Chanpen Thanomboon, Author at MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/author/chanpent/ National Metal and Materials Technology Center Tue, 18 Aug 2026 02:26:10 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico Chanpen Thanomboon, Author at MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/author/chanpent/ 32 32 ‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน https://www.mtec.or.th/biochar-map/ Tue, 11 Aug 2026 01:53:47 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47356 วิกฤตฝุ่น PM 2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่มี "เศษวัสดุทางการเกษตรเหลือทิ้ง" ปริมาณมหาศาลหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนหนึ่งมักจบลงด้วยการเผาในที่โล่ง

The post ‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

วิกฤตฝุ่น PM 2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่มี “เศษวัสดุทางการเกษตรเหลือทิ้ง” ปริมาณมหาศาลหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนหนึ่งมักจบลงด้วยการเผาในที่โล่ง

จะดีแค่ไหน…ถ้าเราเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเหล่านี้ให้กลายเป็น “ไบโอชาร์” (Biochar: ถ่านชีวภาพ) ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม และสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร?

ประเทศไทยมีเศษชีวมวลจากพืชเศรษฐกิจหลักประมาณ 150 ล้านตันต่อปี เมื่อประเมินในเชิงทฤษฎีมีศักยภาพนำมาผลิตไบโอชาร์ได้ประมาณ 30 ล้านตันต่อปี สะท้อนถึงโอกาสในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์ พร้อมกับช่วยลดการเผาและเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน

อย่างไรก็ตาม การวางแผนนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกในระดับพื้นที่ที่เชื่อถือได้ ซึ่งเป็นที่มาของ “Biochar Map” แผนที่จำลองอัจฉริยะ (Interactive Map) ที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เพื่อเป็นระบบฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนและบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของไบโอชาร์อย่างเป็นระบบ

ระบบจะนำข้อมูลพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ประกอบด้วย ปาล์มน้ำมัน ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมะพร้าว มาบูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผนวกกับข้อมูลสัดส่วนชีวมวลเหลือใช้จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิต ปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ และศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน โดยแสดงผลได้ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล

Biochar Map จึงช่วยให้เศษชีวมวลที่กระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่ กลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนเชิงนโยบาย ซึ่งปัจจุบันมีการต่อยอดใช้วางแผนการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยไบโอชาร์ในจังหวัดพะเยา ทำให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลประกอบการออกมาตรการส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยไบโอชาร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero และแผน NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution ฉบับที่ 3)

เมื่อผนวกกับฐานข้อมูลการผลิตไบโอชาร์ (Thai Biochar Database) สามารถช่วยประเมินและรายงานปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของแต่ละหน่วยผลิต ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้สนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิตให้โปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ตามกลไกลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศหรือ T-VER และเปิดโอกาสการสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร

ปัจจุบันแพลตฟอร์ม Biochar Map เปิดให้หน่วยงานรัฐ เอกชน นักวิจัย และเกษตรกร เข้าใช้งานและติดตามข้อมูลได้ฟรีที่เว็บไซต์ thaibiochar.net หรือหน้าแผนที่โดยตรง map.thaibiochar.net

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
คุณเกริกชัย อินทร์ปอ
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
โทรศัพท์: 0-2564-6500 ต่อ 4461
อีเมล: kroekchi@mtec.or.th
เว็บไซต์: https://www.mtec.or.th/env-research-group-mse-team/

The post ‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI https://www.mtec.or.th/cbam_lci/ Thu, 06 Aug 2026 02:26:45 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47229 เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทย (Net Zero) ถูกขยับให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 และความท้าทายจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มมีข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัว

The post ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทย (Net Zero) ถูกขยับให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 และความท้าทายจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มมีข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัว

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องอาศัย การประเมินวัฏจักรชีวิต หรือ LCA (Life Cycle Assessment) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยความน่าเชื่อถือของผลการประเมินขึ้นกับการจัดทำบัญชีรายการวัฏจักรชีวิต หรือ LCI (Life Cycle Inventory) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญตามมาตรฐาน ISO 14040 และ ISO 14044

ปัจจุบัน สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ภายใต้เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้พัฒนา “ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติ” ที่มีการบันทึกการใช้ทรัพยากร วัตถุดิบ พลังงาน ตลอดจนการปลดปล่อยมลพิษและของเสียสู่สิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต เพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงในระดับประเทศ

จุดเด่นสำคัญคือ “ความแม่นยำจำเพาะ” เช่น ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Thai Grid Mix) และค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สะท้อนถึงกิจกรรมการผลิตวัสดุพื้นฐาน ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการไทยไม่ต้องแบกรับภาระภาษีที่สูงเกินจริงจากการใช้ค่ากลางสากล (Global Default) ที่มักประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าความเป็นจริง จนส่งผลให้เสียเปรียบทางการแข่งขัน

“ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติ” นี้เปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยระบุ “จุดวิกฤต” หรือขั้นตอนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในกระบวนการผลิต ช่วยให้ภาคเอกชนนำข้อมูลไปจัดทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างตรงจุด เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่มีแผนการลดคาร์บอนขององค์กรลง ร้อยละ 30 ผ่านการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำอย่างปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และลดภาระต้นทุนจากมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป (CBAM)

ยิ่งไปกว่านั้น องค์ความรู้จากการพัฒนา “ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติ” ยังขยายผลไปสู่การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อาทิ การประเมินร่องรอยการใช้น้ำ (Water Footprint) การจัดทำฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ และการออกแบบนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลคาร์บอนคือความจำเป็นทางธุรกิจ เพื่อรองรับข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทในกลุ่ม SET50 ที่เริ่มมีผลในปี พ.ศ. 2569 ตลอดจนร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ซึ่งกำหนดให้ภาคเอกชนกว่า 3,200 ราย ต้องรายงานข้อมูลภาคบังคับในช่วงปี พ.ศ. 2571–2572 ก่อนเข้าสู่ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2573

การมีฐานข้อมูล LCI ที่น่าเชื่อถือและปรับใช้กับกระบวนการผลิตเพื่อลดคาร์บอนได้จริงนั้น เป็นกุญแจสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ให้ข้ามผ่านกำแพงภาษีและกติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมได้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อ สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mtec.or.th/tiis/

The post ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เปลี่ยน “กากตะกอนปูน” จากโรงงานน้ำตาล ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่าใหม่ สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste) https://www.mtec.or.th/cacake/ Fri, 31 Jul 2026 06:33:06 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47142 เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมน้ำตาล หลายคนอาจนึกถึงเพียงน้ำตาลทรายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เบื้องหลังการผลิตนั้น ยังมีวัสดุเหลือใช้ที่เกิดขึ้นในปริมาณมหาศาล หนึ่งในนั้นคือ "กากตะกอนปูน" หรือ CaCake

The post เปลี่ยน “กากตะกอนปูน” จากโรงงานน้ำตาล ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่าใหม่ สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เปลี่ยน "กากตะกอนปูน" จากโรงงานน้ำตาล ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่าใหม่
สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste)

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมน้ำตาล หลายคนอาจนึกถึงเพียงน้ำตาลทรายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เบื้องหลังการผลิตนั้น ยังมีวัสดุเหลือใช้ที่เกิดขึ้นในปริมาณมหาศาล หนึ่งในนั้นคือ “กากตะกอนปูน” หรือ CaCake ซึ่งเกิดจากกระบวนการทำความสะอาดและลดค่าสีน้ำเชื่อมก่อนผลิตเป็นน้ำตาลทรายขาว เดิมวัสดุชนิดนี้มักถูกมองว่าเป็นของเสียที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัด แต่วันนี้ นักวิจัยกำลังเปลี่ยนมุมมองใหม่ ให้กากตะกอนปูนกลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก

ประเทศไทยผลิตน้ำตาลทรายดิบได้ประมาณ 7.5 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้เกิดกากตะกอนปูน (CaCake) มากถึง 112,500–225,000 ตันต่อปี หากปล่อยทิ้งไว้ นอกจากจะเป็นภาระด้านการจัดการของเสียแล้ว ยังเป็นการสูญเสียทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

กากตะกอนปูนเกิดขึ้นจากการเติมปูนขาว (Ca(OH2) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ลงในน้ำเชื่อม เพื่อแยกสิ่งเจือปนออก  กระบวนการนี้ทำให้เกิดตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO₃) ซึ่งถูกกรองออกมาเป็น CaCake

สิ่งที่น่าสนใจคือ CaCake มีองค์ประกอบหลักเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีความบริสุทธิ์สูง อนุภาคมีขนาดเล็กและกระจายตัวได้ดี คุณสมบัติเหล่านี้ใกล้เคียงกับแร่หินปูนธรรมชาติที่ใช้เป็นสารเติมแต่งในอุตสาหกรรมพลาสติก จึงสามารถนำมาพัฒนาเป็น แคลเซียมมาสเตอร์แบตช์ (Calcium Masterbatch) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผสมในเม็ดพลาสติก ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์พลาสติกได้

นอกจากการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว งานวิจัยนี้ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นการลดการพึ่งพาการทำเหมืองหินปูนธรรมชาติ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และลดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง อีกทั้งกากตะกอนปูนยังเกิดจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงงานน้ำตาล จึงสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

ความสำเร็จของงานวิจัยเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้โครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Up-Tech Circular Economy) ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยมีศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เอ็มเทค สวทช. เป็นที่ปรึกษา และได้รับความร่วมมือจาก บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกากตะกอนปูน และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท ผู้ผลิตมาสเตอร์แบชสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก ที่สนใจนำเอากากตะกอนปูนหรือ CaCake มาใช้ประโยชน์ โดยได้ร่วมกันพัฒนาตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ปัจจุบันงานวิจัยอยู่ในช่วงทดสอบระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Scale) และเตรียมขยายผลสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยทางเอ็มเทค ร่วมกับ กพร. และหน่วยงานเครือข่าย End of Waste อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อรับรองการใช้ประโยชน์กากตะกอนปูน หรือ CaCake จากการเป็นของเสียให้เป็นวัตถุดิบทุติยภูมิสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก รวมทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีศักยภาพต่อไป

การเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “วัตถุดิบ” ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรม และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมสามารถเปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างเป็นรูปธรรม

สนใจเทคโนโลยีติดต่อ ทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน (คุณวัชรี สอนลา) โทร. 0 2564 6500 ต่อ 4047 E-mail: watcharp@mtec.or.t

The post เปลี่ยน “กากตะกอนปูน” จากโรงงานน้ำตาล ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่าใหม่ สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี https://www.mtec.or.th/sbe/ Wed, 15 Jul 2026 00:58:15 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46836 เทคโนโลยีที่เพิ่มมูลค่าของผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมคือ หนึ่งในกุญแจสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมลดต้นทุน สร้างโอกาสทางการตลาด

The post เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทคโนโลยีที่เพิ่มมูลค่าของผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมคือ หนึ่งในกุญแจสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมลดต้นทุน สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน

กลุ่มบริษัทอำพลฟูดส์ ผู้นำนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและมุ่งมั่นยกระดับความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลกด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงเกิดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. เพื่อนำตัวดูดซับสีจากกระบวนการผลิตน้ำมันสำหรับบริโภค (Spent Bleaching Earth, SBE) และเถ้าชีวมวล (Biomass Ash) จากหม้อต้มไอน้ำกลับมาใช้ประโยชน์

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี รวมถึงพิจารณาฟังก์ชันที่เหมาะสมของทั้ง SBE และเถ้าชีวมวล พบว่า SBE มีโครงสร้างหลักเป็นมอนต์โมริลโลไนต์ หรือเบนโทไนต์ มีซิลิกาค่อนข้างสูง และโครงสร้างถูกปกคลุมด้วยน้ำมัน เนื่องจากผ่านการใช้งานมาแล้ว

ในขณะที่เถ้าชีวมวลมีซิลิกาและแคลเซียมค่อนข้างสูง หากเพิ่มอะลูมินาจะสามารถพัฒนาเป็นจีโอมีเดีย (Geo-media) ซึ่งเป็นวัสดุพรุนสำหรับใช้เป็นไบโอมีเดียเพื่อเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ ใช้ในบ่อเลี้ยงปลาเป็นตัวดูดซับหรือตัวกรองในระบบบำบัดน้ำ ช่วยลดความขุ่น รวมถึงเป็นวัสดุปลูกพืชแบบไร้ดิน โดยใช้เทคโนโลยีจีโอโพลิเมอร์

ทั้งนี้ประสิทธิภาพของจีโอมีเดียขึ้นอยู่กับโครงสร้างพรุน ซึ่งต้องอาศัยสารช่วยก่อรูพรุนและสารช่วยให้ฟองอากาศกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมขนาดและการกระจายตัวของรูพรุนไม่ให้รวมตัวกันมากเกินไป โดย SBE ช่วยให้รูพรุนกระจายตัวได้ดี ขณะที่เถ้าชีวมวลมีแคลเซียมสูงช่วยส่งเสริมการเซตตัวของวัสดุ เมื่อปรับสัดส่วนอย่างเหมาะสมจะสามารถผลิตวัสดุจีโอโพลิเมอร์ที่มีความพรุนสูงถึง 60–70% และมีพื้นที่ผิวจำเพาะสูงถึง 115 ตารางเมตรต่อกรัม

การเพิ่มปริมาณเถ้าชีวมวลจะเอื้อต่อการเกิดรูพรุนเพิ่มเติมในเนื้อวัสดุ เนื่องจากเถ้ามีโครงสร้างพรุน มีขนาดอนุภาคเล็กและใหญ่ปนกัน และพื้นผิวขรุขระ ส่งผลให้วัสดุมีน้ำหนักเบา แต่ยังคงความแข็งแรงและสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ สามารถทดแทนไบโอมีเดียพลาสติกและหินธรรมชาติได้

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีจีโอโพลิเมอร์มีจุดเด่นที่ไม่ต้องใช้เตาเผา แต่ผลิตได้ด้วยการผสม ขึ้นรูป และบ่มที่อุณหภูมิห้อง จึงช่วยประหยัดพลังงานและมีศักยภาพต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้

สนใจขอคำปรึกษาติดต่อ
ดร.กันทิมา เหมรา นักวิจัย
ทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.
โทรศัพท์: 02 564 6500 ต่อ 4213
อีเมล: khanthh@mtec.or.th

The post เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
วัสดุดูดซับไฮบริดคาร์บอน-เอมีนสำหรับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากก๊าซเสียของโรงไฟฟ้า: การประเมินประสิทธิภาพระดับภาคสนาม https://www.mtec.or.th/circular-carbon-catch/ Fri, 03 Jul 2026 07:02:47 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46465 "Circular-Carbon-CATCH" วัสดุดูดซับไฮบริดคาร์บอน-เอมีนสำหรับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากก๊าซเสียของโรงไฟฟ้า: การประเมินประสิทธิภาพระดับภาคสนาม คือความสำเร็จครั้งสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมวัสดุดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

The post วัสดุดูดซับไฮบริดคาร์บอน-เอมีนสำหรับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากก๊าซเสียของโรงไฟฟ้า: การประเมินประสิทธิภาพระดับภาคสนาม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

วัสดุดูดซับไฮบริดคาร์บอน-เอมีนสำหรับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
จากก๊าซเสียของโรงไฟฟ้า: การประเมินประสิทธิภาพระดับภาคสนาม

เรียบเรียงโดย
ทีมวิจัยเซรามิกคะตะลิสต์และคาร์บอน
กลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง

ผลงาน “Circular-Carbon-CATCH” วัสดุดูดซับไฮบริดคาร์บอน-เอมีนสำหรับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากก๊าซเสียของโรงไฟฟ้า: การประเมินประสิทธิภาพระดับภาคสนาม คือความสำเร็จครั้งสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมวัสดุดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร/อุตสาหกรรมอาหารอย่าง “กากมันสำปะหลัง” มาสร้างมูลค่าใหม่ ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคไพโรไลซิสร่วมกับการกระตุ้นทางเคมี การขึ้นรูปเป็นเม็ดด้วยเทคนิคการอัดรีด (Extrusion) ไปจนถึงการปรับปรุงพื้นผิวด้วยสารประกอบเอมีน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดในการดักจับ CO2

วัสดุไฮบริดคาร์บอน-เอมีน หรือ Circular-Carbon-CATCH มีพื้นที่ผิวสูงถึง 1,165 m2/g และมีโครงสร้างรูพรุนขนาดเล็กมากในระดับ “ไมโครพอร์” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดักจับ CO2 โจทย์ที่ท้าทายคือการทำงานได้ดีภายใต้อุณหภูมิสูงของโรงไฟฟ้า จึงได้มีการปรับปรุงพื้นผิวของวัสดุดักจับด้วยสารประกอบเอมีน (PEI )ซึ่งแม้จะทำให้พื้นที่ผิวปรับลดลงมาบ้าง แต่ยังคงรักษาโครงสร้างรูพรุนไมโครพอร์ไว้ได้ดังเดิม

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพการดักจับ CO2 ในสภาวะจำลองก๊าซไอเสียสังเคราะห์จากโรงไฟฟ้าด้วยเตาปฏิกรณ์ วัสดุนี้สามารถดูดซับ CO2 ได้สูงสุดถึง 50-70 mg/g สามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำ (Regeneration) ได้มากกว่า 20 รอบ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการใช้วัสดุได้อย่างมาก สำหรับการพิสูจน์ประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมจริง ทีมวิจัยได้ผลักดันนวัตกรรมนี้ออกสู่ภาคสนาม โดยนำระบบดักจับคาร์บอนเคลื่อนที่หรือ CO2 capture mobile unit ไปดักจับ CO2 ในก๊าซไอเสียจริงที่ปลดปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า ท่ามกลางสภาวะหน้างานที่มีความผันผวนสูง ซึ่งวัสดุดูดซับนี้สามารถดักจับ CO2 ได้จริง มีประสิทธิภาพสูงถึง 40-70% คิดเป็นปริมาณการลดการปลดปล่อย CO2 1.3-6.5 กิโลกรัมต่อวัน หรือ 0.5-2 ตันคาร์บอนต่อปี การประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) ยังได้ยืนยันว่า วัสดุดักจับ CO2 นี้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมได้ถึง 50% โดยมีต้นทุนการดักจับ CO2 ที่ต่ำกว่าเทคโนโลยีที่ใช้งานในปัจจุบันนี้ ทำให้มีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์และมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

นวัตกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังถูกออกแบบมาให้เป็นโมเดลธุรกิจครบวงจรหรือ CCAaS (Carbon Center as a Service) สำหรับผู้ให้บริการจัดการดักจับ CO2 แก่ภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่การติดตั้งอุปกรณ์ การขนส่ง ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์หรือกักเก็บ (CCUS) ช่วยให้ผู้ประกอบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันที โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการลงทุนสร้างระบบรากฐานที่มีต้นทุนสูง (CAPEX) ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังเป็นการเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็น “Upcycled Carbon Asset” หรือสินทรัพย์คาร์บอนมูลค่าสูง ผ่านกลยุทธ์ Waste-to-Value cascading หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดจากของเสียเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้เสริมได้อย่างยั่งยืนให้เจ้าของ waste อีกด้วย

ปัจจุบัน Circular-Carbon-CATCH พร้อมแล้วที่จะส่งมอบเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ร่วมสร้างความยั่งยืน พร้อมสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสีเขียวที่คิดค้นและผลิตได้เองในประเทศอย่างแท้จริง

ดร.ดวงเดือน อาจองค์
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4230
Email : duangdua@mtec.or.th

ดร.ศุภวรรณ วิชพันธุ์
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4202
Email : supawank@mtec.or.th

ทีมวิจัยเซรามิกคะตะลิสต์และคาร์บอน
กลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช.

 

The post วัสดุดูดซับไฮบริดคาร์บอน-เอมีนสำหรับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากก๊าซเสียของโรงไฟฟ้า: การประเมินประสิทธิภาพระดับภาคสนาม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เอ็มเทค กพร. บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทสยามคราฟท์ อุตสาหกรรม จำกัด เปิดตัวการขยายสเกลการผลิต Non-Shrink Grout เชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างยั่งยืน https://www.mtec.or.th/non-shrink-grout/ Thu, 02 Jul 2026 02:30:05 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46396 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม  2569 ทีมงานในโครงการ “พัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Up Tech)” ประกอบด้วย ดร.อนุชา วรรณก้อน หัวหน้าโครงการ และ ดร.สิทธิศักดิ์ ... Read more

The post เอ็มเทค กพร. บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทสยามคราฟท์ อุตสาหกรรม จำกัด เปิดตัวการขยายสเกลการผลิต Non-Shrink Grout เชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม  2569 ทีมงานในโครงการ “พัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Up Tech)” ประกอบด้วย ดร.อนุชา วรรณก้อน หัวหน้าโครงการ และ ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ ที่ปรึกษาโครงการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) พร้อมด้วย คุณกิตติพันธุ์ บางยี่ขัน ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง คุณศรากร อักษรแก้ว หัวหน้ากลุ่มนวัตกรรมอุตสาหกรรมรีไซเคิล และทีมงาน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ผู้สนับสนุนโครงการ เข้าร่วมงานเปิดตัวการขยายสเกลการผลิต Non-Shrink Grout เชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม ได้รับเกียรติจาก คุณธิติ ศรีรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม และทีมบริหาร พร้อมด้วย คุณบัณฑิต ธุวดารากุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยพัฒนาและควบคุมคุณภาพ และ คุณธีรศักดิ์ เภาด้วง ผู้จัดการส่วนทดสอบคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกล่าวต้อนรับและนำเสนอภาพรวมการดำเนินงาน

ภายในงานมี คุณศักย์รินทร์ ยุกตานนท์ Environment Energy Manager และทีมงานจากบริษัทสยามคราฟท์ อุตสาหกรรม จำกัดในเครือ SCGP เข้าร่วมเปิดงาน ซึ่งภายในงานมีการบรรยายความก้าวหน้าของโครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ประจำปี 2569 และการดำเนินงานเทคโนโลยีรีไซเคิล Aluminosilicate Waste สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่เกิดขึ้นภายใต้การดำเนินโครงการ และเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ด้านการรีไซเคิลวัสดุเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมสู่การประยุกต์ใช้จริงในระดับการผลิต และความร่วมมือในการผลักดันไปสู่การดำเนินงานตามแนวทาง End of Watse

การขยายสเกลปูนซีเมนต์เกร้าท์ไม่หดตัว (Non-Shrink Grout) Mix 400 กิโลกรัม สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน ผลงานนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิจัย และภาคเอกชน ในการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ ลดของเสียจากอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย

The post เอ็มเทค กพร. บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทสยามคราฟท์ อุตสาหกรรม จำกัด เปิดตัวการขยายสเกลการผลิต Non-Shrink Grout เชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ-สวทช. ร่วมมือ บริษัท วงกลม จำกัด มุ่งพัฒนาฐานข้อมูลบัญชีรายการวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Inventory: LCI) คอนกรีตบล็อก ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมสีเขียว https://www.mtec.or.th/lci-wongklom/ Wed, 24 Jun 2026 10:08:17 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46150 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. นำโดย ดร.อนุชา วรรณก้อน ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง คุณวัชรี สอนลา วิศวกรอาวุโส คุณจันทิมา ... Read more

The post ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ-สวทช. ร่วมมือ บริษัท วงกลม จำกัด มุ่งพัฒนาฐานข้อมูลบัญชีรายการวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Inventory: LCI) คอนกรีตบล็อก ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมสีเขียว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. นำโดย ดร.อนุชา วรรณก้อน ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง คุณวัชรี สอนลา วิศวกรอาวุโส คุณจันทิมา สำเนียงงาม และคุณวันวิศา ฐานังขะโน ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) พร้อมคณะ เข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตและร่วมประชุมกับ คุณพงศธร กิติเรียงลาภ ผู้จัดการ และทีมงานของ บริษัท วงกลม จำกัด ผู้ผลิตคอนกรีตบล็อก รายใหญ่ของประเทศ ณ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี เพื่อแนะนำโครงการการจัดทำฐานข้อมูลของการปลดปล่อยคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในประเทศ (Thai National LCI Database) และความร่วมมือในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของ เอ็มเทค

The post ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ-สวทช. ร่วมมือ บริษัท วงกลม จำกัด มุ่งพัฒนาฐานข้อมูลบัญชีรายการวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Inventory: LCI) คอนกรีตบล็อก ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมสีเขียว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เยี่ยมชม “ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท” ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม Calcium Masterbatch ที่ผลิตโดยใช้กากตะกอนปูนจากอุตสาหกรรมน้ำตาล https://www.mtec.or.th/uptech-polypet/ Tue, 28 Apr 2026 07:25:23 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44789 เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาทีมที่ปรึกษาจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ นำโดยคุณวัชรี สอนลา วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน และ ดร.บงกช หะรารักษ์ นักวิจัย ทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก พร้อมด้วยผู้แทนจาก ... Read more

The post เยี่ยมชม “ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท” ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม Calcium Masterbatch ที่ผลิตโดยใช้กากตะกอนปูนจากอุตสาหกรรมน้ำตาล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาทีมที่ปรึกษาจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ นำโดยคุณวัชรี สอนลา วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน และ ดร.บงกช หะรารักษ์ นักวิจัย ทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก พร้อมด้วยผู้แทนจาก กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และ หจก. โพลี่เพ็ท ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมประชุมและเยี่ยมชมสถานประกอบการภายใต้ “โครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี (ปีที่ 2) ณ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท (Polypet Ltd., Part.) จังหวัดสมุทรปราการ การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมไทย นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และหมุนเวียนวัสดุเหลือใช้กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมคือการเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิต Calcium Masterbatch ของ หจก. โพลี่เพ็ท ซึ่งจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีมาช่วยปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์พลาสติกในอนาคตของการใช้กากตะกอนปูนจากโรงงานน้ำตาลผสมในเม็ดพลาสติกไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการผลิต แต่ยังเป็นการใช้ทรัพยากรแร่ธาตุอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
คณะผู้แทนจาก กพร. และทีมที่ปรึกษาได้ร่วมหารือกับ คุณปิยพงศ์ ลายพิทักษ์ ผู้บริหารของ หจก. โพลี่เพ็ท ถึงแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตให้สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเน้นไปที่:

  • การเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในกระบวนการผลิต
  • การลดของเสีย (Zero Waste) จากสายการผลิต
  • การเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนทีมที่ปรึกษา ด้านองค์ความรู้ เทคนิค และคำปรึกษาเชิงลึกแก่สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในปีที่ 2 นี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุลตามแนวทาง BCG Model ต่อไป

The post เยี่ยมชม “ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท” ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม Calcium Masterbatch ที่ผลิตโดยใช้กากตะกอนปูนจากอุตสาหกรรมน้ำตาล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ประกาศผลสถานประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ปี 2569 https://www.mtec.or.th/uptech69-announcement/ Fri, 10 Apr 2026 09:29:06 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43849 วันที่ 10 เมษายน 2569 จากการจัดงานสัมมนา “Up-Technology for Circularity ยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี Recycle/Upcycle” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ... Read more

The post ประกาศผลสถานประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ปี 2569 appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

วันที่ 10 เมษายน 2569

จากการจัดงานสัมมนา “Up-Technology for Circularity ยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี Recycle/Upcycle” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรม อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น บางเขน ที่ผ่านมา ทางโครงการฯ จึงได้พิจารณาคัดเลือกบริษัทที่จะเข้าร่วมในปีนี้ได้จำนวน 7 กิจการ ดังต่อไปนี้

รายชื่อบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ปี พ.ศ.2569
1. บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด
2. บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด
3. ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท
4. บริษัท บีเซน จำกัด
5. บริษัท ช.นิยม จำกัด
6. บริษัท ไทยเจียพาวเดอร์ อินดัสตรี จำกัด
7. บริษัท เอส.เจ.ซี. คอนกรีต จำกัด

ทางโครงการฯ ขอขอบคุณทุกบริษัท ที่ให้ความสนใจในการสมัครเข้าร่วมดำเนินงานกับโครงการฯ ในการนำเทคโนโลยีรีไซเคิล/อัพไซเคิลไปประยุกต์ใช้ อย่างไรก็ตาม ด้วยงบประมาณ ระยะเวลา และทีมงานที่มีจำกัด ทางโครงการฯ จึงไม่สามารถจะรับทุกบริษัทเข้าร่วมงานในปีนี้ได้ จึงหวังว่าจะได้รับความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการอีกครั้งในโอกาสถัดไป

ดำเนินการโดย: ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
สนับสนุนโดย: กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม

The post ประกาศผลสถานประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ปี 2569 appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-raot/ Fri, 10 Apr 2026 06:39:37 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44447 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินนโยบายส่งเสริมโครงการนวัตกรรมยางพาราเพื่อเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรรม โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยที่นำไปสู่แนวทางปฏิบัติได้จริง

The post การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Chanpen Thanomboon

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

"กยท. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมยางพารา
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ
ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่และลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน"

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินนโยบายส่งเสริมโครงการนวัตกรรมยางพาราเพื่อเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรรม โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยที่นำไปสู่แนวทางปฏิบัติได้จริง

นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า “กยท. มีนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมยางพาราเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยแนวทางการสนับสนุนที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเพิ่มมูลค่าผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตโดยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อผลงานวิจัยพัฒนาแล้วเสร็จ กยท. จะผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการขยายผลสู่สถาบันหรือหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงการให้เงินอุดหนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนการลงทุนของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร”

“เราเชื่อว่าการขับเคลื่อนภาคการผลิตยางพาราด้วยนวัตกรรมจะช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในด้านการเพิ่มมูลค่าสินค้า การลดต้นทุน และการลดปัญหาแรงงาน พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ เป้าหมายสำคัญของ กยท. คือการเสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน”

ในด้านความร่วมมือกับเอ็มเทค สวทช. เพื่อพัฒนา เครื่องผลิตแผ่นยางจับตัวแบบต่อเนื่องด้วยระบบกึ่งอัตโนมัติ นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวว่า “เอ็มเทค ได้ดำเนินงานตามเงื่อนไขครบถ้วน พร้อมรายงานผลตรงตามกรอบเวลา และประสบความสำเร็จในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์กวนผสมที่ควบคุมคุณภาพยางได้ตามมาตรฐาน โครงการนี้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารการวิจัย และได้รับอนุมัติให้ดำเนินงานต่อเนื่องในปีที่ 2  เพื่อทดสอบการผลิตจริงกับกลุ่มสหกรณ์ที่มีศักยภาพ โดยภาพรวมถือว่าพึงพอใจและเชื่อมั่นว่าเอ็มเทคจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาในอนาคตต่อไป”

นางสาวนภาวรรณ กล่าวเสริมเรื่องการขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรมว่า “ปัจจุบันการประกาศรับข้อเสนอโครงการสำหรับผู้เสนอขอทุน ผลงานวิจัยหรือต้นแบบที่ได้ต้องมีระดับความสำเร็จ TRL ไม่น้อยกว่าระดับ 6 พร้อมผลการทดสอบต้นแบบและข้อมูลด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ผลความพึงพอใจจากผู้ใช้งาน และการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ว่าผลงานสามารถขยายผลได้และนำไปใช้ได้จริง”

“ที่ผ่านมา กยท. และเอ็มเทค ได้เคยร่วมกำหนดโจทย์วิจัยอย่างใกล้ชิด โดย กยท. ให้ความสำคัญกับโจทย์ที่ตอบความต้องการของผู้ใช้ ขณะที่เอ็มเทคเสนอศักยภาพด้านเทคโนโลยีที่สามารถสนับสนุนได้ ทำให้เกิดการบูรณาการความเชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่ายซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันยังมีข้อจำกัดและความท้าทายด้านกฎระเบียบของแต่ละองค์กร โดยเฉพาะในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้งบประมาณ ทั้งนี้ กยท. ยังอยู่ระหว่างการหาแนวทางแก้ไข”

“ที่ผ่านมา ผลงานจากเอ็มเทคส่วนใหญ่ตอบโจทย์เกษตรกรได้ดี แม้บางผลงานยังต้องพัฒนาต่อเพื่อให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น การทดสอบการผลิตจริงกับกลุ่มสหกรณ์จะช่วยเสริมความมั่นใจ ซึ่งหากผลงานสำเร็จจนจดสิทธิบัตรได้ ก็จะสร้างมูลค่ามหาศาลและช่วยลดการใช้แรงงานได้อย่างมาก”

นายดิษฐเดช ยังได้เพิ่มเติมเรื่อง “การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีผู้มีส่วนได้เสียหลายภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร สถาบันเกษตร ผู้ประกอบการ รวมถึงนโยบายภาครัฐที่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นงานวิจัยหรือนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่การศึกษาความคุ้มค่าของสูตรปุ๋ย พันธุ์ยาง และการจัดการสวนยาง การใช้ระบบเจาะแทนมีดกรีดยางแบบดั้งเดิม การใช้สารจับตัวยางก้อนถ้วยเพื่อลดกลิ่นไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำทั้งหมด ล้วนต้องอาศัยเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการรักษามาตรฐานทั้งในประเทศและระดับสากล” 

“หัวใจของการให้ทุนวิจัย คือผลงานต้องช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ต้องนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง คุ้มค่า และตอบสนองความต้องการของเกษตรกรทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง” นายดิษฐเดช กล่าวทิ้งท้าย

The post การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>