post-knowledges-others Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/post-knowledges/ National Metal and Materials Technology Center Thu, 16 Apr 2026 08:05:20 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico post-knowledges-others Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/post-knowledges/ 32 32 บทบาทของไบโอชาร์ต่อการยกระดับอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืน https://www.mtec.or.th/biochar-livestock/ Tue, 31 Mar 2026 05:35:16 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44224 ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเพื่อให้มีการลดการปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์

The post บทบาทของไบโอชาร์ต่อการยกระดับอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บทบาทของไบโอชาร์ต่อการยกระดับอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเพื่อให้มีการลดการปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ หนึ่งในเครื่องมือทางเลือกที่สำคัญในการตอบโจทย์นี้เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบปศุสัตว์สมัยใหม่ คือไบโอชาร์ (Biochar)

ไบโอชาร์มีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังมีสมบัติเด่นคือ มีโครงสร้างเป็นรูพรุนและมีความเสถียรทางเคมีที่เหมาะสมกับการใช้งานด้านปศุสัตว์อีกด้วย

การยกระดับปศุสัตว์สู่วิถีสีเขียว มักเริ่มจากการใช้ไบโอชาร์เป็นสารผสมในอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจและนำไปใช้จริงแถบยุโรปตอนกลาง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และเยอรมนี โดยเฉพาะเกษตรกรฟาร์มโคนมที่ใช้ไบโอชาร์ภายใต้มาตรฐาน EBC-Feed เพื่อดักจับสารพิษและปรับสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้สัตว์แข็งแรงและลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ

นอกจากด้านสุขภาพสัตว์แล้ว ไบโอชาร์ยังสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างความสำเร็จ เช่น ฟาร์มโคนมในออสเตรเลียได้ผสมไบโอชาร์ในอาหารวัว ทำให้การปล่อยก๊าซมีเทนจากการเรอของวัวลดลงราว 10% โดยไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้

นอกจากนี้ ยังมีการนำไบโอชาร์มาใช้ในการยกระดับสุขอนามัยในโรงเรือน ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อในรัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ได้นำไบโอชาร์ไปใช้ในการปรับปรุงวัสดุปูรองพื้น โดยผสมไบโอชาร์ลงไปเพื่อดูดซับความชื้นและก๊าซแอมโมเนียจากต้นกำเนิด ทำให้ช่วยลดกลิ่นรบกวนและยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค ส่งผลให้สัตว์มีสุขภาพที่ดีขึ้น

ส่วนประเทศเยอรมนีมีการเติมไบโอชาร์ลงในถังหมักก๊าซชีวภาพและกองปุ๋ยหมักมูลสัตว์ เพื่อกักเก็บธาตุอาหารสำคัญไม่ให้สูญเสียไประหว่างการหมัก ทำให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเมื่อนำลงดินในพื้นที่เพาะปลูกจะเป็นการช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินในระยะยาวนับร้อยปีอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ประโยชน์แบบลำดับขั้น (Cascading Use) เพื่อหมุนเวียนคุณค่าของไบโอชาร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่สารผสมอาหารสัตว์ วัสดุปูรองพื้น การหมักร่วม จนถึงปรับปรุงดินและกักเก็บคาร์บอนเป็นขั้นสุดท้าย

กล่าวโดยสรุป การส่งเสริมการใช้ไบโอชาร์ในภาคปศุสัตว์ จึงเป็นมากกว่าการจัดการกลิ่นหรือของเสีย แต่เป็นการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ผสานอุตสาหกรรมเกษตรและการจัดการสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

การบูรณาการไบโอชาร์ร่วมกับระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล (dMRV) ตามแนวทางของเอ็มเทคและเนคเทค จะช่วยยกระดับการปศุสัตว์สู่มาตรฐานสากล สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ในฐานะสินค้าคาร์บอนต่ำ และเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม

The post บทบาทของไบโอชาร์ต่อการยกระดับอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’ https://www.mtec.or.th/carbon-neutral/ Mon, 05 Jan 2026 04:03:27 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42618 เป้าหมายหลักตามความตกลงปารีสเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งสู่การจำกัดให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

The post เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เป้าหมายหลักตามความตกลงปารีสเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งสู่การจำกัดให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

ด้วยเหตุนี้ ประเทศและองค์กรต่างๆ จึงกำหนดเป้าหมายที่มีระดับความเข้มข้นในระดับต่างๆ เพื่อสร้างเส้นทางสู่ความยั่งยืน

เป้าหมายแรกสุดคือ ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ (Carbon Neutrality) หมายถึง การทำให้การปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์โดยการลดการปล่อยแก๊สนี้จากกิจกรรมต่างๆ ควบคู่กับการชดเชย เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน การซื้อคาร์บอนเครดิต และการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แนวคิดนี้เป็นมาตรการเบื้องต้นที่องค์กรจำนวนมากเลือกใช้

เมื่อยกระดับขึ้นไปอีกขั้นคือ ‘การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์’ (Net Zero Emissions) ก็จะครอบคลุมแก๊สเรือนกระจกทุกชนิด โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าให้มากที่สุด ก่อนจะดำเนินการกำจัดแก๊สเรือนกระจกที่เหลืออยู่ เพื่อให้ยอดสุทธิเป็นศูนย์ ตัวอย่างเช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้า การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage – CCS)

เหนือกว่านั้นขึ้นไปอีกคือ ‘การปล่อยคาร์บอนติดลบ’ (Carbon Negative) หรือ ‘ผลบวกต่อภูมิอากาศ’ (Climate Positive) ซึ่งหมายถึง การกำจัดแก๊สเรือนกระจกออกจากบรรยากาศให้มากกว่าที่ปลดปล่อยออกไป เช่น การใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนจากอากาศโดยตรง การปลูกป่าขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว และการทำเกษตรกรรมแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนในดิน

ในเชิงอุดมคติ เป้าหมายสูงสุดคือ ‘การไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกเป็นศูนย์สัมบูรณ์’ (Absolute Zero) ซึ่งหมายถึงการไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากกิจกรรมใดๆ เลย โดยไม่พึ่งพาการชดเชยใดๆ แม้แนวคิดนี้จะทำได้ยากในทางปฏิบัติ แต่ก็เป็นทิศทางที่มนุษยชาติควรมุ่งไปในอนาคต

แนวคิดอีกแบบหนึ่งคือ ‘ผลบวกต่อธรรมชาติ’ (Nature Positive) ซึ่งไม่เพียงแต่ลดหรือชดเชยการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แต่ยังมุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้ดีกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูป่าชายเลนและแหล่งหญ้าทะเล การปกป้องสัตว์ป่าและพันธุ์พืชใกล้สูญพันธุ์ การใช้น้ำอย่างยั่งยืน และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ

การยกระดับความมุ่งมั่นจากการลดผลกระทบไปสู่การสร้างผลบวกคืนให้แก่โลก คือเส้นทางสำคัญที่จะทำให้โลกยังคงเป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ในการประชุมประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือ NAC 2026 ช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 มีหัวข้อหลักของงานคือ ‘เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ โดยจะมีประเด็น ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ และ ‘การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์’ ซึ่งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) เป็นแกนหลักในการดำเนินงาน โปรดติดตามตามความสนใจ

The post เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน https://www.mtec.or.th/soil-degrade-mitigate/ Thu, 04 Dec 2025 01:45:06 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42283 ความเสื่อมโทรมของดิน (soil degradation) เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพของสุขภาพดิน ซึ่งส่งผลให้ความสามารถของระบบนิเวศในการผลิตสินค้าและให้บริการแก่ผู้ได้รับประโยชน์ลดลง (FAO, 2020) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ดินอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร

The post ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ความเสื่อมโทรมของดิน (soil degradation) เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพของสุขภาพดิน ซึ่งส่งผลให้ความสามารถของระบบนิเวศในการผลิตสินค้าและให้บริการแก่ผู้ได้รับประโยชน์ลดลง (FAO, 2020) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ดินอยู่ในสภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตทางการเกษตร เนื่องจากสมบัติต่าง ๆ ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งไทยก็เป็นอีกประเทศที่เผชิญปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน อันเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญทั่วโลก

จากข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดิน ตามตัวชี้วัดความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศไทย (Land Degradation Neutrality: LDN) ในช่วงปี พ.ศ. 2522 และ 2566 พบว่าประเทศไทยมีที่ดินที่อยู๋ในสถานะเสื่อมโทรมมากถึงร้อยละ 18.5 ของพื้นที่ทั้งประเทศ หรือคิดเป็นพื้นที่เกือบ 60 ล้านไร่

การประยุกต์ใช้ไบโอชาร์นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางการจัดการที่มีศักยภาพ สำหรับการป้องกันและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติที่เกี่ยวโยงกับการฟื้นฟูที่ดิน เช่น เป้าหมายที่ 15 (life on land) และ 2 (zero hunger) เป็นต้น

ไบโอชาร์เป็นวัสดุสีดำที่อุดมด้วยคาร์บอน ผลิตโดยการเผาชีวมวลในสภาวะออกซิเจนต่ำหรือไร้ออกซิเจน มีสมบัติเด่นในการกักเก็บคาร์บอน สามารถช่วยปรับปรุงดินที่เสื่อมโทรมทั้งในด้านสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ

ในทางกายภาพ ไบโอชาร์มีโครงสร้างที่เป็นรูพรุนสูง จึงทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำ ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซับและกักเก็บความชื้น อีกทั้งยังช่วยให้ดินร่วนซุย ทำให้รากพืชเจริญเติบโตได้ดี

ในทางเคมี ไบโอชาร์ช่วยเพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกในดิน (cation exchange capacity) จึงช่วยดูดซับและกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และด้วยสมบัติที่เป็นด่าง จึงช่วยลดความเป็นกรดในดิน ทำให้ค่า pH ของดินอยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช นอกจากนี้ไบโอชาร์ยังมีสมบัติเด่นในการดูดซับสารพิษและโลหะหนักไว้ในรูพรุนได้ดี จึงช่วยลดปัญหาการปนเปื้อนและความเป็นพิษต่อพืชและสิ่งแวดล้อมได้

ในทางชีวภาพ โครงสร้างรูพรุนของไบโอชาร์เป็นที่อยู่อาศัยที่ดีสำหรับจุลินทรีย์ในดิน จึงช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ อันเป็นผลดีต่อกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุ การสร้างฮิวมัส (humas) และการหมุนเวียนสารอาหารในดิน

ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของดินด้วยไบโอชาร์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งคุณภาพของตัวไบโอชาร์เอง ซึ่งต้องพิจารณาจากชนิดและสมบัติของวัตถุดิบที่ใช้ สภาวะการผลิต ปริมาณการใช้ รวมถึงปัจจัยจากชนิดของดินและระดับความเสื่อมโทรมเดิม ตลอดจนสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จึงจำเป็นต้องวางแผนและเลือกใช้ไบโอชาร์ให้เหมาะสมกับลักษณะของดิน ชนิดของพืชที่เพาะปลูก และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและยั่งยืนในระยะยาว

References:
https://www.ldd.go.th/WEB_Download/Data/Book&Manual/Manual_6.pdf https://www.researchgate.net/publication/380733246_Systemic_review_for_the_use_of_biochar_to_mitigate_soil_degradation
https://www.sdgmove.com/intro-to-sdgs/

The post ไบโอชาร์กับการลดความเสื่อมโทรมของดิน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม https://www.mtec.or.th/rain-garden/ Thu, 04 Dec 2025 01:31:16 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42276 ปัญหาน้ำฝนท่วมขังฉับพลันในพื้นที่เมืองต่างๆ มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับการเติบโตของเมืองที่ขาดการวางแผนการจัดการน้ำฝน ก่อให้เกิดความเสียหาย

The post ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัญหาน้ำฝนท่วมขังฉับพลันในพื้นที่เมืองต่างๆ มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับการเติบโตของเมืองที่ขาดการวางแผนการจัดการน้ำฝน ก่อให้เกิดความเสียหายและความเดือดร้อนเป็นวงกว้างทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

จึงได้เกิดแนวคิด Blue-Green City (BGC) หรือ แนวทางการพัฒนาที่บูรณาการองค์ประกอบทางน้ำ (blue) และพื้นที่สีเขียว (green) เพื่อสร้างระบบนิเวศเมืองที่สมดุลมากขึ้น โดยมีตัวอย่างการดำเนินการบรรเทาปัญหาน้ำท่วมหลากโดยการเพิ่มความสามารถในการให้น้ำซึมผ่าน (permeability) เพื่อดูดซับน้ำฝนลงสู่ชั้นดินใต้พื้นผิวเมืองได้มากขึ้น เช่น การสร้างสวนพิรุณ (rain gardens) การเพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ตามแนวถนน และการออกแบบทางเท้าและถนนที่ยอมให้น้ำซึมผ่าน เป็นต้น

ทั้งนี้ไบโอชาร์ (biochar) ได้รับความสนใจในการประยุกต์ใช้ในโครงสร้างตามแนวคิด BGC นี้ เพราะนอกจากจะช่วยกักเก็บคาร์บอนในระยะยาวแล้ว ยังเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้ในหลายมิติ ด้วยโครงสร้างที่เป็นรูพรุนสูง เมื่อใช้ผสมในดินจึงช่วยเพิ่มสมบัติด้านการกักเก็บน้ำของดิน นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มความร่วนซุยและความสามารถในการซึมผ่านของน้ำให้แก่ดินเหนียว และดินที่ถูกบีบอัดจนมีความหนาแน่นสูง ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยของการเกิดน้ำท่วมขังด้วย

นอกจากนั้นงานวิจัยหลายฉบับยังแสดงด้วยว่าไบโอชาร์ที่เติมเข้าในดินสามารถช่วยการดูดซับและตรึงมลพิษชนิดต่างๆ ที่มากับน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกลุ่มโลหะหนัก กลุ่มสารอินทรีย์ปนเปื้อน ตลอดจนอนุภาคแขวนลอยต่างๆ นอกจากนี้ไบโอชาร์ยังช่วยลดค่าความต้องการออกซิเจนทางเคมีของน้ำ (COD) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศจากมลพิษในน้ำหลาก ซึ่งมักไหลลงสู่ปลายทางที่เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติในที่สุด

ปัจจุบันสามารถพบโครงสร้างตามแนวคิด BGC ได้ทั่วโลก เช่น บนเกาะ Maui ในฮาวาย ที่มีการสร้างสวนพิรุณในบริเวณ Kā‘anapali Parkway โดยผสมไบโอชาร์ที่ผลิตจากไม้ Kiawe เพื่อลดปัญหาน้ำฝนไหลบ่าและบรรเทาการปนเปื้อนของมลพิษก่อนไหลลงสู่มหาสมุทร ช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศของแนวปากะรัง หรือในย่าน Tangletown ในเมือง Minneapolis สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการรณรงค์การใช้ไบโอชาร์อย่างจริงจัง ได้ริเริ่มโครงการนำไบโอชาร์มาใช้ผสมเพื่อปลูกต้นไม้ตามถนนสายหลักหลายสิบสายและในสวนพิรุณของชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำฝนและสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับแมลงผสมเกสรในระบบนิเวศ

และยังมีโครงการส่งเสริมการผลิตและการใช้ไบโอชาร์ในเขตเมือง Stockholm ประเทศสวีเดน ที่ได้รับรางวัลสนับสนุนจากองค์กร Bloomberg Philanthropies และเป็นต้นแบบในการขยายการดำเนินการไปสู่เมืองอื่นๆ ทั่วโลก เช่น Helsinki ฟินแลนด์ Darmstadt เยอรมนี และ Sandnes นอร์เวย์ โดยอาศัยการนำไบโอชาร์ที่ผลิตจากขยะชีวมวล ไปผสมกับกรวดและดิน (biochar-gravel-soil mix) เพื่อใช้เป็นวัสดุปลูกต้นไม้ในเมือง โดยนอกจากจะช่วยให้ต้นไม้งอกงามดีกว่าการปลูกแบบเดิม ยังช่วยปรับสภาพดินให้ระบายน้ำฝนได้ดีขึ้นและช่วยลดโอกาศการเกิดน้ำท่วมได้ด้วย

ไบโอชาร์จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสีเขียวที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจัดการน้ำฝนและเสถียรภาพด้านสิ่งแวดล้อม และเมื่อพิจารณาร่วมกับความสามารถในการช่วยกักเก็บคาร์บอน และการปรับปรุงคุณภาพดินโดยรวม จึงนับเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับเมืองในอนาคต

References:
https://static.coral.org/uploads/2019/04/2019_Maui_CaseStudies_RainGarden_Final.pdf
https://www.minneapolismn.gov/government/programs-initiatives/environmental-programs/biochar/neighborhood-use/
https://pubs.rsc.org/en/content/articlehtml/2024/gc/d4gc03071k
https://pure.sruc.ac.uk/ws/portalfiles/portal/74040133/D3EW00054K_authors_accepted_version.pdf
https://www.mdpi.com/2227-9717/9/5/860
https://bloombergcities.jhu.edu/news/big-lessons-small-city-borrowing-and-building-upon-idea
https://medium.com/carboculture/how-to-use-biochar-for-structured-soil-plant-beds-in-urban-areas-8a45108e799

The post ไบโอชาร์เพื่อการจัดการน้ำฝนและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่ https://www.mtec.or.th/fire-suppression-system/ Mon, 01 Dec 2025 01:24:31 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42041 เทคโนโลยีอุปกรณ์ดับเพลิงเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในยุคที่อาคาร ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น

The post การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทคโนโลยีอุปกรณ์ดับเพลิงเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในยุคที่อาคาร ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนมากขึ้น

การนำนวัตกรรมด้านการดับเพลิงมาประยุกต์ใช้จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระงับเหตุเพลิงไหม้ แต่ยังช่วยลดความเสียหายจากความร้อนและไฟฟ้าลัดวงจร ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และสนับสนุนความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศให้ทัดเทียมระดับสากล

ปัจจุบัน เทคโนโลยีดับเพลิงสมัยใหม่มีความหลากหลายในด้านการใช้งานและความเหมาะสม และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ฉุกเฉิน จำเป็นต้องมีกระบวนการตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคอย่างรอบด้าน ครอบคลุมการทดสอบด้านแรงดันใช้งาน การกระจายสารดับเพลิง การตอบสนองต่อความร้อน และความปลอดภัยทางไฟฟ้า

บริษัท ทรูซีล แปซิฟิค จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดับเพลิงในประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งาน ผลิตภัณฑ์ดับเพลิงของบริษัททรูซีลฯ ทั้งไม้กระบองดับเพลิง และตลับดับเพลิง DSPA ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันชั้นนำระดับโลก เช่น UL, CE, NFPA, ISO15779

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ยังใช้สารดับเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (ODP = 0) ไม่มีศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อน (GWP = 0) ปราศจากสารกลุ่ม PFAS และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัยในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ยังไม่มีข้อกำหนดด้านมาตรฐานเฉพาะสำหรับการทดสอบสินค้านำเข้าประเภทนี้ เนื่องจากเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งเริ่มนำมาใช้ในประเทศ ดังนั้น เพื่อให้สามารถประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคได้อย่างถูกต้องและเป็นระบบ บริษัททรูซีล แปซิฟิค จำกัด จึงได้ร่วมมือกับทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในการตรวจสอบและจัดทำข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานในอนาคต และส่งเสริมให้ประเทศไทยมีระบบรับรองความปลอดภัยที่ทัดเทียมกับมาตรฐานในระดับสากล

ทีมวิจัยเอ็มเทคได้ดำเนินการศึกษาข้อมูลทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีและกายภาพ ความเสถียรของสารดับเพลิง ความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงอายุการเก็บรักษา พร้อมจัดทำแนวทางมาตรฐานการทดสอบและให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีดับเพลิงที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมความปลอดภัยของประเทศอย่างยั่งยืน

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post การตรวจสอบและประเมินคุณลักษณะทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์ดับเพลิงสมัยใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ไบโอชาร์ ถ่านที่ไม่ธรรมดา https://www.mtec.or.th/biochar-carbon-removal/ Wed, 21 May 2025 04:16:58 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=37715 ไบโอชาร์ (biochar) แตกต่างจากถ่านทั่วไป (charcoal) ตรงจุดมุ่งหมายหลักของการใช้ประโยชน์ เนื่องจากถ่านทั่วไปใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่ไบโอชาร์ใช้เพื่อกักเก็บคาร์บอนในระยะยาวด้วยการตรึงคาร์บอนในรูปของแข็งที่มีความเสถียรมากขึ้น

The post ไบโอชาร์ ถ่านที่ไม่ธรรมดา appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ไบโอชาร์ ถ่านที่ไม่ธรรมดา

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ไบโอชาร์ (biochar) แตกต่างจากถ่านทั่วไป (charcoal) ตรงจุดมุ่งหมายหลักของการใช้ประโยชน์ เนื่องจากถ่านทั่วไปใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิง ขณะที่ไบโอชาร์ใช้เพื่อกักเก็บคาร์บอนในระยะยาวด้วยการตรึงคาร์บอนในรูปของแข็งที่มีความเสถียรมากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ชีวมวลอินทรีย์ย่อยสลายไปตามธรรมชาติและปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ

ไบโอชาร์เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอน (carbon removal) ที่สามารถช่วยให้แต่ละประเทศบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero Emissions (NZE) อันสอดคล้องตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีไบโอชาร์จัดเป็นมาตรการสำคัญเพิ่มเติม ตามแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำหนดไว้ใน Nationally Determined Contribution (NDC) ที่ไทยกำหนดภายใต้กรอบข้อตกลงปารีส

ไบโอชาร์ไม่เพียงช่วยการกักเก็บคาร์บอน (carbon sequestration) ลงในดินนานนับร้อยปีเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสารปรับปรุงดิน (soil amendment) โดยไบโอชาร์ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มการถ่ายเทอากาศ ช่วยการอุ้มน้ำของดิน ส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน เพิ่มความสามารถในการกักเก็บสารอาหาร และยังประกอบด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อพืช และเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ต่อเกษตรกรรมในระยะยาว

นอกจากภาคการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและภาคเกษตรกรรมที่นำไบโอชาร์ไปใช้ประโยชน์เพื่อการกักเก็บคาร์บอนและการปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ยังมีการใช้ประโยชน์โบโอชาร์ในด้านอื่นๆ อย่างกว้างขวาง เช่น ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างเนื่องจากไบโอชาร์เป็นฉนวนความร้อนที่ดี จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคาร ตลอดจนสามารถนำไปผสมกับคอนกรีต เพื่อปรับปรุงความแข็งแรงและความทนทานของคอนกรีตได้อีกด้วย

ไบโอชาร์ยังมีการใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การบำบัดน้ำเสีย การกรองอากาศ หรือการใช้เป็นวัสดุดูดซับในอุตสาหกรรมต่างๆ

ด้วยคุณประโยชน์มากมาย ทำให้ทั่วโลกตื่นตัวและใช้ประโยชน์จากไบโอชาร์กันอย่างแพร่หลาย โดยมีมูลค่าการตลาดรวมกันทั้งโลกราวพันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ที่สำคัญคือยังคงมีอัตราการเติบโตสะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดต่อเนื่อง ตลาดสำคัญของไบโอชาร์อยู่ที่ภูมิภาคยุโรปและอเมริกาเหนือ ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคเองก็มีสัดส่วนขนาดทางการตลาดที่ใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน

เอ็มเทคและหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ มุ่งมั่นร่วมมือดำเนินการวิจัยและพัฒนา และผลักดันการใช้ประโยชน์ไบโอชาร์ในประเทศไทย ครอบคลุมการภาคการเกษตร การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการผลิต ตลอดจนเร่งจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ใช้ไบโอชาร์ที่มีคุณภาพอย่างปลอดภัย

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
ดร.เปรมฤดี กาญจนปิยะ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4452
อีเมล: premrudk@mtec.or.th

The post ไบโอชาร์ ถ่านที่ไม่ธรรมดา appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บริการทดสอบการทำงานเชิงหน้าที่ของเซลล์ เพื่อตอบโจทย์งานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68726/ Tue, 01 Apr 2025 03:48:42 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36073 การวิเคราะห์ทดสอบเหล่านี้เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุชีวภาพ วัสดุการแพทย์ สารสกัดจากพืชและสัตว์ สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคนและสัตว์

The post บริการทดสอบการทำงานเชิงหน้าที่ของเซลล์ เพื่อตอบโจทย์งานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บริการทดสอบการทำงานเชิงหน้าที่ของเซลล์ เพื่อตอบโจทย์งานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ทีมวิจัยวิศวกรรมเนื้อเยื่อ (tissue engineering team) ภายใต้กลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. มีพันธกิจในการสร้างองค์ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีวิศวกรรมเนื้อเยื่อกระดูกและกระดูกอ่อน โดยทีมวิจัยมีความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงเซลล์ชนิดต่างๆ ทั้งเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์ รวมทั้งมีเครื่องมือที่ทันสมัย สามารถให้บริการวิเคราะห์ทดสอบการทำงานเชิงหน้าที่ของเซลล์ในหลายรูปแบบ

ตัวอย่างการวิเคราะห์ทดสอบ เช่น การเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 2 มิติบนจานอาหารหรือบนวัสดุทางการแพทย์ การเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3 มิติร่วมกับวัสดุโครงร่างรองรับเซลล์ และการเพาะเลี้ยงเซลล์แบบก้อนกลมสามมิติเพื่อจำลองการเจริญเติบโตและทำหน้าที่ของเซลล์จากอวัยวะต่างๆ

การวิเคราะห์ทดสอบเหล่านี้เป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุชีวภาพ วัสดุการแพทย์ สารสกัดจากพืชและสัตว์ สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคนและสัตว์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ครอบคลุมอุตสาหกรรมยาและสารเสริมอาหาร

บริการวิเคราะห์ทดสอบด้านเซลล์ มีดังนี้

  • การทดสอบความเป็นพิษ เพื่อประเมินความเป็นพิษ ของผลิตภัณฑ์ต่อเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์ เช่น เซลล์ไฟโบรบลาสต์ เซลล์กระดูก เซลล์กระดูกอ่อน เซลล์ผิวหนัง เซลล์มะเร็ง
  • การทดสอบการทำงานของเซลล์กระดูกอ่อนข้อเข่า เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของสารตัวอย่างต่อการกระตุ้นการทำงานของเซลล์กระดูกอ่อนข้อเข่าให้มีการสร้างและสะสมสารประกอบนอกเซลล์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน
  • การทดสอบการทำงานของเซลล์กระดูก เพื่อทดสอบความสามารถของสารตัวอย่างในการกระตุ้นให้เซลล์กระดูกมีการเจริญเติบโต มีการสะสมแร่ธาตุ และสร้างโปรตีนที่จำเพาะต่อการสร้างกระดูก
  • การทดสอบฤทธิ์สมานแผล เพื่อทดสอบฤทธิ์ของสารตัวอย่างที่สามารถกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของเซลล์ผิวหนังภายหลังการบาดเจ็บ
  • การทดสอบด้วยเซลล์ต้นกำเนิดมนุษย์ เพื่อทดสอบฤทธิ์ของสารตัวอย่างที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของเซลล์ต้นกำเนิดไปเป็นเซลล์จำเพาะ เช่น เซลล์กระดูก เซลล์กระดูกอ่อน
  • การทดสอบสมบัติทางชีวภาพ เพื่อประเมินความเข้ากันได้ทางชีวภาพของผลิตภัณฑ์กับเซลล์ชนิดต่างๆ
  • การให้คำปรึกษา เพื่อวางแผนงานและกำหนดแนวทางร่วมกับนักวิจัยและผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความปลอดภัยและมีสมบัติทางชีวภาพตรงตามความต้องการ

ผู้ที่สนใจทดสอบผลิตภัณฑ์ต่อการเจริญเติบโตและการทำหน้าที่ของเซลล์สามารถขอรับบริการได้ทั้งแบบร่วมวิจัยและจ้างวิจัย

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม
โทรศัพท์: 02 564 6500 ต่อ 4782-4789 (ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ)
ต่อ 74623 (ดร.พชรพรรณ สนธิไทย) และต่อ 4431, 4456 (ดร.ปวีณา อุปนันต์
)
Email : BDD-IBL@mtec.or.th

The post บริการทดสอบการทำงานเชิงหน้าที่ของเซลล์ เพื่อตอบโจทย์งานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
XCT: เครื่องมือตรวจสอบโครงสร้างแบบละเอียดและแม่นยำโดยไม่ทำลายตัวอย่าง https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68725/ Tue, 11 Mar 2025 01:53:37 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=35748 เทคนิคเอกซเรย์คอมพิวโทโมกราฟี (X-ray Computed Tomography: XCT) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์โครงสร้างของวัสดุที่นักวิจัยและนักอุตสาหกรรมนิยมใช้เพื่อตรวจสอบโครงสร้างภายในของชิ้นส่วนตัวอย่าง

The post XCT: เครื่องมือตรวจสอบโครงสร้างแบบละเอียดและแม่นยำโดยไม่ทำลายตัวอย่าง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

XCT: เครื่องมือตรวจสอบโครงสร้างแบบละเอียดและแม่นยำโดยไม่ทำลายตัวอย่าง

เทคนิคเอกซเรย์คอมพิวโทโมกราฟี (X-ray Computed Tomography: XCT) เป็นเครื่องมือวิเคราะห์โครงสร้างของวัสดุที่นักวิจัยและนักอุตสาหกรรมนิยมใช้เพื่อตรวจสอบโครงสร้างภายในของชิ้นส่วนตัวอย่าง

ในการทดสอบด้วยเทคนิค XCT จะใช้รังสีเอกซ์ฉายไปที่ตัวอย่างที่ติดตั้งบนแท่น โดยแท่นสามารถหมุนรอบตัวเอง 360° รังสีเอกซ์ที่ทะลุผ่านตัวอย่างจะได้รับการตรวจวัดโดยอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ (dectector) จากนั้นสัญญาณจะได้รับการประมวลผลให้กลายเป็นชุดภาพสองมิติ (2D) และซอฟต์แวร์ขั้นสูง จะประกอบสร้างชุดภาพสองมิติให้กลายเป็นภาพสามมิติ (3D) ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรมวิเคราะห์ทดสอบสำหรับภาพสามมิติต่อไป

จุดเด่นของการวิเคราะห์โครงสร้างภายในด้วยเทคนิค XCT ได้แก่

  • ชิ้นงานที่ต้องการทดสอบไม่ต้องผ่านการเตรียมตัวอย่าง 
  • XCT ช่วยให้มองเห็นลักษณะภายนอกและภายในของวัสดุ โดยไม่ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนที่ได้รับการตรวจสอบ (Non-Destructive Testing: NDT)
  • XCT สามารถใช้วิเคราะห์วัสดุหลากหลายประเภทที่ประกอบเป็นชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นโลหะ โพลิเมอร์ เซรามิก คอมโพสิท วัสดุชีวภาพ รวมถึงของเหลว ของแข็ง และสิ่งที่มีชีวิต (ที่ผ่านการเตรียมตัวอย่างที่เหมาะสม)
  • ภาพสามมิติที่ได้สามารถนำมาวิเคราะห์ผลผ่านโปรแกรมที่มีโมดูลสำหรับการวิเคราะห์ เช่น โปรแกรมวิเคราะห์ข้อบกพร่องภายใน ความพรุน จุดบกพร่อง สารเติม/สารปนเปื้อน (inclusion) การเรียงตัวของเส้นใยในวัสดุผสม และวิศวกรรมย้อนรอย
  • ผลการวิเคราะห์สามารถส่งออกในหลากหลายรูปแบบ เช่น ไฟล์ภาพสองมิติ (2D)/Stacked Images ไฟล์ข้อมูลผลการวิเคราะห์ (เช่น .CSV) ไฟล์วีดีโอ (เช่น .AVI, .wmv) ไฟล์ออกแบบ (เช่น CAD, .stl) ไฟล์ Surface Mesh และ Volume Mesh รวมทั้งรายงานผลการวิเคราะห์ตามความต้องการของผู้รับบริการ

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้งานเทคนิค XCT เช่น ความเหมาะสมของวัสดุที่ใช้ ความละเอียดของภาพ และความซับซ้อนในการประมวลผลข้อมูล รวมถึงขีดจำกัดของเครื่องมือประกอบด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เปิดให้บริการเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างของชิ้นงาน/ วัสดุ ด้วยเทคนิค XCT และมีบุคลากรด้านเทคนิคที่มีความชำนาญพร้อมให้คำปรึกษา

ทั้งนี้การให้บริการเทคโนโลยีการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค XCT เป็นส่วนหนึ่งของการมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านวัสดุศาสตร์ของ MTEC เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าทางการวิจัยและเชิงนวัตกรรมอุตสาหกรรมของประเทศ เป็นประโยชน์ในเชิงลึกสำหรับใช้งาน และหวังว่าจะสามารถช่วยต่อยอดนวัตกรรมในสาขาและงานของผู้สนใจได้ในอนาคต

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
เจ้าหน้าที่ XCT หรือ คุณพิชญานิน คำลือ
โทรศัพท์ 02 564 6500 ต่อ 4136
Email : XCT@mtec.or.th หรือ phitchayanin.kha@ncr.nstda.or.th

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mtec.or.th/technical-service-2-xct/

The post XCT: เครื่องมือตรวจสอบโครงสร้างแบบละเอียดและแม่นยำโดยไม่ทำลายตัวอย่าง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
คิทเพาะ : อุปกรณ์เพาะธัญพืชงอก https://www.mtec.or.th/post-knowledges-56579-2/ Mon, 23 Aug 2021 08:03:16 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=11470 จีโอโพลิเมอร์(Geopolymer) คือสารอนินทรีย์ที่มีโครงสร้างหลักเป็นสารประกอบของซิลิคอนไดออกไซด์(SiO2)และอะลูมิเนียมออกไซด์(Al2O3)จึงมีสมบัติเช่นเดียวกับเซรามิกทั่วไป...

The post คิทเพาะ : อุปกรณ์เพาะธัญพืชงอก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

คิทเพาะ : อุปกรณ์เพาะธัญพืชงอก

ทีมวิจัย: Ecocera
เรียบเรียงโดย: อิชย์ชญาน์ สินเจริญเลิศ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

คิทเพาะคืออะไร

คิทเพาะเป็นอุปกรณ์อย่างง่ายที่อำนวยความสะดวกในการเพาะเมล็ดงอกหรือต้นอ่อนของธัญพืชในพื้นที่จำกัด ใช้เวลาดูแลน้อย ช่วยให้คนที่ไม่ค่อยมีเวลาสามารถเตรียมเมล็ดงอกหรือต้นอ่อนไว้บริโภคภายในครัวเรือนได้เองในระยะเวลาสั้นๆเมื่อเทียบกับการปลูกผักทั่วไป

ทำไมเมล็ดงอกหรือต้นอ่อนของธัญพืชจึงเป็นที่นิยมบริโภคในกลุ่มคนรักสุขภาพ ?

เมล็ดงอกหรือต้นอ่อนของธัญพืชมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงเมื่อเทียบกับผักทั่วไป สารอาหารในต้นอ่อนเป็นสารประกอบที่ไม่ซับซ้อน ย่อยง่าย และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน กรดไขมัน คาร์โบไฮเดรท และไฟโตเคมิคอลต่างๆ

ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด ?

ปัจจัยที่มีผลต่อการงอกของเมล็ด ได้แก่ ความชื้นหรือน้ำที่จะเป็นตัวกระตุ้นปฎิกิริยาและเมตาบอลิซึมในการงอก อุณหภูมิ ออกซิเจนสำหรับการหายใจเพื่อย่อยสลายอาหารให้ได้พลังงานที่จำเป็นสำหรับการงอก ทั้งนี้การงอกของเมล็ดส่วนใหญ่มักอยู่ในที่ไม่มีแสง

คิทเพาะ มีข้อดีอย่างไร ?

คิทเพาะใช้งานง่าย ทำความสะอาดได้สะดวกเหมือนภาชนะเครื่องใช้ในครัวทั่วไป ใช้งานซ้ำได้หลายครั้ง ไม่มีเชื้อราสะสม การเพาะด้วยคิทเพาะนี้ช่วยลดขั้นตอนการเพาะจากวิธีการเพาะทั่วไป ไม่ต้องแช่เมล็ดให้อิ่มน้ำก่อนเพาะ ไม่ต้องใช้พลังงานหรืออุปกรณ์จ่ายน้ำที่มีกลไกซับซ้อนเหมือนชุดเพาะอัตโนมัติ ใช้น้ำน้อยในปริมาณที่จำเป็นต่อการงอกเท่านั้น และไม่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ช่วยให้สามารถเตรียมเมล็ดงอกหรือต้นอ่อนไว้บริโภคภายในครัวเรือนได้เอง

คิทเพาะ มีส่วนประกอบอย่างไร ?

คิทเพาะประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

1. ถาดเพาะ รูปทรงไม่จำกัด โดยมีผนังรอบทิศสูงประมาณ 1-15 ซม. ก้นเป็นตะแกรงโปร่งมีขาสูง 1 ซม.รองรับก้นตะแกรงให้ลอยเหนือก้นถาดรองน้ำ รูมีขนาดระหว่าง 0.4-5.0 มม. โดยขนาดของรูจะต้องไม่เล็กกว่าขนาดของเมล็ดแห้ง ก้นตะแกรงทำหน้าที่ส่งผ่านน้ำให้กับเมล็ดและเป็นที่ยึดของรากที่งอกออกมา

2. ถาดรองน้ำ ถาดรองน้ำมีขนาดกว้างกว่าก้นของถาดเพาะประมาณ1 ซม.เพื่อกันมดหรือแมลงไม่ให้มาที่ถาดเพาะ ถาดรองน้ำอาจขยายเพิ่มพื้นที่ เพื่อวางแท้งค์สำรองน้ำสำหรับเมล็ดที่ต้องการน้ำมาก เพื่อให้สามารถให้น้ำได้อย่างต่อเนื่อง

3. แท้งค์สำรองน้ำ สำหรับต้นงอกที่ต้องการน้ำมาก ด้านล่างมีช่องเปิดหรือรูสำหรับปล่อยน้ำ ช่องเปิดมีความกว้าง 6-11 มม. สูงไม่เกิน 15มม. ขอบบนของช่องเปิดอยู่สูงจากผิวน้ำในถาดน้ำประมาณ 5 มม. แท้งค์มีความสูงไม่เกิน 20 ซม. ขนาดช่องเปิดและความสูงของแท้งค์ดังกล่าวเป็นขนาดที่ช่วยรักษาระดับน้ำไม่ให้เปลี่ยนแปลงเกิน 1.5 มม.

4. ฝาครอบกันแมลงและควบคุมความชื้น มีลักษณะโปร่ง เป็นตาข่ายที่มีขนาดรูไม่เกิน 0.5 มม. เพื่อกันแมลงเล็กๆและช่วยให้อากาศถ่ายเท หรือเป็นฝาครอบทึบ ไม่ให้อากาศถ่ายเท เพื่อรักษาความชื้นภายในถาดเพาะ การเลือกใช้ขึ้นกับเมล็ดธัญพืชที่จะเพาะ หากเป็นเมล็ดที่ต้องการน้ำมากเช่น ถั่วเขียว ควรใช้ฝาทึบ หากเป็นเมล็ดอื่นๆเช่น ทานตะวัน ไควาเระ ควรใช้ฝาครอบตาข่ายหรือหากไม่มีแมลงรบกวนก็ไม่ต้องใช้ฝาครอบ

คิทเพาะ มีขั้นตอนการใช้งานอย่างไร ?

คิทเพาะมีขั้นตอนการใช้งาน ดังนี้

1. ล้างทำความสะอาดเมล็ด เพื่อกำจัดสิ่งสกปรก (ปริมาณเมล็ดขึ้นกับขนาดของถาดเพาะ)
2. ใส่เมล็ดลงในถาดเพาะโดยไม่ต้องแช่เมล็ดก่อน
3. วางถาดเพาะลงบนถาดรองน้ำ โดยให้ก้นตะแกรงอยู่สูงกว่าก้นถาดรองน้ำประมาณ 1 ซม.
4. เติมน้ำลงในถาดรองน้ำ โดยให้ระดับน้ำอยู่ที่ผิวตะแกรงพอดี หากเมล็ดมีขนาดมากกว่า 2-3 มม. อาจเติมน้ำเลยขึ้นมาถึงครึ่งเมล็ด
5. เกลี่ยเมล็ดให้กระจายสม่ำเสมอบนตะแกรงเพาะ
6. หากเป็นชนิดของเมล็ดที่โตเร็ว จะใช้น้ำปริมาณมาก ควรวางแท้งค์ช่วยจ่ายน้ำและรักษาระดับน้ำ เพื่อความสะดวก ไม่ต้องมาคอยเติมน้ำ
7. ปิดฝาครอบ หรือตาข่ายครอบ
8. เก็บไว้ในที่ไม่มีแสง จนได้เมล็ดงอกหรือต้นอ่อนตามต้องการ หากต้องการให้ได้ต้นอ่อนมีใบเขียว สามารถนำออกมาให้ถูกแสง 1-2 วันสุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ระยะเวลาในการรอให้ต้นงอกขึ้นกับชนิดของเมล็ดและอุณหภูมิระหว่างการเพาะ

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
E-mail: Ecocera@mtec.or.th

The post คิทเพาะ : อุปกรณ์เพาะธัญพืชงอก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ความปลอดภัยในยานยนต์ไฟฟ้า การแปลงสภาพจากรถใช้น้ำมันสู่รถใช้ไฟฟ้า https://www.mtec.or.th/post-knowledges-54961/ Tue, 17 Aug 2021 06:10:35 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=11769 รายการ ก่อ กอง Science ครั้งนี้เราคุยกับนักวิจัยที่เป็นวิศวกรเครื่องกลและยานยนต์ ดร.ฉัตรชัย ศรีสุรางค์กุล หรือ ดร.ฉัตร จากกลุ่มวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม เอ็มเทค...

The post ความปลอดภัยในยานยนต์ไฟฟ้า การแปลงสภาพจากรถใช้น้ำมันสู่รถใช้ไฟฟ้า appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ความปลอดภัยในยานยนต์ไฟฟ้า การแปลงสภาพจากรถใช้น้ำมันสู่รถใช้ไฟฟ้า

สัมภาษณ์โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ
ถอดบทสัมภาษณ์โดย อรวรรณ สัมฤทธิ์เดชขจร

รายการ ก่อ กอง Science ครั้งนี้เราคุยกับนักวิจัยที่เป็นวิศวกรเครื่องกลและยานยนต์ ดร. ฉัตรชัย ศรีสุรางค์กุล หรือ ดร.ฉัตร จากกลุ่มวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม เอ็มเทค

ถาม : ทราบมาว่า ดร.ฉัตร จบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ส่วนปริญญาโท-เอก จบวิศวกรรมยานยนต์ที่เยอรมนี ช่วยเล่าประสบการณ์ด้านการเรียนและการวิจัยที่เยอรมนีให้ฟังสักหน่อยครับ
ตอบ:

ตอนปริญญาตรีเรียนวิศวกรรม สาขาเครื่องกล เมื่อเรียนจบก็ทำงานที่บริษัท เทรน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับระบบปรับอากาศเป็นระยะเวลา 3 ปี จากนั้นไปเรียนต่อที่เยอรมนี ในสาขาวิศวกรรมยานยนต์ หลักสูตรปริญญาโทที่ RWTH Aachen University of Technology และปริญญาเอกที่ TU Braunschweig

ถาม : มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษครับถึงเลือกเรียนยานยนต์โดยเฉพาะ เพราะเรียนจบเครื่องกลสามารถทำอะไรได้หลากหลายมาก
ตอบ:

เมื่อจบปริญญาตรีก็อยากเรียนอะไรที่ทำให้เราได้ความรู้เพิ่มเติม พอจะได้เรียนต่อปริญญาโททางด้านวิศวกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว เนื่องจากบ้านอยู่ติดกับถนนใหญ่เวลาเห็นรถวิ่งผ่านไปมาหน้าบ้านก็มักทายว่ารถยี่ห้ออะไร รุ่นอะไร และมีความสนใจด้านนี้อยู่แล้ว เลยเห็นเป็นโอกาสจึงเข้ามาเรียนด้านนี้

ถาม : ตอนทำวิจัยขณะเรียนปริญญาโท-เอกโฟกัสเรื่องอะไรเป็นพิเศษครับ
ตอบ:

วิศวกรรมยานยนต์มีหลายด้านมาก เพราะกว่าจะเป็นรถหนึ่งคันต้องใช้ความรู้ทางวิศวกรรมหลายอย่าง หลักสูตรปริญญาโทที่ RWTH Aachen University of Technology จะต้องทำวิทยานิพนธ์ 2 ชิ้นด้วยกันคือ มินิธีซิส (mini-thesis) และมาสเตอร์ธีซิส (master-thesis)

ในส่วนของมินิธีซิสผมทำวิจัยเกี่ยวกับยานยนต์อัตโนมัติร่วมกับ Institute of Automatic Control เป็นเรื่องรถบรรทุกหลายๆ คันที่ขับตามกัน โดยใช้คนขับคันหน้าคันเดียว รถคันอื่นๆ ขับเคลื่อนอัตโนมัติตามรถคันหน้า (automated truck platoon) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ว่ารถสามารถขับเคลื่อนได้ หรือส่งสินค้าได้ปริมาณมากๆ เหมือนรถพ่วง

โครงการนี้เป็นความร่วมมือ (consortium) ระหว่างสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยหลายแห่ง สถาบันที่ผมทำอยู่ดูแลในเรื่องระบบควบคุมยานยนต์อัตโนมัติ เขาจะแบ่งงานระบบควบคุมส่วนหนึ่งมาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ให้นักศึกษาทำ

ส่วนงานที่เป็นมาสเตอร์ธีซิสทำเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์อินเดอะลูป (Hardware-in-the-Loop) ในส่วนของระบบไฟฟ้า 42 โวลต์ ปกติรถที่ใช้กัน 12 โวลต์ แต่จะมีระบบไฟฟ้าบางอย่างที่ต้องการพลังงานสูง เช่น ระบบทำความร้อน (heater) จึงมีแนวทางที่จะปรับเปลี่ยน (transfer) ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ 12 โวลต์ให้ขยับสูงขึ้นเป็น 42 โวลต์ ผมทำวิจัยในส่วนระบบบริหารการจัดการพลังงาน (energy management system) ของระบบไฟฟ้า 42 โวลต์ บริหารจัดการภาระทางไฟฟ้าตามระดับพลังงานของแบตเตอรี่ที่มี คล้ายกับระบบรถไฟฟ้า คือต้องคำนวณ State of Charge (SoC) และ State of Health (SoH) ดูระดับพลังงานเพื่อไปจัดการส่วนอื่นๆ

ถาม : ดร.ฉัตรต้องสร้างฮาร์ดแวร์และเขียนซอฟต์แวร์เองหรือเปล่าครับ
ตอบ:

โครงการนี้ทำซอฟต์แวร์ในส่วนของอัลกอริทึมเป็นหลัก จริงๆ เป็นโครงการร่วมกับบริษัทเอกชนที่มาจ้างสถาบันวิจัยให้ช่วยพัฒนาในหัวข้อนี้

ถาม : แสดงว่านี่เป็นโมเดลของเยอรมนี คือ การเรียนระดับสูงในมหาวิทยาลัยต้องนำโจทย์จริงจากอุตสาหกรรมมาทำใช่ไหมครับ
ตอบ:

ใช่ครับ

ถาม : ตอนปริญญาเอกศึกษาลงลึกในด้านไหนครับ
ตอบ:

เนื่องจากที่สถาบันมีหลายแผนก (department) เช่น ระบบช่วงล่าง ตัวถัง (body) ระบบขับเคลื่อน ผมทำระบบเกียร์ ระบบส่งกำลัง (powertrain) ระบบขับเคลื่อนเป็นหลัก

ถาม : ฟังแล้วน่าสนใจมาก อย่างระบบเกียร์หรือระบบส่งกำลังถ้ามองโดยคนทั่วไปน่าจะอยู่ตัวระดับหนึ่ง แต่มองในแง่งานวิจัยอาจเป็นการพัฒนาที่สำคัญ (breakthrough) ทางด้านเทคโนโลยี หรือเป็นการปรับปรุงต่อยอดอะไรใหม่ๆ จุดที่ ดร.ฉัตร ทำเกี่ยวกับอะไรครับ
ตอบ:

ในส่วนของเกียร์มีการพัฒนาที่หลากหลายและมีการพัฒนามาเรื่อยๆ ช่วงที่ผมไปเรียนเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเกียร์ค่อนข้างเยอะ เช่น เรื่องของการพยายามปรับปรุงจำนวนเกียร์ให้สูงขึ้นเพื่อให้รถใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ ระบบเกียร์ที่ผ่านมาในอดีตต้องปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะเห็นว่าแต่ก่อนมี 4 เกียร์ 5 เกียร์ แต่เดี๋ยวนี้กระโดดไปถึง 7 เกียร์ 8 เกียร์ หรือ 9 เกียร์ ในช่วงปี 2000-2015 ที่ผ่านมามีการเพิ่มจำนวนเกียร์มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ในช่วงดังกล่าวยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีเกียร์ชนิดคลัทช์คู่ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก (double clutch transmission)

ถาม : เพื่อตอบโจทย์ประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงาน และอาจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วย นี่เป็นความชำนาญที่ได้เรียนรู้จากเยอรมนีมานะครับ ตอนมาที่เอ็มเทคทำไมถึงสนใจเรื่องรถไฟฟ้า โดยเฉพาะยานยนต์ดัดแปลง เพราะวิศวกรรมยานยนต์มีเรื่องให้ทำได้หลายอย่าง
ตอบ:

โลกของเราอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกกดดันในเรื่องประสิทธิภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (climate change) ที่ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ กรณีนี้ทำให้ระบบและอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องมีการปรับตัวเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ว่าต้องมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามที่กำหนด ซึ่งเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในทางออกของปัญหานี้

ถาม : เท่าที่ทราบ ดร.ฉัตร มีประสบการณ์หลายอย่าง มีเรื่องหนึ่งคือ การที่ยังมีรถสันดาปภายในอยู่จำนวนมาก ก็จะมีคนจำนวนหนึ่งอยากเปลี่ยนรถเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นรถไฟฟ้า การเปลี่ยนแบบนี้ต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง ในแง่ความปลอดภัย ต้นทุนราคา ข้อจำกัดด้านการดัดแปลง หรือลักษณะพื้นฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับยานยนต์
ตอบ:

จริงๆ แล้วการดัดแปลงรถเหมือนเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ยานยนต์ไฟฟ้าเกิดได้เร็วและนำมาใช้ได้เร็วที่สุด ในช่วงระหว่างรอรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (pure electric vehicle) นำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา การดัดแปลงรถไฟฟ้าก็เป็นช่องทางหนึ่งในการทำให้เกิดการใช้งานรถไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว เป็นการช่วยให้รถเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบันหลายล้านคันสามารถใช้งานต่อได้ แต่เมื่อดัดแปลงรถไฟฟ้าแล้วก็จะมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ทั้งในเรื่องเทคนิค ความปลอดภัย และอีกหลายเรื่อง

ถาม : ในการดัดแปลงให้เป็นรถไฟฟ้า ถ้าเอารถมาคันหนึ่ง เราต้องเอาอะไรออกและเอาอะไรใส่เข้าไปแทนบ้างครับ
ตอบ:

หลักๆ คือเครื่องยนต์จะถูกแทนที่ด้วยมอเตอร์ ถังน้ำมัน และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ เช่น เครื่องอัดอากาศ (air compressor) ปั๊มสุญญากาศ (vacuum pump) ที่ต่อพ่วงกับระบบเครื่องยนต์หรือสายพานต้องนำออกไป แล้วเอาระบบใหม่มาเสริมหรือติดตั้งเพิ่ม เช่น มอเตอร์อัดอากาศ (air compressor motor) ที่ทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ปั๊มน้ำไฟฟ้า เป็นต้น แต่แบตเตอรี่ยังคงอยู่เพราะต้องจ่ายไฟให้แก่ภาระ (load) ทางไฟฟ้าอื่นๆ เช่น ไฟหน้า ไฟเบรก ไฟเลี้ยว และวิทยุ

ส่วนประกอบต่างๆ ของรถไฟฟ้าดัดแปลง

ถาม : ถ้าพูดถึงรถไฟฟ้าก็จะมีแบตเตอรี่อย่างน้อย 2 ลูกคือ แบตเตอรี่หลัก ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน ส่วนแบตเตอรี่อีกลูกจะสำหรับส่วนประกอบเพิ่มเติม (accessory) ต่างๆ และยังต้องมีระบบอะไรที่ทำให้รถทำงานได้เหมือนเดิมอีกไหมครับ
ตอบ:

เมื่อเอาระบบใหม่เข้าไปก็ต้องมีการดัดแปลง (modify) ในส่วนของการสื่อสารเพื่อให้รถรู้จักอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพราะเราไม่ได้ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น มันเป็นการดัดแปลงรถ เพราะฉะนั้นสัญญาณเดิมก็ต้องถูกแทนที่เพื่อให้มันไปสั่งงานกับระบบใหม่ หรือติดต่อสื่อสารกับระบบใหม่ที่เราใส่เข้าไปได้

ถาม : ถ้าเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ นอกจากจะเปลี่ยนฮาร์ดแวร์บางส่วนแล้วก็ยังต้องเปลี่ยนซอฟต์แวร์ด้วยเพื่อให้มันเข้ากันได้จะได้สื่อสารกันรู้เรื่อง ผมจินตนาการว่าถ้าเอาถังน้ำมันและเครื่องยนต์ออกไป แล้วเอามอเตอร์และแบตเตอรี่ใหม่ใส่เข้าไปแทน น้ำหนักของรถและจุดศูนย์ถ่วงรถก็ต้องเปลี่ยนไป ในแง่วิศวกรรมคำนึงถึงเรื่องนี้อย่างไร ต้องมีการคำนวณหรือดัดแปลงอย่างไรบ้าง
ตอบ:

ปกติต้องมีการคำนวณก่อนว่าน้ำหนักและจุดศูนย์ถ่วงอยู่ในช่วงค่าที่ยอมรับได้ไหม ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขเชิงเปรียบเทียบว่ารถขนาดนี้ควรมีค่าอยู่ในช่วงไหน เพราะถ้าด้อยกว่าเวลาเปรียบเทียบกับรถรุ่นอื่นๆ ในตลาดที่มีลักษณะคล้ายๆ กันจะดูด้อยกว่า หรือการควบคุมรถก็จะแย่กว่า

รถที่มีการใส่อุปกรณ์อะไรเข้าไปจะต้องดูจุดศูนย์ถ่วงว่าอยู่ตรงไหน และในการออกแบบก็ต้องดูว่าสามารถที่จะใส่ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์เข้าไปในตำแหน่งที่เราคาดหวังได้หรือไม่ด้วย เช่น เราอยากให้กระจายน้ำหนักไปทั้งด้านหน้าและด้านหลังพอๆกัน แต่เราไม่สามารถที่จะวางแบตเตอรี่ไว้ตรงกลางได้ก็จะเป็นข้อจำกัด

ถาม : ถ้าเป็นรถรุ่นเดียวกันพอดัดแปลงตัวต้นแบบตัวที่ 1 ก็สามารถใช้กับรถรุ่นเดียวกันหรือรุ่นที่ใกล้เคียงกันด้วยได้ไหมครับ เพราะลักษณะการใช้พื้นที่ (space) ต่างๆ ตอนที่ออกแบบมาเหมือนกัน
ตอบ:

ใช่ครับ ถ้าเป็นรถรุ่นเดียวกันสามารถทดแทนได้ ถ้าเป็นรถรุ่นที่ใกล้เคียงกันอาจมีการเปลี่ยนแปลงแค่โมเดลย่อยก็สามารถที่จะใช้ร่วมกันได้หรืออาจมีการดัดแปลงเพียงเล็กน้อย

ถาม : จากประสบการณ์ของ ดร.ฉัตร การเปลี่ยนจากรถสันดาปภายในมาเป็นรถไฟฟ้า น้ำหนักของรถเพิ่มขึ้น ลดลง หรือพอๆ กับของเดิม หรือขึ้นกับรถ แบตเตอรี่ หรือมอเตอร์ที่ใส่เข้าไปครับ
ตอบ:

จริงๆ แล้วอยู่ที่ความต้องการในการออกแบบรถของเรา เช่น อยากวิ่งได้ไกลแค่ไหนต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ถ้าอยากวิ่งได้ไกลแบตเตอรี่ก็ต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักที่ตามมาก็จะมากขึ้นด้วย
โดยทั่วไปน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าเดิมเล็กน้อย หรือไม่ต่างกันมากนัก เพราะมีทั้งส่วนที่เอาออกและเอาเข้ามาเพิ่มด้วย โดยเฉพาะเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นน้ำหนักต่อพลังงานก็จะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น น้ำหนักจึงไม่น่าจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่นัก

ถาม : ถ้ามองในแง่มาตรฐานทางวิศวกรรม มีหน่วยงานไหนในประเทศไทยที่ออกประกาศเป็นกฎหมายหรือระเบียบกฎกระทรวงต่างๆ หรือยังครับว่าถ้ามีการดัดแปลงจะต้องผ่านเกณฑ์ เช่น ด้านความปลอดภัย จุดศูนย์ถ่วง หรืออัตราเร่งเริ่มต้นต่างๆ
ตอบ:

จริงๆ แล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พยายามผลักดันมาตรฐานสำหรับรถไฟฟ้าหรือมาตรฐานสำหรับรถไฟฟ้าดัดแปลง แต่หน่วยงานที่ควบคุมการใช้งานรถจริงๆ เช่น กรมการขนส่งทางบก จะมีการออกประกาศกรมการขนส่งทางบกในราชกิจจานุเบกษา เป็นระเบียบสำหรับการใช้งานของรถไฟฟ้าดัดแปลง ซึ่งระเบียบนี้จะมีการกำหนดขนาดกำลังของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า หรือขนาดกำลังของตัวมอเตอร์ที่ต้องใช้ว่าต้องมีขนาดกำลังเท่าไหร่ ซึ่งขึ้นกับขนาดของรถด้วย และอาจมีการกำหนดการใช้งาน เช่น การทำความเร็วสูงสุด การวิ่งที่ความเร็วสูงต่อเนื่อง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น รถยนต์นั่งไฟฟ้าทั่วไปต้องทำความเร็วไม่น้อยกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 30 นาที เป็นต้น ซึ่งเป็นการจำลองว่ารถที่วิ่งความเร็วสูงๆ มีภาระเยอะ สามารถวิ่งได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที

ในส่วนนี้เป็นการดูว่ารถมีสมรรถนะ มีความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ (reliability) ในการใช้งาน ที่เราทดสอบมาพบว่ามีรถทดสอบบางคันที่วิ่งความเร็วสูงแล้วมีปัญหา เช่น มีความร้อนเกิดขึ้น ส่วนการกำหนดกำลังของมอเตอร์ หรือระบบขับเคลื่อนเพื่อดูว่าเมื่อเอารถไปใช้บนท้องถนนแล้วจะไม่เป็นอุปสรรคแก่ผู้ใช้รถและถนนอื่นๆ เพราะรถมีกำลังต่ำไป อย่างตอนขึ้นเนิน ถ้าไม่ได้คำนวณตรงนี้ แล้วรถมีกำลังไม่พอก็จะทำให้รถขึ้นเนินไม่ได้ หรือไหลมาชนรถข้างหลัง หรือเวลาเร่งแซงไม่ขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายได้

ถาม : แสดงว่าเป็นกฎหมายแล้ว ถ้าใครไปดัดแปลงรถและจะให้ถูกกฎหมายก็ต้องผ่านเกณฑ์ทางเทคนิคเหล่านี้ ต้องยื่นจดทะเบียน หรือแจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช่ไหมครับ
ตอบ:

ใช่ครับ ต้องเอาผลการทดสอบนี้ไปยื่นตอนไปขอแก้ไขจดทะเบียนดัดแปลงรถยนต์ว่ารถยนต์ของเราเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นรถไฟฟ้า ซึ่งอาจดูในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องของการออกแบบ ผู้ที่ไปดัดแปลงต้องเขียนหรืออธิบายว่ามีการดัดแปลงรถ มีโครงสร้างที่มีความปลอดภัย มีการกระจายน้ำหนัก กระจายแรงเบรกที่ปลอดภัยประกอบกันตอนไปยื่นจดทะเบียน

ถาม : งานวิจัยของ ดร.ฉัตรที่เข้าไปช่วยในส่วนนี้อยู่ในแง่มุมไหน ช่วยขยายความครับ
ตอบ:

ตอนนี้เราทำโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงด้วย เพราะว่าในส่วนข้อกำหนดที่กรมการขนส่งทางบกร่างขึ้นมาเหมือนจะเป็นความต้องการขั้นต่ำ แต่ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังไม่มั่นใจ และบริษัทเองก็อยากเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผลิตภัณฑ์รถดัดแปลงของเขาก็อยากให้มีการทดสอบเพิ่มเติมให้ครอบคลุม เพื่อให้รถไฟฟ้าดัดแปลงมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เราจะมีรายละเอียดในการทดสอบที่เหมาะสมโดยทีมวิจัยทำหน้าที่ให้คำปรึกษา

การทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง

ถาม : ถ้ารถคันหนึ่งถูกดัดแปลงมาจะต้องแปะสติ๊กเกอร์ หรือติดสัญลักษณ์อะไรเพื่อให้คนดูออกไหมครับ คล้ายกรณีของรถติดแก๊ส หรือว่าไม่จำเป็นเพราะถือว่าเทียบเท่ากับรถสันดาปภายใน
ตอบ:

ปกติแล้วจะมีในส่วนของมาตรฐานความปลอดภัยหรือข้อปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยที่ต้องคำนึงถึง เช่น ที่ฝาถัง หรือจุดชาร์จไฟ ก็จะมีสัญลักษณ์หรือสติ๊กเกอร์ติดว่าตรงนี้สำหรับชาร์จไฟฟ้า หรือเตือนว่าเป็นไฟแรงดันสูง

นอกจากนี้อาจมีส่วนของการออกแบบระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้งานรถไฟฟ้าดัดแปลงที่ความเร็วต่ำจะไม่มีเสียงเครื่องยนต์ เพราะฉะนั้นในเรื่องของความปลอดภัยควรต้องมีเสียงเตือน หรือทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างรู้ว่ามีรถขับเคลื่อนอยู่เพื่อให้ระวัง ดังนั้น จึงมีการพัฒนาส่วนที่สร้างเสียงเลียนแบบเครื่องยนต์ขึ้นมาซึ่งก็จะมีอีกมาตรฐานหนึ่ง

ถาม : ในแง่ของความปลอดภัยมีมุมอื่นที่เป็นเชิงเทคนิคที่วิศวกรยานยนต์ต้องคำนึงถึงไหมครับ
ตอบ:

ยังมีอีกหลายแง่มุม ในส่วนของรถไฟฟ้าจะเป็นระบบไฟที่มีแรงดันค่อนข้างสูง ดังนั้นควรมีความปลอดภัยทางด้านไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เรื่องไฟฟ้าช็อต (electric shock) ไฟรั่ว การออกแบบจึงต้องมีการป้องกันไม่ให้เข้าถึงได้

การป้องกันมี 2 แบบ คือ 1) การป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งาน ผู้ขับขี่ หรือวิศวกรที่ซ่อมบำรุงสัมผัสโดยตรง (direct contact) กับระบบไฟฟ้าแรงดันสูงได้ง่าย จะมีมาตรฐานว่าที่จุดนี้จะไม่สามารถแหย่นิ้วหรืออะไรเข้าไปจนถึงจุดที่มีไฟ 2) การป้องกันแบบทางอ้อม (indirect contact) ควรจะมีฟิวส์ (fuse) เพื่อเวลาที่ระบบไฟฟ้ามีปัญหาในช่วงที่วิศวกรกำลังซ่อมบำรุง ฟิวส์ก็จะตัดไฟ

นี่ก็เป็นความปลอดภัยของรถไฟฟ้าดัดแปลงและรถไฟฟ้าทั่วไปที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องการใช้งาน การป้องกันไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะผู้ขับขี่หรือคนนั่ง แต่รวมถึงตอนซ่อมบำรุงด้วย ซึ่งคนเหล่านี้ก็ต้องได้รับการฝึกฝนอบรมในการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าหรือรถยนต์ที่มีแรงดันไฟฟ้าสูงๆ ให้มีความปลอดภัยด้วย

ถาม : นี่เป็นเรื่องที่รถเครื่องยนต์สันดาปภายในไม่มีใช่ไหมครับ หรือมีแต่น้อยมาก
ตอบ:

ถ้าเป็นเรื่องของระบบไฟฟ้าในรถเครื่องยนต์สันดาปจะมีน้อยกว่ารถไฟฟ้า เนื่องจากเป็นระบบไฟฟ้าแรงดันสูง

ถาม : ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (pacemaker) ถ้านั่งในรถไฟฟ้าจะมีประเด็นนี้ไหมครับ
ตอบ:

ครับจะมีประเด็นที่อุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่ในร่างกายมีผลจากสนามแม่เหล็กอยู่ด้วย ในรถไฟฟ้าจะมีมอเตอร์บางชนิดที่ใช้แม่เหล็กถาวร เมื่อเวลาไปทำงานใกล้ๆ ก็จะมีผลกระทบจากสนามแม่เหล็กมาเกี่ยวข้อง วิศวกรต้องออกแบบระบบมาป้องกันสนามแม่เหล็กพวกนี้เพื่อไม่ให้รบกวนผู้ใช้หรือใครก็ตามที่อาจมีประเด็นพวกนี้อยู่

ถาม : น้ำกับไฟปกติไม่ค่อยเข้ากัน ถ้าถนนบางพื้นที่มีน้ำรอระบายอยู่แล้วรถไฟฟ้าวิ่งจะมีประเด็นถูกไฟฟ้าดูดในรถไหมครับ
ตอบ:

น้ำก็เป็นประเด็นที่ต้องคำนึงถึงเหมือนกันในส่วนของการออกแบบของชิ้นส่วนหลังการประกอบแล้ว ปกติชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น มอเตอร์ แบตเตอรี่ ต้องมีการทดสอบในส่วนขององค์ประกอบ (component) เหล่านั้นแยกต่างหากอยู่แล้วว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นสามารถกันน้ำ กันฝุ่น เป็น IP เท่าไหร่

IP หรือ International Protection เป็นมาตรฐานกันน้ำ กันฝุ่น ประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัว ตัวเลขหน้าเป็นการป้องกันฝุ่น หรือของแข็ง ส่วนตัวเลขหลังเป็นเรื่องของของเหลวหรือน้ำว่ามีระดับการป้องกันที่เท่าไหร่ ยิ่งตัวเลขมาก ยิ่งมีระดับการป้องกันที่ดีขึ้น เมื่อโดนน้ำกระเซ็นหรือจมน้ำจะไม่เกิดความเสียหาย เช่น แบตเตอรี่ไม่ช็อต

พอหลังจากประกอบเป็นรถทั้งคันแล้วก็ควรมีการทดสอบซ้ำว่ารถคันนั้นสามารถที่จะป้องกันการขับขี่ผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขังได้ไหม ซึ่งประเทศเรามีน้ำท่วมขังค่อนข้างบ่อยและค่อนข้างสูงด้วย เราก็ต้องคำนึงถึงด้วยสำหรับรถที่จะจำหน่ายในประเทศ

สนามทดสอบจำลองน้ำท่วมขังที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี

ปัจจุบันทีมวิจัยมีการสร้างบ่อหรือพื้นที่สำหรับจำลองน้ำท่วมขัง เพื่อใช้ทดสอบกรณีขับขี่รถไฟฟ้าวิ่งผ่านลุยน้ำบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ตอนนี้เราร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี ซึ่งเอื้อเฟื้อสถานที่ในการสร้างสนามทดสอบ ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันมีโครงการทดสอบรถไฟฟ้าดัดแปลงที่เป็นรถโดยสาร หลังจากรถเรียบร้อยก็จะนำไปทดสอบเพื่อดูว่ารถสามารถที่จะผ่านการทดสอบกรณีน้ำท่วมขังได้หรือไม่

ถาม : ถ้าผ่านก็จะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้
ตอบ:

ใช่ครับ เพราะมักจะมีข่าวเสมอว่าเวลารถลุยน้ำแล้วมีปัญหา อย่างประเทศจีนเคยมีข่าวว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่ รถไฟฟ้าจอดไว้เฉยๆ พอน้ำท่วมอย่างรวดเร็วไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ทันก็อาจทำให้รถเกิดอุบัติเหตุได้ อย่างในข่าวคือมีไฟลุก

ถาม : รถเก๋งคันหนึ่งปกติราคา 800,000-1,000,000 บาท ถ้าถูกดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้าต้นทุนประมาณเท่าไหร่ครับ
ตอบ:

ขึ้นกับประเภทของรถมากกว่าครับว่ารถคันนั้นจัดอยู่ในประเภท (segment) ไหน เพราะขนาดของรถจะสัมพันธ์กับขนาดมอเตอร์

ถาม : ระหว่างมอเตอร์กับแบตเตอรี่อะไรแพงกว่ากันครับ
ตอบ:

ณ ปัจจุบันแบตเตอรี่จะแพงกว่าครับ พอพูดถึงแบตเตอรี่ก็ต้องดูที่ความต้องการของเราว่าอยากได้ระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้งไกลแค่ไหน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการออกแบบน้ำหนักแบตเตอรี่ที่ใช้และกระทบต่อราคาด้วย

ถาม : มอเตอร์อาจเป็นตัวที่ราคาคงที่ (fixed cost) แต่แบตเตอรี่อาจจะแล้วแต่ว่าต้องการใช้งานมากแค่ไหน ราคาอาจไม่ระบุชัด ถ้าใครสนใจอาจลองค้นหาราคาซึ่งคงหลักหลายแสนบาท
ตอบ:

ใช่ครับ ในการดัดแปลงรถจะราคาหลายแสนบาท

ถาม : อนาคตอันใกล้ มีงานวิจัยที่เพิ่งเริ่มทำหรือเรื่องใหม่ๆ ไหมครับนอกจากรถไฟฟ้าดัดแปลงที่กำลังทำอยู่นี้
ตอบ:

ที่วางแผนไว้จะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์อัตโนมัติ หรือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (advanced driver assistance systems) เช่น ระบบการขับขี่อัตโนมัติ ระบบเบรกอัตโนมัติ หรือระบบช่วยควบคุมการทรงตัว ระบบการเปลี่ยนเลน ซึ่งเป็นส่วนที่อยากทำแต่เน้นเรื่องของการทดสอบ ระบบพวกนี้เวลาที่พัฒนาขึ้นมาจะต้องมีการทดสอบว่าทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ไหม

การทดสอบระบบการเปลี่ยนเลน

อีกส่วนคือระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (active safety) ต่างๆ เช่น ระบบตรวจจับความล้าของผู้ขับขี่ โดยใช้ภาพ (image) หรือเซ็นเซอร์ (sensor) อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และประเมินสภาพของผู้ขับขี่ว่ามีอาการเหนื่อยล้าไหม และมีการเตือนผู้ขับขี่ ซึ่งก็จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการหลับในได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการขับขี่ที่ต้องขับไกลๆ นานๆ เช่น รถโดยสาร และรถบรรทุกครับ

ถ้างานส่วนนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้นจะขอเชิญมาให้ข้อมูลความก้าวหน้าอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ต้องขอขอบคุณ ดร.ฉัตรชัยเป็นอย่างสูงที่ให้เกียรติมาให้ข้อมูลในฐานะวิศวกรที่คร่ำวอดในวงการยานยนต์ ซึ่งปัจจุบันโลกกำลังมุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และ ดร.ฉัตรมีความชำนาญมากเป็นพิเศษในหลายเรื่อง แต่ที่คุยวันนี้จะเป็นเรื่องความปลอดภัยและการทดสอบต่างๆ ในการดัดแปลงรถไฟฟ้า

ผู้ที่สนใจรายการนี้ในรูปแบบพอดแคสต์ (podcast) สามารถรับฟังได้ที่

The post ความปลอดภัยในยานยนต์ไฟฟ้า การแปลงสภาพจากรถใช้น้ำมันสู่รถใช้ไฟฟ้า appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>