เมื่อปี พ.ศ. 2542 คณะผู้วิจัยในโครงการสำรวจข้อมูลเพื่อความร่วมมือด้านเทคโนโลยี structural ceramics ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น1 ได้เริ่มสำรวจข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกของกรมศุลกากร ของวัสดุเซรามิกส์ อุตสาหกรรม ข้อมูลของผู้ประกอบการในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งการพบปะกับผู้ประกอบการ การเยี่ยมชมโรงงาน และแบบสอบถาม พบว่า ผู้ประกอบการเซรามิกส์ในประเทศเกือบทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเซรามิกส์ดั้งเดิม (เช่น ชาม กระเบื้อง เครื่องประดับ สุขภัณฑ์) มีจำนวนน้อยมากที่พอจะเกี่ยวข้องกับเซรามิกส์อุตสาหกรรม และพอสรุปถึงสาเหตุของปัญหาได้ดังนี้
เมื่อพิจารณาข้อมูลความต้องการพัฒนาเทคโนโลยีเซรามิกส์ภายในประเทศ ประกอบกับลักษณะการเป็นพลวัตของความต้องการในอุตสาหกรรม ทำให้เห็นได้ว่า เทคโนโลยีการผลิตเซรามิกส์โดยการอัดแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซรามิกส์ชนิดอลูมินา เป็นเทคโนโลยีที่มีความลงตัว ทั้งด้านความต้องการจากการใช้งานที่หลากหลายในอุตสาหกรรมต่างๆ และด้านศักยภาพความสามารถในการผลิตเซรามิกส์ที่มีอยู่ภายในประเทศ อย่างไรก็ดี การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นเองภายในประเทศ อาจจำเป็นต้องใช้เวลา บุคลากร ทรัพยากรจำนวนมาก และยังอาจมีความเสี่ยงสูงเมื่อนำไปใช้ผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม กลุ่มเซราพาร์ทจึงได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ จากผู้ประกอบการขนาดกลางในประเทศญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์การผลิตมาเป็นเวลายาวนาน และได้พยายามรวบรวมข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลด้านความต้องการภายในประเทศ ประกอบเข้ากับความรู้ความสามารถทางวิชาการ เพื่อให้สามารถบ่มเพาะและถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ ให้กับผู้ประกอบการไทยที่ยังมีข้อจำกัดด้านการเสาะหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์ด้านการผลิตที่สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็ว ประหยัด และยั่งยืน ดังนั้น กลุ่มเซราพาร์ท (Ceraparts Group) จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อ
1) ผกามาศ แซ่หว่อง จารุวรรณ เลือดทหาร และ กุลจิรา สุจิโรจน์ 2543 'โครงการสำรวจข้อมูลเพื่อความร่วมมือด้านเทคโนโลยี structural ceramics ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น' ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ