polymer Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/polymer/ National Metal and Materials Technology Center Thu, 16 Apr 2026 08:06:13 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico polymer Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/polymer/ 32 32 OdorClearSTR20 นวัตกรรม 2 ฟังก์ชัน ช่วยจับตัวน้ำยางสด ลดการเกิดกลิ่นเหม็น https://www.mtec.or.th/odorclear-str20/ Mon, 09 Jun 2025 03:31:06 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=38192 ปัจจุบันไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางพาราชั้นนำของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 30% จากผลิตภัณฑ์ยางแท่งที่ใช้ยางก้อนถ้วยเป็นวัตถุดิบ แต่ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราคือ กลิ่นธรรมชาติ

The post OdorClearSTR20 นวัตกรรม 2 ฟังก์ชัน ช่วยจับตัวน้ำยางสด ลดการเกิดกลิ่นเหม็น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

OdorClearSTR20 นวัตกรรม 2 ฟังก์ชัน ช่วยจับตัวน้ำยางสด ลดการเกิดกลิ่นเหม็น

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัจจุบันไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางพาราชั้นนำของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 30% จากผลิตภัณฑ์ยางแท่งที่ใช้ยางก้อนถ้วยเป็นวัตถุดิบ แต่ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราคือ กลิ่นธรรมชาติที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเก็บเกี่ยวและการแปรรูปยางก้อนถ้วย ปัญหากลิ่นนี้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร โรงงานผลิตยางแท่ง ชุมชนใกล้เคียง และอุตสาหกรรมยางพาราไทยที่ต้องการส่งออกไปขายในตลาดโลก

ปัญหากลิ่นของยางก้อนถ้วยซึ่งเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการจับตัวน้ำยางหลังการเก็บเกี่ยว มีสาเหตุมาจากการเติบโตของจุลชีพที่ปนเปื้อน ทำให้เกิดสารระเหยที่มีกลิ่น ปัญหานี้สะสมรุนแรงขึ้นในกระบวนการผลิตยางแท่ง ส่งผลให้สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการทำงาน โดยกลิ่นซึ่งตกค้างในยางแท่ง STR20 จะส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ยางล้อและการยอมรับของตลาดยางระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม

ทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนานวัตกรรม OdorClearSTR20 ซึ่งรวม 2 ฟังก์ชันไว้ในสารเดียว ทำให้สามารถจับตัวน้ำยางสดได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยลดการเกิดกลิ่นเหม็นของยางก้อนถ้วยและยางแท่ง STR20 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

OdorClearSTR20 มีลักษณะเด่น คือ
1. ทำหน้าที่ “จับตัวน้ำยาง” และ “ลดกลิ่นเหม็น” ได้ในขั้นตอนเดียว
2. ลดกลิ่นเหม็นของยางก้อนถ้วยและยางแท่ง STR20 ได้ตั้งแต่ต้นทาง
3. จับตัวน้ำยางได้อย่างรวดเร็ว และมีเสถียรภาพสูง
4. รักษาคุณภาพของยางก้อนถ้วยและยางแท่ง STR20 ให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม
5. มีอายุการเก็บรักษานานและต้นทุนการผลิตต่ำ
6. ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับพฤติกรรมของเกษตรกร

เกษตรกรสามารถใช้ OdorClearSTR20 ได้สะดวก ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการ เพียงแค่เติมลงในน้ำยาง สารนี้จะเร่งการจับตัวของน้ำยางสดภายใน 30 นาที ทำให้กลิ่นหายไป น้ำยางได้คุณภาพตามมาตรฐาน นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและคงคุณภาพของยางได้อีกด้วย

OdorClearSTR20 ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนโดยนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยางแปรรูป ช่วยให้การผลิตยางแท่ง STR20 มีคุณภาพดีขึ้น ช่วยลดต้นทุนในการควบคุมกลิ่น ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นวิธีการใหม่ที่ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และเพิ่มความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมยางของประเทศ

การใช้ OdorClearSTR20 ในวงกว้างจะช่วยยกระดับคุณภาพยางแท่ง STR20 ให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมยางล้อ และมีส่วนช่วยในการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถกำหนดมาตรฐานการผลิตยางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งออกได้อย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม
คุณเนตรชนก ปิยฤทธิพงศ์ (นักวิเคราะห์)

โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4301
อีเมล: netchanp@mtec.or.th

The post OdorClearSTR20 นวัตกรรม 2 ฟังก์ชัน ช่วยจับตัวน้ำยางสด ลดการเกิดกลิ่นเหม็น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผลิต ‘เนื้อเทียม’ อย่างไร..ให้เหมือนเนื้อแท้? https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68728/ Mon, 28 Apr 2025 08:17:31 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36646 ผู้บริโภคในปัจจุบันใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แนวโน้มหนึ่งคือ การบริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมจากโปรตีนพืช

The post ผลิต ‘เนื้อเทียม’ อย่างไร..ให้เหมือนเนื้อแท้? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผลิต ‘เนื้อเทียม’ อย่างไร..ให้เหมือนเนื้อแท้?

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ผู้บริโภคในปัจจุบันใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แนวโน้มหนึ่งคือ การบริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมจากโปรตีนพืช

อย่างไรก็ดี โปรตีนพืชอาจมีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นไม่ถูกปาก เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. จึงผนวกความรู้ทางวัสดุศาสตร์เข้ากับวิทยาศาสตร์การอาหาร เพื่อพัฒนาอาหารจากโปรตีนพืชที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ

โปรตีนพืชมีโครงสร้างเป็นก้อนกลมซึ่งมีสายเพปไทด์พันกันไปมา ในขณะที่โปรตีนกล้ามเนื้อจัดเรียงตัวเป็นเส้นขนาน การพัฒนาโปรตีนพืชให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์จึงมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่

1) Top-down Strategy: ใช้ส่วนประกอบหรือกระบวนการที่ทำให้โครงสร้างปลายทางคล้ายเนื้อสัตว์ เช่น การปั่นผสม (mixing/blending) และเอ็กซ์ทรูชัน (extrusion)
2) Bottom-up Strategy: สร้างเส้นใยทีละเส้นจากระดับโมเลกุลจนได้โครงสร้างกล้ามเนื้อ เช่น พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

แนวทางแรกสามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะการปั่นผสม ซึ่งใช้เครื่องจักรทั่วไปและมีต้นทุนไม่สูง แต่เส้นใยที่ได้จะสั้นกว่าเส้นใยที่ได้จากเอ็กซ์ทรูชัน ส่วนแนวทางที่ 2 มีต้นทุนสูง ใช้ระยะเวลานานในการขึ้นรูปชิ้นเนื้อ และขยายสเกลได้ยาก ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมด้วยวิธีปั่นผสมและเอ็กซ์ทรูชัน

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติก็มีประโยชน์ในการพัฒนาอาหารเฉพาะบุคคล เนื่องจากปรับวัตถุดิบตามปริมาณสารอาหารสำคัญให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ จากนั้นจึงขึ้นรูปให้มีโครงสร้าง รูปร่าง และเนื้อสัมผัสที่ต้องการ แล้วปรุงสุกในขั้นตอนสุดท้าย

การปั่นผสม เป็นวิธีที่ไม่ทำลายโครงสร้างโปรตีน แต่ใช้การผสมส่วนประกอบต่างๆ เข้าด้วยกัน แล้วทำให้เกิดการแยกเฟส เพื่อให้เกิดโครงสร้างจัดเรียงเป็นชั้น ทำให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์

เอ็มเทคใช้การปั่นผสมพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ (Ve-Chick) ในรูปแบบอาหารพร้อมบริโภคและพรีมิกซ์ และอาหารทะเล (Ve-Sea) เช่น กุ้ง ปลา และปลาหมึก

กระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน มีเครื่องเอ็กซ์ทรูเดอร์ 2 แบบ แบบแรก คือเครื่องเอ็กทรูเดอร์ความชื้นสูงซึ่งมีหัวดาย (die) ยาว ทำให้โปรตีนที่ออกจากหัวดายเย็นตัวช้าๆ และจัดเรียงตัวในทิศทางเดียวกัน เนื้อเทียมที่ได้มีความชื้นสูงราว 65-70% และมีโปรตีนที่ใกล้เคียงหรือมากกว่าเนื้อจริง ผลิตภัณฑ์มีลักษณะเส้นใยใกล้เคียงเนื้อสัตว์ เอ็มเทคพัฒนาเนื้อเทียมความชื้นสูงด้วยเครื่องแบบนี้

แบบที่สองเป็นเอ็กทรูเดอร์แบบความชื้นต่ำซึ่งมีหัวดายสั้น เมื่อไอน้ำในโปรตีนที่ออกจากหัวดายกระทบอากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิและแรงดันที่ต่ำกว่า ไอน้ำก็จะระเหยเกิดโพรงอากาศในผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากเครื่องแบบนี้ เช่น โปรตีนเกษตร

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post ผลิต ‘เนื้อเทียม’ อย่างไร..ให้เหมือนเนื้อแท้? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ส่องทิศทาง ‘อาหารแห่งอนาคต’ https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68727/ Mon, 28 Apr 2025 08:06:21 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36639 อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จากสภาพการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น สังคมผู้สูงอายุ โรคระบาด

The post ส่องทิศทาง ‘อาหารแห่งอนาคต’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ส่องทิศทาง ‘อาหารแห่งอนาคต’

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จากสภาพการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น สังคมผู้สูงอายุ โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนทรัพยากร ล้วนส่งผลกระทบต่อการผลิตและการบริโภคอาหาร

ด้วยเหตุนี้ การวิจัยและพัฒนาจึงมีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่มุ่งสู่อาหารปลอดภัย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอบสนองการใช้ชีวิตของคน ใช้เทคโนโลยีในการผลิต ตอบโจทย์ความยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้แนวโน้มที่มาแรงและน่าจับตาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

อาหารที่ให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (Functional Food): อาหารและเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยสารสำคัญ หรือสารออกฤทธิ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐาน และมีส่วนช่วยป้องกัน รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ
อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล (Medical & Personalized Food): กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยาหรืออาหารเสริม ที่มีโภชนาการที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล หรือผู้ป่วยที่ต้องรักษาโรคเป็นการเฉพาะ
อาหารโปรตีนทางเลือก/อาหารนวัตกรรม (Alternative Protein Food /Novel Food: Plant, Insect, Cultured Meat): โปรตีนทางเลือกจากกลุ่มที่ไม่ใช่ปศุสัตว์เดิมที่ผลิตขึ้นใหม่โดยใช้เทคโนโลยี
อาหารจากเกษตรอินทรีย์ (Organic Food): กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารเคมี

ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาอาหารที่มีผลกระทบสูง โดยมีเป้าหมายหลักคือ การพัฒนาอาหารที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน

ทีมวิจัยดำเนินการโดยบูรณาการองค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ และประยุกต์เทคโนโลยีหลัก (core technology) ของทีม ได้แก่ การออกแบบโครงสร้างอาหาร (food structure design) กระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพอาหารภายในช่องปากและการย่อยอาหาร (food oral processing & food digestion) และสารปรับปรุงเนื้อสัมผัสและพฤติกรรมการไหลของอาหาร (texture/rheology modifier)

ตัวอย่างผลงานวิจัยที่ตามแนวโน้มที่กล่าวมา เช่น

อาหารที่ให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ พัฒนาเพกติกโอลิโกแซคคาไรด์ (pectic oligosaccharides, POS) ซึ่งเป็นใยอาหารที่สกัดจากเปลือกส้มโอมีหน้าที่เป็นพรีไบโอติก ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ดีในลำไส้

อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล พัฒนาเนื้อสัตว์บดเคี้ยวง่ายสำหรับผู้สูงอายุ ผงเพิ่มความหนืดสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก อาหารปั่นสำเร็จรูปสำหรับผู้ได้รับอาหารทางสายยาง อาหารปราศจากกลูเตน นม ไข่ สำหรับคนแพ้ และอาหารสุขภาพที่มีไขมันต่ำ

อาหารโปรตีนทางเลือก/อาหารนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อไก่และอาหารทะเลจากโปรตีนจากพืช และเครื่องดื่มเจลลีโปรตีนถั่วเขียว

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post ส่องทิศทาง ‘อาหารแห่งอนาคต’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ (enR/ProX) https://www.mtec.or.th/post-knowledges-64670/ Thu, 31 Mar 2022 09:28:11 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=3957 ถุงมือยางเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำของอุตสาหกรรมยางโดยผลิตจากน้ำยางข้น อุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยมีสัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติร้อยละ 10.88 ดังนั้นเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปอื่นๆ อุตสาหกรรมถุงมือยางจึงนับว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

The post ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ (enR/ProX) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ(enR/ProX)

ถุงมือยางเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำของอุตสาหกรรมยางโดยผลิตจากน้ำยางข้น อุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยมีสัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติร้อยละ 10.88 ดังนั้นเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปอื่นๆ อุตสาหกรรมถุงมือยางจึงนับว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างแรงงาน และเป็นผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำที่สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากผลิตภัณฑ์กลุ่มยางล้อรถยนต์

ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตถุงมือยางเพื่อการส่งออกเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 18 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของโลก ในปี 2563 ประเทศไทยมีการส่งออกถุงมือยางคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 72,680 ล้านบาท และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยโดยเฉพาะโรงงานผลิตถุงมือยางที่ปัจจุบันมีการขยายกำลังการผลิตและมีความต้องการใช้น้ำยางข้นเพิ่มมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2563-2570 มูลค่าตลาดถุงมือยางของโลกจะขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 12.6 ต่อปี

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในเรื่องของวัตถุดิบต้นน้ำที่สามารถผลิตและส่งออกยางธรรมชาติเป็นอันดับ 1 ของโลก และมีชื่อเสียงในการผลิตถุงมือยางธรรมชาติคุณภาพดี อุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยจึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ภาครัฐจึงกำหนดเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลกเนื่องจากความได้เปรียบในด้านคุณภาพวัตถุดิบยางของไทยและความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ยางของไทย โดยในเบื้องต้นมุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมการลดโปรตีนแพ้ในถุงมือยางธรรมชาติ และการสร้างมาตรฐานถุงมือยางในกระบวนการผลิตและการขอใบรับรองทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้อุตสาหกรรมถุงมือยางไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ถุงมือยางมีกี่ประเภท?

ถุงมือยางมีการผลิตตามความต้องการใช้งานของตลาด โดยสามารถแบ่งประเภทตามลักษณะการใช้งานได้ 3 ประเภท ดังนี้
1. ถุงมือยางสำหรับใช้ในทางการแพทย์ มีทั้งแบบที่ใช้ในงานผ่าตัดและงานตรวจโรคทั่วไป มีเนื้อบาง เหนียว แข็งแรง และใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ในกรณีถุงมือยางสำหรับการผ่าตัดจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อ 100 % และส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ
2. ถุงมือยางสำหรับใช้ในทางอุตสาหกรรม มีลักษณะเฉพาะตามการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการกลึง ถุงมือยางต้องทนทานต่อสภาพการใช้งาน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ถุงมือยางต้องบางและกระชับมือ เป็นต้น
3. ถุงมือยางสำหรับใช้ในครัวเรือน ควรมีเนื้อหนา และทนทานต่อสภาพการใช้งาน

ถุงมือยางมีขั้นตอนการผลิตอย่างไร?

การผลิตถุงมือยางโดยทั่วไปมักใช้กระบวนการจุ่ม (Dipping) โดยจุ่มแบบพิมพ์ลงในน้ำยางคอมปาวด์ (Compound latex) แบบพิมพ์มีทั้งแบบที่ผลิตจากวัสดุโลหะ พลาสติก เซรามิก แก้ว และอะลูมิเนียม และมีลักษณะรูปทรงตามผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ ส่วนน้ำยางคอมปาวด์มีส่วนผสมของน้ำยางข้นและสารเคมีต่างๆ แตกต่างกันตามความเหมาะสมกับแต่ละผลิตภัณฑ์ หลังจากน้ำยางคอมปาวนด์จับตัวที่ผิวของแบบพิมพ์แล้วค่อยๆ ยกแบบพิมพ์ขึ้น นำไปอบแห้งพอหมาด ล้างสารเคมีที่ตกค้างออก อบแห้งอีกครั้ง แล้วถอดออกจากแบบพิมพ์

จุดเด่นของถุงมือยางธรรมชาติคืออะไร?

ถุงมือยางที่ผลิตจากยางธรรมชาติมีจุดเด่นในด้านความยืดหยุ่นและความทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย จึงนิยมนำไปใช้เป็นถุงมือยางทางการแพทย์ และในปัจจุบันผู้ผลิตถุงมือยางเปลี่ยนมาใช้น้ำยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในการผลิตเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากมีราคาถูกกว่ายางสังเคราะห์

ปัญหาที่พบในการผลิตถุงมือยางธรรมชาติคืออะไร?

น้ำยางธรรมชาติโดยทั่วไปจะมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 1% โดยน้ำหนักยาง การนำน้ำยางธรรมชาติมาผลิตเป็นถุงมือยางจะมีขั้นตอนการล้างโปรตีนออกจากถุงมือยาง อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติไม่สามารถล้างโปรตีนออกได้ทั้งหมด และยังคงมีโปรตีนเหลือค้างที่มีขนาดโมเลกุลในช่วง 4.7-115 KDa เช่น Hev b1, Hev b5 และ Hev b6.02 โปรตีนเหล่านี้ทำให้เกิดภูมิแพ้ในกลุ่มผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำคืออะไร?

ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ (enR/ProX) เป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติที่ทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยางของเอ็มเทคได้วิจัยและพัฒนาขึ้นเพื่อลดปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ ทำให้สามารถแข่งขันได้กับผลิตภัณฑ์ถุงมือยางสังเคราะห์

ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ มีปริมาณโปรตีนละลายน้ำน้อยกว่า 87 µg/dm2 และปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้น้อยกว่า 0.1 µg/dm2 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ASTM D3578-05 นอกจากนี้ยังมีสมบัติเชิงกล (ก่อนและหลังบ่มเร่ง) เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ISO 11193-1 : 2008, EN 455 และ ASTM D3578-05

กลุ่มผู้ใช้งานและผู้ได้รับประโยชน์จากงานวิจัยนี้มีใครบ้าง?

กลุ่มผู้ใช้งานและผู้ได้รับประโยชน์รวมถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตถุงมือยางทางการแพทย์จากยางธรรมชาติ เช่น ถุงมือยางสำหรับใช้ในงานผ่าตัดและตรวจโรค กลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายเคมียาง กลุ่มโรงพยาบาล สถานพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ใช้งานทั่วไป และผู้ที่มีอาการแพ้โปรตีนในยางธรรมชาติ

สถานภาพงานวิจัยในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันงานวิจัยอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกและขยายผลทดสอบการผลิตระดับอุตสาหกรรมร่วมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง และได้ยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา ในรูปแบบคำขออนุสิทธิบัตร เลขที่ 2003001903 ชื่อคำขอ “กรรมวิธีการลดปริมาณโปรตีนละลายน้ำและโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ”

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ
ฉวีวรรณ คงแก้ว (นักวิจัยอาวุโส)
ทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
โทรศัพท์ 02 564 6500
E-mail : chaveer@mtec.or.th

The post ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ (enR/ProX) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
น้ำยางพาราข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมาก (ULA) สำหรับทำผลิตภัณฑ์ Para AC ในอุตสาหกรรมก่อสร้างถนน https://www.mtec.or.th/post-knowledges-58449/ Tue, 28 Sep 2021 07:06:34 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=11382 น้ำยางพาราข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมาก (ULA) สำหรับทำผลิตภัณฑ์ Para AC ในอุตสาหกรรมก่อสร้างถนน
การผลิตแอสฟัลต์ซีเมนต์ (Para AC) โดยใช้น้ำยางพาราข้นเป็นวัตถุดิบที่อุณหภูมิ 140-160 องศาเซลเซียส มักเกิดปัญหาการไอระเหยของแอมโมเนียซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม...

The post น้ำยางพาราข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมาก (ULA) สำหรับทำผลิตภัณฑ์ Para AC ในอุตสาหกรรมก่อสร้างถนน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

น้ำยางพาราข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมาก (ULA) สำหรับทำผลิตภัณฑ์ Para AC ในอุตสาหกรรมก่อสร้างถนน

นักวิจัย: คุณฉวีวรรณ คงแก้ว
เรียบเรียงโดย: อิชย์ชญาน์ สินเจริญเลิศ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ปัญหาที่พบในการผลิตแอสฟัลต์ซีเมนต์โดยใช้น้ำยางพาราข้นคืออะไร ?

การผลิตแอสฟัลต์ซีเมนต์ (Para AC) โดยใช้น้ำยางพาราข้นเป็นวัตถุดิบที่อุณหภูมิ 140-160 องศาเซลเซียส มักเกิดปัญหาการไอระเหยของแอมโมเนียซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเกิดการอุดตันของน้ำยางพาราข้นในท่อนำส่ง แม้ว่าผู้ประกอบการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรสำหรับดูดไอระเหยของแอมโมเนียและสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียเพิ่มเติมแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำยางพาราข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมากคืออะไร ?

น้ำยางพาราข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมาก (Ultra-low Ammonia, ULA) มีปริมาณแอมโมเนียอยู่ในช่วง 0.10-0.15% มีค่าเสถียรภาพต่อการปั่นไม่ต่ำกว่า 1,500 วินาที และมีเสถียรภาพต่อความร้อนสูง จึงเหมาะกับการใช้เป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ Para AC สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างถนน

ทีมวิจัยพัฒนาน้ำยางพาราข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมากอย่างไร ?

• พัฒนาสูตรและกระบวนการผลิตน้ำยาง ULA ระดับห้องปฎิบัติการโดยใช้สารเคมีชนิดอื่นทดแทนแอมโมเนีย
• ร่วมกับ บริษัท ไทยอีสเทิร์น รับเบอร์ จำกัด ผลิตน้ำยาง ULA ระดับอุตสาหกรรม โดยตรวจสอบสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของน้ำยาง ULA อ้างอิงตามมาตรฐาน มอก. 980-2552 (น้ำยางข้นธรรมชาติ)
• ร่วมกับ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) นำน้ำยาง ULA ไปใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ Para AC สำหรับทำถนนที่โรงงานจำนวน 2 แห่ง โดยตรวจสอบสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของผลิตภัณฑ์ ULA-Para AC อ้างอิงตามมาตรฐาน มอก. 2731-2559 (แอสฟัลต์ซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ)

น้ำยางพาราข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมากมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง ?

น้ำยางพาราข้นทางการค้า
– มีกลิ่นเหม็นจากแอมโมเนีย
– ใช้เวลาบ่ม 21 วัน
– ทำให้ท่อนำส่งอุดตัน
– สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการบำบัดกลิ่นและน้ำเสีย
– ไม่เสถียรต่อความร้อน

 

น้ำยางพาราข้น ULA
– ลดกลิ่นเหม็นจากแอมโมเนีย
– ไม่ต้องบ่ม
– ไม่ทำให้ท่อนำส่งอุดตัน
– ไม่มีค่าใช้จ่ายในการบำบัดกลิ่นและน้ำเสีย
– เสถียรต่อความร้อน
– Para AC ที่ผลิตจากน้ำยาง ULA มีสมบัติผ่านมาตรฐาน มอก. 2731-2559

สถานภาพงานวิจัยเป็นอย่างไร ?

• ยื่นจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กรรมวิธีการเพิ่มเสถียรภาพของน้ำยางและลดปริมาณแอมโมเนียในการผลิตน้ำยางข้นชนิดแอมโมเนียต่ำสำหรับการใช้ที่อุณหภูมิสูง” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 และจดความลับทางการค้า “สูตรน้ำยางข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมากสำหรับผสมกับแอสฟัลต์” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560
• ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการใช้ประโยชน์น้ำยาง ULA สำหรับทำผลิตภัณฑ์ Para AC ให้แก่ บริษัท ไทยอีสเทิร์น รับเบอร์ จำกัด เรียบร้อยแล้ว
• บริษัท ไทยอีสเทิร์น รับเบอร์ จำกัด ได้ผลิตน้ำยาง ULA ในเชิงพาณิชย์แล้ว โดยจำหน่ายให้แก่ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้ทำผลิตภัณฑ์ Para AC ในระดับอุตสาหกรรมจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก่อสร้างถนน โดยใช้ชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ ULA-Para AC

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณฉวีวรรณ คงแก้ว
นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง
กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
โทรศัพท์ 02 5646 500 ต่อ 4503
E-mail : chaveer@mtec.or.th

The post น้ำยางพาราข้นชนิดแอมโมเนียต่ำมาก (ULA) สำหรับทำผลิตภัณฑ์ Para AC ในอุตสาหกรรมก่อสร้างถนน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่น https://www.mtec.or.th/post-knowledges-53786/ Wed, 14 Jul 2021 08:09:47 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=11893 ยางก้อนถ้วย คือยางที่เกิดจากการจับตัวของน้ำยางให้กลายเป็นก้อนในถ้วย และเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตยางแท่ง STR10 และ STR20...

The post นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่น

ฉวีวรรณ คงแก้ว
อิชย์ชญาน์ สินเจริญเลิศ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

Triple S (Safe and Sound Smell)

ยางก้อนถ้วย คืออะไร ?

ยางก้อนถ้วย คือยางที่เกิดจากการจับตัวของน้ำยางให้กลายเป็นก้อนในถ้วย และเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตยางแท่ง STR10 และ STR20

การผลิตยางก้อนถ้วยเป็นวิธีการที่เกษตรกรใช้ในการแปรรูปยางดิบโดยมีต้นทุนการผลิตต่ำ ประหยัดเวลาและใช้แรงงานน้อย

ปัญหาที่พบในการผลิตยางก้อนถ้วยคืออะไร ?

การผลิตยางก้อนถ้วยจะมีการใช้กรดบางชนิด เช่น กรดฟอร์มิก และกรดกำมะถันในการจับตัวน้ำยางสดให้เป็นก้อนในถ้วยยาง เกษตรกรต้องกรีดยาง 5-7 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาห่างกัน 1-2 วันเพื่อให้ได้ก้อนยางเต็มถ้วยก่อนนำไปขาย

ในช่วงเวลาที่เกษตรกรรอให้ได้ก้อนยางเต็มถ้วย มักจะเกิดการบูดเน่าของก้อนยางอันเกิดจากการทำปฏิกิริยาของแบคทีเรียกับองค์ประกอบในน้ำยาง เช่น ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต เกิดสารระเหยที่มีกลิ่นเหม็นสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างตั้งแต่สวนยาง จุดรับซื้อยางก้อนถ้วย โรงงานผลิตยางแท่ง โรงงานผลิตภัณฑ์ยาง และชุมชนโดยรอบ

นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่นคืออะไร?

นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่นเป็นการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งแบบใหม่ที่ช่วยป้องกันการเกิดกลิ่นเหม็นจากการทำปฏิกิริยาของแบคทีเรียกับองค์ประกอบในน้ำยาง ใช้ทดแทนวิธีการผลิตยางแบบเดิมที่ใช้กรดในการจับตัวน้ำยาง

นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่นมีประโยชน์อย่างไร ?

• ลดกลิ่นเหม็นจากการบูดเน่าของยางก้อนถ้วยและยางแท่ง
• ลดระยะเวลาการบ่มยางก้อนถ้วยก่อนนำเข้ากระบวนการผลิตยางแท่ง
• เพิ่มคุณภาพยางแท่ง (มีความต้านทานต่อการเสื่อมสภาพมากขึ้น และ มีความหนืดมูนนี่คงที่)

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
ฉวีวรรณ คงแก้ว นักวิจัยอาวุโสทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง
กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
โทรศัพท์ 02 5646 500 ต่อ 4503
E-mail : chaveer@mtec.or.th

The post นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
น้ำยางพาราฟิต (ParaFIT) https://www.mtec.or.th/post-knowledges-53674/ Wed, 14 Jul 2021 08:09:39 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=11910 น้ำยางพาราข้นเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพารา แต่น้ำยางพาราข้นที่ใช้ในปัจจุบันมีส่วนผสมของแอมโมเนีย ซิงค์ออกไซด์ และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำยางเกิดการบูดเน่า...

The post น้ำยางพาราฟิต (ParaFIT) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

น้ำยางพาราฟิต (ParaFIT)

ฉวีวรรณ คงแก้ว
อิชย์ชญาน์ สินเจริญเลิศ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

น้ำยางพาราข้นเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพารา แต่น้ำยางพาราข้นที่ใช้ในปัจจุบันมีส่วนผสมของแอมโมเนีย ซิงค์ออกไซด์ และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำยางเกิดการบูดเน่า อย่างไรก็ดีแอมโมเนียเป็นสารเคมีที่ระเหยง่ายและมีกลิ่นฉุนรุนแรงมาก ทำลายสุขภาพ สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้น้ำยางพาราข้นมีสมบัติไม่คงที่ ส่วนซิงค์ออกไซด์มีส่วนประกอบที่เป็นโลหะหนัก และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์เป็นสารที่ก่อให้เกิดสารไนโตรซามีน (สารก่อมะเร็ง) และยังต้องมีขั้นตอนการบ่มน้ำยางพาราข้นและการกำจัดแอมโมเนียออกจากน้ำยางพาราข้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพารา

น้ำยางพาราฟิต(ParaFIT) คืออะไร?

น้ำยางพาราฟิตเป็นน้ำยางพาราข้นชนิดใหม่ที่พัฒนาขี้นเพื่อให้เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม มีปริมาณแอมโมเนีย ซิงค์ออกไซด์และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์น้อยกว่าน้ำยางข้นทางการค้า สามารถนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพาราได้ทันทีภายใน 1-3 วันโดยไม่ต้องบ่มน้ำยางข้นในถังพักเหมือนน้ำยางข้นทางการค้า จึงช่วยประหยัดเวลาและงบประมาณ สามารถใช้ทดแทนน้ำยางพาราข้นทางการค้า

ทีมวิจัยพัฒนาน้ำยางพาราฟิตอย่างไร?

การพัฒนาน้ำยางพาราฟิตใช้เทคโนโลยีการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพในน้ำยางพารา การรักษาเสถียรภาพเชิงกลของน้ำยางพารา และการทำโฟมยางด้วยกระบวนการดันลอป (Duplop process) เพื่อให้ได้สูตรน้ำยางพาราฟิตที่มีปริมาณแอมโมเนียต่ำ ลดการใช้สารเคมีและระยะเวลาการบ่มน้ำยางพาราข้นก่อนนำไปทำผลิตภัณฑ์ยาง นอกจากนี้ยังได้ทำการทดลองผลิตน้ำยางพาราฟิตและผลิตภัณฑ์โฟมยางพาราจากน้ำยางพาราฟิตโดยใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรมของโรงงานผลิตน้ำยางข้นและผลิตภัณฑ์โฟมยางพารา รวมถึงการทดสอบสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอีกด้วย

สมบัติเด่นของน้ำยางพาราฟิตมีอะไรบ้าง?

น้ำยางพาราฟิตมีสมบัติที่ดีกว่าน้ำยางพาราข้นทางการค้าดังนี้

• มีปริมาณแอมโมเนียต่ำกว่า 0.20% โดยน้ำหนักน้ำยางข้น (น้ำยางข้นทางการค้ามีปริมาณแอมโมเนีย 0.3-0.7% โดยน้ำหนักน้ำยาง)
• มีปริมาณซิงค์ออกไซด์ และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์น้อยกว่าน้ำยางข้นทางการค้า (ชนิด LA และ MA) 30% โดยน้ำหนักน้ำยางข้น
• สามารถนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพาราได้ทันทีภายใน 1-3 วันหลังจากวันผลิต (ไม่ต้องบ่มน้ำยางข้นในถังพักไว้ 21 วันเหมือนน้ำยางข้นทางการค้า)
• มีอายุการใช้งานนานกว่า 6 เดือน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้น้ำยางพาราฟิตมีอะไรบ้าง?

• ไม่ต้องมีขั้นตอนการกำจัดแอมโมเนียออกจากน้ำยางข้นก่อนนำไปทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพาราจึงเป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม
• ช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมี (ซิงค์ออกไซด์และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์) ในกระบวนการผลิตน้ำยางข้น
• ช่วยลดเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อน้ำยางสดและประหยัดเงินลงทุนในการสร้างอุปกรณ์จัดเก็บน้ำยางข้น
• ผลิตภัณฑ์โฟมยางมีคุณภาพตามมาตรฐาน มอก. 2741-2559 และ มอก. 2747-2559

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
ฉวีวรรณ คงแก้ว นักวิจัยอาวุโสทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง
กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
โทรศัพท์ 02 5646 500 ต่อ 4503
E-mail : chaveer@mtec.or.th

The post น้ำยางพาราฟิต (ParaFIT) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok) https://www.mtec.or.th/post-knowledges-49999/ Fri, 21 May 2021 07:34:50 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=12718 แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok)คือผลิตภัณฑ์วัสดุปูพื้นใช้ปิดทับพื้นผิว ที่ผลิตจากยางมะตอย มีรูปร่างเป็นแผ่นสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน มีสมบัติที่ดีและใช้งานสะดวก...

The post แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok)

ดร. พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล
อิชย์ชญาน์ สินเจริญเลิศ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok) คืออะไร?

ปัญหาของการราดยางมะตอยบนถนนที่ทำกันในปัจจุบันคือ ต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และพื้นที่มากเพื่อหลอมยางมะตอยให้เหลวหรืออ่อนตัว คลุกเคล้ากับหินบด แล้วนำไปบดอัดทับผิวถนน แม้มีการพัฒนายางมะตอยผสมสำเร็จรูปชนิดบรรจุถุง เพื่อสะดวกในงานปิดผิวหรือซ่อมแซมจุดเสียหายขนาดเล็ก แต่ก็ยังพบปัญหา ต้องใช้แรงบดอัดและเกลี่ยวัสดุให้เรียบ และทิ้งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้ยางมะตอยคงรูปและลดกลิ่นรบกวน

แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok)คือผลิตภัณฑ์วัสดุปูพื้นใช้ปิดทับพื้นผิว ที่ผลิตจากยางมะตอย มีรูปร่างเป็นแผ่นสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน มีสมบัติที่ดีและใช้งานสะดวก ช่วยลดขั้นตอนและแก้ปัญหาการราดยางมะตอยและการซ่อมแซมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok) มีส่วนประกอบอะไรบ้าง?

แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok) ประกอบด้วยโครงสร้างวัสดุ 3 ชั้น ได้แก่

ชั้นบน  ยางมะตอยผสมหินกรวด เพื่อกันน้ำ รับน้ำหนักและแรงเสียดทาน

ชั้นกลาง    ตาข่ายไฟเบอร์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เสริมแรงป้องกันการฉีกขาดและรักษารูปทรงของแผ่นพื้นยางมะตอย

ชั้นล่าง   ยางมะตอยปรับสูตรพิเศษ เพื่อสร้างแรงยึดเกาะกับพื้นผิวต่างๆที่จะนำไปปิดทับ

แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok) มีสมบัติที่ดีอย่างไร ?

      • มีความยืดหยุ่นสูง รับแรงกระแทกและเสียดสีได้ดี
      • พื้นผิวมีความขรุขระเล็กน้อย ช่วยเพิ่มแรงเสียดทานและลดการลื่นไถล
      • กาวชั้นล่างมีแรงยึดเกาะสูง สามารถใช้งานโดยไม่ต้องใช้วัสดุยึดเกาะหรือกาวเหมือนวัสดุปิดผิวทั่วไป
      • ไม่ดูดซับน้ำและความชื้น
      • ช่วยเก็บเสียงและลดการสะสมความร้อนจากแสงอาทิตย์
      • มีความแข็งแรง ทนทาน ดูแลรักษาง่าย

แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok) ใช้งานอย่างไร ?

  • ออกแบบให้มีขนาดและความหนาได้ตามลักษณะพื้นผิวและวัตถุประสงค์การใช้งาน ตัดเป็นรูปทรงที่ต้องการได้ง่าย
  • ใช้งานสะดวก เพียงลอกแผ่นกระดาษออกจากผิวด้านล่าง แล้วปูทับบนพื้นผิวที่ต้องการ ไม่ต้องใช้เครื่องจักร
  • ใช้ปูปิดทับพื้นผิวแทบทุกประเภท ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นจากพื้นดินแทนการใช้อิฐบล็อกตัวหนอนหรือพื้นคอนกรีต
  • ใช้งานได้ทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
ดร. พิทักษ์ เหล่ารัตนกุล
นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีเซรามิกและวัสดุก่อสร้าง เอ็มเทค
E-mail : pitakl@mtec.or.th

The post แผ่นพื้นยางมะตอยสำเร็จรูป (Bicbok) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
แผ่นพื้นยางพาราลดการบาดเจ็บ (Para Walk) https://www.mtec.or.th/post-knowledges-49699/ Tue, 18 May 2021 08:04:19 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=12748 แผ่นพื้นยางพาราลดการบาดเจ็บ (Para Walk) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางพารา มีรูปร่างเป็นแผ่น ใช้ปูพื้นเพื่อสร้างเสถียรภาพในการเดินของผู้สูงอายุรวมถึงช่วยลดการบาดเจ็บจากการพลัดตกหกล้ม...

The post แผ่นพื้นยางพาราลดการบาดเจ็บ (Para Walk) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

แผ่นพื้นยางพาราลดการบาดเจ็บ (Para Walk)

กรรณิกา หัตถะประนิตย์
อิชย์ชญาน์ สินเจริญเลิศ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

แผ่นพื้นยางพาราลดการบาดเจ็บ (Para Walk) คืออะไร?

แผ่นพื้นยางพาราลดการบาดเจ็บ (Para Walk) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางพารา มีรูปร่างเป็นแผ่น ใช้ปูพื้นเพื่อสร้างเสถียรภาพในการเดินของผู้สูงอายุรวมถึงช่วยลดการบาดเจ็บจากการพลัดตกหกล้ม ในกรณีของผู้สูงอายุสถิติระบุว่าเกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตในอัตราเฉลี่ย 3 คนต่อวัน โดยราว 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุมีปัญหาการลื่นล้ม และส่วนใหญ่มีการลื่นล้มมากกว่าหนึ่งครั้ง อันเนื่องมาจากร่างกายที่เสื่อมถอยหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

แนวทางการป้องกันการลื่นล้มในผู้สูงอายุทำได้อย่างไร?

การป้องกันการลื่นล้มในผู้สูงอายุทำได้โดยการส่งเสริมสุขภาพ การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน การปรับพฤติกรรมส่วนตัว ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การติดตั้งหลอดไฟบริเวณมุมมืด การใช้วัสดุปูพื้นชนิดไม่ลื่น เป็นต้น

ทีมวิจัยพัฒนา Para Walk อย่างไร?

ทีมวิจัยพัฒนา Para Walk จากยางพาราที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตวัสดุยางชนิดแข็งพิเศษให้มีสมบัติกระจายแรงได้ดี

การผลิต Para Walk สามารถใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเดิมที่มีอยู่ในอุตสาหกรรมยาง นอกจากนี้ ยังมีการใช้วัสดุธรรมชาติเหลือทิ้งเป็นส่วนผสม จึงมีส่วนช่วยลดของเสียเหลือทิ้งทางการเกษตรอีกด้วย

Para Walk ช่วยลดการบาดเจ็บได้อย่างไร?

Para Walk ช่วยลดการบาดเจ็บได้ เนื่องจากมีสมบัติการกระจายแรงได้ดี ลดแรงกระแทก ทำให้เดินได้อย่างมั่นคง ซึ่งสมบัติต่างๆ ระหว่างวัสดุนิ่ม วัสดุแข็ง และ Para Walk สามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้

Para Walk มีสมบัติเด่นอย่างไรบ้าง?

สมบัติเด่นของ Para Walk ได้แก่
• กระจายแรงได้สูงสุดถึง 70 %
• มีความแข็งสูงจึงสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับวัสดุก่อสร้างอื่นๆ เช่น กระเบื้อง ไม้ ไม้เทียม เป็นต้น
• ไม่เปราะแตกง่าย สามารถตัด เจาะ ตอก และ ไสได้
• ไม่มีปัญหามอด ปลวก แมลง เชื้อรา
• ความต้านทานการลื่น (R scale) : R9 Group (ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งพื้นผิว)
• การลามไฟ ระดับ V0

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณกรรณิกา หัตถะประนิตย์
นักวิจัย ทีมวิจัยกระบวนการแปรรูปยางขั้นสูง
กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง เอ็มเทค
อีเมล์ : kannikh@mtec.or.th

The post แผ่นพื้นยางพาราลดการบาดเจ็บ (Para Walk) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
โพลิเมอร์กับการใช้งานเป็นฟิล์มคลุมโรงเรือน https://www.mtec.or.th/post-knowledges-32991/ Wed, 23 Oct 2019 02:12:52 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=12989 ฟิล์มคลุมโรงเรือนต้องโดนลม แสงแดด ความร้อน และสารเคมีตลอดระยะเวลาในการใช้งาน ดังนั้นฟิล์มต้องมีความทนทาน...

The post โพลิเมอร์กับการใช้งานเป็นฟิล์มคลุมโรงเรือน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

โพลิเมอร์กับการใช้งานเป็นฟิล์มคลุมโรงเรือน

ถาม : การนำวัสดุโพลิเมอร์มาใช้ในด้านเกษตรมีที่มาอย่างไร?
ตอบ:

ใน ค.ศ.1948 ศาสตราจารย์ E.M. Emmert ต้องการทำโรงเรือนกระจกสำหรับเพาะปลูกพืช แต่เขาไม่มีงบประมาณสำหรับซื้อกระจก จึงใช้ฟิล์มเซลลูโลสอะซีเตทเพื่อคลุมโครงสร้างของโรงเรือนเพาะปลูกที่เป็นไม้แทน ในเวลาต่อมา เขาก็ได้เปลี่ยนเป็นฟิล์มโพลิเอทิลีนซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ก็เริ่มมีการใช้โพลิเมอร์ ชนิดโพลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำแทนกระดาษคลุมดินปลูกผักกันอย่างแพร่หลาย

ถาม : โพลิเมอร์ถูกนำไปใช้งานด้านเกษตรในลักษณะใดบ้าง?
ตอบ:

มีการนำโพลิเมอร์ไปใช้งานด้านเกษตรกรรมในหลายลักษณะ เช่น

ฟิล์มคลุมโรงเรือนหรืออุโมงค์ขนาดสูงพอที่คนยืนทำงานได้ (greenhouse and walk-tunnel covers) ฟิล์มโพลิเมอร์ที่ใช้สำหรับงานนี้หนาประมาณ 80-220 ไมโครเมตร กว้างไม่เกิน 20 เมตร ชนิดของฟิล์มที่ขายตามท้องตลาดมีตั้งแต่ฟิล์มชั้นเดียวจนถึง 3 ชั้น ขึ้นกับระดับเทคโนโลยีของแต่ละประเทศ และมีอายุการใช้งานอยู่ในช่วง 6-45 เดือน ขึ้นกับชนิดของสารเติมแต่งที่ช่วยเรื่องการเสื่อมสภาพของฟิล์มจากแสงแดด (photostabilizer) ที่ใช้ในการผลิต สภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้ง หรือการใช้ยาฆ่าแมลง เป็นต้น

ฟิล์มคลุมอุโมงค์ขนาดเล็ก (small tunnel covers) มีลักษณะเป็นโรงเรือนขนาดเล็ก กว้าง 1 เมตร และสูง 1 เมตร ฟิล์มโพลิเมอร์ที่ใช้มีความหนาน้อยกว่า 80 ไมโครเมตร และมีอายุการใช้งาน 6-8 เดือน

ฟิล์มคลุมดิน (mulching) เป็นฟิล์มโพลิเมอร์ที่หนา 12-80 ไมโครเมตร และกว้างไม่เกิน 3 เมตร ใช้สำหรับคลุมดินหรือพืชที่เพิ่งโตในระยะแรก เพื่อควบคุมอุณหภูมิและความชื้นของดิน ลดระยะเวลาในการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยว ช่วยป้องกันวัชพืชและการกัดเซาะของดิน ฟิล์มชนิดนี้มีอายุการใช้งานราว 2-4 เดือน

ด้านอื่นๆ เช่น ท่อสำหรับระบบน้ำหยด ถุงห่อพืชผล บรรจุภัณฑ์ เชือก ฯลฯ

เนื้อหาต่อไปนี้กล่าวถึงเฉพาะฟิล์มคลุมโรงเรือนเท่านั้น

ถาม : การปลูกพืชในโรงเรือนมีข้อดีอย่างไร?
ตอบ:

โรงเรือนสามารถปกป้องพืชจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยปรับสภาพอากาศภายในโรงเรือน เช่น แสง อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ผลผลิตที่ได้จึงมีปริมาณสูงและมีคุณภาพดี ช่วยเพิ่มช่วงเวลาในการเพาะปลูก และควบคุมการเกิดโรคพืชให้น้อยลงได้

ถาม : ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชในโรงเรือนมีอะไรบ้าง?
ตอบ:

1. รังสีอาทิตย์ แต่ละช่วงคลื่นแสงมีผลต่อพืชแตกต่างกัน ดังนี้

• รังสีอัลตราไวโอเลต (ultraviolet, UV: 200-400 นาโนเมตร) ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์แสง และทำลายดีเอ็นเอของพืช
• รังสีวิสิเบิลหรือรังสีที่พืชใช้ในการสังเคราะห์แสง (photosynthetically active radiation, PAR: 400-700 นาโนเมตร) ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี
• รังสีอินฟราเรดแบบใกล้ (near infrared, NIR: 700-2500 นาโนเมตร) เป็นรังสีที่ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในโรงเรือน ส่งผลให้ใบและดอกของพืชเหี่ยวเฉา

2. ฝุ่น ทำให้การส่องผ่านของแสงลดลง ส่งผลต่อการสังเคราะห์แสงของพืช
3. หยดน้ำ ทำให้เกิดฝ้าในโรงเรือน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคพืช

ถาม :สมบัติที่สำคัญของฟิล์มคลุมโรงเรือนมีอะไรบ้าง ?
ตอบ:

ความทนทาน เนื่องจากฟิล์มคลุมโรงเรือนต้องโดนลม แสงแดด ความร้อน และสารเคมีตลอดระยะเวลาในการใช้งาน ดังนั้นฟิล์มต้องมีความทนทาน โดยทั่วไปฟิล์มคลุมโรงเรือนมักมีอายุการใช้งานในช่วง 6-45 เดือน ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความทนทานของฟิล์ม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1) ลักษณะเฉพาะตัวของฟิล์ม เช่น ชนิดของโพลิเมอร์ ชนิดของฟิล์มเป็นฟิล์มชั้นเดียวหรือหลายชั้น ความหนาของฟิล์ม ชนิดของสารเติมแต่งที่ช่วยเรื่องการเสื่อมสภาพของฟิล์มจากแสงแดด และสารตัวเติมอื่นๆ

2) สภาวะแวดล้อม เช่น วัสดุที่ใช้ทำโครงสร้างของโรงเรือน ลักษณะการออกแบบของโรงเรือน ชนิดและความถี่ในการใช้สารเคมีทางการเกษตร ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ

สมบัติทางแสง รังสีอาทิตย์ที่ส่องผ่านเข้าสู่โรงเรือนมี 3 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงมีผลต่อพืชแตกต่างกัน โดยรังสีที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์แสงของพืชอยู่ในช่วง 400-700 นาโนเมตร ดังนั้น ฟิล์มคลุมโรงเรือนที่ดีควรให้แสงช่วงนี้ผ่านเข้าสู่โรงเรือนได้มากที่สุด อีกทั้งควรกระจายแสงได้ดีเพื่อให้พืชได้รับแสงอย่างทั่วถึง ในขณะเดียวกันต้องป้องกันไม่ให้รังสีอัลตราไวโอเลตและรังสีอินฟราเรดแบบใกล้ผ่าน

สมบัติป้องกันการเกิดฝ้า ข้อด้อยของการใช้พลาสติกคลุมโรงเรือนเมื่อเปรียบเทียบกับกระจกคือ พลาสติกมีสมบัติไม่ชอบน้ำ (hydrophobic) ทำให้น้ำที่เกิดจากการควบแน่นบนพลาสติกมีลักษณะเป็นหยด ซึ่งสามารถสะท้อนแสงที่จะส่องผ่านเข้าในโรงเรือนได้ อีกทั้งเมื่อมีความชื้นภายในสูงอาจทำให้เกิดโรคพืชตามมาได้

สมบัติป้องกันการเกาะตัวของฝุ่น เนื่องจากฝุ่นที่เกาะบนฟิล์มทำให้การส่องผ่านของแสงลดลง ส่งผลให้แสงในช่วง PAR ลดลงด้วย

ถาม :ฟิล์มยูวี และฟิล์มกรองรังสียูวี ต่างกันอย่างไร ?
ตอบ:

ฟิล์ม “ยูวี” ในวงการฟิล์มโรงเรือน มักหมายถึง ฟิล์มที่เติม UV stabilizer เพื่อให้ฟิล์มพลาสติกไม่เสื่อมสภาพง่าย เมื่ออยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน​ ส่วนฟิล์ม “กรองรังสียูวี” นั้น หมายถึง ฟิล์มที่เติม UV absorber เพื่อช่วยลดการส่องผ่านของรังสียูวีที่จะผ่านเข้ามาในโรงเรือน

ถาม :ฟิล์มกรองแสงและฟิล์มคัดเลือกแสงแตกต่างกันหรือไม่ ?
ตอบ:

แตกต่างกัน ฟิล์มกรองแสง (filter) คือ ฟิล์มที่ลดความเข้มของแสงที่ส่องผ่าน ตัวอย่างเช่น หากกล่าวถึง ฟิล์มที่กรองแสงยูวีได้ 70% หมายถึง ฟิล์มนี้ลดความเข้มของแสงยูวีที่ส่องผ่าน 100 หน่วย ให้ผ่านฟิล์มเข้ามาได้เพียง 30 หน่วย ส่วนฟิล์มคัดเลือกแสง (wavelength selective) คือ ฟิล์มที่เลือกความยาวช่วงแสงที่ต้องการให้ผ่าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฟิล์มที่คัดเลือกแสงในช่วง PAR

ถาม :ฟิล์มคลุมโรงเรือนทางการค้า “UV filter 7%” หมายถึงอะไร ?
ตอบ:

UV filter 7% หมายถึง ฟิล์มที่เติมสารเติมแต่ง หรือ UV absorber ที่ทำหน้าที่กรองแสงยูวีในปริมาณ 7% มิได้หมายถึง ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับความเข้มของแสงยูวีแต่อย่างใด

ถาม :ฟิล์มคลุมโรงเรือนทางการค้า “UV Stabilizer 3%” หมายถึงอะไร ?
ตอบ:

UV Stabilizer 3% หมายถึง ฟิล์มที่เติมสารเติมแต่งชนิด UV stabilizer ที่ป้องกันการสลายตัวและเสื่อมสลายของพลาสติกเนื่องจากรังสียูวี ในปริมาณ 3% เพื่อยืดอายุฟิล์มพลาสติก

แหล่งข้อมูลและภาพประกอบ

The post โพลิเมอร์กับการใช้งานเป็นฟิล์มคลุมโรงเรือน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>