automotive industry groups Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/automotive-industry-groups/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 01 Dec 2025 03:14:13 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico automotive industry groups Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/automotive-industry-groups/ 32 32 รถ 6 ล้อซ่อมบำรุงถนนหลายฟังก์ชัน https://www.mtec.or.th/maintenance-truck/ Mon, 28 Apr 2025 07:57:18 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36632 ถนนสายรอง สายย่อย และซอย เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมถนนสายหลักกับพื้นที่ย่อยต่างๆ เช่น เชื่อมระหว่างตำบล หมู่บ้าน หรือภายในหมู่บ้าน เมื่อเส้นทางเหล่านี้ชำรุดย่อมส่งผลกระทบต่อการเดินทางขนส่ง

The post รถ 6 ล้อซ่อมบำรุงถนนหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

รถ 6 ล้อซ่อมบำรุงถนนหลายฟังก์ชัน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ถนนสายรอง สายย่อย และซอย เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมถนนสายหลักกับพื้นที่ย่อยต่างๆ เช่น เชื่อมระหว่างตำบล หมู่บ้าน หรือภายในหมู่บ้าน เมื่อเส้นทางเหล่านี้ชำรุดย่อมส่งผลกระทบต่อการเดินทางขนส่ง ทั้งยังอาจเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุได้

การซ่อมบำรุงเส้นทางขนาดเล็กเหล่านี้ไม่สามารถใช้เครื่องจักรใหญ่ได้เช่นเดียวกับถนนสายหลัก จึงต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก โดยมีเครื่องจักรขนาดเล็กที่ทำงานได้เฉพาะส่วน ส่งผลให้การทำงานค่อนข้างช้า การจราจรได้รับผลกระทบ และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายระหว่างที่การซ่อมบำรุงยังไม่แล้วเสร็จ

ทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้ร่วมกับบริษัท พลวิศว์เทค จำกัด พัฒนารถ 6 ล้อดัดแปลงสำหรับซ่อมบำรุงผิวทางลาดยางที่มีพื้นที่แคบอย่างถนนสายรอง สายย่อย และซอย โดยมีเป้าหมายคือ ทำให้รถมีฟังก์ชันการทำงานใหม่ เพื่อลดการใช้แรงงานคน รวมถึงมีระบบตรวจวัดปริมาณน้ำยางในถังเพื่อป้องกันกรณีน้ำยางหมดขณะปฏิบัติงาน ช่วยให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความท้าทายของคือ รถ 6 ล้อ มีพื้นที่น้อยและรับน้ำหนักได้จำกัด แต่ต้องออกแบบเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการทำงานให้ครบวงจร ตั้งแต่กวาดทำความสะอาด ลาดยาง โรยหิน ลาดน้ำยางมะตอย และบดอัด

ทีมวิจัยได้ออกแบบโครงสร้างให้มีน้ำหนักเบา แข็งแรง และปลอดภัย เป็นไปตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้สามารถจดทะเบียนรถได้ นอกจากนี้ชิ้นส่วนต่างๆ ยังต้องสามารถผลิตได้ในประเทศ รวมทั้งติดตั้งและบำรุงรักษาได้โดยสะดวก

ทีมวิจัยเริ่มจากการนำตัวรถที่ได้รับการรับรองแบบจากกรมการขนส่งทางบกมาดัดแปลงให้มีน้ำหนักบรรทุกตามที่กำหนด โดยวิเคราะห์น้ำหนักที่ลงเพลาหน้า เพลาท้าย และจุดศูนย์ถ่วงในแนวระนาบ เพื่อออกแบบอุปกรณ์ที่จะนำไปเสริมฟังก์ชันการทำงาน เช่น ชุดแขนบูม (ชุดปะซ่อมผิวทาง) ชุดโรยหิน ชุดบดอัด ตลอดจนการวางอุปกรณ์เหล่านี้ให้ลงน้ำหนักในตำแหน่งที่ถูกต้อง

ในทางเทคนิคมีการเขียนแบบ วิเคราะห์ความแข็งแรงด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ และทดสอบการทำงาน รวมทั้งออกแบบระบบวัดปริมาณน้ำยางในรถซ่อมบำรุงผิวทางโดยใช้ระบบเรดาร์ เพราะทนต่อละอองยางมะตอยและที่สำคัญคือทนต่อความดันภายในถังที่สูงตลอดเวลาได้

ในปี พ.ศ. 2568 ต้นแบบรถ 6 ล้อซ่อมบำรุงที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถซ่อมถนนได้ทั้งแบบเป็นจุดและปูลาดยาวทั้งถนน (กว้าง 2.4 เมตร) จึงช่วยลดแรงงานคน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4783
อีเมล: soontaree.kos@mtec.or.th

The post รถ 6 ล้อซ่อมบำรุงถนนหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเตือน ‘การหลับใน’ บนท้องถนน https://www.mtec.or.th/drowsiness-protection/ Mon, 28 Apr 2025 07:42:48 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36625 การหลับใน (microsleep) เกิดขึ้นเมื่อการหลับได้เข้ามาแทรกการตื่นอย่างฉับพลัน ชั่ววูบ และไม่รู้ตัว นับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

The post อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเตือน ‘การหลับใน’ บนท้องถนน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเตือน ‘การหลับใน’ บนท้องถนน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การหลับใน (microsleep) เกิดขึ้นเมื่อการหลับได้เข้ามาแทรกการตื่นอย่างฉับพลัน ชั่ววูบ และไม่รู้ตัว นับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ขับรถทางไกลหรือผู้ทำงานกะดึก

การหลับในอาจเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนไม่เป็นเวลา การทำงานหนักจนเกิดความเหนื่อยล้า กรรมพันธุ์ โรคประจำตัว รวมทั้งการใช้ยาบางชนิด

เพื่อยกระดับความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงพัฒนาอุปกรณ์ตรวจจับการหลับในขึ้น โดยออกแบบมุ่งเน้นให้เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้ง่ายบนรถ ผลิตจากวัสดุภายในประเทศ ต้นทุนไม่สูงมาก และใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในตัวระบบของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการบังคับพวงมาลัย การออกนอกเลน หรือการเหยียบเบรก เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมและรูปแบบในการควบคุมการขับขี่ยานพาหนะ

อุปกรณ์นี้ยังใช้เทคโนโลยีการตรวจจับอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น กล้องอินฟราเรด เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพให้สูงขึ้น เช่น การตรวจจับใบหน้าของผู้ขับขี่ การดูการเคลื่อนไหวของดวงตา การหมุนศีรษะ หรือกระทั่งการเคลื่อนไหวของปาก ข้อมูลที่ได้จะถูกบันทึกและนำไปวิเคราะห์ เช่น ความถี่ในการกระพริบตา มุมการหมุนของศีรษะ หรือการหาวนอน

นอกจากนี้ยังใช้การตรวจจับสัญญาณชีวภาพ (biological signals) ต่างๆ เช่น คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) อัตราการเต้นของหัวใจ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย หรือการเปลี่ยนแปลงของท่าทาง ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์รูปแบบคลื่นสมอง หรือการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจจับสัญญาณบ่งชี้การหลับใน

ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจจับการหลับใน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะการประมวลผลข้อมูล ทำให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) ซึ่งใช้ข้อมูลจำนวนมากในการเรียนรู้และจดจำรูปแบบพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงอาการง่วงนอน ทำให้ได้แบบจำลองที่สามารถแยกแยะอาการง่วงนอนกับพฤติกรรมการขับขี่ปกติได้ อันจะส่งผลให้การวิเคราะห์และตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายบางประการ เช่น สภาพแสง และลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการตรวจจับสัญญาณ ดังนั้น จึงยังจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีที่กล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อุปกรณ์สามารถตรวจสอบอาการหลับในและแจ้งเตือนผู้ขับขี่ได้อย่างแม่นยำ

ข้อมูลจากงานวิจัยที่มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอยังสามารถใช้ในการกำหนดมาตรฐานหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหลับใน โดยปัจจุบันเอ็มเทคเป็นหนึ่งในหน่วยงาน Standards Developing Organization (SDO) และมุ่งส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ให้ปลอดภัย โดยมีผู้ช่วยอย่างอุปกรณ์ตรวจจับการหลับในฝีมือคนไทยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4783
อีเมล: soontaree.kos@mtec.or.th

The post อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเตือน ‘การหลับใน’ บนท้องถนน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
‘วัสดุศาสตร์อาหาร’ กับ ‘นวัตกรรมโปรตีนพืช’ สู่ความยั่งยืน https://www.mtec.or.th/plant-based/ Tue, 01 Apr 2025 06:47:10 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36101 อาหารเป็นระบบที่ซับซ้อนและมักมีองค์ประกอบมากกว่า 2 ชนิด เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน น้ำ และวัตถุเจืออาหาร (food additives) องค์ประกอบเหล่านี้ผสานรวมกันเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัว

The post ‘วัสดุศาสตร์อาหาร’ กับ ‘นวัตกรรมโปรตีนพืช’ สู่ความยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘วัสดุศาสตร์อาหาร’ กับ ‘นวัตกรรมโปรตีนพืช’ สู่ความยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อาหารเป็นระบบที่ซับซ้อนและมักมีองค์ประกอบมากกว่า 2 ชนิด เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน น้ำ และวัตถุเจืออาหาร (food additives) องค์ประกอบเหล่านี้ผสานรวมกันเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัว ทั้งคุณภาพเนื้อสัมผัส (texture) และสมบัติเชิงหน้าที่ (functionality)

ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ภายใต้กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูงของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อใช้ออกแบบและพัฒนาโครงสร้างของอาหาร โดยใช้กรรมวิธีที่ไม่ซับซ้อน ลดหรือเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตราย รวมทั้งเน้นการใช้ประโยชน์จากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

ทีมวิจัยให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการจำนวนมากในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น ถ่ายทอดองค์ความรู้และช่วยปรับสมบัติทางรีโอโลยีของผลิตภัณฑ์ (พฤติกรรมการไหล ความหนืด รวมถึงพฤติกรรมคล้ายของแข็ง หรือของเหลว) ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค โดยคำนึงถึงสภาวะของกระบวนการผลิต การใช้งาน และอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์

ทีมวิจัยมีบทบาทในการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืน (sustainable food system) โดยส่งเสริมการบริโภคโปรตีนจากพืชเพื่อทดแทนโปรตีนจากสัตว์ นับเป็นกลไกหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หมุดหมายที่ 2: ยุติความหิวโหย (Sustainable Development Goal 2 (SDG2): Zero Hunger) ที่มุ่งขจัดความหิวโหยและส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร

อย่างไรก็ดี การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชในประเทศไทยมักใช้การลองผิดลองถูก กล่าวคือกระบวนการผลิตเดียวกันแม้ว่าวัตถุดิบจะแตกต่างกัน อันส่งผลให้เกิดความไม่สม่ำเสมอขององค์ประกอบ

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยได้ดำเนินโครงการ “การพัฒนาโปรตีนจากพืชตระกูลถั่วสำหรับการผลิตอาหารแบบมุ่งเป้าที่ยั่งยืน” โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในยุโรป ในการศึกษาการผลิตและการดัดแปรโปรตีนจากพืชตระกูลถั่วจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วมะแฮะ ถั่วเลนทิล ฟาวา และลูพิน

งานวิจัยมุ่งศึกษากระบวนการสกัดโปรตีนพืชแบบเปียกและการดัดแปรโปรตีนด้วยเทคนิคการฉายลำอิเล็กตรอนและการใช้อัลตราโซนิก เพื่อปรับปรุงสมบัติเชิงหน้าที่ของโปรตีนพืชให้ใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ โดยเน้นสมบัติการเกิดเจล การเกิดโฟม และอิมัลซิไฟเออร์ ซึ่งเป็นสมบัติเชิงหน้าที่ที่สำคัญของโปรตีนจากสัตว์ เช่น โปรตีนนมสามารถสร้างโฟมได้ดีเมื่อใช้ทำกาแฟ หรือมีสมบัติอิมัลซิไฟเออร์ที่ดี ช่วยเพิ่มความเสถียรแก่ผลิตภัณฑ์จำพวกไอศกรีม ชีส หรือเนย ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่ดี ผู้บริโภคพึงพอใจ

ทีมวิจัยยังมุ่งพัฒนากำลังคนเพื่อให้ระบบนวัตกรรมและการวิจัยในประเทศมีความอย่างยั่งยืน ทีมวิจัยทำงานแบบสหวิทยาการ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศในการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายคือความเป็นเลิศของงานวิจัยด้านอาหาร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร https://www.mtec.or.th/apt-research-group/fom-team/

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
คุณชนิต วานิกานุกูล
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post ‘วัสดุศาสตร์อาหาร’ กับ ‘นวัตกรรมโปรตีนพืช’ สู่ความยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
นวัตกรรม-AI เพื่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ https://www.mtec.or.th/ai-low-carbon/ Tue, 01 Apr 2025 06:28:01 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36094 ทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าที่มุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นแรงกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

The post นวัตกรรม-AI เพื่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

นวัตกรรม-AI เพื่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ทั่วโลกให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าที่มุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นแรงกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปรับตัวในการดำเนินงานและการสื่อสารข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน

ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Inventory: LCI) เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทราบถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ได้ตลอดทั้งวงจรชีวิต จึงมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (สวทช.) ได้ดำเนินการร่วมกับพันธมิตร ทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม จัดทำฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน รวมถึงฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ CO2, Circular Economy และ SDGs

TIIS จัดเก็บและรวบรวมฐานข้อมูลเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลาง เพื่อให้ข้อมูลที่จัดทำไว้เป็นตัวแทนระดับประเทศสำหรับกลุ่มวัสดุพื้นฐาน พลังงาน เกษตรและอุตสาหกรรม ทั้งนี้ในปี พ.ศ.2568 มีฐานข้อมูลมากกว่า 500 ชุด

ปัจจุบันฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตมีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากขึ้น การนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เข้ามาช่วยบริหารจัดการข้อมูลจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ AI เพื่อรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งระบบ IoT ข้อมูลจากการสำรวจระยะไกล (remote sensing) ข้อมูลภาพ ข้อมูลจากเซ็นเซอร์หรือฐานข้อมูลออนไลน์ และยังสามารถสร้างข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนในหลายมิติ รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินความยั่งยืนให้ครอบคลุมและแม่นยำ สำหรับใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการตัดสินใจและการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต

เป้าหมายใหญ่คือ หมุดหมายที่ 10 ซึ่งไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 – 2570) ที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศสู่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าพร้อมยกระดับการเติบโตของธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

การสัมมนาเผยแพร่แนวคิดและนวัตกรรม-AI เพื่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มีหัวข้อบรรยาย ได้แก่ เทคโนโลยี และ AI เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจดิจิทัล-AI แพลตฟอร์มบัญชีข้อมูลภาครัฐ (Government Data Catalog: GD Catalog) เพื่อสนับสนุนข้อมูลสถิติด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ผู้สนใจสามารถร่วมฟังสัมมนาหัวข้อ “ร่วมสร้างอนาคต: แนวคิดและนวัตกรรม-AI เพื่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ในงานประชุมวิชาการ NAC2025 วันที่ 26 มีนาคม 2568 เวลา 9:00–12:00 น. ห้อง CC-405 อาคาร 14 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี ลงทะเบียนเข้าฟังได้ฟรีที่ https://www.nstda.or.th/nac/2025/seminar/nac-09/

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
คุณสุทธิชา ปัญญาเกิด
โทรศัพท์: 02 564 7000 ต่อ 6455
อีเมล: sudticha.pun@nstda.or.th

The post นวัตกรรม-AI เพื่อเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เทคโนโลยีไบโอชาร์…หนึ่งในกุญแจสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ https://www.mtec.or.th/biochar-netzero/ Tue, 01 Apr 2025 05:53:28 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36087 ประเทศไทยตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายใน ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใน ค.ศ2065 แนวทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือ การใช้ ‘เทคโนโลยีไบโอชาร์’

The post เทคโนโลยีไบโอชาร์…หนึ่งในกุญแจสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เทคโนโลยีไบโอชาร์...หนึ่งในกุญแจสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ประเทศไทยตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายใน ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายใน ค.ศ. 2065 แนวทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือ การใช้ ‘เทคโนโลยีไบโอชาร์’

ไบโอชาร์ (biochar) คือ ถ่านชีวภาพที่ได้จากการนำชีวมวล เช่น เศษไม้ ขยะอินทรีย์ และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไปผ่านกระบวนการเผาในสภาพที่มีออกซิเจนจำกัดหรือไม่มีออกซิเจน (ไพโรไลซิส) ทำให้เกิดเป็นวัสดุที่มีรูพรุนสูงและอุดมไปด้วยคาร์บอน สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย โดยเฉพาะการปรับปรุงคุณภาพดิน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ประเทศไทยมีอุปทานของชีวมวลในปริมาณมาก หากสามารถนำชีวมวลเหล่านี้มาผลิตไบโอชาร์เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมก็ย่อมจะช่วยบรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมได้

ไบโอชาร์มีโครงสร้างทางเคมีและกายภาพที่มีเสถียรภาพ สามารถกักเก็บในดินได้หลายร้อยปี ซึ่งจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้ อย่างไรก็ดี แผนการดำเนินการนี้จะสำเร็จได้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (value chain) จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เช่น กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการผลักดันการใช้ประโยชน์จากไบโอชาร์ โดยภาครัฐจะส่งเสริมการใช้ประโยชน์ในวงกว้าง เช่น ใช้เป็นสารปรับปรุงดินสำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจ หรือใช้เป็นส่วนผสมในกลุ่มผลิตภัณฑ์ซีเมนต์ คอนกรีต และผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างเพื่อกักเก็บคาร์บอน

ทั้งนี้ไบโอชาร์นับเป็นทางเลือกหนึ่งในการทำโครงการคาร์บอนเครดิต ซึ่งมีมาตรฐานสากลรองรับการผลิตและการใช้ไบโอชาร์ในการลดก๊าซเรือนกระจก

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีเศษชีวมวล เทคโนโลยีการผลิต และความพร้อมของอุตสาหกรรมที่มีลักษณะจำเพาะทำให้ไม่สามารถใช้มาตรฐานสากลมาได้โดยตรง ทำให้ต้องจัดทำมาตรฐานที่เหมาะสมกับบริบท ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. จึงร่วมกับ สมอ. จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไบโอชาร์สำหรับการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยมาตรฐานนี้สามารถอ้างอิงกับมาตรฐานการรับรองไบโอชาร์ในระดับสากล

นอกจากนี้เอ็มเทคยังส่งเสริมการสร้างเตาไพโรไลซิสสำหรับผลิตไบโอชาร์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มีระบบควบคุมการปล่อยมลพิษที่ผ่านมาตรฐานมลพิษทางอากาศ

การดำเนินการทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถกำหนดคุณลักษณะของไบโอชาร์ได้อย่างชัดเจน ส่วนผู้บริโภคจะเลือกใช้ไบโอชาร์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผู้สนใจสามารถร่วมฟังสัมมนาหัวข้อ “กุญแจสำคัญสู่ Net Zero Emission ด้วยเทคโนโลยีไบโอชาร์ ผนึกกำลังภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม” ในงานประชุมวิชาการ NAC2025 วันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลา 9.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม CC-404 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี

ติดต่อสอบถาม:
คุณอัครพล สร้อยสังวาลย์
โทรศัพท์: 02 564 6500 ต่อ 4679
อีเมล: akrapols@mtec.or.th
คุณเปรียวธิดา จันทรัตน์
โทรศัพท์: 02 564 6500 ต่อ 4795
อีเมล: priawthida.jan@mtec.or.th

The post เทคโนโลยีไบโอชาร์…หนึ่งในกุญแจสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เปลี่ยน ‘กากถั่วเหลือง’ เป็นวัตถุดิบ ‘อาหารในอนาคต’ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร https://www.mtec.or.th/soyfiber/ Tue, 11 Mar 2025 02:37:22 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=35765 การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มสัดส่วนการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน การรักษาคุณค่าของทรัพยากรในระบบให้คงอยู่นานที่สุด รวมทั้งการลดการปล่อยของเสียให้ต่ำที่สุด ล้วนเป็นวิธีการที่ช่วยให้การผลิตและการบริโภคเป็นไปอย่างยั่งยืน

The post เปลี่ยน ‘กากถั่วเหลือง’ เป็นวัตถุดิบ ‘อาหารในอนาคต’ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เปลี่ยน ‘กากถั่วเหลือง’ เป็นวัตถุดิบ ‘อาหารในอนาคต’ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มสัดส่วนการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน การรักษาคุณค่าของทรัพยากรในระบบให้คงอยู่นานที่สุด รวมทั้งการลดการปล่อยของเสียให้ต่ำที่สุด ล้วนเป็นวิธีการที่ช่วยให้การผลิตและการบริโภคเป็นไปอย่างยั่งยืน เป็นทิศทางที่พึงประสงค์ของการพัฒนาเศรษฐกิจในทุกระดับ

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ดำเนินโครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้งาน การจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งานหรือไม่ใช้แล้ว ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมต่างๆ สนใจเข้าร่วมโครงการ

บริษัท กรีนสปอต จำกัด ผู้ผลิตน้ำนมถั่วเหลืองบรรจุขวดและกล่อง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ไวตามิ้ลค์ วีซอย ไวตามิ้ลค์แชมป์ และกรีนสปอต โดยมีผลิตภัณฑ์หลากหลายกว่า 30 ชนิด สำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออก บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการนี้เนื่องจากขยายโรงงานใหม่ ทำให้ยอดการผลิตของโรงงานเดิมลดลง 50% ส่งผลให้การใช้พลังงานและต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

ทีมวิจัยของเอ็มเทคจึงได้ประเมินตัวชี้วัดการดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน Circularity Performance ISO 59020 เพื่อนำไปสู่การออกแบบโซลูชันเพื่อปรับปรุงตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่

การปรับปรุงกระบวนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร
ทีมวิจัยได้ออกแบบการบริหารจัดการกระบวนการผลิตที่ไม่ส่งผลกระทบกับสูตรของผลิตภัณฑ์ แต่เพิ่มกำลังการผลิตต่อวันให้สูงที่สุด โดยใช้น้ำหมุนเวียนมากขึ้นและใช้พลังงานลดลง

ทั้งนี้ได้ดำเนินการวัดผลอย่างเป็นระบบและชัดเจนตามหลัก Resource Stewardship ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่คำนึงถึงการคงคุณค่าของทรัพยากรและหมุนเวียนใช้ให้นานที่สุด

การเพิ่มมูลค่ากากถั่วเหลือง
กากถั่วเหลืองที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตน้ำนมถั่วเหลืองมีปริมาณกว่า 100 ตันต่อวัน แต่เดิมจะถูกขายเป็นอาหารสัตว์ บริษัทจึงต้องการเพิ่มมูลค่ากากถั่วเหลืองโดยออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ตามหลักการ Value Creation ของแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

เนื่องจากกากถั่วเหลืองมีโปรตีนและเส้นใยที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สามารถพัฒนาเป็นเส้นใยถั่วเหลือง ( soy fiber) เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารฟังก์ชัน (functional ingredient) ได้ จึงสามารถใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด เช่น ใช้เป็นตัวปรับเนื้อสัมผัสในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เทียม นับเป็นผลพลอยได้จากการผลิตที่ทำให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

การประยุกต์ใช้หลักการออกแบบตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในโครงการนี้ได้สร้างประโยชน์โดยตรงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม คือ ช่วยลดการใช้ทรัพยากร พลังงาน และลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ด้านเศรษฐกิจ คือช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบ และด้านสังคม คือทำให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่ปลอดภัย นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
นายณัฐกร กีรติไพบูลย์ และนางสาวภารดี บุญรอง
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4122, 4303
อีเมล DE4CE@mtec.or.th

The post เปลี่ยน ‘กากถั่วเหลือง’ เป็นวัตถุดิบ ‘อาหารในอนาคต’ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
มาตรฐานแนะนำการตรวจรับรางรถไฟ และการจัดเก็บรางใหม่ https://www.mtec.or.th/rail/ Tue, 11 Mar 2025 02:23:40 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=35758 ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยเลือกใช้รางที่มีโครงสร้างแบบเพิร์ลลิติก (Pearlitic Rails) เป็นหลักในการก่อสร้างทางรถไฟและได้กำหนดให้มีการทดสอบรางเพื่อการยอมรับ (Acceptance Test) ทั้งระหว่างและหลังการผลิตตามข้อกำหนดของ EN 13674-1

The post มาตรฐานแนะนำการตรวจรับรางรถไฟ และการจัดเก็บรางใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

มาตรฐานแนะนำการตรวจรับรางรถไฟ และการจัดเก็บรางใหม่

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ระบบขนส่งทางรางของประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่าภายในปี 2570 การก่อสร้างระบบรถไฟทางคู่จะแล้วเสร็จ รวมระยะทางประมาณ 8,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ รฟท. มีแผนเพิ่มความเร็วของรถไฟจากเดิมที่ 60 กม./ชม. เป็น 100-140 กม./ชม. ซึ่งการเพิ่มความเร็วนี้อาจนำไปสู่การเพิ่มอัตราการเกิดจุดบกพร่องบนผิวราง หากรางไม่มีสมบัติเชิงกลที่เหมาะสม อาจเกิดความเสียหายและการแตกหักของชิ้นส่วนรางได้อย่างรวดเร็ว

รางรถไฟเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องมีความปลอดภัยสูงและทนทานต่อสภาวะการใช้งาน เพราะต้องรองรับแรงจากล้อรถไฟที่ถ่ายทอดจากตู้โดยสารและโบกี้ อีกทั้งยังช่วยบังคับทิศทางและทำให้การเคลื่อนที่ราบรื่น รางจึงต้องมีคุณสมบัติต้านทานการเสื่อมสภาพ มีความแข็งแรงในระดับที่เหมาะสม และมีสมบัติที่สม่ำเสมอตามมาตรฐานการออกแบบ

ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยเลือกใช้รางที่มีโครงสร้างแบบเพิร์ลลิติก (Pearlitic Rails) เป็นหลักในการก่อสร้างทางรถไฟและได้กำหนดให้มีการทดสอบรางเพื่อการยอมรับ (Acceptance Test) ทั้งระหว่างและหลังการผลิตตามข้อกำหนดของ EN 13674-1 เช่น การทดสอบในห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจสอบส่วนผสมทางเคมี การตรวจสอบปริมาณไฮโดรเจนและออกซิเจน การตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค ฯลฯ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รางใหม่มักเกิดชั้นสูญเสียคาร์บอนที่ผิว (Decarburization Layer) หลังการผลิต ถ้าบริเวณผิวหน้าสัมผัสของรางมีชั้นดังกล่าวที่ผิวลึกมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มอัตราการเสียรูปถาวร (Plastic Deformation) และการสึกหรอ (Wear) มากขึ้นเท่านั้น และเป็นข้อบกพร่องที่มักนำไปสู่การขยายตัวของรอยแตกด้วยกลไกการล้าแบบกลิ้งสัมผัส (Rolling Contact Fatigue) หากไม่มีการตรวจสอบและทำการเจียรออกก่อนใช้งาน จะทำให้พื้นผิวสัมผัสของรางมีความแข็งและความแข็งแรงลดลง ส่งผลให้เกิดการสึกหรอ การเสียรูป และการเกิดลอนคลื่น (Corrugation) ได้ง่าย

จากงานวิเคราะห์ความเสียหายของรางที่แตกหักพบชั้นสูญเสียคาร์บอนที่ผิวและรอยร้าวล้าแบบกลิ้งสัมผัส และจากการวิเคราะห์ทางโลหะวิทยาของรางใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้งานพบชั้นสูญเสียคาร์บอนที่ผิวและร่องหลุมการกัดกร่อน ทำให้ทีมวิจัยสามารถเสนอข้อกำหนดมาตรฐานแนะนำของกระบวนการตรวจรับรางใหม่ เช่น จำนวนและตำแหน่งในการสุ่มตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค การตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคบริเวณผิวหน้าสัมผัสราง การวัดความแข็งที่ผิวสันรางและหน้าตัดราง การตรวจสอบส่วนผสมทางเคมีบริเวณหัวราง และการกำหนดความลึกของชั้นที่มีการสูญเสียคาร์บอนและเสื่อมสภาพบนผิวรางใหม่ โดยพิจารณาร่วมกันระหว่างการตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคและการวัดความแข็งแบบโปรไฟล์และ/หรือการตรวจสอบส่วนผสมทางเคมี การป้องกันการกัดกร่อนและการจัดเก็บรางใหม่ โดยระบุข้อแนะนำทางเทคนิค ขั้นตอนการปฏิบัติ และอ้างอิงมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งผู้ประกอบการด้านการขนส่งทางรางสามารถนำไปอ้างอิงในการปฏิบัติงานได้

ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังจัดทำร่างมาตรฐานการตรวจรับราง และการจัดเก็บรางใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากกรมการขนส่งทางราง และการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม เพื่อให้กองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง และหน่วยงานที่ให้บริการระบบขนส่งทางรางในประเทศไทยสามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อให้รางที่จะนำมาติดตั้งมีความปลอดภัย และมีอายุการใช้งานเป็นไปตามที่ออกแบบไว้

บทสรุป
มาตรฐานที่กำลังพัฒนานี้จะช่วยยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของระบบขนส่งทางรางในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งานในอนาคต

ข้อมูลเพิ่มเติม
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์ 02 564 6500 ต่อ 4735-8

The post มาตรฐานแนะนำการตรวจรับรางรถไฟ และการจัดเก็บรางใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
จับตา ‘เทคโนโลยีการผลิตพลังงานชีวภาพด้วยการดักจับและกักเก็บคาร์บอน’ https://www.mtec.or.th/beccs/ Thu, 23 Jan 2025 09:35:48 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=34466 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในที่ประชุมภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติครั้งที่ 26 (COP26)

The post จับตา ‘เทคโนโลยีการผลิตพลังงานชีวภาพด้วยการดักจับและกักเก็บคาร์บอน’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

จับตา ‘เทคโนโลยีการผลิตพลังงานชีวภาพด้วยการดักจับและกักเก็บคาร์บอน’

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในที่ประชุมภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติครั้งที่ 26 (COP26) ว่าจะมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065

เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยได้จัดทำแผนกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกระยะยาวที่มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการใช้เทคโนโลยีการปล่อยคาร์บอนที่เป็นลบ

สำหรับกลุ่มเทคโนโลยีการปล่อยคาร์บอนที่เป็นลบ เทคโนโลยีการผลิตพลังงานชีวภาพที่มีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Bioenergy with Carbon Capture and Storage) เรียกย่อว่า BECCS นับเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำไปกักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวรแทนที่จะถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ

กลไกของเทคโนโลยี BECCS เริ่มต้นจากพืชดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศโดยกระบวนการสังเคราะห์แสง เมื่อนำชีวมวลจากพืชเหล่านี้มาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลหรืออุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อผลิตไฟฟ้าหรือความร้อนผ่านกระบวนการเผาไหม้ หรือผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (เช่น เอทานอล โดยกระบวนการหมัก)

กระบวนการดังกล่าวจะปล่อยก๊าซที่มีส่วนประกอบของคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถดักจับได้ ก๊าซนี้จะถูกอัดให้เป็นของเหลวและขนส่งไปกักเก็บอย่างปลอดภัยและถาวรในแอ่งทางธรณีวิทยา เช่น ในชั้นหินใต้ดินหรือในแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่หมดอายุแล้ว

ในกรณีของประเทศไทยซึ่งมีอุปทานของชีวมวล เช่น เศษไม้ วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และขยะอินทรีย์ในปริมาณมาก จึงมีศักยภาพสูงในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดด้วยการใช้ประโยชน์จากชีวมวลเหล่านี้

นอกจากนี้ BECCS ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจสีเขียวจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การดำเนินงาน และการซ่อมบำรุง เป็นการเปิดโอกาสในการจ้างงานใหม่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

การใช้เทคโนโลยี BECCS ยังจะช่วยลดต้นทุนทางภาษีที่เกิดจากมาตรการจัดเก็บภาษีก๊าซเรือนกระจกก่อนข้ามพรมแดนสำหรับสินค้านำเข้า (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรปได้อีกทางหนึ่ง จึงนับเป็นโอกาสที่จะช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทั้งในภาพรวมของประเทศ และสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานจากแหล่งผลิตที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี BECCS

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม (ดร.เปรมฤดี กาญจนปิยะ)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4452
อีเมล premrudk@mtec.or.th

The post จับตา ‘เทคโนโลยีการผลิตพลังงานชีวภาพด้วยการดักจับและกักเก็บคาร์บอน’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ประเมินสมรรถนะและความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า EV performance and safety assessment https://www.mtec.or.th/ev-performance-and-safety-assessment/ Tue, 04 Jun 2024 02:07:47 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=14163 ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า เป็นหนึ่งในคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลในการจัดทำมาตรการที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเล ครั้งที่ 3 (INC-3) ณ สำนักงานใหญ่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา

The post ประเมินสมรรถนะและความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า EV performance and safety assessment appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ประเมินสมรรถนะและความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า EV performance and safety assessment

บริการให้คำปรึกษา:

  • วิเคราะห์การกระจายน้ำหนัก และวิเคราะห์ระบบส่งกำลัง เช่น
    หาขนาดมอเตอร์และแบตเตอรี่ที่เหมาะสม
  • วิเคราะห์อัตราเร่ง การสิ้นเปลือง และระยะทางการขับขี่ด้วยแบบจำลอง
  • ทดสอบสมรรถนะด้านยานยนต์ไฟฟ้าในสภาวะการใช้งานจริง เช่น พลังงานไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้ Energy consumption Range
    per charge Charging duration Electrical usage of equipment
  • ทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า เช่น การป้องกันทางไฟฟ้า
    การทดสอบการแยกกันทางไฟฟ้า (Isolation) การตรวจสอบการทำงาน
    เชิงความร้อน ความสามารถในการต้านทานผลกระทบจากน้ำ (Resistance to water effect) ให้คำปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข

เครื่องมือ:

  • Vehicle weighing scale
  • Energy logger
  • Various type of Current sensors
  • Insulation tester
  • ตู้ Distribution board + EV Charger
  • GNSS based speed sensor
  • Inertial navigation sys. + RTK system
  • Safety equipment
  • Test track: MTEC wading track at Prachinburi

ติดต่อ
ดร.ฉัตรชัย ศรีสุรางค์กุล chadchas@mtec.or.th
นายเศรษฐลัทธ์ แปงเครื่อง setthaluth.pan@mtec.or.th
นายณรงค์ฤทธิ์ สืบนันตา narongrit.sue@mtec.or.th

The post ประเมินสมรรถนะและความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า EV performance and safety assessment appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
วิเคราะห์และทดสอบด้านวิศวกรรมยานยนต์ https://www.mtec.or.th/safety-ride-comfort-vehicle-testing/ Tue, 04 Jun 2024 01:29:18 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=14137 ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า เป็นหนึ่งในคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลในการจัดทำมาตรการที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเล ครั้งที่ 3 (INC-3) ณ สำนักงานใหญ่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา

The post วิเคราะห์และทดสอบด้านวิศวกรรมยานยนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

วิเคราะห์และทดสอบด้านวิศวกรรมยานยนต์ Performance, Safety & Ride comfort Vehicle testing

บริการให้คำปรึกษา:

  • วิเคราะห์สมรรถนะทั่วไป เช่น จุดศูนย์ถ่วง ค่า Static stability factor (SSF) ความสามารถในการไต่ทางลาดชัน และวิเคราะห์แรงต้านทาน
    เป็นต้น
  • ทดสอบสมรรถนะเสถียรภาพและระบบบังคับเลี้ยว ตามข้อกำหนด ISO3888, ISO7401, ISO13674-2, ISO4138
  • ทดสอบคุณภาพระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ตามข้อกำหนด UN R140
  • ทดสอบสมรรถนะการเบรก ตามข้อกำหนด UN R13, R13H, R78
  • ให้คำปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข

เครื่องมือ:

  • Vehicle weighing scale
  • Various type of data loggers
  • GNSS based speed sensor
  • Inertial navigation sys. + RTK system
  • Inertial measurement unit (IMU)
  • Various type of accelerometers
  • Seat pad accelerometer
  • Software: MATLAB
  • Test track: partners

 

ติดต่อ
ดร.ฉัตรชัย ศรีสุรางค์กุล chadchas@mtec.or.th
นายเศรษฐลัทธ์ แปงเครื่อง setthaluth.pan@mtec.or.th
นายณรงค์ฤทธิ์ สืบนันตา narongrit.sue@mtec.or.th

The post วิเคราะห์และทดสอบด้านวิศวกรรมยานยนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>