post-knowledges-metal Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/post-knowledges-metal/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 19 Jan 2026 09:42:43 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico post-knowledges-metal Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/post-knowledges-metal/ 32 32 PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน https://www.mtec.or.th/ppwr/ Mon, 29 Dec 2025 02:34:52 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42599 ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่มิใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เป็นดั่งสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’

The post PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์  หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่มิใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เป็นดั่งสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’ อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ 

นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) อย่างเป็นรูปธรรม

PPWR ผสานการคิดเชิงระบบ (systems thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (lifecycle thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ ‘การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (design for recycling)’ ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (single-use packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (reusable packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต

การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (recycled content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ.2030 ซึ่งมิใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ หากแต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และนำไปแปรรูป ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยทัดเทียมกับวัตถุดิบดั้งเดิม

ทั้งนี้ PPWR ยังยกระดับการจำกัดและห้ามใช้สารเคมีที่น่ากังวล หรือ restrictions on Substances of Concern (SOC) เพื่อเป็นเครื่องมือในการรับประกันว่า วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลจะไม่ปนเปื้อนด้วยสารอันตราย และสามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างแท้จริง ด้วยกลไกนี้จึงช่วยสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิ (secondary raw materials) และผนวกเอาการจัดการของเสียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำอีกด้วย

PPWR จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 สิงหาคม ค.ศ.2026 และก่อให้เกิดข้อผูกพันโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง EU จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ เอกสารทางเทคนิค (technical document) เพื่อยืนยันการใช้บรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (packaging minimization) ตลอดจนแสดงความสอดคล้อง (conformity) กับข้อกำหนดทางเทคนิค

นอกจากนี้ ยังต้องติดฉลากที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อำนวยความสะดวกในการคัดแยกของเสียแก่ผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งของการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ extended producer responsibility อีกด้วย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และพร้อมเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือ ให้ความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนเป็นเวทีสำคัญสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนด และก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในตลาดโลก

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณรวีรัตน์ ประเสริฐวงศ์ ผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก
คุณสายสมร คุณหอม เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4122

The post PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน https://www.mtec.or.th/soil-degrade-mitigate/ Thu, 04 Dec 2025 01:45:06 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42283 ความเสื่อมโทรมของดิน (soil degradation) เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพของสุขภาพดิน ซึ่งส่งผลให้ความสามารถของระบบนิเวศในการผลิตสินค้าและให้บริการแก่ผู้ได้รับประโยชน์ลดลง (FAO, 2020) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ดินอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร

The post ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ความเสื่อมโทรมของดิน (soil degradation) เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพของสุขภาพดิน ซึ่งส่งผลให้ความสามารถของระบบนิเวศในการผลิตสินค้าและให้บริการแก่ผู้ได้รับประโยชน์ลดลง (FAO, 2020) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ดินอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร เนื่องจากสมบัติต่าง ๆ ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งไทยก็เป็นอีกประเทศที่เผชิญปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน อันเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญทั่วโลก

จากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดิน ตามตัวชี้วัดความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศไทย (Land Degradation Neutrality: LDN) ในช่วงปี พ.ศ. 2522 และ 2566 พบว่าประเทศไทยมีที่ดินที่อยู๋ในสถานะเสื่อมโทรมมากถึงร้อยละ 18.5 ของพื้นที่ทั้งประเทศ หรือคิดเป็นพื้นที่เกือบ 60 ล้านไร่

การประยุกต์ใช้ไบโอชาร์นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางการจัดการที่มีศักยภาพ สำหรับการป้องกันและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติที่เกี่ยวโยงกับการฟื้นฟูที่ดิน เช่น เป้าหมายที่ 15 (life on land) และ 2 (zero hunger) เป็นต้น

ไบโอชาร์เป็นวัสดุสีดำที่อุดมด้วยคาร์บอน ผลิตโดยการเผาชีวมวลในสภาวะออกซิเจนต่ำหรือไร้ออกซิเจน มีสมบัติเด่นในการกักเก็บคาร์บอน สามารถช่วยปรับปรุงดินที่เสื่อมโทรมทั้งในด้านสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ

ในทางกายภาพ ไบโอชาร์มีโครงสร้างที่เป็นรูพรุนสูง จึงทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำ ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซับและกักเก็บความชื้น อีกทั้งยังช่วยให้ดินร่วนซุย ทำให้รากพืชเจริญเติบโตได้ดี

ในทางเคมี ไบโอชาร์ช่วยเพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกในดิน (cation exchange capacity) จึงช่วยดูดซับและกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และด้วยสมบัติที่เป็นด่าง จึงช่วยลดความเป็นกรดในดิน ทำให้ค่า pH ของดินอยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช นอกจากนี้ไบโอชาร์ยังมีสมบัติเด่นในการดูดซับสารพิษและโลหะหนักไว้ในรูพรุนได้ดี จึงช่วยลดปัญหาการปนเปื้อนและความเป็นพิษต่อพืชและสิ่งแวดล้อมได้

ในทางชีวภาพ โครงสร้างรูพรุนของไบโอชาร์เป็นที่อยู่อาศัยที่ดีสำหรับจุลินทรีย์ในดิน จึงช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ อันเป็นผลดีต่อกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุ การสร้างฮิวมัส (humas) และการหมุนเวียนสารอาหารในดิน

ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดินด้วยไบโอชาร์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งคุณภาพของตัวไบโอชาร์เอง ซึ่งต้องพิจารณาจากชนิดและสมบัติของวัตถุดิบที่ใช้ สภาวะการผลิต ปริมาณการใช้ รวมถึงปัจจัยจากชนิดของดินและระดับความเสื่อมโทรมเดิม ตลอดจนสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จึงจำเป็นต้องวางแผนและเลือกใช้ไบโอชาร์ให้เหมาะสมกับลักษณะของดิน ชนิดของพืชที่เพาะปลูก และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว

References:
https://www.ldd.go.th/WEB_Download/Data/Book&Manual/Manual_6.pdf https://www.researchgate.net/publication/380733246_Systemic_review_for_the_use_of_biochar_to_mitigate_soil_degradation
https://www.sdgmove.com/intro-to-sdgs/

The post ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม https://www.mtec.or.th/rain-garden/ Thu, 04 Dec 2025 01:31:16 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42276 ปัญหาน้ำฝนท่วมขังฉับพลันในพื้นที่เมืองต่างๆ มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับการเติบโตของเมืองที่ขาดการวางแผนการจัดการน้ำฝน ก่อให้เกิดความเสียหาย

The post ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัญหาน้ำฝนท่วมขังฉับพลันในพื้นที่เมืองต่างๆ มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับการเติบโตของเมืองที่ขาดการวางแผนการจัดการน้ำฝน ก่อให้เกิดความเสียหายและความเดือดร้อนเป็นวงกว้างทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

จึงได้เกิดแนวคิด Blue-Green City (BGC) หรือ แนวทางการพัฒนาที่บูรณาการองค์ประกอบทางน้ำ (blue) และพื้นที่สีเขียว (green) เพื่อสร้างระบบนิเวศเมืองที่สมดุลมากขึ้น โดยมีตัวอย่างการดำเนินการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมหลากโดยการเพิ่มความสามารถในการให้น้ำซึมผ่าน (permeability) เพื่อดูดซับน้ำฝนลงสู่ชั้นดินใต้พื้นผิวเมืองได้มากขึ้น เช่น การสร้างสวนพิรุณ (rain gardens) การเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ตามแนวถนน และการออกแบบทางเท้าและถนนที่ยอมให้น้ำซึมผ่าน เป็นต้น

ทั้งนี้ไบโอชาร์ (biochar) ได้รับความสนใจในการประยุกต์ใช้ในโครงสร้างตามแนวคิด BGC นี้ เพราะนอกจากจะช่วยกักเก็บคาร์บอนในระยะยาวแล้ว ยังเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้ในหลายมิติ ด้วยโครงสร้างที่เป็นรูพรุนสูง เมื่อใช้ผสมในดินจึงช่วยเพิ่มสมบัติด้านการกักเก็บน้ำของดิน นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มความร่วนซุยและความสามารถในการซึมผ่านของน้ำให้แก่ดินเหนียว และดินที่ถูกบีบอัดจนมีความหนาแน่นสูง ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยของการเกิดน้ำท่วมขังด้วย

นอกจากนั้นงานวิจัยหลายฉบับยังแสดงด้วยว่าไบโอชาร์ที่เติมเข้าในดินสามารถช่วยการดูดซับและตรึงมลพิษชนิดต่างๆ ที่มากับน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกลุ่มโลหะหนัก กลุ่มสารอินทรีย์ปนเปื้อน ตลอดจนอนุภาคแขวนลอยต่างๆ นอกจากนี้ไบโอชาร์ยังช่วยลดค่าความต้องการออกซิเจนทางเคมีของน้ำ (COD) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศจากมลพิษในน้ำหลาก ซึ่งมักไหลลงสู่ปลายทางที่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติในที่สุด

ปัจจุบันสามารถพบโครงสร้างตามแนวคิด BGC ได้ทั่วโลก เช่น บนเกาะ Maui ในฮาวาย ที่มีการสร้างสวนพิรุณในบริเวณ Kā‘anapali Parkway โดยผสมไบโอชาร์ที่ผลิตจากไม้ Kiawe เพื่อลดปัญหาน้ำฝนไหลบ่าและบรรเทาการปนเปื้อนของมลพิษก่อนไหลลงสู่มหาสมุทร ช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศของแนวปากะรัง หรือในย่าน Tangletown ในเมือง Minneapolis สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการรณรงค์การใช้ไบโอชาร์อย่างจริงจัง ได้ริเริ่มโครงการนำไบโอชาร์มาใช้ผสมเพื่อปลูกต้นไม้ตามถนนสายหลักหลายสิบสายและในสวนพิรุณของชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำฝนและสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับแมลงผสมเกสรในระบบนิเวศ

และยังมีโครงการส่งเสริมการผลิตและการใช้ไบโอชาร์ในเขตเมือง Stockholm ประเทศสวีเดน ที่ได้รับรางวัลสนับสนุนจากองค์กร Bloomberg Philanthropies และเป็นต้นแบบในการขยายการดำเนินการไปสู่เมืองอื่นๆ ทั่วโลก เช่น Helsinki ฟินแลนด์ Darmstadt เยอรมนี และ Sandnes นอร์เวย์ โดยอาศัยการนำไบโอชาร์ที่ผลิตจากขยะชีวมวล ไปผสมกับกรวดและดิน (biochar-gravel-soil mix) เพื่อใช้เป็นวัสดุปลูกต้นไม้ในเมือง โดยนอกจากจะช่วยให้ต้นไม้งอกงามดีกว่าการปลูกแบบเดิม ยังช่วยปรับสภาพดินให้ระบายน้ำฝนได้ดีขึ้นและช่วยลดโอกาศการเกิดน้ำท่วมได้ด้วย

ไบโอชาร์จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสีเขียวที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจัดการน้ำฝนและเสถียรภาพด้านสิ่งแวดล้อม และเมื่อพิจารณาร่วมกับความสามารถในการช่วยกักเก็บคาร์บอน และการปรับปรุงคุณภาพดินโดยรวม จึงนับเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับเมืองในอนาคต

References:
https://static.coral.org/uploads/2019/04/2019_Maui_CaseStudies_RainGarden_Final.pdf
https://www.minneapolismn.gov/government/programs-initiatives/environmental-programs/biochar/neighborhood-use/
https://pubs.rsc.org/en/content/articlehtml/2024/gc/d4gc03071k
https://pure.sruc.ac.uk/ws/portalfiles/portal/74040133/D3EW00054K_authors_accepted_version.pdf
https://www.mdpi.com/2227-9717/9/5/860
https://bloombergcities.jhu.edu/news/big-lessons-small-city-borrowing-and-building-upon-idea
https://medium.com/carboculture/how-to-use-biochar-for-structured-soil-plant-beds-in-urban-areas-8a45108e799

The post ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
หมูกระทะกับอะลูมิเนียม https://www.mtec.or.th/aluminum-stove/ Thu, 04 Dec 2025 00:52:10 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42260 อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีสมบัติโดดเด่นหลายอย่าง เช่น น้ำหนักเบา ความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง ขึ้นรูปได้ง่าย ราคาไม่แพง และนำความร้อนได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังสามารถปรับปรุงความต้านทานต่อการกัดกร่อนและการสึกหรอได้

The post หมูกระทะกับอะลูมิเนียม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

หมูกระทะกับอะลูมิเนียม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีสมบัติโดดเด่นหลายอย่าง เช่น น้ำหนักเบา ความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง  ขึ้นรูปได้ง่าย ราคาไม่แพง และนำความร้อนได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังสามารถปรับปรุงความต้านทานต่อการกัดกร่อนและการสึกหรอได้ด้วยกระบวนการอะโนไดซิง (anodizing) หรือกระบวนการพาสซิเวชัน (passivation)

ด้วยจุดเด่นต่างๆ ดังกล่าว เราจึงเห็นการใช้งานอะลูมิเนียมในงานด้านต่างๆ อย่างแพร่หลาย เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์อย่างเช่น กรอบประตู หน้าต่าง รวมทั้งงานห่อหุ้มและผิวอาคาร ไปจนถึงงานฝ้าและผนังเบา และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ สำหรับผลิตโครงสร้างหลักทางวิศวกรรมและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์

ที่น่าสนใจคือ อะลูมิเนียมยังมีการใช้งานเป็นภาชนะในการหุงปรุงอาหาร เนื่องจากมีสมบัติการนำความร้อนที่ดีและทนต่อการกัดกร่อน ไม่ว่าจะใช้ผลิตเป็นหม้อ หรือกระทะ อย่างเมนูที่คนไทยเราคุ้นเคยและหลายคนชื่นชอบอย่างหมูกระทะก็อาจใช้ภาชะที่ผลิตจากอะลูมิเนียมผสมได้ด้วยเช่นกัน

ความต้านทานต่อการกัดกร่อนของอะลูมิเนียมขึ้นอยู่กับชั้นฟิล์มบางๆ ของอะลูมิเนียมออกไซด์ (AlO) บนผิวของอะลูมิเนียมซึ่งเรียกว่า ฟิล์มพาสซีฟ (passive film) ฟิล์มนี้สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อวัสดุอะลูมิเนียมเกิดการกัดกร่อนหรือทำปฏิกิริยาเพิ่มเติมกับอาหาร น้ำ หรือสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็นอะลูมิเนียมไอออน

ฟิล์มพาสซีฟของอะลูมิเนียมสามารถเกิดขึ้นได้หากอะลูมิเนียมอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีออกซิเจน และมีความเป็นกรด–ด่าง (pH) สูงกว่า 4

ในกรณีของกระทะที่เพิ่งผ่านการทำความสะอาด ฟิล์มพาสซีฟบนผิวอะลูมิเนียมอาจถูกทำลายได้จากการขัดล้าง ซึ่งเราจะเห็นผิวกระทะมีสีมันวาวของโลหะ ดังนั้นหากเรารีบนำหมูมาวางลงบนกระทะ ก็อาจทำให้หมูดำและดูไม่น่ารับประทานอันเกิดการปนเปื้อนของอะลูมิเนียมไอออน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากกระทะยังไม่สามารถสร้างฟิล์มพาสซีฟใหม่ได้ทัน

คำแนะนำในทางวิชาการคือ เราจะรอให้กระทะร้อน แล้วจึงใช้น้ำซุปราดลงบนกระทะสักเล็กน้อย ก็จะทำให้ฟิล์มพาสซีฟของอะลูมิเนียมเกิดขึ้นมาใหม่ได้ เมื่อฟิล์มพาสซีฟถูกสร้างขึ้น ความมันวาวของผิวกระทะจะหายไป หลังจากนั้น หากนำชิ้นมันหมูมาทาให้ทั่วกระทะ น้ำมันก็จะซึมลงไปในชั้นออกไซด์ของกระทะอะลูมิเนียมจนเกิดฟิล์มน้ำมันเคลือบอยู่บนผิวกระทะ ซึ่งจะช่วยให้หมูติดกระทะน้อยลงนั่นเอง

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณโฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4735
อีเมล: kosit.won@mtec.or.th

The post หมูกระทะกับอะลูมิเนียม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่ https://www.mtec.or.th/fire-suppression-system/ Mon, 01 Dec 2025 01:24:31 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42041 เทคโนโลยีอุปกรณ์ดับเพลิงเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในยุคที่อาคาร ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น

The post การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทคโนโลยีอุปกรณ์ดับเพลิงเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในยุคที่อาคาร ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น

การนำนวัตกรรมด้านการดับเพลิงมาประยุกต์ใช้จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระงับเหตุเพลิงไหม้ แต่ยังช่วยลดความเสียหายจากความร้อนและไฟฟ้าลัดวงจร ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศให้ทัดเทียมระดับสากล

ปัจจุบัน เทคโนโลยีดับเพลิงสมัยใหม่มีความหลากหลายในด้านการใช้งานและความเหมาะสม และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคอย่างรอบด้าน ครอบคลุมการทดสอบด้านแรงดันใช้งาน การกระจายสารดับเพลิง การตอบสนองต่อความร้อน และความปลอดภัยทางไฟฟ้า

บริษัท ทรูซีล แปซิฟิค จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดับเพลิงในประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งาน ผลิตภัณฑ์ดับเพลิงของบริษัททรูซีลฯ ทั้งไม้กระบองดับเพลิง และตลับดับเพลิง DSPA ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันชั้นนำระดับโลก เช่น UL, CE, NFPA, ISO15779

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ยังใช้สารดับเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (ODP = 0) ไม่มีศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อน (GWP = 0) ปราศจากสารกลุ่ม PFAS และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัยในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ยังไม่มีข้อกำหนดด้านมาตรฐานเฉพาะสำหรับการทดสอบสินค้านำเข้าประเภทนี้ เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งเริ่มนำมาใช้ในประเทศ ดังนั้น เพื่อให้สามารถประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ บริษัททรูซีล แปซิฟิค จำกัด จึงได้ร่วมมือกับทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในการตรวจสอบและจัดทำข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานในอนาคต และส่งเสริมให้ประเทศไทยมีระบบรับรองความปลอดภัยที่ทัดเทียมกับมาตรฐานในระดับสากล

ทีมวิจัยเอ็มเทคได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและกายภาพ ความเสถียรของสารดับเพลิง ความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงอายุการเก็บรักษา พร้อมจัดทำแนวทางมาตรฐานการทดสอบและให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดับเพลิงที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมความปลอดภัยของประเทศอย่างยั่งยืน

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68729/ Wed, 21 May 2025 04:35:58 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=37724 ปัจจุบันหลายคนนิยมเลือกใช้ ‘แก้วเก็บอุณหภูมิ’ แทนแก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แก้วเก็บอุณหภูมิสามารถเก็บรักษาอุณหภูมิให้คงที่ จึงใช้บรรจุเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็น

The post บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว

ดัดแปลงและเรียบเรียงจากบทความ “บรรลัยวิทยา”
โดย โฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

ปัจจุบันหลายคนนิยมเลือกใช้ ‘แก้วเก็บอุณหภูมิ’ แทนแก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แก้วเก็บอุณหภูมิสามารถเก็บรักษาอุณหภูมิให้คงที่ จึงใช้บรรจุเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็น

แก้วเก็บอุณหภูมินิยมผลิตจาก ‘สเตนเลสสตีล (stainless steel)’ หรือ ‘เหล็กกล้าไร้สนิม’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกรด JIS SUS304 หรือที่เรียกย่อๆ ว่า เกรด 304 หรือ เกรด 18/8 เหล็กกล้าไร้สนิมเกรดนี้เป็นเกรดที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุดเกรดหนึ่ง และมักใช้ในทำเครื่องครัวต่างๆ เช่น กระทะและหม้อ

เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 มีธาตุโครเมียม (Cr) ประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยเพิ่มสมบัติต้านการกัดกร่อน และนิกเกิล (Ni) ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้นิกเกิลจะช่วยเพิ่มสมบัติต้านทานการกัดกร่อน และยังทำให้เหล็กกล้าไร้สนิมเปลี่ยนโครงสร้างเป็นออสเทนไนต์ซึ่งแม่เหล็กดูดไม่ติด

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคหลายคนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 มีปัญหาสารตะกั่ว (Pb) ปนเปื้อน เช่นเดียวกับภาชนะที่ทำจากเหล็กและวัสดุอื่นอีกหลายชนิดที่มีข่าวเกี่ยวกับพิษของสารตะกั่ว ซึ่งหากสารตะกั่วสะสมในร่างกายก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง สารตะกั่วทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดท้อง อาเจียน หรือบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนในเด็กเล็ก พิษของตะกั่วจะขัดขวางการพัฒนาการทางสมองและระบบประสาท ทำให้เด็กเรียนรู้ได้ช้า

ทั้งนี้หากพิจารณาปัญหาการปนเปื้อนของตะกั่วในภาชนะต่างๆ จะพบว่ามาจากการใช้โลหะบัดกรีที่มีส่วนผสมของตะกั่ว การเชื่อมประสานด้วยการบัดกรีจะช่วยป้องกันการรั่วซึมของภาชนะดังกล่าว แต่ในการขึ้นรูปแก้วเก็บอุณหภูมิจะใช้การเชื่อมประสานโดยไม่มีการใช้โลหะเติม นอกจากนี้ส่วนผสมทางเคมีของเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 ก็ไม่มีธาตุตะกั่วแต่อย่างใด

นอกจากนี้เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 ยังมีค่าความต้านทานการกัดกร่อนสูง (high corrosion resistance) ทำให้มีอัตราการกัดกร่อนที่ต่ำ (low corrosion rate) ดังนั้นการใช้งานทั่วไปในครัวเรือน ไม่ว่าจะสัมผัสกับความร้อน ความเค็ม หรือความเปรี้ยวใดๆ ก็จะไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะในอาหาร จนก่อให้เกิดอันตรายจากสารตะกั่วอย่างที่กังวลกัน

อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัย ในการเลือกซื้อทุกครั้งผู้บริโภคควรเลือกแก้วเก็บอุณหภูมิจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ หรือมองหาตราสัญลักษณ์การรับรองอย่างเช่น มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทย) เพื่อให้มั่นใจว่าว่าผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ผลิตขึ้นจากวัสดุที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน

The post บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ทำไมจึงกล่าวว่านรกใช้กระทะ ‘ทองแดง’? มุมมองเชิงวัสดุศาสตร์ https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68724/ Tue, 11 Mar 2025 01:35:58 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=35734 สภาพการนำความร้อน เป็นแง่มุมแรกที่เราต้องพิจารณาในการใช้งาน เพราะหากโลหะที่เลือกใช้มีสมบัติการนำความร้อนที่ต่ำ ก็อาจจะส่งผลให้อุณหภูมิในแต่ละตำแหน่งของกระทะแตกต่างกันได้ ดังนั้น กระทะที่เหมาะสมจึงต้องนำความร้อนได้ดี

The post ทำไมจึงกล่าวว่านรกใช้กระทะ ‘ทองแดง’? มุมมองเชิงวัสดุศาสตร์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ทำไมจึงกล่าวว่านรกใช้กระทะ ‘ทองแดง’? มุมมองเชิงวัสดุศาสตร์

ดัดแปลงและเรียบเรียงจากบทความ “บรรลัยวิทยา”
โดย โฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

บางท่านอาจเคยเห็นคำว่า ‘โลหกุมภีนรก’ จากหนังสือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งแปลตรงตัวหมายถึง นรกหม้อโลหะ แต่หลายคนมักเรียกว่า ‘นรกกระทะทองแดง’

ประเด็นความเชื่อในเชิงวัฒนธรรมนี้มีแง่มุมทางวิชาการที่น่าขบคิดว่า เหตุใดจึงต้องเป็นกระทะ ‘ทองแดง’ บทความนี้จะให้มุมมองในเชิงวัสดุศาสตร์และเกร็ดน่าสนใจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

สภาพการนำความร้อน เป็นแง่มุมแรกที่เราต้องพิจารณาในการใช้งาน เพราะหากโลหะที่เลือกใช้มีสมบัติการนำความร้อนที่ต่ำ ก็อาจจะส่งผลให้อุณหภูมิในแต่ละตำแหน่งของกระทะแตกต่างกันได้ ดังนั้น กระทะที่เหมาะสมจึงต้องนำความร้อนได้ดี

หากพิจารณาสภาพการนำความร้อนของโลหะ (thermal conductivity) จะพบว่าโลหะเงินมีค่าสภาพการนำความร้อนสูงสุด แต่ทว่าโลหะเงินบริสุทธิ์มีสมบัติทางกลที่ไม่ดี เนื่องจากมีความแข็งแรงต่ำ จึงนิ่มและเสียรูปได้ง่ายเมื่อได้รับความร้อน

เนื่องจากกระทะต้องถูกใช้เป็นเวลานาน อีกสมบัติหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ความต้านทานการกัดกร่อน (corrosion resistance)

หากพิจารณาโลหะที่ได้รับความนิยมในการทำกระทะอย่างเหล็กจะพบว่าแม้เหล็กมีสภาพการนำความร้อนดีในระดับหนึ่ง แต่ข้อด้อยสำคัญคือเกิดการกัดกร่อนง่าย (ภาษาพูดเรียกว่าเกิดสนิมง่าย)

นอกจากนี้ ยังน่ารู้ด้วยว่าเหล็กสามารถชะละลายและเจือปนในน้ำต้มได้ ดังนั้นเราจึงไม่ใช้กระทะเหล็กทำอาหารหรือขนมที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เนื่องจากจะทำให้สีและรสชาติอาหารเปลี่ยนแปลงไป

แล้วอะลูมิเนียมล่ะ? แม้ว่าโลหะอะลูมิเนียมมีสภาพการนำความร้อนที่ดี แต่ก็เกิดการกัดกร่อนได้ง่ายหากสัมผัสกับเกลือหรืออยู่ในสภาวะที่เป็นกรดสูง ในทางปฏิบัติเราจึงไม่ควรใช้ภาชนะอะลูมิเนียมสัมผัสกับอาหารที่มีรสเปรี้ยวเป็นระยะเวลานาน

ส่วนเหล็กกล้าไร้สนิมหรือสเตนเลสสตีล (stainless steel) แม้ว่าสเตนเลสเกรด 304 ที่เราคุ้นชินจะทนต่อการกัดกร่อนได้ดี แต่ก็มีค่าการนำความร้อนต่ำ ตำแหน่งที่อยู่ใกล้เปลวไฟจะร้อนกว่าบริเวณอื่น ซึ่งอาจทำให้บริเวณกลางกระทะเกิดรอยไหม้ได้

สุดท้ายหากคิดถึงทองเหลืองซึ่งทนการกัดกร่อนและนำความร้อนที่ดีใกล้เคียงทองแดง แต่เนื่องจากทองเหลืองเป็นโลหะผสมของทองแดงกับสังกะสี ดังนั้นหากใช้งานนานเข้าก็จะเกิดการกัดกร่อนชนิดดีอัลลอยอิง (dealloying) ซึ่งจะทำให้เกิดรูพรุนขนาดเล็กที่ผิวของโลหะได้

โดยสรุป กระทะทองแดงจึงนับว่าเหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด เนื่องจากทองแดงนำความร้อนดีและยังสามารถสร้างฟิล์มออกไซด์ที่ทนต่อการกัดกร่อนได้ และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้มีการพูดถึง ‘กระทะทองแดง’ ในความเชื่อเชิงวัฒนธรรม เช่น นรก

The post ทำไมจึงกล่าวว่านรกใช้กระทะ ‘ทองแดง’? มุมมองเชิงวัสดุศาสตร์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ฝาแฝดดิจิทัล: เทคโนโลยีเพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 https://www.mtec.or.th/digital-twin/ Thu, 15 Aug 2024 05:05:52 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=21637 การยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ด้วยการประยุกต์เทคโนโลยีขั้นสูงผนวกกับระบบดิจิทัลสามารถเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ให้แก่การผลิต ช่วยลดของเสียจึงทำให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

The post ฝาแฝดดิจิทัล: เทคโนโลยีเพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ฝาแฝดดิจิทัล: เทคโนโลยีเพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ด้วยการประยุกต์เทคโนโลยีขั้นสูงผนวกกับระบบดิจิทัลสามารถเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ให้แก่การผลิต ช่วยลดของเสียจึงทำให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ที่สำคัญคือตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรม เทคโนโลยีหนึ่งที่น่าจับตาและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูงคือ ฝาแฝดดิจิทัล (digital twin)

ดร.สมบูรณ์ โอตรวรรณะ นักวิจัยจากทีมวิจัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ในฐานะผู้ประเมินที่ได้รับการรับรอง (certified assessor) ของการประเมินดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมของอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย (Thailand i4.0 Index) กล่าวว่า “ไอแท็ป (ITAP) หรือโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ  สวทช. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และพันธมิตร ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้พัฒนา Thailand i4.0 Index ขึ้น ซึ่งประกอบด้วย 6 มิติหลัก และ 17 มิติย่อย สำหรับมิติย่อย Smart Production หากมีการใช้เทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัลร่วมด้วยอย่างเต็มรูปแบบจะทำให้ได้คะแนนความพร้อมขั้นสูงสุด[1]ในข้อนี้”

[1] การประเมินดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมของอุตสาหกรรมไทยจะแบ่งระดับความพร้อมในแต่ละมิติย่อยออกเป็น 6 ระดับ คือ band 1-6 ไล่เรียงตามคุณลักษณะของอุตสาหกรรม 1.0-4.0

ภาพจาก https://www.nstda.or.th/home/news_post/industry-4-0-platform-thailand-i4-0-index/

ดัชนีชี้วัดระดับความพร้อมของอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย (Thailand i4.0 Index)

เทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัลคืออะไร

ฝาแฝดดิจิทัล หมายถึง แบบจำลองคอมพิวเตอร์ของสิ่งของทางกายภาพ (physical asset) ที่แสดงลักษณะทางกายภาพ สมบัติ และกลไกการทำงานเหมือนกับ physical asset เสมือนหนึ่งเป็นฝาแฝด เมื่อ physical asset เกิดการเปลี่ยนแปลง เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งบน physical asset จะส่งสัญญาณโดยอาศัยอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT, Internet of Things) ไปยังฝาแฝดดิจิทัลแบบเรียลไทม์ (real-time) จากนั้นแบบจำลองคอมพิวเตอร์จะทำการคำนวณค่าต่างๆ ที่สนใจออกมาแล้วแสดงค่าแบบเรียลไทม์เช่นกัน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถตรวจติดตาม (monitor) สถานะการทำงานของ physical asset ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.สมบูรณ์ อธิบายเพิ่มว่า “เทคโนโลยีนี้เป็นการสร้างฝาแฝดดิจิทัลของสิ่งใดๆ ด้วยคอมพิวเตอร์ ฝาแฝดดิจิทัลอาจเป็นโมเดลที่ซับซ้อนอย่างโรงไฟฟ้าทั้งโรง หรือเป็นเพียงระบบใดระบบหนึ่งก็ได้ การทำฝาแฝดดิจิทัลเริ่มจากการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ สำหรับแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่ใช้กับฝาแฝดดิจิทัลจะเป็นประเภท ROM (Reduced Order Model) ซึ่งหมายถึงแบบจำลองที่ถูกลดรูป (simplify) มาแล้วเพื่อให้สามารถประมวลผลได้รวดเร็วแบบเรียลไทม์ เมื่อได้แบบจำลองออกมาแล้วก็จัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงติดตั้งเซนเซอร์เพื่อวัดค่าต่างๆ ที่ต้องการจากเครื่องจักรแล้วส่งค่าต่างๆ ที่วัดได้ไปที่แบบจำลองคอมพิวเตอร์ แบบจำลองคอมพิวเตอร์ก็จะใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลนำเข้า (input) เพื่อประมวลผลแสดงเป็นค่าที่ต้องการทราบ เช่น อายุการใช้งานที่เหลือของชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่ประมวลผลได้จะมีประโยชน์อย่างมากในการวางแผนบำรุงรักษา ซึ่งความสามารถส่วนนี้เรียกกันว่าการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (predictive maintenance)”

     

ภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงไฟฟ้า
ซ้าย: สิ่งของทางกายภาพ (physical asset)   ขวา: ROM หรือฝาแฝดดิจิทัล (digital twin)

“สำหรับแบบจำลอง ROM สามารถใช้เป็นแบบจำลองเชิงฟิสิกส์ (physics-based/mechanism-based model) หรือแบบจำลองเชิงข้อมูลในอดีต (history-based/data-driven/statistical model) หรือใช้ทั้งสองประเภทมาผสมผสานกันก็ได้  แบบจำลองเชิงฟิสิกส์มักอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม เช่น การวิเคราะห์วิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ (FEA, Finite Element Analysis), การวิเคราะห์พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (CFD, Computational Fluid Dynamics) เป็นต้น ซึ่งมีความถูกต้องแม่นยำ  ส่วนข้อมูลแบบจำลองเชิงข้อมูลในอดีตมักจะนำข้อมูลที่วัดได้จริงในอดีตมาใช้”

แผนภาพการสร้าง ROM

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับฝาแฝดดิจิทัล ได้แก่

  • IoT (Internet of Things) ซึ่งมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เซ็นเซอร์ และอินเทอร์เน็ต
  • เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม
  • ปัญญาประดิษฐ์

ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่า “ข้อพึงพิจารณาเบื้องต้นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล คือ ความคุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากการฝาแฝดดิจิทัลต้องอาศัยการลงทุนลงแรงมากพอสมควร จึงเหมาะกับ physical asset ที่มีมูลค่าสูงหรือมีผลกระทบมาก ยกตัวอย่างเช่น กังหันลมสำหรับผลิตไฟฟ้าที่ติดตั้งนอกชายฝั่ง ซึ่งการตรวจติดตามทำได้ค่อนข้างยาก เพราะหากผู้ปฏิบัติงานลงพื้นที่ทุกเดือนก็จะเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางค่อนข้างสูง แต่ถ้ากังหันเกิดความเสียหาย ก็จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นทั้งค่าชิ้นส่วนอะไหล่ ค่าแรงในการซ่อมบำรุง และหากถึงขั้นต้องหยุดการผลิตก็จะทำให้องค์กรสูญเสียรายได้มาก ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัลจึงน่าจะคุ้มค่า”

บทบาทของทีมวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล ทีมวิจัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ สามารถให้คำปรึกษาและช่วยคัดกรองโดยประเมินความคุ้มค่าในเบื้องต้นได้

สนใจรายละเอียดติดต่อ
คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4783
อีเมล: soontaree.kos@mtec.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.สมบูรณ์ โอตรวรรณะ (นักวิจัย) และ ดร.ยศกร ประทุมวัลย์ (วิศวกรอาวุโสและหัวหน้าทีมวิจัย) ทีมวิจัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

The post ฝาแฝดดิจิทัล: เทคโนโลยีเพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
งานวิจัยการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะ https://www.mtec.or.th/post-knowledges-4175/ Tue, 06 Feb 2018 02:35:46 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=13035 เมื่อพูดถึงโฟม คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโฟมที่ทำจากพลาสติก เช่น โพลิสไตรีน (polystyrene)...

The post งานวิจัยการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

งานวิจัยการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะ

บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

เมื่อพูดถึงโฟม คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโฟมที่ทำจากพลาสติก เช่น โพลิสไตรีน (polystyrene) ซึ่งใช้ทำกระทงโฟม กล่องบรรจุอาหาร โฟมกันกระแทก และอื่นๆ จุดเด่นของวัสดุประเภทโฟมคือ น้ำหนักเบา และมีสมบัติเป็นฉนวนความร้อน เพราะปริมาตรส่วนใหญ่ของวัตถุเป็นช่องว่างหรือฟองอากาศ ทำให้โฟมมีความหนาแน่นน้อย ด้วยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ทำให้วัสดุประเภทโฟมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวัสดุประเภทพลาสติกเพียงอย่างเดียว

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมโลหะก็สามารถผลิตโฟมจากวัสดุโลหะได้ เรียกว่า โฟมโลหะ (metal foam) ซึ่งเป็นโลหะที่มีช่องว่างหรือโพรงอากาศ 75 – 95 เปอร์เซ็นต์ โฟมโลหะมีน้ำหนักน้อยกว่าโลหะตัน แต่มีความแข็งแรงกว่าโฟมที่ทำจากวัสดุอื่น นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอื่น เช่น มีสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อน มีสมบัติดูดซับเสียง เป็นต้น

แผ่นโฟมอะลูมิเนียมที่จำหน่ายในต่างประเทศ

โฟมอะลูมิเนียม​

โลหะที่นำมาผลิตเป็นโฟมโลหะมีหลายชนิดด้วยกัน แต่ที่นิยมใช้มากคือ โฟมอะลูมิเนียม ปัจจุบันวัสดุชนิดนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในบางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และการขนส่ง อุตสาหกรรมก่อสร้างและที่อยู่อาศัย โดยใช้ในโครงสร้างที่ต้องรับแรงกระแทก เป็นวัสดุดูดซับเสียง และฉนวนกันความร้อน ทั้งนี้ปัจจุบันมีผู้ผลิตโฟมอะลูมิเนียมจำหน่ายในเชิงพาณิชย์หลายรายด้วยกัน โดยใช้ชื่อทางการค้าต่างๆ เช่น ALPORAS, CYMAT, FOAMTECH, PLM-725, m.pore, FORMGRIP, DUOCEL, ALULIGHT, FOAMINAL และ ALUFOAM

วิธีสร้างฟองในเนื้อโลหะ

การผลิตโฟมโลหะ คือ การทำให้เกิดฟองก๊าซขนาดเล็กขึ้นในน้ำโลหะ (melt route) หรือผงโลหะหลอมเหลว (powder route) และกักฟองก๊าซให้คงสภาพไว้โดยเกิดการรวมตัวกันน้อยที่สุด เพื่อสะสมฟองขนาดเล็กจำนวนมากไว้ กระทั่งน้ำโลหะหรือผงโลหะหลอมเหลวแข็งตัวอย่างสมบูรณ์

ปัจจุบันการสร้างฟองในเนื้อโลหะมี 3 รูปแบบหลักคือ สร้างฟองในน้ำโลหะหรือโลหะเหลว (foaming in liquid metals) สร้างฟองในวัสดุตั้งต้น (foaming in metallic precursors) และการใช้แม่แบบร่างเป็นโครงสร้างโพรง (foaming in space holders) ซึ่งการผลิตโฟมโลหะจากน้ำโลหะจะมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ผงโลหะและแม่แบบร่างทั้งในกระบวนการผลิตแบบต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง

ปัจจุบันการทำให้เกิดฟองในน้ำโลหะมี 3 วิธี ได้แก่
1.การฉีดก๊าซผ่านหัวพ่นลงในน้ำโลหะ
2.การเติมสารสลายตัวให้ฟองก๊าซ (foaming agent)
3.การอัดก๊าซความดันสูงให้ละลายในน้ำโลหะ และลดความดัน เพื่อให้ก๊าซขยายตัวและแยกออกมา

ทั้ง 3 วิธีล้วนแต่ทำให้ได้โฟมโลหะที่มีโครงสร้าง ช่วงขนาดรูพรุน (cell size) และความหนาแน่นสัมพัทธ์ (relative density) ต่างกัน

แผนภาพการผลิตโฟมอะลูมิเนียมด้วยการพ่นก๊าซลงในน้ำโลหะโดยตรง

การพัฒนาวิธีผลิตโฟมโลหะ

แม้เทคโนโลยีการผลิตโฟมโลหะจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นเทคโนโลยีที่มีความเฉพาะทางมาก และเนื่องจากตัววัสดุมีศักยภาพสูงสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายด้าน จึงมีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ในสถาบันอุดมศึกษา และบริษัทเอกชนชั้นนำต่างๆ ทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยยังไม่สามารถผลิต และไม่มีการใช้งานโฟมโลหะ เพราะชิ้นงานมีราคาสูงและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่การศึกษาวิจัยมีอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาเพียงบางแห่ง ดังนั้น ดร.สมพงษ์ ศรีมโนเสาวภาคย์ นักวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ และคณะ จึงดำเนินการศึกษาและพัฒนา เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะให้มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าปัจจุบัน และเป็นองค์ความรู้สำหรับสนับสนุนอุตสาหกรรมในอนาคต

หลังจากศึกษาข้อมูลที่มีผู้ดำเนินการก่อนหน้าแล้ว คณะวิจัยเลือกพัฒนาวิธีผลิตโฟมโลหะด้วยการพ่นอากาศลงในน้ำโลหะโดยตรง เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบเฉพาะวิธีสร้างฟองในโลหะเหลวทั้ง 3 วิธีแล้ว การผลิตโฟมโลหะวิธีนี้มีต้นทุนต่ำที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของการผลิตด้วยวิธีนี้คือ ฟองก๊าซที่เกิดในน้ำโลหะมักไม่เสถียร ส่งผลให้ฟองไม่สามารถสะสมจำนวนจนมีจำนวนมากพอสำหรับเป็นวัสดุโฟมที่ใช้งานได้

แนวทางการแก้ปัญหา คือ ต้องปรับสภาพน้ำโลหะก่อน โดยเติมอนุภาคเซรามิกส์ขนาดเล็ก ปริมาณ 10 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักลงไป (อนุภาคที่ใช้ต้องไม่ละลายในน้ำโลหะ) เพื่อเพิ่มความหนืดให้น้ำโลหะ อนุภาคจะเข้าไปแทรกตัวบริเวณผนังฟองเพื่อหน่วงการไหลออกจากผนังฟองให้ช้าลง จึงช่วยลดการแตก การรวมตัว และการลอยของฟองได้

อย่างไรก็ตาม การปรับสภาพน้ำโลหะด้วยอนุภาคไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอนุภาคทั่วไปจะไม่สัมผัสติดน้ำโลหะ โดยเฉพาะอนุภาคที่มีอัตราส่วนพื้นที่ผิวต่อปริมาตรมาก ดังนั้น คณะวิจัยจึงนำอนุภาคไปเคลือบผิวให้มีสมบัติติดกับน้ำโลหะดีขึ้นก่อนนำไปเติมในน้ำโลหะ และกวนด้วยใบพัด ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้มีผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

ตัวอย่างโฟมอะลูมิเนียมที่ทดลองผลิตออกมา

ทีมวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์วัดความหนืดน้ำโลหะขณะกวน และอุปกรณ์วัดความสามารถในการไหลของน้ำโลหะ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงค่าความหนืดของน้ำโลหะก่อนผลิตโฟม และช่วยควบคุมคุณภาพโฟมโลหะ ซึ่งชิ้นงานโฟมอะลูมิเนียมที่ทีมวิจัยผลิตโดยวิธีพ่นอากาศลงน้ำโลหะโดยตรงมีขนาดโพรงระหว่าง 1.0 – 23.4 มิลลิเมตร (โฟมอะลูมิเนียมที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์มีขนาดโพรงประมาณ 1 – 25 มิลลิเมตร) และมีความพรุนระหว่าง 46.8 – 90.7 เปอร์เซ็นต์

แผนภาพกระบวนการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากแม่แบบเกลือ

การผลิตโฟมโลหะด้วยแม่แบบเกลือ

เนื่องจากการผลิตโฟมอะลูมิเนียมแบบพ่นอากาศลงในน้ำโลหะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น สภาพน้ำโลหะ การพ่นอากาศ และการแข็งตัว ซึ่งทั้งหมดมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างโฟม คณะวิจัยจึงพัฒนาวิธีการผลิตโฟมอะลูมิเนียมโดยใช้เกลือ (NaCl) เป็นแม่แบบขึ้น วิธีนี้ช่วยให้สามารถควบคุมโครงสร้างโฟมให้มีลักษณะตามต้องการง่ายกว่า โดยเกลือที่จะนำมาใช้ต้องมีขนาดอนุภาคเหมาะสม และผ่านกระบวนการปรับสภาพก่อนจึงจะสามารถใช้ได้

ชิ้นงานโฟมอะลูมิเนียมก่อน (ซ้าย) และหลัง (ขวา) กำจัดแม่แบบเกลือออก

การผลิตโฟมโลหะโดยใช้เกลือเป็นแม่แบบ เริ่มจากดูดน้ำโลหะอะลูมิเนียมเข้าสู่แม่แบบ หลังจากปล่อยให้น้ำโลหะอะลูมิเนียมแข็งตัวโดยสมบูรณ์ในแม่แบบแล้ว นำชิ้นงานไปกำจัดเกลือออกโดยใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย วิธีนี้จะได้ชิ้นงานที่มีโครงสร้างเป็นส่วนกลับของแม่แบบเกลือ โดยความพรุนของโฟมโลหะขึ้นอยู่กับขนาดและรูปร่างของอนุภาคเกลือ และแรงที่ใช้อัดขึ้นรูปแม่แบบ ซึ่งโฟมอะลูมิเนียมที่ทีมวิจัยสามารถผลิตได้มีความพรุนอยู่ในช่วง 70.6 – 78.3 เปอร์เซ็นต์

โครงสร้างโฟมโลหะแบบเปิด (ซ้าย) และแบบปิด (ขวา)

วิธีการผลิตโฟมโลหะที่คณะวิจัยพัฒนาขึ้นมาทั้ง 2 วิธีนั้น มีจุดเด่น จุดด้อยแตกต่างกัน การผลิตโดยพ่นอากาศอัดในน้ำโลหะโดยตรง มีจุดเด่นคือ มีต้นทุนการผลิตต่ำ และได้โฟมโลหะที่มีโครงสร้างโพรงแบบปิด แต่มีจุดด้อยคือ ควบคุมโครงสร้างของโฟมโลหะค่อนข้างยาก 

ขณะที่การผลิตโฟมโลหะโดยใช้เกลือเป็นแม่แบบมีจุดเด่นคือ ทำให้ได้โครงสร้างโพรงเป็นแบบเปิด สามารถควบคุมขนาดโพรง   ความพรุน การกระจายตัวของโพรงได้ดี และสามารถผลิตชิ้นงานให้มีรูปร่างตามต้องการได้แม่นยำ ขณะที่จุดด้อยของวิธีนี้คือ ต้องเตรียมแม่แบบเกลือก่อน ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น

เครื่องต้นแบบสำหรับผลิตโฟมอะลูมิเนียม

สถานภาพปัจจุบัน

ดังที่กล่าวแล้วว่า โฟมโลหะเป็นเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพมาก แต่ในประเทศไทยยังมีการวิจัย และศึกษาวิธีผลิตโฟมโลหะกันน้อย ดังนั้นคณะวิจัยจึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีหลายอย่างขึ้นเอง ได้แก่

  1. อุปกรณ์วัดความหนืดของของเหลวขณะกวนแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์วัดและรายงานค่าความหนืดของน้ำโลหะ ณ เวลาขณะนั้น
  2. อุปกรณ์ผลิตชิ้นส่วนโฟมโลหะในแม่พิมพ์แบบหลายชิ้น 
  3. เครื่องกำเนิดฟองแบบควบคุมทิศทางการป้อนฟอง

ซึ่งอุปกรณ์ในข้อ 2 และ 3 ใช้ในกระบวนการผลิตโฟมโลหะแบบพ่นอากาศลงน้ำโลหะ โดยทั้ง 3 เทคโนโลยีได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว และมีอีก 2 เทคโนโลยีอยู่ระหว่างการเตรียมยื่นจดสิทธิบัตร นอกจากนี้ทีมวิจัยกำลังจะดำเนินการวิจัยร่วมกับบริษัทเอกชนรายหนึ่ง เพื่อพัฒนาต้นแบบโฟมโลหะ ซึ่งจะนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ต่อไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

สมพงษ์ ศรีมโนเสาวภาคย์ และไพบูลย์ วัฒนพรภัณฑ์ (2552) รายงานการวิจัย พัฒนา และวิศวกรรมฉบับสมบูรณ์ การศึกษาเบื้องต้นในการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะ ระยะที่ 2 ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

The post งานวิจัยการผลิตโฟมอะลูมิเนียมจากน้ำโลหะ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>