post-knowledges Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/post-knowledges/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 19 Jan 2026 09:42:43 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico post-knowledges Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/post-knowledges/ 32 32 เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’ https://www.mtec.or.th/carbon-neutral/ Mon, 05 Jan 2026 04:03:27 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42618 เป้าหมายหลักตามความตกลงปารีสเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งสู่การจำกัดให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

The post เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เป้าหมายหลักตามความตกลงปารีสเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งสู่การจำกัดให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

ด้วยเหตุนี้ ประเทศและองค์กรต่างๆ จึงกำหนดเป้าหมายที่มีระดับความเข้มข้นในระดับต่างๆ เพื่อสร้างเส้นทางสู่ความยั่งยืน

เป้าหมายแรกสุดคือ ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ (Carbon Neutrality) หมายถึง การทำให้การปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์โดยการลดการปล่อยแก๊สนี้จากกิจกรรมต่างๆ ควบคู่กับการชดเชย เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน การซื้อคาร์บอนเครดิต และการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แนวคิดนี้เป็นมาตรการเบื้องต้นที่องค์กรจำนวนมากเลือกใช้

เมื่อยกระดับขึ้นไปอีกขั้นคือ ‘การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์’ (Net Zero Emissions) ก็จะครอบคลุมแก๊สเรือนกระจกทุกชนิด โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าให้มากที่สุด ก่อนจะดำเนินการกำจัดแก๊สเรือนกระจกที่เหลืออยู่ เพื่อให้ยอดสุทธิเป็นศูนย์ ตัวอย่างเช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้า การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage – CCS)

เหนือกว่านั้นขึ้นไปอีกคือ ‘การปล่อยคาร์บอนติดลบ’ (Carbon Negative) หรือ ‘ผลบวกต่อภูมิอากาศ’ (Climate Positive) ซึ่งหมายถึง การกำจัดแก๊สเรือนกระจกออกจากบรรยากาศให้มากกว่าที่ปลดปล่อยออกไป เช่น การใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนจากอากาศโดยตรง การปลูกป่าขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว และการทำเกษตรกรรมแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนในดิน

ในเชิงอุดมคติ เป้าหมายสูงสุดคือ ‘การไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกเป็นศูนย์สัมบูรณ์’ (Absolute Zero) ซึ่งหมายถึงการไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากกิจกรรมใดๆ เลย โดยไม่พึ่งพาการชดเชยใดๆ แม้แนวคิดนี้จะทำได้ยากในทางปฏิบัติ แต่ก็เป็นทิศทางที่มนุษยชาติควรมุ่งไปในอนาคต

แนวคิดอีกแบบหนึ่งคือ ‘ผลบวกต่อธรรมชาติ’ (Nature Positive) ซึ่งไม่เพียงแต่ลดหรือชดเชยการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แต่ยังมุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้ดีกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูป่าชายเลนและแหล่งหญ้าทะเล การปกป้องสัตว์ป่าและพันธุ์พืชใกล้สูญพันธุ์ การใช้น้ำอย่างยั่งยืน และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ

การยกระดับความมุ่งมั่นจากการลดผลกระทบไปสู่การสร้างผลบวกคืนให้แก่โลก คือเส้นทางสำคัญที่จะทำให้โลกยังคงเป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ในการประชุมประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือ NAC 2026 ช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 มีหัวข้อหลักของงานคือ ‘เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ โดยจะมีประเด็น ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ และ ‘การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์’ ซึ่งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) เป็นแกนหลักในการดำเนินงาน โปรดติดตามตามความสนใจ

The post เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน https://www.mtec.or.th/ppwr/ Mon, 29 Dec 2025 02:34:52 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42599 ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่มิใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เป็นดั่งสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’

The post PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์  หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่มิใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เป็นดั่งสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’ อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ 

นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) อย่างเป็นรูปธรรม

PPWR ผสานการคิดเชิงระบบ (systems thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (lifecycle thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ ‘การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (design for recycling)’ ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (single-use packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (reusable packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต

การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (recycled content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ.2030 ซึ่งมิใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ หากแต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และนำไปแปรรูป ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยทัดเทียมกับวัตถุดิบดั้งเดิม

ทั้งนี้ PPWR ยังยกระดับการจำกัดและห้ามใช้สารเคมีที่น่ากังวล หรือ restrictions on Substances of Concern (SOC) เพื่อเป็นเครื่องมือในการรับประกันว่า วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลจะไม่ปนเปื้อนด้วยสารอันตราย และสามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างแท้จริง ด้วยกลไกนี้จึงช่วยสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิ (secondary raw materials) และผนวกเอาการจัดการของเสียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำอีกด้วย

PPWR จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 สิงหาคม ค.ศ.2026 และก่อให้เกิดข้อผูกพันโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง EU จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ เอกสารทางเทคนิค (technical document) เพื่อยืนยันการใช้บรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (packaging minimization) ตลอดจนแสดงความสอดคล้อง (conformity) กับข้อกำหนดทางเทคนิค

นอกจากนี้ ยังต้องติดฉลากที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อำนวยความสะดวกในการคัดแยกของเสียแก่ผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งของการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ extended producer responsibility อีกด้วย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และพร้อมเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือ ให้ความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนเป็นเวทีสำคัญสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนด และก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในตลาดโลก

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณรวีรัตน์ ประเสริฐวงศ์ ผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก
คุณสายสมร คุณหอม เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4122

The post PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน https://www.mtec.or.th/soil-degrade-mitigate/ Thu, 04 Dec 2025 01:45:06 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42283 ความเสื่อมโทรมของดิน (soil degradation) เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพของสุขภาพดิน ซึ่งส่งผลให้ความสามารถของระบบนิเวศในการผลิตสินค้าและให้บริการแก่ผู้ได้รับประโยชน์ลดลง (FAO, 2020) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ดินอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร

The post ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ความเสื่อมโทรมของดิน (soil degradation) เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพของสุขภาพดิน ซึ่งส่งผลให้ความสามารถของระบบนิเวศในการผลิตสินค้าและให้บริการแก่ผู้ได้รับประโยชน์ลดลง (FAO, 2020) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ดินอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร เนื่องจากสมบัติต่าง ๆ ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งไทยก็เป็นอีกประเทศที่เผชิญปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน อันเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญทั่วโลก

จากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดิน ตามตัวชี้วัดความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศไทย (Land Degradation Neutrality: LDN) ในช่วงปี พ.ศ. 2522 และ 2566 พบว่าประเทศไทยมีที่ดินที่อยู๋ในสถานะเสื่อมโทรมมากถึงร้อยละ 18.5 ของพื้นที่ทั้งประเทศ หรือคิดเป็นพื้นที่เกือบ 60 ล้านไร่

การประยุกต์ใช้ไบโอชาร์นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางการจัดการที่มีศักยภาพ สำหรับการป้องกันและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติที่เกี่ยวโยงกับการฟื้นฟูที่ดิน เช่น เป้าหมายที่ 15 (life on land) และ 2 (zero hunger) เป็นต้น

ไบโอชาร์เป็นวัสดุสีดำที่อุดมด้วยคาร์บอน ผลิตโดยการเผาชีวมวลในสภาวะออกซิเจนต่ำหรือไร้ออกซิเจน มีสมบัติเด่นในการกักเก็บคาร์บอน สามารถช่วยปรับปรุงดินที่เสื่อมโทรมทั้งในด้านสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ

ในทางกายภาพ ไบโอชาร์มีโครงสร้างที่เป็นรูพรุนสูง จึงทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำ ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซับและกักเก็บความชื้น อีกทั้งยังช่วยให้ดินร่วนซุย ทำให้รากพืชเจริญเติบโตได้ดี

ในทางเคมี ไบโอชาร์ช่วยเพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกในดิน (cation exchange capacity) จึงช่วยดูดซับและกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และด้วยสมบัติที่เป็นด่าง จึงช่วยลดความเป็นกรดในดิน ทำให้ค่า pH ของดินอยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช นอกจากนี้ไบโอชาร์ยังมีสมบัติเด่นในการดูดซับสารพิษและโลหะหนักไว้ในรูพรุนได้ดี จึงช่วยลดปัญหาการปนเปื้อนและความเป็นพิษต่อพืชและสิ่งแวดล้อมได้

ในทางชีวภาพ โครงสร้างรูพรุนของไบโอชาร์เป็นที่อยู่อาศัยที่ดีสำหรับจุลินทรีย์ในดิน จึงช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ อันเป็นผลดีต่อกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุ การสร้างฮิวมัส (humas) และการหมุนเวียนสารอาหารในดิน

ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดินด้วยไบโอชาร์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งคุณภาพของตัวไบโอชาร์เอง ซึ่งต้องพิจารณาจากชนิดและสมบัติของวัตถุดิบที่ใช้ สภาวะการผลิต ปริมาณการใช้ รวมถึงปัจจัยจากชนิดของดินและระดับความเสื่อมโทรมเดิม ตลอดจนสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จึงจำเป็นต้องวางแผนและเลือกใช้ไบโอชาร์ให้เหมาะสมกับลักษณะของดิน ชนิดของพืชที่เพาะปลูก และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว

References:
https://www.ldd.go.th/WEB_Download/Data/Book&Manual/Manual_6.pdf https://www.researchgate.net/publication/380733246_Systemic_review_for_the_use_of_biochar_to_mitigate_soil_degradation
https://www.sdgmove.com/intro-to-sdgs/

The post ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม https://www.mtec.or.th/rain-garden/ Thu, 04 Dec 2025 01:31:16 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42276 ปัญหาน้ำฝนท่วมขังฉับพลันในพื้นที่เมืองต่างๆ มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับการเติบโตของเมืองที่ขาดการวางแผนการจัดการน้ำฝน ก่อให้เกิดความเสียหาย

The post ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัญหาน้ำฝนท่วมขังฉับพลันในพื้นที่เมืองต่างๆ มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับการเติบโตของเมืองที่ขาดการวางแผนการจัดการน้ำฝน ก่อให้เกิดความเสียหายและความเดือดร้อนเป็นวงกว้างทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

จึงได้เกิดแนวคิด Blue-Green City (BGC) หรือ แนวทางการพัฒนาที่บูรณาการองค์ประกอบทางน้ำ (blue) และพื้นที่สีเขียว (green) เพื่อสร้างระบบนิเวศเมืองที่สมดุลมากขึ้น โดยมีตัวอย่างการดำเนินการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมหลากโดยการเพิ่มความสามารถในการให้น้ำซึมผ่าน (permeability) เพื่อดูดซับน้ำฝนลงสู่ชั้นดินใต้พื้นผิวเมืองได้มากขึ้น เช่น การสร้างสวนพิรุณ (rain gardens) การเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ตามแนวถนน และการออกแบบทางเท้าและถนนที่ยอมให้น้ำซึมผ่าน เป็นต้น

ทั้งนี้ไบโอชาร์ (biochar) ได้รับความสนใจในการประยุกต์ใช้ในโครงสร้างตามแนวคิด BGC นี้ เพราะนอกจากจะช่วยกักเก็บคาร์บอนในระยะยาวแล้ว ยังเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้ในหลายมิติ ด้วยโครงสร้างที่เป็นรูพรุนสูง เมื่อใช้ผสมในดินจึงช่วยเพิ่มสมบัติด้านการกักเก็บน้ำของดิน นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มความร่วนซุยและความสามารถในการซึมผ่านของน้ำให้แก่ดินเหนียว และดินที่ถูกบีบอัดจนมีความหนาแน่นสูง ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยของการเกิดน้ำท่วมขังด้วย

นอกจากนั้นงานวิจัยหลายฉบับยังแสดงด้วยว่าไบโอชาร์ที่เติมเข้าในดินสามารถช่วยการดูดซับและตรึงมลพิษชนิดต่างๆ ที่มากับน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกลุ่มโลหะหนัก กลุ่มสารอินทรีย์ปนเปื้อน ตลอดจนอนุภาคแขวนลอยต่างๆ นอกจากนี้ไบโอชาร์ยังช่วยลดค่าความต้องการออกซิเจนทางเคมีของน้ำ (COD) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศจากมลพิษในน้ำหลาก ซึ่งมักไหลลงสู่ปลายทางที่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติในที่สุด

ปัจจุบันสามารถพบโครงสร้างตามแนวคิด BGC ได้ทั่วโลก เช่น บนเกาะ Maui ในฮาวาย ที่มีการสร้างสวนพิรุณในบริเวณ Kā‘anapali Parkway โดยผสมไบโอชาร์ที่ผลิตจากไม้ Kiawe เพื่อลดปัญหาน้ำฝนไหลบ่าและบรรเทาการปนเปื้อนของมลพิษก่อนไหลลงสู่มหาสมุทร ช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศของแนวปากะรัง หรือในย่าน Tangletown ในเมือง Minneapolis สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการรณรงค์การใช้ไบโอชาร์อย่างจริงจัง ได้ริเริ่มโครงการนำไบโอชาร์มาใช้ผสมเพื่อปลูกต้นไม้ตามถนนสายหลักหลายสิบสายและในสวนพิรุณของชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำฝนและสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับแมลงผสมเกสรในระบบนิเวศ

และยังมีโครงการส่งเสริมการผลิตและการใช้ไบโอชาร์ในเขตเมือง Stockholm ประเทศสวีเดน ที่ได้รับรางวัลสนับสนุนจากองค์กร Bloomberg Philanthropies และเป็นต้นแบบในการขยายการดำเนินการไปสู่เมืองอื่นๆ ทั่วโลก เช่น Helsinki ฟินแลนด์ Darmstadt เยอรมนี และ Sandnes นอร์เวย์ โดยอาศัยการนำไบโอชาร์ที่ผลิตจากขยะชีวมวล ไปผสมกับกรวดและดิน (biochar-gravel-soil mix) เพื่อใช้เป็นวัสดุปลูกต้นไม้ในเมือง โดยนอกจากจะช่วยให้ต้นไม้งอกงามดีกว่าการปลูกแบบเดิม ยังช่วยปรับสภาพดินให้ระบายน้ำฝนได้ดีขึ้นและช่วยลดโอกาศการเกิดน้ำท่วมได้ด้วย

ไบโอชาร์จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสีเขียวที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจัดการน้ำฝนและเสถียรภาพด้านสิ่งแวดล้อม และเมื่อพิจารณาร่วมกับความสามารถในการช่วยกักเก็บคาร์บอน และการปรับปรุงคุณภาพดินโดยรวม จึงนับเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับเมืองในอนาคต

References:
https://static.coral.org/uploads/2019/04/2019_Maui_CaseStudies_RainGarden_Final.pdf
https://www.minneapolismn.gov/government/programs-initiatives/environmental-programs/biochar/neighborhood-use/
https://pubs.rsc.org/en/content/articlehtml/2024/gc/d4gc03071k
https://pure.sruc.ac.uk/ws/portalfiles/portal/74040133/D3EW00054K_authors_accepted_version.pdf
https://www.mdpi.com/2227-9717/9/5/860
https://bloombergcities.jhu.edu/news/big-lessons-small-city-borrowing-and-building-upon-idea
https://medium.com/carboculture/how-to-use-biochar-for-structured-soil-plant-beds-in-urban-areas-8a45108e799

The post ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
หมูกระทะกับอะลูมิเนียม https://www.mtec.or.th/aluminum-stove/ Thu, 04 Dec 2025 00:52:10 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42260 อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีสมบัติโดดเด่นหลายอย่าง เช่น น้ำหนักเบา ความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง ขึ้นรูปได้ง่าย ราคาไม่แพง และนำความร้อนได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังสามารถปรับปรุงความต้านทานต่อการกัดกร่อนและการสึกหรอได้

The post หมูกระทะกับอะลูมิเนียม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

หมูกระทะกับอะลูมิเนียม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีสมบัติโดดเด่นหลายอย่าง เช่น น้ำหนักเบา ความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง  ขึ้นรูปได้ง่าย ราคาไม่แพง และนำความร้อนได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ ยังสามารถปรับปรุงความต้านทานต่อการกัดกร่อนและการสึกหรอได้ด้วยกระบวนการอะโนไดซิง (anodizing) หรือกระบวนการพาสซิเวชัน (passivation)

ด้วยจุดเด่นต่างๆ ดังกล่าว เราจึงเห็นการใช้งานอะลูมิเนียมในงานด้านต่างๆ อย่างแพร่หลาย เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์อย่างเช่น กรอบประตู หน้าต่าง รวมทั้งงานห่อหุ้มและผิวอาคาร ไปจนถึงงานฝ้าและผนังเบา และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ สำหรับผลิตโครงสร้างหลักทางวิศวกรรมและชิ้นส่วนของเครื่องยนต์

ที่น่าสนใจคือ อะลูมิเนียมยังมีการใช้งานเป็นภาชนะในการหุงปรุงอาหาร เนื่องจากมีสมบัติการนำความร้อนที่ดีและทนต่อการกัดกร่อน ไม่ว่าจะใช้ผลิตเป็นหม้อ หรือกระทะ อย่างเมนูที่คนไทยเราคุ้นเคยและหลายคนชื่นชอบอย่างหมูกระทะก็อาจใช้ภาชะที่ผลิตจากอะลูมิเนียมผสมได้ด้วยเช่นกัน

ความต้านทานต่อการกัดกร่อนของอะลูมิเนียมขึ้นอยู่กับชั้นฟิล์มบางๆ ของอะลูมิเนียมออกไซด์ (AlO) บนผิวของอะลูมิเนียมซึ่งเรียกว่า ฟิล์มพาสซีฟ (passive film) ฟิล์มนี้สามารถช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อวัสดุอะลูมิเนียมเกิดการกัดกร่อนหรือทำปฏิกิริยาเพิ่มเติมกับอาหาร น้ำ หรือสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็นอะลูมิเนียมไอออน

ฟิล์มพาสซีฟของอะลูมิเนียมสามารถเกิดขึ้นได้หากอะลูมิเนียมอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีออกซิเจน และมีความเป็นกรด–ด่าง (pH) สูงกว่า 4

ในกรณีของกระทะที่เพิ่งผ่านการทำความสะอาด ฟิล์มพาสซีฟบนผิวอะลูมิเนียมอาจถูกทำลายได้จากการขัดล้าง ซึ่งเราจะเห็นผิวกระทะมีสีมันวาวของโลหะ ดังนั้นหากเรารีบนำหมูมาวางลงบนกระทะ ก็อาจทำให้หมูดำและดูไม่น่ารับประทานอันเกิดการปนเปื้อนของอะลูมิเนียมไอออน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากกระทะยังไม่สามารถสร้างฟิล์มพาสซีฟใหม่ได้ทัน

คำแนะนำในทางวิชาการคือ เราจะรอให้กระทะร้อน แล้วจึงใช้น้ำซุปราดลงบนกระทะสักเล็กน้อย ก็จะทำให้ฟิล์มพาสซีฟของอะลูมิเนียมเกิดขึ้นมาใหม่ได้ เมื่อฟิล์มพาสซีฟถูกสร้างขึ้น ความมันวาวของผิวกระทะจะหายไป หลังจากนั้น หากนำชิ้นมันหมูมาทาให้ทั่วกระทะ น้ำมันก็จะซึมลงไปในชั้นออกไซด์ของกระทะอะลูมิเนียมจนเกิดฟิล์มน้ำมันเคลือบอยู่บนผิวกระทะ ซึ่งจะช่วยให้หมูติดกระทะน้อยลงนั่นเอง

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณโฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4735
อีเมล: kosit.won@mtec.or.th

The post หมูกระทะกับอะลูมิเนียม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่ https://www.mtec.or.th/fire-suppression-system/ Mon, 01 Dec 2025 01:24:31 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42041 เทคโนโลยีอุปกรณ์ดับเพลิงเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในยุคที่อาคาร ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น

The post การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทคโนโลยีอุปกรณ์ดับเพลิงเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในยุคที่อาคาร ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น

การนำนวัตกรรมด้านการดับเพลิงมาประยุกต์ใช้จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระงับเหตุเพลิงไหม้ แต่ยังช่วยลดความเสียหายจากความร้อนและไฟฟ้าลัดวงจร ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศให้ทัดเทียมระดับสากล

ปัจจุบัน เทคโนโลยีดับเพลิงสมัยใหม่มีความหลากหลายในด้านการใช้งานและความเหมาะสม และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคอย่างรอบด้าน ครอบคลุมการทดสอบด้านแรงดันใช้งาน การกระจายสารดับเพลิง การตอบสนองต่อความร้อน และความปลอดภัยทางไฟฟ้า

บริษัท ทรูซีล แปซิฟิค จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดับเพลิงในประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งาน ผลิตภัณฑ์ดับเพลิงของบริษัททรูซีลฯ ทั้งไม้กระบองดับเพลิง และตลับดับเพลิง DSPA ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันชั้นนำระดับโลก เช่น UL, CE, NFPA, ISO15779

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ยังใช้สารดับเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (ODP = 0) ไม่มีศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อน (GWP = 0) ปราศจากสารกลุ่ม PFAS และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัยในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ยังไม่มีข้อกำหนดด้านมาตรฐานเฉพาะสำหรับการทดสอบสินค้านำเข้าประเภทนี้ เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งเริ่มนำมาใช้ในประเทศ ดังนั้น เพื่อให้สามารถประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ บริษัททรูซีล แปซิฟิค จำกัด จึงได้ร่วมมือกับทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในการตรวจสอบและจัดทำข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานในอนาคต และส่งเสริมให้ประเทศไทยมีระบบรับรองความปลอดภัยที่ทัดเทียมกับมาตรฐานในระดับสากล

ทีมวิจัยเอ็มเทคได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและกายภาพ ความเสถียรของสารดับเพลิง ความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงอายุการเก็บรักษา พร้อมจัดทำแนวทางมาตรฐานการทดสอบและให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดับเพลิงที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมความปลอดภัยของประเทศอย่างยั่งยืน

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68729/ Wed, 21 May 2025 04:35:58 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=37724 ปัจจุบันหลายคนนิยมเลือกใช้ ‘แก้วเก็บอุณหภูมิ’ แทนแก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แก้วเก็บอุณหภูมิสามารถเก็บรักษาอุณหภูมิให้คงที่ จึงใช้บรรจุเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็น

The post บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว

ดัดแปลงและเรียบเรียงจากบทความ “บรรลัยวิทยา”
โดย โฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

ปัจจุบันหลายคนนิยมเลือกใช้ ‘แก้วเก็บอุณหภูมิ’ แทนแก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แก้วเก็บอุณหภูมิสามารถเก็บรักษาอุณหภูมิให้คงที่ จึงใช้บรรจุเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็น

แก้วเก็บอุณหภูมินิยมผลิตจาก ‘สเตนเลสสตีล (stainless steel)’ หรือ ‘เหล็กกล้าไร้สนิม’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกรด JIS SUS304 หรือที่เรียกย่อๆ ว่า เกรด 304 หรือ เกรด 18/8 เหล็กกล้าไร้สนิมเกรดนี้เป็นเกรดที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุดเกรดหนึ่ง และมักใช้ในทำเครื่องครัวต่างๆ เช่น กระทะและหม้อ

เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 มีธาตุโครเมียม (Cr) ประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยเพิ่มสมบัติต้านการกัดกร่อน และนิกเกิล (Ni) ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้นิกเกิลจะช่วยเพิ่มสมบัติต้านทานการกัดกร่อน และยังทำให้เหล็กกล้าไร้สนิมเปลี่ยนโครงสร้างเป็นออสเทนไนต์ซึ่งแม่เหล็กดูดไม่ติด

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคหลายคนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 มีปัญหาสารตะกั่ว (Pb) ปนเปื้อน เช่นเดียวกับภาชนะที่ทำจากเหล็กและวัสดุอื่นอีกหลายชนิดที่มีข่าวเกี่ยวกับพิษของสารตะกั่ว ซึ่งหากสารตะกั่วสะสมในร่างกายก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง สารตะกั่วทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดท้อง อาเจียน หรือบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนในเด็กเล็ก พิษของตะกั่วจะขัดขวางการพัฒนาการทางสมองและระบบประสาท ทำให้เด็กเรียนรู้ได้ช้า

ทั้งนี้หากพิจารณาปัญหาการปนเปื้อนของตะกั่วในภาชนะต่างๆ จะพบว่ามาจากการใช้โลหะบัดกรีที่มีส่วนผสมของตะกั่ว การเชื่อมประสานด้วยการบัดกรีจะช่วยป้องกันการรั่วซึมของภาชนะดังกล่าว แต่ในการขึ้นรูปแก้วเก็บอุณหภูมิจะใช้การเชื่อมประสานโดยไม่มีการใช้โลหะเติม นอกจากนี้ส่วนผสมทางเคมีของเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 ก็ไม่มีธาตุตะกั่วแต่อย่างใด

นอกจากนี้เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 ยังมีค่าความต้านทานการกัดกร่อนสูง (high corrosion resistance) ทำให้มีอัตราการกัดกร่อนที่ต่ำ (low corrosion rate) ดังนั้นการใช้งานทั่วไปในครัวเรือน ไม่ว่าจะสัมผัสกับความร้อน ความเค็ม หรือความเปรี้ยวใดๆ ก็จะไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะในอาหาร จนก่อให้เกิดอันตรายจากสารตะกั่วอย่างที่กังวลกัน

อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัย ในการเลือกซื้อทุกครั้งผู้บริโภคควรเลือกแก้วเก็บอุณหภูมิจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ หรือมองหาตราสัญลักษณ์การรับรองอย่างเช่น มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทย) เพื่อให้มั่นใจว่าว่าผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ผลิตขึ้นจากวัสดุที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน

The post บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผลิต ‘เนื้อเทียม’ อย่างไร..ให้เหมือนเนื้อแท้? https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68728/ Mon, 28 Apr 2025 08:17:31 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36646 ผู้บริโภคในปัจจุบันใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แนวโน้มหนึ่งคือ การบริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมจากโปรตีนพืช

The post ผลิต ‘เนื้อเทียม’ อย่างไร..ให้เหมือนเนื้อแท้? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผลิต ‘เนื้อเทียม’ อย่างไร..ให้เหมือนเนื้อแท้?

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ผู้บริโภคในปัจจุบันใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แนวโน้มหนึ่งคือ การบริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมจากโปรตีนพืช

อย่างไรก็ดี โปรตีนพืชอาจมีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นไม่ถูกปาก เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. จึงผนวกความรู้ทางวัสดุศาสตร์เข้ากับวิทยาศาสตร์การอาหาร เพื่อพัฒนาอาหารจากโปรตีนพืชที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ

โปรตีนพืชมีโครงสร้างเป็นก้อนกลมซึ่งมีสายเพปไทด์พันกันไปมา ในขณะที่โปรตีนกล้ามเนื้อจัดเรียงตัวเป็นเส้นขนาน การพัฒนาโปรตีนพืชให้มีเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์จึงมี 2 แนวทางหลัก ได้แก่

1) Top-down Strategy: ใช้ส่วนประกอบหรือกระบวนการที่ทำให้โครงสร้างปลายทางคล้ายเนื้อสัตว์ เช่น การปั่นผสม (mixing/blending) และเอ็กซ์ทรูชัน (extrusion)
2) Bottom-up Strategy: สร้างเส้นใยทีละเส้นจากระดับโมเลกุลจนได้โครงสร้างกล้ามเนื้อ เช่น พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

แนวทางแรกสามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะการปั่นผสม ซึ่งใช้เครื่องจักรทั่วไปและมีต้นทุนไม่สูง แต่เส้นใยที่ได้จะสั้นกว่าเส้นใยที่ได้จากเอ็กซ์ทรูชัน ส่วนแนวทางที่ 2 มีต้นทุนสูง ใช้ระยะเวลานานในการขึ้นรูปชิ้นเนื้อ และขยายสเกลได้ยาก ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมด้วยวิธีปั่นผสมและเอ็กซ์ทรูชัน

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติก็มีประโยชน์ในการพัฒนาอาหารเฉพาะบุคคล เนื่องจากปรับวัตถุดิบตามปริมาณสารอาหารสำคัญให้เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ จากนั้นจึงขึ้นรูปให้มีโครงสร้าง รูปร่าง และเนื้อสัมผัสที่ต้องการ แล้วปรุงสุกในขั้นตอนสุดท้าย

การปั่นผสม เป็นวิธีที่ไม่ทำลายโครงสร้างโปรตีน แต่ใช้การผสมส่วนประกอบต่างๆ เข้าด้วยกัน แล้วทำให้เกิดการแยกเฟส เพื่อให้เกิดโครงสร้างจัดเรียงเป็นชั้น ทำให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์

เอ็มเทคใช้การปั่นผสมพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ (Ve-Chick) ในรูปแบบอาหารพร้อมบริโภคและพรีมิกซ์ และอาหารทะเล (Ve-Sea) เช่น กุ้ง ปลา และปลาหมึก

กระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน มีเครื่องเอ็กซ์ทรูเดอร์ 2 แบบ แบบแรก คือเครื่องเอ็กทรูเดอร์ความชื้นสูงซึ่งมีหัวดาย (die) ยาว ทำให้โปรตีนที่ออกจากหัวดายเย็นตัวช้าๆ และจัดเรียงตัวในทิศทางเดียวกัน เนื้อเทียมที่ได้มีความชื้นสูงราว 65-70% และมีโปรตีนที่ใกล้เคียงหรือมากกว่าเนื้อจริง ผลิตภัณฑ์มีลักษณะเส้นใยใกล้เคียงเนื้อสัตว์ เอ็มเทคพัฒนาเนื้อเทียมความชื้นสูงด้วยเครื่องแบบนี้

แบบที่สองเป็นเอ็กทรูเดอร์แบบความชื้นต่ำซึ่งมีหัวดายสั้น เมื่อไอน้ำในโปรตีนที่ออกจากหัวดายกระทบอากาศภายนอกที่มีอุณหภูมิและแรงดันที่ต่ำกว่า ไอน้ำก็จะระเหยเกิดโพรงอากาศในผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากเครื่องแบบนี้ เช่น โปรตีนเกษตร

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post ผลิต ‘เนื้อเทียม’ อย่างไร..ให้เหมือนเนื้อแท้? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ส่องทิศทาง ‘อาหารแห่งอนาคต’ https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68727/ Mon, 28 Apr 2025 08:06:21 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36639 อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จากสภาพการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น สังคมผู้สูงอายุ โรคระบาด

The post ส่องทิศทาง ‘อาหารแห่งอนาคต’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ส่องทิศทาง ‘อาหารแห่งอนาคต’

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จากสภาพการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น สังคมผู้สูงอายุ โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขาดแคลนทรัพยากร ล้วนส่งผลกระทบต่อการผลิตและการบริโภคอาหาร

ด้วยเหตุนี้ การวิจัยและพัฒนาจึงมีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่มุ่งสู่อาหารปลอดภัย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอบสนองการใช้ชีวิตของคน ใช้เทคโนโลยีในการผลิต ตอบโจทย์ความยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้แนวโน้มที่มาแรงและน่าจับตาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

อาหารที่ให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (Functional Food): อาหารและเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยสารสำคัญ หรือสารออกฤทธิ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐาน และมีส่วนช่วยป้องกัน รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ
อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล (Medical & Personalized Food): กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยาหรืออาหารเสริม ที่มีโภชนาการที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล หรือผู้ป่วยที่ต้องรักษาโรคเป็นการเฉพาะ
อาหารโปรตีนทางเลือก/อาหารนวัตกรรม (Alternative Protein Food /Novel Food: Plant, Insect, Cultured Meat): โปรตีนทางเลือกจากกลุ่มที่ไม่ใช่ปศุสัตว์เดิมที่ผลิตขึ้นใหม่โดยใช้เทคโนโลยี
อาหารจากเกษตรอินทรีย์ (Organic Food): กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตรที่ปลอดภัยจากสารเคมี

ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาอาหารที่มีผลกระทบสูง โดยมีเป้าหมายหลักคือ การพัฒนาอาหารที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน

ทีมวิจัยดำเนินการโดยบูรณาการองค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ และประยุกต์เทคโนโลยีหลัก (core technology) ของทีม ได้แก่ การออกแบบโครงสร้างอาหาร (food structure design) กระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพอาหารภายในช่องปากและการย่อยอาหาร (food oral processing & food digestion) และสารปรับปรุงเนื้อสัมผัสและพฤติกรรมการไหลของอาหาร (texture/rheology modifier)

ตัวอย่างผลงานวิจัยที่ตามแนวโน้มที่กล่าวมา เช่น

อาหารที่ให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ พัฒนาเพกติกโอลิโกแซคคาไรด์ (pectic oligosaccharides, POS) ซึ่งเป็นใยอาหารที่สกัดจากเปลือกส้มโอมีหน้าที่เป็นพรีไบโอติก ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ดีในลำไส้

อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล พัฒนาเนื้อสัตว์บดเคี้ยวง่ายสำหรับผู้สูงอายุ ผงเพิ่มความหนืดสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก อาหารปั่นสำเร็จรูปสำหรับผู้ได้รับอาหารทางสายยาง อาหารปราศจากกลูเตน นม ไข่ สำหรับคนแพ้ และอาหารสุขภาพที่มีไขมันต่ำ

อาหารโปรตีนทางเลือก/อาหารนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อไก่และอาหารทะเลจากโปรตีนจากพืช และเครื่องดื่มเจลลีโปรตีนถั่วเขียว

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post ส่องทิศทาง ‘อาหารแห่งอนาคต’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บรรลัยวิทยา: ปริศนาบนฝาของชานมไข่มุก https://www.mtec.or.th/bubbletea/ Tue, 01 Apr 2025 05:22:18 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36080 ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีต้นกำเนิดจากไต้หวัน ก่อนจะแพร่ขยายและครองความนิยมไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่มาพร้อมกับชานมไข่มุกคือ การปิดฝาแก้วด้วยฟิล์มพลาสติก

The post บรรลัยวิทยา: ปริศนาบนฝาของชานมไข่มุก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บรรลัยวิทยา: ปริศนาบนฝาของชานมไข่มุก

ดัดแปลงและเรียบเรียงจากบทความ “บรรลัยวิทยา”
โดย โฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

ชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่มีต้นกำเนิดจากไต้หวัน ก่อนจะแพร่ขยายและครองความนิยมไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่มาพร้อมกับชานมไข่มุกคือ การปิดฝาแก้วด้วยฟิล์มพลาสติก ซึ่งก่อนดื่มเราต้องใช้หลอดปลายแหลมเจาะบนแผ่นฟิล์มพลาสติก การเจาะต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ชานมในแก้วหกล้นออกมา

อาจมีคำถามว่าเหตุใดการเจาะจึงต้องทำอย่างรวดเร็ว? วัสดุศาสตร์และศาสตร์ของการวิเคราะห์ความเสียหายมีคำอธิบายดังนี้

การที่ต้องเจาะและกระแทกหลอดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากต้องการให้ฟิล์มที่มีสมบัติเหนียวเกิดการฉีกขาดทันที และลดโอกาสการยืดตัวของฟิล์มให้น้อยที่สุด ในทางตรงข้ามหากเราเจาะอย่างช้าๆ ฟิล์มจะเกิดการยืดตัวแบบถาวร (plastic deformation) โดยจะยืดตัวอย่างช้าๆ จนถึงระดับน้ำชาในแก้ว และอาจทำให้น้ำชาหกเลอะเทอะได้

ในทางวัสดุศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การเปลี่ยนสมบัติจากเหนียวไปเป็นเปราะ (ductile-to-brittle transition) อันเป็นผลจากแรงกระทำทางกลที่สูง ซึ่งในกรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อฟิล์มรับแรงเกินพิกัดมากๆ คือถูกเจาะกระแทกอย่างรวดเร็ว

นอกจากอิทธิพลของแรงแล้ว อุณหภูมิที่ต่ำก็สามารถทำให้วัสดุเปลี่ยนสมบัติจากเหนียวเป็นเปราะได้ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่โดดเด่น เช่น กรณีการอับปางของเรือไททานิก

เรือไททานิกออกเดินทางครั้งแรกในช่วงฤดูหนาวซึ่งอากาศเย็นจัด และในช่วงเวลานั้นองค์ความรู้ด้านโลหะวิทยายังมีจำกัด กล่าวคือ เหล็กกล้าที่ใช้ต่อเรือยังไม่มีการเติมธาตุนิกเกิล (nickel) ซึ่งมีสมบัติช่วยให้เหล็กมีความเหนียวและรับแรงกระแทกได้ดีขึ้นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส

นอกจากนั้นเหล็กกล้าที่ใช้สร้างเรือในยุคนั้นยังมักมีสารมลทินเจือปนอยู่มาก ผลก็คือการกระแทกของเรือกับภูเขาน้ำแข็งเพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอทำให้เรือเกิดแตกร้าว จนน้ำทะเลไหลเข้ามา ส่งผลให้เรือจมลงในที่สุด

กลับมาที่ชานมไข่มุก นอกเหนือจากปัจจัยแผ่นฟิล์มบนฝาแล้ว ปลายหลอดที่เฉียงและแหลมก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ จุดปะทะระหว่างปลายหลอดและฟิล์มจะเกิดความเค้น (stress) สูงเนื่องจากแรงที่กระทำจะถูกส่งผ่านพื้นที่เล็กๆ บนปลายหลอด

น่ารู้ด้วยว่าการเจาะฟิล์มพลาสติกด้วยหลอดปลายตัดเฉียงใช้หลักการคล้ายคลึงกันกับกระสุนเจาะเกราะ เนื่องจากหัวกระสุนได้รับการออกแบบให้มีลักษณะแหลมและแข็ง จึงทำให้เมื่อกระสุนปะทะกับเกราะจะมีอัตราการเสียรูปต่ำ อีกทั้งพื้นที่หน้าตัดซึ่งมีขนาดเล็กจะทำให้เกิดความเค้นสูงที่จุดปะทะ เมื่อความเค้นสูงเกินความสามารถที่เกราะจะรับได้ กระสุนจึงพุ่งทะลุเกราะในที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
คุณโฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4735

The post บรรลัยวิทยา: ปริศนาบนฝาของชานมไข่มุก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>