dtmd-saw, Author at MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/author/dtmd-saw/ National Metal and Materials Technology Center Fri, 11 Sep 2026 09:34:40 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.1.2 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico dtmd-saw, Author at MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/author/dtmd-saw/ 32 32 ออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง เมื่อ Recyclability กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของบรรจุภัณฑ์ https://www.mtec.or.th/recyclability/ Fri, 11 Sep 2026 05:26:56 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=48159 หน้าที่หลักของบรรจุภัณฑ์คือการปกป้องสินค้าไปจนถึงมือผู้บริโภค แต่แค่ทำหน้าที่ได้ดีระหว่างการใช้งานอาจไม่เพียงพอ เพราะบรรจุภัณฑ์ยังต้องถูกจัดการหลังการใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีโอกาสหมุนเวียนกลับมาเป็นทรัพยากรได้อีกครั้ง

The post ออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง เมื่อ Recyclability กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของบรรจุภัณฑ์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง เมื่อ Recyclability กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของบรรจุภัณฑ์

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

หน้าที่หลักของบรรจุภัณฑ์คือการปกป้องสินค้าไปจนถึงมือผู้บริโภค แต่แค่ทำหน้าที่ได้ดีระหว่างการใช้งานอาจไม่เพียงพอ เพราะบรรจุภัณฑ์ยังต้องถูกจัดการหลังการใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีโอกาสหมุนเวียนกลับมาเป็นทรัพยากรได้อีกครั้ง ความสามารถในการรีไซเคิล หรือ Recyclability จึงกำลังเปลี่ยนแนวคิดการออกแบบบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก

นักออกแบบมักให้ความสำคัญกับสมบัติการปกป้องผลิตภัณฑ์ อายุการเก็บรักษา ความสะดวก รูปลักษณ์ และต้นทุน ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการคัดแยกและการรีไซเคิล

ตัวอย่างเช่น ขวดพลาสติกใส PET (Polyethylene Terephthalate) ตัวขวดและฝาอาจเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ แต่ฉลากที่ผลิตจากพลาสติกหลากหลายประเภท หรือกาวที่แยกออกได้ยาก สามารถรบกวนกระบวนการรีไซเคิลได้ ขณะที่บรรจุภัณฑ์ชนิดฟิล์มหลายชั้นซึ่งออกแบบให้ป้องกันความชื้นหรือออกซิเจนได้ดี กลับเป็นความท้าทายสำคัญเมื่อวัสดุแต่ละชั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ด้วยระบบรีไซเคิลที่มีอยู่

ดังนั้น Recyclability จึงไม่ใช่สมบัติของวัสดุเพียงชนิดเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบ “ทั้งระบบ” ตั้งแต่ชนิดและโครงสร้างของวัสดุ สี หมึก กาว ฉลาก สารเติมแต่ง องค์ประกอบเสริม ความสามารถในการนำผลิตภัณฑ์ออกจากบรรจุภัณฑ์ได้หมด การปนเปื้อนหลังใช้งาน ไปจนถึงความสามารถในการเก็บกลับ คัดแยก และนำไปรีไซเคิลได้ในระดับที่ใช้งานจริง (recycled at scale)

ชุดมาตรฐาน EN 18120 และแนวทางของ RecyClass เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินว่าวัสดุหรือส่วนประกอบใดเหมาะสมกับการรีไซเคิล ส่วนใดใช้ได้แต่มีข้อจำกัด และส่วนใดอาจเป็นอุปสรรค ผลการประเมินไม่เพียงบอกระดับความสามารถในการรีไซเคิล แต่ยังนำไปสู่การปรับปรุงการออกแบบ เช่น เปลี่ยนหรือลดชนิดวัสดุ ปรับฉลาก เลือกกาวใหม่ หรือเปลี่ยนโครงสร้าง เพื่อสามารถรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recyclability) จึงมีความสำคัญโดยเฉพาะในตลาดยุโรป ซึ่งมีกฎหมาย PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องได้รับการออกแบบให้รีไซเคิลได้ และสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลได้จริง สำหรับประเทศไทยเองก็ให้ความสำคัญกับการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต และการขยายขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ผลิตเช่นกัน

เอ็มเทค สวทช. มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand PPWR Consortium และให้คำปรึกษาด้าน Recyclability สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งชนิดแข็งและชนิดอ่อนตามแนวทาง PPWR หรือ EN 18120 พร้อมให้คำแนะนำเชิงเทคนิคเพื่อช่วยผู้ประกอบการในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง

เพราะบรรจุภัณฑ์อาจไม่ได้ถูกตัดสินเพียงว่าทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหนในวันที่อยู่บนชั้นวาง แต่รวมถึงเมื่อสินค้าถูกใช้หมดแล้วด้วย ว่ามีโอกาสกลับเข้าสู่วงจรการผลิตได้อีกครั้งหรือไม่?

The post ออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง เมื่อ Recyclability กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของบรรจุภัณฑ์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เมื่อ Net Zero เปลี่ยนเกมก่อสร้างไทย: ไม้เศรษฐกิจ จะเป็นคำตอบได้หรือไม่? https://www.mtec.or.th/net-zero-wood/ Fri, 11 Sep 2026 05:02:21 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=48152 เมื่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero กำลังเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมทั่วโลก ภาคการก่อสร้างจึงต้องเร่งปรับตัว ตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการวัสดุหลังการรื้อถอน

The post เมื่อ Net Zero เปลี่ยนเกมก่อสร้างไทย: ไม้เศรษฐกิจ จะเป็นคำตอบได้หรือไม่? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เมื่อ Net Zero เปลี่ยนเกมก่อสร้างไทย: ไม้เศรษฐกิจ จะเป็นคำตอบได้หรือไม่?

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เมื่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ  Net Zero กำลังเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมทั่วโลก ภาคการก่อสร้างจึงต้องเร่งปรับตัว ตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการวัสดุหลังการรื้อถอน

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ “ไม้” กำลังได้รับความสนใจในฐานะวัสดุคาร์บอนต่ำ เนื่องจากสามารถปลูกทดแทนได้ และหากมาจากแหล่งผลิตที่จัดการอย่างยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ไม้ยังช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ตลอดอายุการใช้งาน ขณะเดียวกัน การนำไม้เศรษฐกิจมาใช้ในงานก่อสร้างอาจช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกทดแทนและการดูแลป่าเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จึงอาจเป็นทางเลือกที่สนับสนุนความยั่งยืนของทั้งภาคป่าไม้และภาคการก่อสร้างไปพร้อมกัน

ประเด็นดังกล่าวได้รับการแลกเปลี่ยนในงาน Future Timber Design 2026: ไม้เศรษฐกิจกับอนาคตงานสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ร่วมกับโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) จัดขึ้น เพื่อสำรวจศักยภาพและข้อจำกัดของไม้เศรษฐกิจไทยในยุค Net Zero

ปัจจุบันหลายประเทศสามารถใช้ไม้สร้างอาคารขนาดใหญ่และอาคารสูงได้ แต่เหตุใดประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพด้านทรัพยากร จึงยังใช้ไม้ในงานโครงสร้างค่อนข้างจำกัด?

ส่วนหนึ่งของคำตอบอยู่ที่ ไม้วิศวกรรม (Engineered Wood) ซึ่งเกิดจากการแปรรูปไม้ด้วยกระบวนการเพิ่มสมรรถนะและควบคุมคุณภาพ ทำให้มีสมบัติสม่ำเสมอ แข็งแรง และรองรับงานโครงสร้างขนาดใหญ่และซับซ้อนได้ ไม้ที่ผ่านกระบวนการวิศวกรรมอย่างเหมาะสมจะมีศักยภาพเป็นวัสดุคาร์บอนต่ำ ที่แข็งแรง น้ำหนักเบา และกักเก็บคาร์บอนได้

ข้อจำกัดสำคัญของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนไม้ แต่อยู่ที่การขาดมาตรฐาน การตรวจสอบและจัดชั้นคุณภาพ รวมถึงมาตรฐานระบบและอุปกรณ์ยึดต่อ (Fastening System) ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้ปลูก ผู้ผลิต นักออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้ตรวจสอบอาคาร ยังไม่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ แม้ไม้จะมีศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ได้หมายความว่าอาคารไม้ทุกหลังจะยั่งยืนโดยอัตโนมัติ ความยั่งยืนต้องพิจารณาตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ที่มาของวัสดุ การออกแบบ การผลิต การก่อสร้างและบำรุงรักษา ไปจนถึงการถอดประกอบ ใช้ซ้ำ และการหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ

ขณะที่เทคโนโลยีจากต่างประเทศไม่สามารถนำมาใช้กับไม้ไทยได้ทันที หน่วยงานวิจัยจึงมีบทบาทสำคัญในการปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับวัตถุดิบในประเทศ พัฒนาต้นแบบ ทดสอบสมรรถนะ และลดความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการก่อนลงทุนระดับอุตสาหกรรม

การผลักดันไม้เศรษฐกิจไทยให้เป็นหนึ่งในคำตอบของภาคก่อสร้าง จึงต้องเดินหน้าพร้อมกันทั้งการวิจัย เทคโนโลยี มาตรฐาน กำลังคน และการสร้างตลาด เมื่อทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกัน ไม้เศรษฐกิจไทยจึงจะก้าวจากวัสดุที่มีศักยภาพ ไปสู่วัสดุก่อสร้างแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยี Engineered Wood สามารถติดต่อ: 
ดร. ทิพย์จักร ณ ลำปาง นักวิจัย ทีมวิจัยวิศวกรรมไม้เพื่อความยั่งยืน
โทรศัพท์: 0-2564-6500 ต่อ 4036
อีเมล:  thipjak.nal@mtec.or.th

The post เมื่อ Net Zero เปลี่ยนเกมก่อสร้างไทย: ไม้เศรษฐกิจ จะเป็นคำตอบได้หรือไม่? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม https://www.mtec.or.th/biochar-consortium/ Mon, 31 Aug 2026 02:23:19 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47847 ปัญหาดินเค็ม (Saline Soil) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำนาข้าวในไทย โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีพื้นที่ดินเค็มรวมกว่า 11.5 ล้านไร่ โดยนิยามดินเค็มคือดินที่มีเกลือละลายน้ำได้อยู่ในปริมาณสูง

The post ผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ
บรรยายโดย
ดร.บัวหลวง ฝ้ายเยื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การประชุมระดมสมอง Biochar Consortium ครั้งที่ 4
NAC2026

ปัญหาดินเค็ม (Saline Soil) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำนาข้าวในไทย โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีพื้นที่ดินเค็มรวมกว่า 11.5 ล้านไร่ โดยนิยามดินเค็มคือดินที่มีเกลือละลายน้ำได้อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งจะมีค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มน้ำ (ค่า ECe) สูงกว่า 4 dS/m และส่งผลเสียอย่างมากต่อการปลูกข้าวซึ่งเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาวะดินเค็ม

การนำไบโอชาร์มาใช้ในการฟื้นฟูดินเค็มถือเป็นนวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์จากสมบัติเด่นในการมีรูพรุนสูง ส่งผลให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสมากและช่วยอุ้มน้ำได้ดี อีกทั้งพื้นผิวนั้นประกอบด้วยประจุลบของหมู่ฟังก์ชันคาร์บอกซิลและฟีนอลิก จึงสามารถช่วยดูดซับประจุบวกของโซเดียม (Na+) จากดินเค็มไว้ในตัวและลดปริมาณโซเดียมที่จะเข้าสู่ต้นพืช พร้อมกับช่วยเพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (CEC) เพื่อกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็น เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ไว้ในดินได้ดีขึ้น เป็นต้น

จากการศึกษาการปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ในพื้นที่ดินเค็มจัดและประสบภัยน้ำทะเลหนุน พบว่าการใช้ไบโอชาร์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร (เช่น แกลบ ไม้ไผ่) ในอัตราที่เหมาะสม สามารถช่วยลดการสะสมโซเดียมในใบธงและลำต้นของข้าวได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตราการรอดชีวิต ความสูง น้ำหนักลำต้นและราก และผลผลิตเมล็ดข้าว เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แม้ในสภาวะวิกฤตขาดแคลนน้ำหรือน้ำเค็มหนุน อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยระบุว่าอัตราการใช้ไบโอชาร์ที่เหมาะสมสำหรับดินเค็มจัด อยู่ในระดับค่อนข้างสูงถึงประมาณ 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (หรือ 8 ตันต่อไร่) ซึ่งเกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้ด้วยการทยอยใส่ร่วมกับการจดบันทึก หรือรวมกลุ่มกันผลิตเพื่อใช้เองในชุมชน

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่เกษตรกรควรคำนึงถึง คือเทคนิคการเตรียมไบโอชาร์ด้วยการบ่ม (charge) ก่อนนำไปใช้ เนื่องจากไบโอชาร์ที่เพิ่งผลิตใหม่อาจดูดซับธาตุอาหารจากดินจนเกิดการแย่งอาหารจากต้นกล้าข้าวในระยะแรกได้ โดยแนะนำให้ใส่ไบโอชาร์ร่วมกับปุ๋ยหมักลงในแปลงนาที่เตรียมไว้ และเติมน้ำหมักทิ้งไว้ประมาณ 14 วันก่อนการปักดำ เพื่อให้ไบโอชาร์อิ่มตัวด้วยจุลินทรีย์และธาตุอาหาร และพร้อมส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าวโดยไม่ส่งผลกระทบเชิงลบ

ในอนาคต การใช้ไบโอชาร์จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในกรอบความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเข้ากับระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบดิจิทัล (dMRV) เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการ T-VER ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แม้ว่าไบโอชาร์จะมีโครงสร้างที่คงทนและสามารถกักเก็บคาร์บอนในดินได้นานนับร้อยปี แต่ประสิทธิภาพของการแก้ปัญหาดินเค็มในระยะยาว รวมถึงการกำหนดอัตราส่วนการใช้งานตามสภาพดินเฉพาะถิ่น ยังคงเป็นหัวข้อที่ต้องได้รับการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรดินและยกระดับเกษตรกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน

The post ผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
หลักสูตรอบรม “การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟแวร์ฟรีแคด” (วันที่ 2-4 ธันวาคม 2569) https://www.mtec.or.th/general-training-courses-77489-2-2-2-2-2/ Thu, 27 Aug 2026 02:42:31 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47821 หลักสูตรอบรม การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟแวร์ฟรีแคด (วันที่ 2 – 4 ธันวาคม 2569)   หลักสูตรอบรมการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟแวร์ฟรีแคด(Product Design and Development by FreeCAD ... Read more

The post หลักสูตรอบรม “การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟแวร์ฟรีแคด” (วันที่ 2-4 ธันวาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

หลักสูตรอบรม การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟแวร์ฟรีแคด
(วันที่ 2 - 4 ธันวาคม 2569)

 

หลักสูตรอบรม
การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟแวร์ฟรีแคด
(Product Design and Development by FreeCAD Software)

จัดโดย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

วันที่ 2 – 4 ธันวาคม 2569 เวลา 9.00-16.00 น.
ห้อง M120 อาคารเอ็มเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ. ปทุมธานี

หลักการและเหตุผล
        ในอดีตที่ผ่านมากระบวนการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการพัฒนากระบวนการผลิตในประเทศนั้นทำได้ยาก การสร้างต้นแบบเพื่อทดสอบทางการตลาดมีต้นทุนสูง และผลิตภัณฑ์ที่จะออกสู่ตลาดไม่สามารถเห็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน
        แต่ปัจจุบันเราสามารถสืบค้นและรวบรวมข้อมูลด้านนวัตกรรม ประกอบกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถสร้างแบบใน 3 มิติในคอมพิวเตอร์ และคำนวณหาผลลัพธ์ที่สามารถทำให้เข้าใจพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ ด้วยการใช้วิธีคำนวณเชิงวิศวกรรมขั้นสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยในการออกแบบและวิเคราะห์จำลองงานทางวิศวกรรม ช่วยให้ผู้ออกแบบเห็นแนวทางการปรับปรุงพัฒนาชิ้นงานได้ง่าย ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังสามารถลดปริมาณการใช้วัสดุ หลีกเลี่ยงการลองผิดลองถูก ช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าแรงและค่าวัสดุ รวมทั้งลดระยะเวลาที่ใช้ในการออกแบบและทดสอบ เมื่อผ่านการทดสอบแล้วสามารถนำไปสร้างต้นแบบโดยเครื่องจักรการผลิตอัตโนมัติหรือเครื่องสร้างต้นแบบรวดเร็ว เพื่อนำต้นแบบนำเสนอลูกค้าต่อไปได้

ซอฟแวร์ฟรีแคด (FreeCAD) เป็นโปรแกรมออกแบบ 3 มิติเชิงวิศวกรรม (3D Parametric CAD) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวิศวกร นักออกแบบ สถาปนิก และสาย Maker/3D Printing โปรแกรมฟรีแคด มีจุดเด่นแตกต่างจากโปรแกรม CAD อื่นๆ หลายด้าน เช่น
     1. ฟรีและโอเพ่นซอร์ส 100% (Free & Open Source)
          • ไม่มีค่าใช้จ่ายลิขสิทธิ์: ใช้งานได้ฟรีทั้งในเชิงส่วนตัวและการค้า ไม่มีระบบสมัครสมาชิก (Subscription) หรือซ่อนฟีเจอร์
          • ไม่มี Vendor Lock-in: ข้อมูลและไฟล์เป็นของคุณโดยสมบูรณ์ และทำงานได้บนทุกระบบปฏิบัติการหลัก ทั้ง Windows, macOS และ Linux
     2. การสร้างโมเดลแบบพารามิเตอร์ (Parametric Modeling)
         • แก้ไขง่าย ไม่ต้องวาดใหม่: ทุกชิ้นส่วนถูกควบคุมด้วยพารามิเตอร์ (ขนาด มุม ข้อจำกัดทางเรขาคณิต) หากต้องการเปลี่ยนขนาดชิ้นงานในภายหลัง เพียงแค่แก้ตัวเลข ระบบจะคำนวณและอัปเดตโมเดล 3D ทั้งหมดให้อัตโนมัติ
        • บันทึกประวัติการออกแบบ (Design History): ย้อนกลับไปแก้ไขสเกตช์หรือขั้นตอนแรกๆ ได้ตลอดเวลา
     3. รองรับไฟล์มาตรฐานอุตสาหกรรมหลากหลาย (File Interoperability)
        • สามารถนำเข้าและส่งออกไฟล์ CAD มาตรฐานได้แทบทุกประเภท เช่น STEP, IGES, STL (สำหรับ 3D Print), DXF, SVG, OBJ, IFC (สำหรับงานสถาปัตยกรรม BIM) ทำให้ทำงานร่วมกับผู้ที่ใช้โปรแกรมอื่น (เช่น SolidWorks, AutoCAD) ได้สะดวก
     4. ปรับแต่งและขยายความสามารถด้วย Python (Python Scripting)
        • แกนกลางและระบบเมนูของ FreeCAD ทำงานร่วมกับ Python
        • ผู้ใช้สามารถเขียน Macro เพื่อทำงานซ้ำๆ อัตโนมัติ สคริปต์สร้างรูปทรงซับซ้อน หรือแม้แต่พัฒนา Add-on / Workbench ของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ง่าย

วัตถุประสงค์
        เพื่อเพิ่มศักยภาพ และยกระดับการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการพัฒนากระบวนการผลิตด้วยดิจิทัล ในอุตสาหกรรมไทย

ซอฟแวร์ฟรีแคดเหมาะกับใคร?
     1. นักออกแบบผลิตภัณฑ์ / วิศวกร: ที่ต้องการซอฟต์แวร์ CAD ระดับมืออาชีพไว้ใช้วาดชิ้นส่วนเครื่องกล
     2. กลุ่ม 3D Printing / Makers: ที่ต้องการออกแบบโมเดลที่มีขนาดแม่นยำสูงเพื่อนำไปพิมพ์
     3. สถานศึกษา / นักศึกษา: ที่ต้องการเรียนรู้หลักการ Parametric CAD โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องค่าลิขสิทธิ์

กำหนดการและหัวข้อบรรยาย
วันที่ 2 ธันวาคม 2569
 08.30 น. – 9.00 น. ลงทะเบียน
 09.00 น. – 10.30 น. ภาพรวมการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์
 10.30น. – 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
10.45 น. – 12.00 น. การสืบค้นข้อมูลเพื่อการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์
12.00 น. – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. – 14.30 น. การติดตั้งซอฟแวร์ฟรีแคด
14.30 น. – 14.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
14.45 น. – 16.30 น. การสร้างเส้นร่าง

วันที่ 3 ธันวาคม 2569
 09.00 น. – 10.30 น. การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ
 10.30น. – 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
10.45 น. – 12.00 น. การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ (ต่อ)
12.00 น. – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. – 14.30 น. การวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้างของแบบจำลอง
14.30 น. – 14.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
14.45 น. – 16.30 น. การวิเคราะห์การถ่ายเทความร้อนและความเค้นเนื่องจากความร้อนของแบบจำลอง

วันที่ 4 ธันวาคม 2569
 09.00 น. – 10.30 น. การวิเคราะห์การสั่นสะเทือนของแบบจำลอง
 10.30น. – 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
10.45 น. – 12.00 น. การวิเคราะห์สมบัติการไหลของแบบจำลอง
12.00 น. – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. – 14.30 น. การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต (Computer Aided Manufacturing)
14.30 น. – 14.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
14.45 น. – 16.30 น. การนำเสนอผลงานกลุ่มในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

วิทยากร

ดร. เสฏฐวรรธ สุจริตภวัตสกุล
วิศวกรอาวุโสกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
ประธาน คณะกรรมการวิศวกรรมเชิงคำนวณ
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในประบรมราชูปถัมภ์

ค่าลงทะเบียน
บุคคลทั่วไป/เอกชน ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม = 10,165 บาท/ท่าน
ข้าราชการ/พนักงานองค์กรของรัฐ ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคา = 9,500 บาท/ท่าน
**รับสมัครจำนวน 20 ท่าน เท่านั้น**

หมายเหตุ
– อัตราค่าลงทะเบียนรวมค่าอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการอบรม และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
– สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติเป็นหน่วยงานของรัฐ ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี 3%

การลงทะเบียน
ลงทะเบียนผ่าน Google form ที่ https://forms.gle/UzZKfPJdArrPxDBRA

การชำระค่าลงทะเบียน
ทำเช็คสั่งจ่าย/ โอนเงินเข้าบัญชี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประเภทออมทรัพย์
สาขาย่อยอุทยานวิทยาศาสตร์ เลขที่บัญชี 080-000001-0
(กรุณาส่งหลักฐานการฝากเช็ค/ โอนเงินเข้าบัญชีมาทางอีเมล boonrkk@mtec.or.th)

สมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
คุณบุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
โทรศัพท์ 025646500 ต่อ 4675
E-mail : boonrkk@mtec.or.th

The post หลักสูตรอบรม “การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยซอฟแวร์ฟรีแคด” (วันที่ 2-4 ธันวาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง(NG) ของชิ้นงานในกระบวนการหล่อความดันสูง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2569) https://www.mtec.or.th/2026_analysis-of-high-pressure-die-casting-defects-2/ Thu, 27 Aug 2026 02:29:03 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47799 หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง(NG) ของชิ้นงานในกระบวนการหล่อความดันสูง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2569) หลักสูตรอบรมการวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง(NG)ของชิ้นงานในกระบวนการหล่อความดันสูง จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม วันที่ 25 พฤศจิกายน ... Read more

The post หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง(NG) ของชิ้นงานในกระบวนการหล่อความดันสูง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง(NG) ของชิ้นงานในกระบวนการหล่อความดันสูง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2569)

หลักสูตรอบรม
การวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง(NG)
ของชิ้นงานในกระบวนการหล่อความดันสูง

จัดโดย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2569 เวลา 9:00-16:00 น.
ห้องM120 อาคารเอ็มเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

หลักการและเหตุผล
       กระบวนการหล่อโลหะความดันสูงเป็นกระบวนการที่ผลิตชิ้นงานโดยการฉีดโลหะให้ไหลเข้าสู่แม่พิมพ์ภายใต้แรงดันที่สูงและเวลาที่สั้น ทำให้สามารถผลิตชิ้นงานจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ความเข้าใจในพื้นฐานของกระบวนการหล่อความดันสูง, การตั้งค่าตัวแปรในการฉีดขึ้นรูปชิ้นงานให้มีความเหมาะสม รวมถึงการวิเคราะห์ค่าตัวแปรต่างๆจากกการฉีดขึ้นรูปชิ้นงานจริง เป็นส่วนสำคัญในการวิเคราะห์ปัญหาด้านคุณภาพที่เกิดขึ้นในชิ้นงานหล่อ ทำให้สามารถกำหนดแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมได้ นอกจากนี้ การอ่านและวิเคราะห์ผลจากโปรแกรมจำลองกระบวนการหล่อจะช่วยในการหาสาเหตุของงานเสีย (NG) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 
กลุ่มเป้าหมาย
   1.ผู้ทำงาน/มีประสบการณ์การทำงานในกระบวนการหล่อความดันสูงไม่ต่ำกว่า 1 ปีหรือมีพื้นฐานทักษะ/ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวแปรในกระบวนการหล่อความดันสูง 
   2.ผู้มีประสบการณ์ในการทดสอบการฉีด (Trial) / การควบคุมกระบวนการฉีด หรือแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น / การควบคุมคุณภาพชิ้นงาน ในกระบวนการหล่อความดันสูงขั้นพื้นฐาน
   3.มีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับโปรแกรมจำลองการหล่อ
 
กำหนดการและหัวข้อบรรยาย
 8.30 น. – 9.00 น.  ลงทะเบียน/ เปิดห้องออนไลน์
9.00 น. – 10.30 น.  บทนำ เทคโนโลยีกระบวนการหล่อความดันสูง
10.30น. – 10.45 น.  พักการบรรยาย 15 นาที
10.45 น. – 12.00 น.  ตัวแปรต่างๆ (Parameter) ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหล่อความดันสูง 
12.00 น. – 13.00 น.  พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. – 14.30 น.   การวิเคราะห์งานเสีย (NG) ในกระบวนการหล่อความดันสูง
14.30 น. – 14.45 น.   พักการบรรยาย 15 นาที
14.45 น. – 16.00 น.   กรณีศึกษา (case study) การวิเคราะห์สาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาชิ้นงานหล่อ
 

วิทยากร

ดร.พงษ์ศักดิ์ ดุลยประพันธ์
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกระบวนการหล่อความดันสูง
อดีตนักวิจัยด้านเทคโนโลยีการหล่อโลหะ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

คุณเอกชัย กิติแก้วทวีเสริฐ
วิศวกร
ทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตอะลูมิเนียม
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ค่าลงทะเบียน
ข้าราชการหรือพนักงานหน่วยงานรัฐ ราคา 3,800 บาท/ท่าน (ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
บุคคลทั่วไป ราคา 4,066 บาท/ท่าน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
**On-site รับจำนวน 20 ท่าน เท่านั้น**

หมายเหตุ
– อัตราค่าลงทะเบียนรวมค่าอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการอบรม
– สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี 3%

การลงทะเบียน
ลงทะเบียนผ่าน Google form >>> https://forms.gle/3JcxfDK5S4BAE7z6A

การชำระค่าลงทะเบียน
โอนเงินเข้าบัญชี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 080-0-00001-0
สาขาอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่อีเมล boonrkk@mtec.or.th

การยกเลิกเข้าร่วมหลักสูตรอบรม
   – กรณีท่านติดภารกิจ สามารถแจ้งยกเลิกล่วงหน้าก่อนวันอบรม “อย่างน้อย 5 วันทำการ (ไม่รวมวันเสาร์ – อาทิตย์)” สวทช. จะไม่คิดค่าปรับจากการดำเนินการ
   – กรณีท่านติดภารกิจ และแจ้งยกเลิกล่วงหน้าก่อนวันอบรม น้อยกว่า 5 วันทำการ สวทช. จะคิดค่าปรับร้อยละ 50 ของราคาค่าลงทะเบียน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
งานพัฒนากำลังคนเทคโนโลยีวัสดุ (คุณบุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์)
โทรศัพท์ 025646500 ต่อ 4675
E-mail : boonrkk@mtec.or.th

The post หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์หาสาเหตุและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง(NG) ของชิ้นงานในกระบวนการหล่อความดันสูง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
หลักสูตรอบรม เชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบสามมิติและการพิมพ์ชิ้นงานด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็มสำหรับงานด้านกายอุปกรณ์ (วันที่ 3-4 ธันวาคม 2569) https://www.mtec.or.th/laser-welding-technology-in-lightweight-metal-2/ Wed, 26 Aug 2026 09:35:45 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47783 หลักสูตรอบรม เชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบสามมิติและการพิมพ์ชิ้นงานด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็มสำหรับงานด้านกายอุปกรณ์ (วันที่ 3-4 ธันวาคม 2569) หลักสูตรอบรม เชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบสามมิติและการพิมพ์ชิ้นงานด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็มสำหรับงานด้านกายอุปกรณ์ จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม วันที่ 3-4 ธันวาคม ... Read more

The post หลักสูตรอบรม เชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบสามมิติและการพิมพ์ชิ้นงานด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็มสำหรับงานด้านกายอุปกรณ์ (วันที่ 3-4 ธันวาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

หลักสูตรอบรม เชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบสามมิติและการพิมพ์ชิ้นงานด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็มสำหรับงานด้านกายอุปกรณ์ (วันที่ 3-4 ธันวาคม 2569)

หลักสูตรอบรม เชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบสามมิติและการพิมพ์ชิ้นงานด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็มสำหรับงานด้านกายอุปกรณ์

จัดโดย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

วันที่ 3-4 ธันวาคม 2569 เวลา 9:00-16:30 น.
ณ ห้องประชุม INC1-101 และห้องปฏิบัติการศูนย์เร่งพัฒนาต้นแบบรวดเร็ว อาคารกลุ่มนวัตกรรม 1 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ปทุมธานี

            ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการออกแบบและผลิตอุปกรณ์ในงานด้านกายอุปกรณ์และการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer-Aided Design: CAD) และการผลิตแบบเติมเนื้อวัสดุ (Additive Manufacturing) หรือเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการออกแบบ ผลิต และปรับแต่งกายอุปกรณ์ให้มีความเหมาะสมกับลักษณะทางกายวิภาคและความต้องการเฉพาะบุคคลของผู้รับบริการ เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการผลิต รวมถึงสนับสนุนการพัฒนารูปแบบกายอุปกรณ์ให้มีความหลากหลายและสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CAD ร่วมกับ 3D Printing ในงานกายอุปกรณ์จำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้และทักษะพื้นฐานด้านการออกแบบสามมิติ เพื่อให้สามารถสร้าง แก้ไข และปรับแต่งแบบจำลองสามมิติของอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับหลักการทางกายอุปกรณ์และลักษณะเฉพาะของผู้รับบริการ ดังนั้น การพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านการออกแบบสามมิติจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการส่งเสริมให้บุคลากรสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม และเป็นพื้นฐานสำหรับการต่อยอดไปสู่การออกแบบและผลิตกายอุปกรณ์เฉพาะบุคคลในอนาคต

            โปรแกรม Rhinoceros เป็นหนึ่งในโปรแกรม CAD ที่สามารถใช้สร้าง แก้ไข และปรับแต่งแบบจำลองสามมิติได้อย่างยืดหยุ่น เหมาะสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์และชิ้นงานที่มีรูปทรงซับซ้อน และสามารถนำแบบจำลองที่ได้ไปใช้ในการผลิตด้วยเครื่องจักรกลที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Numerical Control, CNC) หรือเครื่องพิมพ์สามมิติ (3D printer) นอกจากนี้ โรงพยาบาลหรือหน่วยงานบางแห่งมีการใช้งานโปรแกรม Rhinoceros สำหรับการออกแบบและเตรียมข้อมูลเพื่อการผลิตด้วยเครื่องจักร CNC อยู่แล้ว การนำโปรแกรมดังกล่าวมาใช้ในการฝึกอบรมจึงเป็นการต่อยอดจากทรัพยากรและระบบการผลิตที่มีอยู่เดิมโดยเพิ่มความสามารถของบุคลากรให้สามารถนำแบบจำลองสามมิติไปประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยี 3D Printing ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นเรียนรู้ซอฟต์แวร์ใหม่ทั้งหมด

            การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านทักษะพื้นฐานการใช้โปรแกรมออกแบบสามมิติ Rhinoceros และเครื่องพิมพ์สามมิติสำหรับงานกายอุปกรณ์นี้ จึงมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะพื้นฐานตั้งแต่กระบวนการสร้างและแก้ไขแบบจำลองสามมิติ การปรับแต่งรูปทรงและขนาดของชิ้นงาน การเตรียมไฟล์สำหรับการผลิต ตลอดจนหลักการเบื้องต้นของการพิมพ์สามมิติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับงานจริง และพัฒนาทักษะต่อยอดไปสู่การออกแบบหรือปรับแต่งกายอุปกรณ์ให้มีความเหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละรายมากยิ่งขึ้น

            การพัฒนาทักษะดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากรด้านกายอุปกรณ์ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนกระบวนการให้บริการ ลดข้อจำกัดในการออกแบบและปรับแต่งอุปกรณ์ ตลอดจนส่งเสริมให้หน่วยงานสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และในระยะยาวยังสามารถนำไปสู่การพัฒนารูปแบบการผลิตกายอุปกรณ์ที่มีความเฉพาะบุคคล มีความแม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อโรงพยาบาลในด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและระบบการให้บริการ และต่อผู้ป่วยในด้านการเข้าถึงกายอุปกรณ์ที่มีความเหมาะสมกับความต้องการเฉพาะบุคคลและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น


รูปแบบการอบรม

  1. การอบรมเชิงวิชาการเกี่ยวกับ Digital Orthotics กระบวนการออกแบบและผลิตกายอุปกรณ์ด้วยเทคโนโลยี CAD และการพิมพ์สามมิติ รวมถึงความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุและเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็ม
  2. การฝึกปฏิบัติการใช้โปรแกรม Rhinoceros เพื่อสร้าง แก้ไข และปรับแต่งแบบจำลองสามมิติสำหรับงานด้านกายอุปกรณ์
  3. การฝึกปฏิบัติการเตรียมไฟล์ การกำหนดค่าตัวแปรสำหรับการพิมพ์ และการใช้งานเครื่องพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็ม เพื่อผลิตชิ้นงานต้นแบบ

วิทยากร


ดร.ภาสกร เทศะวิบุล
หัวหน้าทีม
ทีมวิจัยนวัตกรรมการออกแบบและผลิตกายอุปกรณ์เสริม


ดร.บุญล้อม ถาวรยุติการต์
ทีมวิจัยนวัตกรรมการออกแบบและผลิตกายอุปกรณ์เสริม


ดร.บงกช แพรวพิพัฒน์
ทีมวิจัยนวัตกรรมการออกแบบและผลิตกายอุปกรณ์เสริม


นางสาววาสนา โคสอน
ทีมวิจัยนวัตกรรมการออกแบบและผลิตกายอุปกรณ์เสริม


นายนัฐดนัย นามภิชัย
ทีมวิจัยนวัตกรรมการออกแบบและผลิตกายอุปกรณ์เสริม

ค่าลงทะเบียน
ข้าราชการหรือพนักงานหน่วยงานรัฐฯ ราคา 2,000 บาท/ท่าน (ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
บุคคลทั่วไป/เอกชน ราคา 2,140 บาท/ท่าน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
**รับสมัครจำนวน 20 ท่าน เท่านั้น**
(ศูนย์ฯ จะประกาศผลการเข้าร่วมทางอีเมลภายในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2569)

**ได้รับการยกเว้นค่าลงทะเบียน
          ** (ฟรี) นักกายอุปกรณ์ ช่างกายอุปกรณ์ บุคคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่สังกัดโรงพยาบาลรัฐหรือมหาวิทยาลัย 
          ** (ฟรี) นักเรียนหลักสูตรกายอุปกรณ์และหลักสูตรอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุ
– อัตราค่าลงทะเบียนรวมค่าอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการอบรม
– สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี 3%

การลงทะเบียน
ลงทะเบียนผ่าน Google form >>>  https://forms.gle/zqdmo737u6FTdG1q9

การชำระค่าลงทะเบียน
**รอแจ้งยืนยันจากผู้จัด แล้วจะแจ้งการชำระเงินอีกครั้ง

!!! การยกเลิกเข้าร่วมหลักสูตรอบรม !!!
   – กรณีท่านติดภารกิจ สามารถแจ้งยกเลิกล่วงหน้าก่อนวันอบรม “อย่างน้อย 5 วันทำการ (ไม่รวมวันเสาร์ – อาทิตย์)” สวทช. จะไม่คิดค่าปรับจากการดำเนินการ
   – กรณีท่านติดภารกิจ และแจ้งยกเลิกล่วงหน้าก่อนวันอบรม น้อยกว่า 5 วันทำการ สวทช. จะคิดค่าปรับร้อยละ 50 ของราคาค่าลงทะเบียน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ด้านวิชาการ : 
ผู้ประสานงาน: ดร.บงกช แพรวพิพัฒน์
E-mail : bongkoch.pra@mtec.or.th
โทรศัพท์ 02564-6500 ต่อ 4022

สอบถามข้อมูลทั่วไปและระบบลงทะเบียน
คุณกอบกุล อมรมงคล
งานพัฒนากำลังคนเทคโนโลยีวัสดุ
E-mail : kobkula@mtec.or.th
โทรศัพท์ 025646500 ต่อ 4676 (มือถือ 08 5353 6809)

The post หลักสูตรอบรม เชิงปฏิบัติการด้านการออกแบบสามมิติและการพิมพ์ชิ้นงานด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติระบบเอฟดีเอ็มสำหรับงานด้านกายอุปกรณ์ (วันที่ 3-4 ธันวาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
จากวิศวกรไฟฟ้าสู่การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เพราะทุกประสบการณ์พาเราไปข้างหน้า https://www.mtec.or.th/nuttakron/ Tue, 25 Aug 2026 07:42:26 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47752 จากวิศวกรไฟฟ้าสู่การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เพราะทุกประสบการณ์พาเราไปข้างหน้า สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ “เครื่องมือมีไว้ให้เราใช้งาน หน้าที่ของเราคือศึกษาให้เข้าใจ ใช้ให้ถูกต้อง แล้วลงมือทำ หากเกิดความผิดพลาดขึ้น ก็เรียนรู้และปรับแก้ เพราะทุกอย่างล้วนกลายเป็นประสบการณ์ที่พาเราไปข้างหน้าได้” คุณณัฐกร กีรติไพบูลย์ วิศวกรทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (MSET) ... Read more

The post จากวิศวกรไฟฟ้าสู่การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เพราะทุกประสบการณ์พาเราไปข้างหน้า appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

จากวิศวกรไฟฟ้าสู่การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เพราะทุกประสบการณ์พาเราไปข้างหน้า

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

“เครื่องมือมีไว้ให้เราใช้งาน หน้าที่ของเราคือศึกษาให้เข้าใจ ใช้ให้ถูกต้อง แล้วลงมือทำ หากเกิดความผิดพลาดขึ้น ก็เรียนรู้และปรับแก้ เพราะทุกอย่างล้วนกลายเป็นประสบการณ์ที่พาเราไปข้างหน้าได้”

คุณณัฐกร กีรติไพบูลย์
วิศวกรทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (MSET) กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม (ENV)

แนวคิดนี้สะท้อนเส้นทางการทำงานของ คุณณัฐกร กีรติไพบูลย์ หรือ “พี่ซ้ง” วิศวกรผู้ร่วมงานกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือเอ็มเทค มานานกว่า 20 ปี จากพื้นฐานด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เขาได้ขยายบทบาทไปสู่งานวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์ การพัฒนาและดูแลเครื่องมือวิเคราะห์ งานด้านสิ่งแวดล้อม สารอันตราย เศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนไบโอชาร์และระบบข้อมูลด้านคาร์บอน
สิ่งที่โดดเด่นในเส้นทางของเขาไม่ใช่เพียงผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่คือความสามารถในการเรียนรู้งานที่อยู่นอกเหนือพื้นฐานเดิม เชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขา และเปลี่ยนโจทย์ที่ไม่คุ้นเคยให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง

จากวิศวกรบริการเครื่องมือแพทย์ สู่ห้องปฏิบัติการเซลล์แสงอาทิตย์

คุณณัฐกรสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนเริ่มต้นทำงานในบริษัทจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ โดยรับหน้าที่เป็นวิศวกรบริการ (Service engineer) ดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ อยู่ประมาณหกเดือน

หลังจากนั้น เขาเข้าร่วมงานกับเอ็มเทคในห้องปฏิบัติการด้านสารกึ่งตัวนำและเซลล์แสงอาทิตย์ ภายใต้การดูแลของ ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล หรือ “พี่เหมียว” โดยรับผิดชอบงานพัฒนาอุปกรณ์ เขียนโปรแกรม ต่อวงจร และสนับสนุนเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย

“ตอนเข้ามาใหม่ ๆ ผมก็เหมือนเด็กจบใหม่ทั่วไป ไม่ค่อยกล้าคุยกับพี่ ๆ หรือผู้ใหญ่ ช่วงนั้นไม่ได้มีพี่เลี้ยงที่ประกบโดยตรง แต่ได้เรียนรู้จากคนในทีม พอคนที่ทำงานด้านเดียวกันลาออก ผมก็ต้องรับงานต่อ ทั้งเขียนโปรแกรม ต่อวงจร และทำอุปกรณ์ขึ้นมาเอง”

ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นทำให้เขาเรียนรู้จากการลงมือทำ และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของวิธีทำงานในเวลาต่อมา
จากวิศวกรบริการเครื่องมือแพทย์ สู่ห้องปฏิบัติการเซลล์แสงอาทิตย์

ก้าวออกจากความคุ้นเคย สู่งานวิเคราะห์และสิ่งแวดล้อม

เมื่อทิศทางการวิจัยของทีมเปลี่ยนจากเซลล์แสงอาทิตย์ไปสู่งานด้านสิ่งแวดล้อมและการวิเคราะห์สาร คุณณัฐกรต้องเผชิญกับงานที่อยู่นอกเหนือความรู้เดิม เพราะไม่ได้มีพื้นฐานด้านเคมีหรือวัสดุศาสตร์โดยตรง

เขาจึงเริ่มจากเครื่องมือที่ยังเชื่อมโยงกับความรู้ด้านไฟฟ้าและสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่น EDXRF (Energy Dispersive X-rays Fluorescence Spectroscopy), GDS (Glow Discharge Spectroscopy) และ EPMA (Electron Probe Microanalysis) แล้วขยายไปสู่งานดูแลเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ ทั้งการใช้งาน การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การตรวจสอบเมื่อเครื่องเกิดปัญหา และการซ่อมบำรุงเบื้องต้น

ที่มา https://www.mtec.or.th/env-research-group-sma-team/

ภาพเครื่องมือวิเคราะห์ทางฟิสิกส์และเคมีของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนในวัสดุ (TEA-Lab) ที่คุณณัฐกรมีส่วนร่วมในการก่อตั้งและดูแล

“พี่เหมียวมองว่าเครื่องมือเหล่านี้สุดท้ายก็มีระบบไฟฟ้า มีสัญญาณและวงจรอยู่ภายใน เราจบไฟฟ้ามาก็น่าจะเข้าใจส่วนนี้ได้ แม้เรื่องเคมีจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติม แต่เราก็ใช้พื้นฐานที่มีเข้าไปช่วยได้”

งานด้านสิ่งแวดล้อมยังทำให้เขาต้องออกแบบอุปกรณ์ทดสอบเพิ่มเติม เชื่อมต่อเครื่องมือวัดกับระบบอื่น และนำทักษะด้านวงจร โปรแกรม และระบบควบคุมมาประยุกต์ใช้ในงานวิจัยเฉพาะด้าน

ประสบการณ์ในช่วงนี้เชื่อมโยงไปสู่งานของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนในวัสดุ หรือ TEA-Lab (trace Element Analysis Laboratory) งานวิเคราะห์สารอันตราย และกิจกรรมเปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดต่าง ๆ เช่น RoHS และ WEEE

“เครื่องมือมีไว้ให้ใช้” บทเรียนที่เปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า

ในช่วงแรก คุณณัฐกรกังวลกับการใช้งานเครื่องมือวิเคราะห์ราคาแพง เพราะกลัวว่าจะทำให้เครื่องเสียหรือเกิดความผิดพลาด แต่คำแนะนำจาก ดร.นุจรินทร์ ได้เปลี่ยนมุมมองของเขา

“พี่เหมียวบอกว่า เครื่องมือซื้อมาก็เพื่อให้เราใช้ เราต้องศึกษาวิธีใช้ให้ถูกต้อง แล้วก็ลงมือทำ ไม่ต้องมัวกลัวว่าเครื่องจะพัง เพราะถ้าเราไม่ใช้ เราก็จะไม่ได้เรียนรู้”

บทเรียนนี้ไม่ได้หมายถึงการใช้เครื่องมือโดยไม่ระมัดระวัง แต่คือการไม่ปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นการเรียนรู้ เมื่อศึกษาอย่างรอบคอบแล้วก็ต้องกล้าลงมือ หากเกิดข้อผิดพลาดก็วิเคราะห์ สอบถาม และปรับแก้

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เขาจดจำได้คือการนำเสนอเรื่อง Hall Effect ในช่วงเริ่มต้นทำงาน แม้จะเคยเรียนทฤษฎีมาแล้ว แต่ยังเป็นการจดจำจากตำรามากกว่าความเข้าใจ

“ผมอธิบายตามที่เรียนมา แต่พี่เหมียวช่วยสอนใหม่ ใช้เวลาไม่นานก็ทำให้เราเข้าใจหลักการจริง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น จึงเห็นว่าการเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังสำคัญกว่าการจำเพียงอย่างเดียว”

เขาจึงค่อย ๆ พัฒนาเป็นผู้ที่สามารถดูแล แก้ปัญหา พัฒนาอุปกรณ์ และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้อื่นได้

จากห้องปฏิบัติการ สู่การมองเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งระบบ

เมื่อการทำงานขยายเข้าสู่เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy คุณณัฐกรได้มีส่วนร่วมในโครงการ Design for Circular Economy หรือ D4CE ร่วมกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและผู้สนับสนุนทางเทคนิคแก่ผู้ประกอบการ

เขามองว่า คนทั่วไปมักเข้าใจว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการนำของเสียกลับมารีไซเคิล แต่ในความเป็นจริงต้องมองให้ครบทั้งระบบ

“CE ไม่ได้จบแค่การเอาของเสียมารีไซเคิล เราต้องมองต่อว่ารีไซเคิลแล้วจะนำไปทำอะไร ใครคือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และจะทำอย่างไรให้วัสดุหรือผลิตภัณฑ์นั้นกลับไปสร้างประโยชน์ในเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจได้”

ตัวอย่างหนึ่งคือการทำงานกับผู้ประกอบการด้านเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งไม่ได้มองเพียงการนำเศษไม้กลับมาใช้ใหม่ แต่ปรับการออกแบบและกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้สารเคมี ทำให้วัสดุสามารถนำกลับมาเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลายครั้ง

“วันนี้วัสดุอาจเป็นโต๊ะ อีกสิบปีอาจเปลี่ยนเป็นประตูหรือผลิตภัณฑ์อย่างอื่น หากออกแบบมาตั้งแต่ต้นให้วัสดุมีอายุการใช้งานยาวขึ้น นั่นจึงเป็นการมองทรัพยากรแบบหมุนเวียนจริง ๆ”

บทบาทของเขาจึงขยายจากวิศวกรที่ทำงานกับเครื่องมือ ไปสู่ผู้ที่ต้องเข้าใจระบบการผลิต การจัดการทรัพยากร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน

ที่มา https://www.thaipost.net/news-update/296961/
ภาพ ทีมงานกับผลงานวิจัยและพัฒนา “ปิกนิกเทเบิลไม้สัก” ที่ MTEC ทำร่วมกับบริษัทดีสวัสดิ์

โครงการจะไปต่อได้ เมื่อเจ้าของปัญหาต้องการเปลี่ยนจริง

จากประสบการณ์เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ประกอบการหลายราย คุณณัฐกรมองว่า โครงการที่สามารถดำเนินต่อได้มักเริ่มจากองค์กรที่มีแนวคิดและความตั้งใจอยู่แล้ว

“บริษัทที่ไปต่อได้ เขามักรู้ว่าต้องการเปลี่ยนอะไร เราเข้าไปช่วยเติมข้อมูล เทคนิค หรือหลักฐานให้เห็นว่าสิ่งที่คิดสามารถทำได้จริง เมื่อทีมวิจัยออกมา เขาก็ยังเดินหน้าต่อได้”

ในทางกลับกัน หากโครงการเกิดขึ้นเพียงในระดับคณะทำงาน แต่ผู้บริหารหรือคนในองค์กรไม่ได้ให้ความสำคัญ ระบบที่พัฒนาขึ้นอาจหยุดลงหลังจากโครงการสิ้นสุด

อีกเงื่อนไขสำคัญคือการมีรูปแบบธุรกิจรองรับ หากผู้ประกอบการเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงช่วยลดต้นทุน สร้างมูลค่า หรือเปิดโอกาสทางตลาดได้จริง โครงการก็มีโอกาสได้รับการผลักดันต่อเนื่อง

“นักวิจัยเข้าไปช่วยแก้ปัญหาทางเทคนิคได้ แต่เจ้าของเรื่องต้องเป็นคนในองค์กร เพราะสุดท้ายเขาคือคนที่ต้องทำระบบนั้นต่อไป”

ที่มา https://www.mtec.or.th/annual-report2023/wp-content/uploads/2022/10/1.png
ภาพ การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Design for Circular Economy: เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” ที่คุณณัฐกรมีส่วนร่วมในการจัดงานและเป็นหนึ่งในทีมงาน

เรียนรู้การทำงานกับผู้คน ด้วยการฟังก่อนพูด

แม้จะถนัดงานด้านเครื่องมือและระบบวิศวกรรม แต่คุณณัฐกรยอมรับว่า การติดต่อกับคนหรือหน่วยงานที่ไม่คุ้นเคยเป็นหนึ่งในความท้าทายของเขา

งานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียนทำให้เขาต้องออกจากห้องปฏิบัติการ ไปเก็บตัวอย่างในโรงงานและพื้นที่จริง ติดต่อผู้ประกอบการ จัดฝึกอบรม สัมมนา และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ

“สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือ ให้มองที่เนื้องานก่อน ไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เวลาเข้าไปคุย ผมมักเข้าไปในลักษณะขอคำปรึกษา ให้เขาเล่าและพูดสิ่งที่คิดก่อน แล้วเราค่อยนำประเด็นที่ต้องการคุยเข้าไป วิธีนี้ทำให้เขาเปิดใจ และเราก็เข้าใจปัญหาจริงมากขึ้น”

จากคนที่เคยไม่กล้าคุยกับผู้ใหญ่ เขาจึงสามารถประสานงานกับนักวิจัย ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภายนอกได้ โดยยังคงใช้ความนุ่มนวล การรับฟัง และการให้ความสำคัญกับงานมากกว่าลำดับชั้น

ที่มา https://www.mtec.or.th/mtec-njfu/
ภาพ ประชุมความร่วมมือร่วมกับ Nanjing Forestry University (NJFU) สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทีมวิจัยวิศวกรรมไม้เพื่อความยั่งยืน กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ และกลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม การสัมมนาวิชาการและพิธีเปิดงาน 2025 Jiangsu International Exchange Week on the Cooperation and Integration of Industry, Education, Research and Application ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองซูโจว (Suzhou) อิงถาน (Yintan) และซีจี (Zixi) สาธารณรัฐประชาชนจีน

ความภูมิใจของคนที่ทำได้มากกว่าสิ่งที่เรียนมา

เมื่อถามถึงความภูมิใจ คุณณัฐกรไม่ได้เลือกผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่กล่าวถึงสิ่งที่ได้ค้นพบเกี่ยวกับตนเอง

“สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้นคือ เราไม่ได้ทำได้แค่งานบางอย่าง งานที่ไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน เช่น งานวิเคราะห์ทดสอบ งานด้านสิ่งแวดล้อม หรืองานด้านการจัดการ เราก็สามารถเรียนรู้และทำได้ และบางเรื่องก็สามารถสอนให้คนอื่นทำต่อได้ด้วย”

ตลอดเวลากว่า 20 ปี เขาได้ทำงานทั้งด้านวงจรไฟฟ้า โปรแกรม ระบบควบคุม เครื่องมือวิเคราะห์ การเก็บตัวอย่าง การจัดฝึกอบรม ฐานข้อมูล การให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจหมุนเวียน

เมื่อไม่รู้ เขาจะไปขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เรียนรู้วิธีทำ แล้วกลับมาประยุกต์ใช้ให้งานเดินหน้าต่อได้

เขายังศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควบคู่กับการทำงาน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ วุฒิการศึกษา และโอกาสในการเติบโตทางวิชาชีพ

ก้าวต่อไปสู่ไบโอชาร์และระบบข้อมูลด้านคาร์บอน

งานด้านไบโอชาร์เป็นอีกเส้นทางที่เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมเข้ากับความท้าทายใหม่ ก่อนหน้านี้คุณณัฐกรเคยมีส่วนร่วมในงานที่ใช้เทคนิค EDXRF ทั้งแบบตั้งโต๊ะและแบบพกพา เพื่อคัดกรองคุณสมบัติของไบโอชาร์ และเชื่อมโยงข้อมูลกับการวิเคราะห์เชิงลึกและ Machine Learning

ปัจจุบัน เขาวางแผนศึกษาต่อระดับปริญญาเอก โดยมุ่งพัฒนาความรู้ด้านไบโอชาร์และระบบดิจิทัลสำหรับการติดตาม รายงาน และทวนสอบ หรือ dMRV เพื่อสนับสนุนการประเมินตามมาตรฐานด้านคาร์บอนที่เกี่ยวข้อง

ระบบดังกล่าวอาจพัฒนาเป็นเว็บแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกข้อมูลกระบวนการผลิต และตรวจสอบเงื่อนไขตามมาตรฐานแต่ละประเภท

นอกจากนี้ เขายังต้องการนำทักษะทางวิศวกรรมกลับมาใช้พัฒนาเตาผลิตไบโอชาร์ให้มีประสิทธิภาพและลดมลพิษได้มากขึ้น

“ผมยังอยากใช้ทักษะด้านวิศวกรรมอยู่ หากมีโอกาสทำงานกับเตา ก็อยากพัฒนาให้ลดมลพิษได้จริง ไม่ใช่เพียงผลิตไบโอชาร์ได้ แต่ต้องมองทั้งประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

ไม่เข้าใจให้ถาม เพราะความกลัวอาจทำให้งานผิดมากกว่าเดิม

วันนี้ คุณณัฐกรไม่ได้เป็นเพียงผู้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ แต่ยังเป็น “พี่ซ้ง” ของน้องๆ ที่พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่คนรุ่นใหม่

คำแนะนำสำคัญที่เขามักบอกกับผู้ที่เข้ามาใหม่คือ อย่ากลัวที่จะถาม

“ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ให้ถามเลย อย่าเก็บไว้เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่รู้ ถ้าไม่ถามแล้วทำต่อไป งานอาจผิดมากขึ้น และสุดท้ายก็จะถูกตำหนิมากกว่าเดิม”

สำหรับเขา แต่ละคนอาจมีเส้นทางและวิธีทำงานแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการเปิดรับประสบการณ์ กล้าลงมือ และนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาใช้เป็นบทเรียน

จาก ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล (พี่เหมียว ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อม (ENV)) เขาเรียนรู้ว่า เครื่องมือและความรู้มีไว้ให้ใช้งาน ต้องศึกษาให้เข้าใจและไม่ปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นโอกาส

จาก ดร.ชัญชณา ธนชยานนท์ (พี่อ้อน ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม (ENV)) เขาเรียนรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วสามารถกลายเป็นประสบการณ์ที่ดีได้เสมอ แม้จะไม่เป็นไปตามความคาดหวัง แต่เรายังสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และทำก้าวต่อไปให้ดีขึ้นได้

จากวิศวกรไฟฟ้า สู่ผู้ที่สามารถพัฒนา ดูแล แก้ปัญหา และถ่ายทอดความรู้ จากงานเซลล์แสงอาทิตย์ สู่งานสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจหมุนเวียน และไบโอชาร์ เส้นทางของคุณณัฐกรพิสูจน์ว่า ขอบเขตของคนทำงานไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสิ่งที่เรียนมาเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ และใช้ทุกประสบการณ์เป็นพลังในการก้าวต่อไป

ประวัติย่อ

ชื่อ-นามสกุล: คุณณัฐกร กีรติไพบูลย์ (พี่ซ้ง)
ประวัติการศึกษา:
• ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
• ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (Power Electronics) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• (เตรียมศึกษาต่อ) ระดับปริญญาเอก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ความเชี่ยวชาญ: การบำรุงรักษาและควบคุมเครื่องมือวิเคราะห์ทดสอบขั้นสูง, การออกแบบเครื่องมือ, การพัฒนาระบบและให้คำปรึกษาด้าน Circular Economy และเทคโนโลยีไบโอชาร์

The post จากวิศวกรไฟฟ้าสู่การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เพราะทุกประสบการณ์พาเราไปข้างหน้า appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001% https://www.mtec.or.th/murphy_s_law/ Fri, 07 Aug 2026 08:37:41 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47305 “ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด มันจะผิดพลาด (Anything that can go wrong, will go wrong)” วลีอมตะจากกฎของเมอร์ฟี่ (Murphy’s Law) มักถูกใช้อธิบายเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้ว กฎข้อนี้มีจุดกำเนิดมาจากวงการวิศวกรรมและเทคโนโลยี

The post บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001% appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001%

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

“ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด มันจะผิดพลาด (Anything that can go wrong, will go wrong)” วลีอมตะจากกฎของเมอร์ฟี่ (Murphy’s Law) มักถูกใช้อธิบายเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้ว กฎข้อนี้มีจุดกำเนิดมาจากวงการวิศวกรรมและเทคโนโลยี สาระสำคัญไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย หากแต่เป็นการย้ำเตือนว่า เหตุไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น การออกแบบระบบและกระบวนการทำงานจึงต้องคำนึงถึงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน

แนวคิดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานวิเคราะห์ความเสียหายทางวิศวกรรม (Failure Analysis) ซึ่งมุ่งค้นหารากสาเหตุของปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ กฎของเมอร์ฟี่เตือนให้ตระหนักว่า ในการทำงานที่มีหลายขั้นตอน หากมีวิธีใดวิธีหนึ่งที่สามารถนำไปสู่หายนะได้ บางครั้งอาจจะมีใครสักคนเลือกทำด้วยวิธีนั้นและก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงตามมา ดังนั้น การยึดมั่นในขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด

เหตุเพลิงไหม้รถบัสโดยสารบนถนนวิภาวดีรังสิต นับเป็นหนึ่งตัวอย่างของความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ และเป็นบทเรียนราคาแพงจากความละเลยในขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้อง โดยจากการตรวจสอบและวิเคราะห์หลักฐาน พบว่าชนวนเหตุเริ่มมาจากเพลารถหัก จนรถเสียการทรงตัวพุ่งชนแบริเออร์และรถร่วมทาง แรงกระแทกส่งผลให้ข้อต่อถังก๊าซหลุดและรั่วไหล ก่อนจะลุกไหม้อย่างรุนแรงจากประกายไฟที่เกิดขึ้นระหว่างการชน

เมื่อวิเคราะห์ลึกถึงผิวหน้าตัดของเพลาที่หัก พบร่องรอย “การดัดแปลงด้วยการเชื่อม” ซึ่งทำให้โครงสร้างเหล็กเปลี่ยนเป็น “มาร์เทนไซต์” ที่มีความแข็งแต่เปราะง่าย ทั้งยังเกิดจุดอับจนกลายเป็นหลุมกัดกร่อนสะสม ส่งผลให้รอยร้าวค่อยๆ ขยายตัว ยิ่งเมื่อผนวกกับการติดตั้งถังก๊าซเพิ่มเติม จึงกลายเป็นตัวเร่งให้รอยร้าวขยายเร็วยิ่งขึ้น จนกระทั่งเกิดการแตกหักในที่สุด

กรณีนี้สะท้อนแก่นสำคัญในกฎของเมอร์ฟี่ที่ว่า ความผิดพลาดมักไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคร้าย หากแต่เกิดจากการมองข้ามรายละเอียดหรือการละเลยขั้นตอนที่ถูกต้อง เส้นทางที่นำไปสู่ปัญหาย่อมมีโอกาสถูกเลือกได้เสมอ ดังเช่นการดัดแปลงเพลารถที่นอกเหนือจากข้อกำหนดเพียงเล็กน้อย แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวในเวลาต่อมา

ดังนั้น ในมุมมองของวิศวกรรม บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยง “ความโชคร้าย” แต่คือการออกแบบระบบงาน การกำหนดมาตรฐาน และการปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสที่ความผิดพลาดเล็ก ๆ จะพัฒนาไปสู่ความเสียหายขนาดใหญ่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 0.0001% ก็อาจเกิดขึ้นได้ หากเราเปิดช่องให้

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณโฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4735
อีเมล: kosit.won@mtec.or.th

The post บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001% appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บางครั้งการปรับตัวของหัวหน้าอาจเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีของทีมได้ https://www.mtec.or.th/malee/ Fri, 31 Jul 2026 13:32:26 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47165 บางครั้งการปรับตัวของหัวหน้าอาจเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีของทีมได้ สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ “ทำงานให้เต็มที่และเต็มความสามารถ รักษาความเป็นมืออาชีพ เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ และให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม เพราะความสำเร็จขององค์กรไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว” คุณมาลี ผดุงพล ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปอาวุโส ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี บนเส้นทางการทำงานของ ... Read more

The post บางครั้งการปรับตัวของหัวหน้าอาจเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีของทีมได้ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บางครั้งการปรับตัวของหัวหน้าอาจเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีของทีมได้

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

“ทำงานให้เต็มที่และเต็มความสามารถ รักษาความเป็นมืออาชีพ เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ และให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม เพราะความสำเร็จขององค์กรไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว”

คุณมาลี ผดุงพล
ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปอาวุโส

ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี บนเส้นทางการทำงานของ คุณมาลี ผดุงพล เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปอาวุโส งานธุรการ ฝ่ายบริหารงานทั่วไป หนึ่งในบุคลากรที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของเอ็มเทคตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งองค์กร

จุดเริ่มต้นเส้นทางการทำงาน

จากพนักงานพิมพ์ดีด สู่เลขานุการผู้บริหาร ผู้จัดการงานธุรการ และผู้ดูแลงานสนับสนุนเบื้องหลังที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กร

คุณมาลีเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงานว่า หลังสำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เมื่ออายุเพียง 18 ปี ได้เริ่มทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่กรมพัฒนาที่ดิน พร้อมกับเตรียมสอบ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ระหว่างรอผลสอบเธอได้ไปสมัครที่บริษัทคอลเลคชั่น อินดัสเตรียล แอสโซซิเอท จำกัด (CIA) ในตำแหน่งผู้ช่วยแคชเชียร์

เมื่อสอบ ก.พ. ผ่าน จึงตัดสินใจเลือกเส้นทางราชการ แม้ในเวลานั้นจะยังไม่รู้จักหน่วยงานมากนัก แต่เมื่อมีโอกาสนั่งรถผ่านกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและพลังงาน (ปัจจุบันคือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว.) ก็เกิดความสนใจและเลือกเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่นั่น พร้อมทั้งศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ สาขาการจัดการทั่วไป วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ (ปัจจุบันชื่อ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์)

วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2534 คือวันแรกของการทำงานในตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีด ที่สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ ทำงานอยู่ได้เพียง 8 เดือน ก็มีการจัดตั้งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และเปิดโอกาสให้บุคลากรโอนย้ายเข้าสู่ศูนย์แห่งชาติแห่งใหม่ทั้ง 3 ศูนย์ กับอีก 1 หน่วยงาน คือ ไบโอเทค เอ็มเทค เนคเทค และส่วนงานกลางไว้ด้วยกัน


คุณมาลีตัดสินใจเลือกเอ็มเทคในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เธอได้เติบโตเคียงข้างองค์กรมาโดยตลอด

9 ปีในบทบาทเลขานุการ: งานเบื้องหลังที่ต้องสร้างความไว้วางใจ

ช่วงแรกของการทำงานที่เอ็มเทค คุณมาลีเริ่มต้นจากงานธุรการ ก่อนจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เลขานุการ และมีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูงหลายท่าน โดยเฉพาะ ดร. หริส สูตะบุตร อดีตผู้อำนวยการคนแรกของเอ็มเทค ซึ่งเป็นหัวหน้างานคนแรกของเธอ

ตลอดช่วงระยะเวลา 9 ปี งานเลขานุการสำหรับคุณมาลี ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดตารางนัดหมายหรือเตรียมเอกสาร แต่ยังครอบคลุมถึงการวางแผน ติดตามงาน จัดลำดับความสำคัญ และประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารงานของผู้บริหารดำเนินไปอย่างราบรื่น ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบสูง มีความละเอียดรอบคอบ และทักษะการสื่อสารที่ดี

“เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการทำงานมากขึ้น เราก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวเองอยู่เสมอ เพราะงานสนับสนุนที่ดี ไม่ได้อาศัยเพียงความขยันหรือความอดทน แต่ต้องพร้อมพัฒนาตนเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กร”

จากเลขานุการ…สู่การบริหารงานและบริหารคน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 คุณมาลีได้รับมอบหมายให้ดูแลงานธุรการอย่างเต็มตัว พร้อมรับผิดชอบงานบริหารอาคารสถานที่ และการดูแลบุคลากรในสายงานรวมกว่า 9 คน ทั้งพนักงานรับโทรศัพท์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม่บ้าน และพนักงานขับรถ

ทำให้เธอได้เรียนรู้การบริหารคน การวางระบบงาน และการคัดเลือกบุคลากร ซึ่งเธอมองว่า “การเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน” คือหัวใจสำคัญ เพราะหากเริ่มต้นผิดแล้วย่อมส่งผลต่อการทำงานในระยะยาว

การบริหารคนที่ดี ต้องเริ่มจากการบริหารตัวเอง

เมื่อพูดถึงสไตล์การทำงาน คุณมาลีอธิบายว่า เธอเลือกบริหารทีมแบบพี่น้อง ควบคู่กับบทบาทของหัวหน้างาน โดยให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม การสื่อสาร และ “ความซื่อสัตย์” ซึ่งถือเป็นคุณค่าที่เธอยึดถือมาโดยตลอด

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เคยพบปัญหา “เกี่ยวกับการเบิกค่าใช้จ่าย จนกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ยิ่งตอกย้ำว่า ความซื่อสัตย์เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามและเป็นสิ่งที่เธอมักย้ำกับทีมงานอยู่เสมอ”

อีกหนึ่งประสบการณ์ที่ท้าทาย คือ การดูแลเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จำเป็นต้องทำความเข้าใจ ความอดทน และการคัดเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน แม้ดูเหมือนงานเป็นงานที่ไม่มีอะไรแต่ในความเป็นจริงกลับเป็นเรื่องสำคัญขององค์กรอยู่ไม่น้อย

นอกจากการบริหารคนแล้ว คุณมาลียังพูดถึงการปรับตัวเองด้วยรอยยิ้ม

“เมื่อก่อนเราพูดค่อนข้างตรงและเสียงดัง พอปรับตัว พูดเบาลง ยิ้มมากขึ้น ก็รู้สึกว่าทีมกล้าเข้ามาคุย มาปรึกษา และทำงานร่วมกันได้มากขึ้น”

ประสบการณ์เล็กๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งการปรับตัวของหัวหน้า ก็สามารถสร้างทั้งความสัมพันธ์ที่ดีและประสิทธิภาพของทีมได้เช่นกัน

ความภาคภูมิใจจากบทบาทเบื้องหลัง ที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า

เมื่อกล่าวถึงความภาคภูมิใจในการทำงาน คุณมาลีเล่าว่า แม้บทบาทของเธอจะเป็นงานเบื้องหลัง แต่ก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนความสำเร็จขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการดูแลการจัดทำสัญญาจ้าง การเตรียมการประชุมคณะกรรมการ หรือการประสานงานกับผู้บริหารและนักวิจัย ซึ่งล้วนเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความรอบคอบและความรับผิดชอบอย่างสูง

อีกบทบาทหนึ่งที่เธอภาคภูมิใจไม่แพ้กัน คือ การทำหน้าที่เสมือน “ผู้เก็บรักษาประวัติศาสตร์ของเอ็มเทค” จากการดูแลเอกสารสำคัญของศูนย์ ทั้งรายงานประจำปี เอกสารการประชุมคณะกรรมการ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการก่อตั้งศูนย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของงานธุรการในฐานะผู้ดูแลองค์ความรู้และความทรงจำขององค์กร


หนึ่งในความทรงจำที่เธอภาคภูมิใจที่สุด คือ การได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่เชิญกรรไกรสำหรับทรงตัดริบบิ้นเปิดงานขึ้นทูลเกล้าฯ แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในการประชุมวิชาการ International Symposium on Alcohol Fuel ครั้งที่ 14 ณ จังหวัดภูเก็ต เมื่อปี พ.ศ. 2545 ซึ่งนับเป็นเกียรติและความทรงจำอันล้ำค่าที่เธอยังคงประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้

การถ่ายทอดงานเพื่อความต่อเนื่องขององค์กร

ในช่วงเวลาที่ใกล้เกษียณ คุณมาลีไม่ได้มองเพียงการทำงานของตนเองในปัจจุบัน แต่ยังให้ความสำคัญกับการส่งต่อความรู้เพื่อให้งานเดินต่อได้อย่างไม่สะดุด

มีการถ่ายทอดงานให้กับคุณรชาภา เกษมศักดิ์ชัย (มน) ทั้งในเรื่องเทคนิคการประสานงาน แนวทางการแก้ปัญหา ตลอดจนงานเอกสาร หนังสือราชการ การลงรับหนังสือภายนอก การรับ-ส่งไปรษณีย์ และงานสัญญาจ้างต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้จัดทำคู่มือและสรุปขั้นตอนการทำงานไว้เพื่อให้ผู้รับช่วงสามารถเรียนรู้งานได้อย่างเป็นระบบ


คุณมาลียังกล่าวด้วยความห่วงใยว่า หากในอนาคตเหลือผู้รับผิดชอบเพียงคนเดียว อาจไม่เพียงพอกับภาระงาน จึงได้ปรึกษาหัวหน้าเรื่องการเสริมกำลังคนเพิ่มเติม เพราะสำหรับคุณมาลีแล้ว “การทำงานอย่างมืออาชีพ” ไม่ได้หมายถึงการทำงานให้สำเร็จเฉพาะหน้าที่ของตนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเตรียมพร้อมให้องค์กรเดินต่อได้อย่างมั่นคงแม้ในวันที่ไม่ได้ทำหน้าที่แล้ว

เอ็มเทค บ้านหลังที่สอง

เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันแรกที่เธอเริ่มทำงาน เอ็มเทคยังมีบุคลากรไม่ถึงหนึ่งร้อยคน จากสำนักงานเล็กๆ ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สู่ตึกโยธี และเติบโตขยายสู่อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ เธอได้เห็นการเติบโตขององค์กร ทั้งด้านบุคลากร งานวิจัย และการสร้างประโยชน์มากมายให้กับประเทศชาติ


สิ่งที่ทำให้เธอผูกพันกับเอ็มเทคมากที่สุด คือการเป็นองค์กรที่เปิดโอกาสให้บุคลากรได้เรียนรู้ เติบโต และพัฒนาศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ พร้อมด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ และความร่วมมือกัน

ฝากถึงคนรุ่นใหม่

ก่อนจบบทสนทนา คุณมาลีฝากข้อคิดไว้อย่างเรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยความหมายว่า

“ทำงานให้เต็มที่และเต็มความสามารถ รักษาความเป็นมืออาชีพ เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ และให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม เพราะความสำเร็จขององค์กร ไม่ได้เกิดจากคนเพียงคนเดียว”


แม้จะเหลือเวลาอีกไม่นานก่อนเกษียณ แต่เธอยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง พร้อมวางแผนถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนรุ่นต่อไป เพื่อให้งานสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น


สำหรับชีวิตหลังเกษียณ เธอวางแผนไว้อย่างเรียบง่าย อาจร่วมเปิดร้านนวดหรือร้านอาหารตามสั่งกับครอบครัว และใช้เวลาว่างเลี้ยงแมวที่เธอรัก


จากวันแรกของการเริ่มต้นทำงานจนถึงวันนี้ เรื่องราวของคุณมาลีสะท้อนให้เห็นว่า คุณค่าของการทำงานไม่ได้วัดจากตำแหน่งหรือบทบาท หากแต่อยู่ที่ความรับผิดชอบ การปรับตัว การส่งต่อความรู้ และความภาคภูมิใจที่ได้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร


เธอจึงกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า


“องค์กรให้ทุกอย่างกับเรา จนรู้สึกว่าเอ็มเทคคือบ้านหลังที่สอง”

The post บางครั้งการปรับตัวของหัวหน้าอาจเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีของทีมได้ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
หลักสูตรอบรม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์ในกระบวนการการผลิตโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบาเพื่อการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต (วันที่ 19-20 ตุลาคม 2569) https://www.mtec.or.th/laser-welding-technology-in-lightweight-metal/ Fri, 24 Jul 2026 07:46:30 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47047 หลักสูตรอบรม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์ในกระบวนการการผลิตโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบาเพื่อการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต (วันที่ 22-23 ตุลาคม 2569) หลักสูตรอบรมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์ในกระบวนการการผลิตโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบาเพื่อการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม วันที่ 19-20 ตุลาคม 2569 ... Read more

The post หลักสูตรอบรม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์ในกระบวนการการผลิตโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบาเพื่อการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต (วันที่ 19-20 ตุลาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

หลักสูตรอบรม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์ในกระบวนการการผลิตโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบาเพื่อการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต (วันที่ 22-23 ตุลาคม 2569)

หลักสูตรอบรม
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์ในกระบวนการการผลิตโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบา
เพื่อการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต

จัดโดย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

วันที่ 19-20 ตุลาคม 2569 เวลา 9:00-16:00 น.
ณ ห้องM120 อาคารเอ็มเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

            กระบวนการผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบามีความสำคัญมากขึ้นในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อันได้แก่ การผลิตและประกอบชิ้นส่วนรถไฟฟ้า อากาศยาน พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก โดยเทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์มีศักยภาพในการเพิ่มขีดความสามารถการเชื่อมโลหะที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง ด้วยคุณสมบัติของพลังงานเลเซอร์ที่มีความเข้มข้นสูงที่สามารถควบคุมการทำงานได้อย่างแม่นยำ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเชื่อมโลหะที่มีความยุ่งยากในกระบวนการเชื่อมดั้งเดิม เช่น เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง อะลูมิเนียม และการเชื่อมประสานระหว่างโลหะต่างชนิด  
            เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับความรู้พื้นฐานในกระบวนการเชื่อมเลเซอร์สำหรับการผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบา เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับความท้าทายใหม่ๆต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต หลักสูตรนี้มุ่งเน้นในการให้ความรู้ในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติในกระบวนการเชื่อมเลเซอร์ และการประเมินคุณภาพรอยเชื่อมการเชื่อมเลเซอร์ โดยการอบรมเชิงทฤษฎีมีเนื้อหาเกี่ยวกับพื้นฐานการเชื่อมเลเซอร์ เทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์และปัจจัยที่ควรระวังในโลหะน้ำหนักเบา อันได้แก่ เหล็กกล้าความแข็งแรงสูง อะลูมิเนียม และการเชื่อมประสานระหว่างโลหะต่างชนิด การประยุกต์เลเซอร์แบบสั่น (wobble laser welding) การอบรมเชิงปฏิบัติมีการสาธิตและทดลองในการเชื่อมเลเซอร์ควบคุมด้วยหุ่นยนต์แขนกลในวัสดุโลหะต่างๆ เช่น เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงอะลูมิเนียม และการเชื่อมประสานระหว่างโลหะต่างชนิด และการทดสอบคุณสมบัติรอยเชื่อมในด้านความแข็งแรงและลักษณะเฉพาะของรอยเชื่อมที่ได้ในกลุ่มโลหะน้ำหนักเบา

รูปแบบการอบรม
            การอบรมนี้เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร 2 วัน ประกอบด้วยการอบรมบรรยายพื้นฐานเทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์เพื่อใช้ในกระบวนการขึ้นรูปโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบา โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้การเชื่อมเลเซอร์ในโลหะเบา และการเชื่อมโลหะต่างชนิด อันได้แก่ อะลูมิเนียมและโลหะความแข็งแรงสูง รวมถึงเทคนิคการใช้หัวเชื่อมแบบสั่น โดยมีการอบรมเชิงปฏิบัติแก่ผู้เข้าอบรมในการเชื่อมโลหะต่างคู่วัสดุ การเชื่อมเลเซอร์แบบสั่น และพื้นฐานการทดสอบทางกลเพื่อตรวจสอบความแข็งแรงรอยเชื่อม

วิทยากร

ดร.จักรกฤษ พงษ์พิสุทธินันท์
ทีมวิจัยเทคโนโลยีการขนส่งแห่งอนาคต

อ.ไพบูลย์ วัฒนพรภัณฑ์
ทีมวิจัยเทคโนโลยีการขนส่งแห่งอนาคต

อ.กีรติ วารี
ทีมวิจัยเทคโนโลยีการขนส่งแห่งอนาคต

ค่าลงทะเบียน
ข้าราชการหรือพนักงานหน่วยงานรัฐ ราคา 7,900 บาท/ท่าน (ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
บุคคลทั่วไป ราคา 8,453 บาท/ท่าน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

หมายเหตุ
– อัตราค่าลงทะเบียนรวมค่าอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการอบรม
– สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี 3%

การลงทะเบียน
ลงทะเบียนผ่าน Google form >>>  https://forms.gle/UUKGgNTNWUKTUu5t5

การชำระค่าลงทะเบียน
โอนเงินเข้าบัญชี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 080-0-00001-0
สาขาอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินมาที่อีเมล boonrkk@mtec.or.th

!!! การยกเลิกเข้าร่วมหลักสูตรอบรม !!!
   – กรณีท่านติดภารกิจ สามารถแจ้งยกเลิกล่วงหน้าก่อนวันอบรม “อย่างน้อย 5 วันทำการ (ไม่รวมวันเสาร์ – อาทิตย์)” สวทช. จะไม่คิดค่าปรับจากการดำเนินการ
   – กรณีท่านติดภารกิจ และแจ้งยกเลิกล่วงหน้าก่อนวันอบรม น้อยกว่า 5 วันทำการ สวทช. จะคิดค่าปรับร้อยละ 50 ของราคาค่าลงทะเบียน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
งานพัฒนากำลังคนเทคโนโลยีวัสดุ (คุณบุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์)
โทรศัพท์ 025646500ต่อ 4675
E-mail : boonrkk@mtec.or.th

The post หลักสูตรอบรม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมเลเซอร์ในกระบวนการการผลิตโครงสร้างโลหะน้ำหนักเบาเพื่อการผลิตชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต (วันที่ 19-20 ตุลาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>