








บริการวิชาการ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ข่าววิทยาศาสตร์ : รักษาเส้นประสาทที่บาดเจ็บด้วยเส้นใยลูกผสม [เปลือกสัตว์ทะเลกับพอลิเอสเทอร์]
| ข่าววิทยาศาสตร์ : รักษาเส้นประสาทที่บาดเจ็บด้วยเส้นใยลูกผสม [เปลือกสัตว์ทะเลกับพอลิเอสเทอร์] |
|
แปลและเรียบเรียง โดย มาริสา คุณธนวงศ์ หากท่านคิดว่าข่าวนี้มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน รบกวนโหวตให้คะแนนด้านบนด้วยนะคะ
การผสมผสานเส้นใยธรรมชาติกับเส้นใยสังเคราะห์คงเป็นเรื่องธรรมดาในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อย่างเสื้อผ้าที่ทำด้วยเส้นใยพอลิเอสเทอร์ผสมกับเส้นใยฝ้าย การผสมเส้นใยทั้งสองชนิดนี้ก็เพื่อที่จะทำให้เนื้อผ้ามีความอ่อนนุ่ม ไม่หยาบกระด้าง ระบายเหงื่อและความชื้นได้ดี รวมถึงยังช่วยให้เนื้อผ้ายับได้ยากขึ้นอีกด้วย
แต่ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้หลักการดังกล่าวถูกนำมาใช้ในด้านอื่นๆนอกเหนือจากอุตสาหกรรมเครื่อง นุ่งห่ม และที่ไม่ธรรมดานั่นก็คือ การผสมเส้นใยสังเคราะห์และเส้นใยธรรมชาติเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ใน ขณะนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันกำลังนำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ในด้าน การแพทย์ พวกเขากำลังสังเคราะห์วัสดุชนิดใหม่ที่น่าทึ่งเพราะมันสามารถนำมาช่วยซ่อม แซมเส้นใยประสาทที่บาดเจ็บได้และยังใช้ประโยชน์ด้านการแพทย์อื่นๆได้อีกด้วย วัสดุชนิดใหม่นี้เกิดจากการทอเส้นใยไคโตซานซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติที่ได้ จากเปลือกปูและกุ้ง เข้ากับพอลิเอสเทอร์ ซึ่งเป็นเส้นใยที่ใช้ในอุตสาหกรรม จนได้เส้นใยลูกผสมที่มีลักษณะเป็นท่อขนาดเล็ก และรวมสมบัติด้านชีววิทยาที่ดีของเส้นใยธรรมชาติและความแข็งแรงของเส้นใยพอ ลิเมอร์สังเคราะห์เอาไว้ด้วยกัน
ภาพที่ 2 แสดงการใช้ท่อนำทางเส้นประสาท
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเส้นใยประสาทบาดเจ็บ
หลังจากที่นิ้วเกิดการบาดเจ็บ เส้นประสาทรอบๆจะขาดจากกันเป็นสองส่วน ส่วนปลายสุดของเส้นประสาทจะยังคงงอกตามปกติ แต่เส้นประสาทจะสูญเสียอำนาจในการควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้ศัลยแพทย์ต้องใช้เส้นประสาทที่รับความรู้สึกจากผิวหนังตัดมาเชื่อมต่อ ปลายเส้นประสาทที่อยู่ห่างจากกัน (nerve gap) เรียกวิธีนี้ว่า nerve graft วิธีการนี้เป็นวิธีการผ่าตัดรักษาที่ศัลยแพทย์ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ในปัจจุบันมีการนำท่อเล็กๆที่เรียกว่า ท่อนำเส้นประสาท มาช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างปลายเส้นประสาทที่ขาดจากกัน ภายในท่อดังกล่าวอาจจะมีสารที่กระตุ้นและชักนำให้เส้นใยประสาทเกิดการงอก เคลือบเอาไว้ด้วย ปัจจุบัน ท่อนำเส้นประสาทที่ใช้กันในทางการค้าทำจากคอลลาเจน โปรตีนโครงสร้างที่ได้มาจากเซลล์ของสัตว์ แต่คอลลาเจนเป็นสารที่มีราคาแพงและเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีสมบัติเป็นตัว กระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้คอลลาเจนยังมักจะอ่อนตัวเมื่ออยู่ในที่ชื้นอย่างภายในร่างกาย มนุษย์ และอาจจะยุบตัวลงได้ง่ายหากได้รับแรงกดต่างๆ ปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญสำหรับเซลล์ประสาทที่กำลังเริ่มเจริญ เพราะท่อนำเส้นประสาทที่ดีจะต้องแข็งแรงพอที่จะป้องกันเส้นใยประสาทขณะที่ กำลังงอกเชื่อมต่อกัน ข้อ ด้อยต่างๆเหล่านี้ทำให้Zhangและทีมงานพยายามคิดค้นวัสดุทางเลือกใหม่ที่ เหมาะสมกว่าคอลลาเจน วัสดุชนิดใหม่นี้มีส่วนประกอบชนิดแรกเป็น พอลิคาโพรแลคโทน (polycaprolactone ; PCL) พอลิเอสเทอร์ชนิดหนึ่งที่ใช้ในการเย็บแผล เนื่องจากมีสมบัติด้านความแข็งแรง ยืดหยุ่นที่ดี และสามารถย่อยสลายได้ แต่พื้นผิวของวัสดุชนิดนี้มีสมบัติกันน้ำหรือต่อต้านการซึมผ่านของน้ำซึ่ง ไม่เหมาะต่อการเจริญของเซลล์ที่มีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถใช้วัสดุชนิดนี้มาทำเป็นท่อนำเส้นประสาทได้เพียง อย่างเดียว จำเป็นต้องอาศัยวัสดุอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ ไคโตซาน พอลิเมอร์ธรรมชาติที่พบได้ที่เปลือกของสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง (crustacean) หาได้ง่าย มีราคาถูก สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และยังมีสมบัติความเข้ากันได้ทางชีวภาพ (biocompatibility) เพราะมันจะไม่กระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันจึงไม่ทำให้ร่างกายเกิด การต่อต้าน นอกจากนี้พื้นผิวที่หยาบของไคโตซานยังมีลักษณะคล้ายกับพื้นผิวภายในของร่าง กาย ทำให้เซลล์ที่กำลังเจริญยึดติดกับพื้นผิวได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อไคโตซานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื้น มันจะอ่อนตัวและบวมพอง
ผสมผสานสองวัสดุที่ต่างกันจนได้วัสดุทางเลือกใหม่
ถึง แม้ว่าวัสดุทั้งสองยังมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ยังเห็นว่าทั้งพีซีแอลและไคโตซานยังมีสมบัติอีกหลายประการที่ เหมาะสำหรับนำมาใช้เป็นท่อนำเส้นประสาท ทีมงานจึงรวมวัสดุสองชนิดนี้เข้าด้วยกัน โดยเริ่มผลิตเส้นใยนาโนของวัสดุทั้งสองชนิดก่อนโดยใช้เทคนิคอิเล็กโตรสปิน นิ่ง (electrospinning) จากนั้น นำเส้นใยทั้งสองชนิดมาถักทอเข้าด้วยกันจนได้เส้นใยลูกผสมที่มีลักษณะคล้าย กับเส้นใยนาโนของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบๆเซลล์ต่างๆของมนุษย์
ด้วย ความแตกต่างของวัสดุทั้งสองชนิดทำให้การผสมทำได้ค่อนข้างยาก จุดนี้เป็นจุดที่ทีมวิจัยต้องระวังเป็นพิเศษเพราะการผสมเส้นใยทั้งสองให้ เหมาะสมนั้นสำคัญมาก หากรวมกันไม่สมบูรณ์ท่อนำเส้นประสาทที่ได้จะมีจุดบกพร่อง
Zhang และทีมงานได้สร้างท่อนำเส้นประสาทต้นแบบ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ยาวระหว่าง 5 ถึง 15 เซนติเมตร (หรือ 2-6 นิ้ว) จากนั้นทดสอบสมบัติของท่อที่ทำจากเส้นใยลูกผสมเทียบกับท่อที่ทำจากกรดพอลิแล คติกโคไกลโคลิก (polylacticcoglycolic acid) และท่อที่ทำจากคอลลาเจนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
ผล การทดสอบแสดงให้เห็นว่า วัสดุที่เป็นไคโตซานทอกับพอลิเอสเทอร์นั้นมีประสิทธิภาพที่เหมาะสมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความแข็งแรง ความสามารถในการยืดหยุ่น และการต้านทานแรงกดทั้งในสภาวะที่แห้งและชื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สภาวะชื้นที่เลียนแบบสภาวะภายในร่างกาย ท่อนำเส้นประสาทที่ทำจากวัสดุลูกผสมชนิดใหม่นี้สามารถทนต่อแรงกดมากกว่าท่อ นำเส้นประสาทประเภทกรดพอลิแลกติคโคไกลโคลิกและท่อนำเส้นประสาทที่ทำจากคอลลา เจน ประมาณสองเท่าและแปดเท่าตามลำดับ
นอก จากวัสดุลูกผสมนี้เหมาะที่จะใช้ทำเป็นท่อนำเส้นประสาทแล้ว มันยังสามารถประยุกต์ใช้ในด้านการแพทย์อื่นๆได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งบาดแผล ปลูกถ่ายหัวใจ รักษาเอ็นอักเสบ โรคที่เกิดกับกระดูกอ่อน หรือซ่อมแซมกล้ามเนื้อ Zhang กล่าวเพิ่มเติม
งาน วิจัยนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Advanced Materials ฉบับออนไลน์ และได้รับทุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Science Foundation : NSF)
ข้อมูลเพิ่มเติม
ท่อนำเส้นประสาท (Nerve Guide, Nerve Guidance Conduit)
ท่อ เทียมที่ใช้รักษาเส้นประสาทที่บาดเจ็บ โดยใช้เชื่อมปลายของเส้นประสาทที่ขาดออกจากกันเป็นช่อง (nerve gap) ซึ่งอาจเคลือบสารกระตุ้นภายในท่อเพื่อชักนำให้ใยประสาทเกิดการงอกใหม่ (neurotrophic factor) วิธีการผ่าตัดรักษาเส้นประสาทที่บาดเจ็บโดยอาศัยท่อนำเส้นประสาทนี้เรียกว่า Entubulation
ท่อ ที่ศัลยแพทย์นำมาใช้อาจใช้ท่อที่เป็นเนื้อเยื่อจากร่างกายเช่น ท่อหลอดเลือดดำ (vein) เนื้อเยื่อบุช่องว่างในลำตัว (mesothelial tube) หรืออาจทำจากวัสดุสังเคราะห์ เช่น ซิลิโคน คอลลาเจน กรดพอลิไกลโคลิค เป็นต้น
Nerve graft
วิธี การผ่าตัดรักษาเส้นประสาทที่บาดเจ็บโดยใช้เส้นประสาทที่รับความรู้สึกจากผิว หนังตัดมาเชื่อมต่อปลายเส้นประสาทที่อยู่ห่างจากกัน และลดแรงดึงลง เส้นประสาทที่นิยมนำมาใช้มากที่สุดคือ เส้นประสาทซูรัล (sural Nerve) ซึ่งจะอยู่ตรงตำแหน่งระหว่าง ตาตุ่มด้านนอก (lateral malleolus) และเอ็นร้อยหวาย (achilles tendon) เพราะสามารถตัดได้ยาวถึง 20-30 เซนติเมตร และจะเกิดเพียงอาการชาเมื่อถูกตัดมาใช้
ภาพที่ 8 อิเล็คโตรสปินนิ่ง (Electrospinning)
หากท่านคิดว่าข่าวนี้มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน รบกวนโหวตให้คะแนนด้านบนด้วยนะคะ แหล่งข้อมูลอ้างอิงและเพิ่มเติม
การซ่อมแซมการบาดเจ็บของเส้นประสาทด้วยวิธีจุลศัลยกรรม
http://medinfo.psu.ac.th/smj2/182/smj1829.html
อิเล็คโตรสปินนิ่ง
http://en.wikipedia.org/wiki/Electrospinning
http://physics.kku.ac.th/ssmg/wordpress/?p=525
http://202.28.94.55/web/322103/2551/work1/g19/menu5.htm
http://www.material.chula.ac.th/RADIO47/January/radio1-1.htm
ท่อนำเส้นประสาท
http://en.wikipedia.org/wiki/Nerve_guidance_conduit#Collagen_Type_I.2FIII
การรักษาเส้นประสาทที่บาดเจ็บ
http://www.neuro.or.th/journal/การรักษาบาดเจ็บที่เส้นประสาท.pdf
|
|||||||||||||||||||
| แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 16 February 2010 ) | |||||||||||||||||||
| < บทความก่อนหน้า | บทความถัดไป > |
|---|