทนการเย็บแผล หรืออาจจะใช้ร่วมกับการเย็บแผล ในปัจจุบันมีอยู่สองชนิดนั่นคือ บิวทิลไซยาโนอะคริเลต(n-Butyl cyanoacrylate: C8H11NO2) และ ออกทิลไซยาโนอะคริเลต (2-Octyl cyanoacrylate : C12H19NO2) แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้ชนิดหลังเพราะมีพันธะที่แข็งแรงกว่า ยืดหยุ่นกว่า และใช้ง่ายกว่าชนิดแรก กาวที่เป็นของเหลวบรรจุอยู่ในหลอดเมื่อได้รับความชื้นหรือน้ำจะเกิดปฏิกิริยาโพลิเมอร์ไรเซชั่นและสร้างฟิล์มที่ยืดหยุ่นขึ้นมาเชื่อมเนื้อเยื่อที่อยู่ข้างใต้ผิวหรือบาดแผลเพื่อสมานปิดแผลและยังช่วยกีดขวางการโจมตีของจุลชีพด้วย
นอกจากเกรดที่กล่าวมาแล้ว กาวไซยาโนอะคริเลตยังมีอีกเกรดหนึ่งที่มีความแข็งแรงสูง สามารถติดกับวัสดุได้สนิท และแห้งไวมักใช้ในอุตสาหกรรมและในครัวเรือน นั่นคือ ซูเปอร์กลูหรือกาวพลังช้างที่รู้จักกันดี กาวเกรดนี้ผลิตจากสารเมทิลไซยาโนอะคริเลต (Methyl-2- cyanoacrylate : C5H5NO2)หรือ เอทิลไซยาโนอะคริเลต (Ethyl-2-cyanoacrylate : C6H7NO2) Methyl-2- cyanoacrylate n-Butyl cyanoacrylate 2-Octyl cyanoacrylate
เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างของกาวทั้งสองชนิดจะสังเกตเห็นว่า กาวซูเปอร์กลูจะมีสายโซ่ที่สั้นกว่ากาวติดเนื้อเยื่อ (ดูภาพแสดงโครงสร้างทางเคมี) มันจึงเกิดปฏิกิริยาโพลิเมอไรเซชั่นได้เร็วและคายความร้อนได้มาก ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังได้ง่ายกว่ากาวที่มีสายโซ่ที่ยาว นอกจากนี้แล้วมันยังสลายตัวได้เร็วกว่ากาวติดเนื้อเยื่ออีกด้วย สารที่ได้จากการสลายตัวก็คือ ฟอร์มัลดีไฮด์ และ อัลคิลไซยาโนอะคริเลต ตัวการสำคัญที่เป็นพิษต่อเนื้อเยื่อ ในทำนองเดียวกัน กาวติดเนื้อเยื่อที่ทำจากสารออกทิลไซยาโนอะคริเลตจะทำให้ผู้สัมผัสระคายเคืองน้อยกว่ากาวติดเนื้อเยื่อที่ทำจากบิวทิล ไซยาโนอะคริเลต สังเกตได้จากโครงสร้างที่มีโซ่ยาวกว่านั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีบาดแผลอยู่ใกล้ดวงตา ไม่ว่าจะใช้กาวติดเนื้อเยื่อชนิดไหนก็อาจจะทำให้เกิดอาการ ต่อต้าน หรือแพ้กาวที่ใช้รักษาได้เช่นกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิงและเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Suturing http://en.wikipedia.org/wiki/Inkjet_printer http://en.wikipedia.org/wiki/Cyanoacrylate http://fis.com/fis/worldnews/worldnews.asp? http://gezhi.org/aggregator/sources/57?page=1 http://www.howstuffworks.com/question695.htm http://www.criticalassist.co.nz/file?node_id=6750 http://www.newkeraka.com/nkfullnews-1-5853.html http://www.fensende.com/Users/swnymph/refs/glue.html http://cbc.ca/technology/story/2009/03/18/surgical-glue.html http://www.voanews.com/english/Science/2009-03-25-voa33.cfm http://www.eurekalert.org/pub_releases/2009-03/ncsu-sai031609.php http://www.asknature.org/strategy/1052eed7fd56c4933871c04b65b1cafb http://www.gizmag.com/safer-surgery-using-mussel-glue-inkjet-printers /11317/ http://www.sciam.com/podcast/episode.cfm?id=6479E561-94AB-4FBC-4B98B9DE2C6729A6
หากท่านคิดว่าข่าวนี้มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน รบกวนโหวตให้คะแนนด้านบนด้วยนะคะ |
|
| แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 16 February 2010 ) |
| < บทความก่อนหน้า | บทความถัดไป > |
|---|