Techno update Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/techno-update/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 15 Jun 2026 01:04:18 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico Techno update Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/techno-update/ 32 32 ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT https://www.mtec.or.th/biochar-furnace-iot/ Mon, 08 Jun 2026 05:05:21 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45752 ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเศษชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

The post ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเศษชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย เอ็มเทคทำงานร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในการพัฒนาเทคโนโลยี IoT Box เพื่อบันทึกพารามิเตอร์และอุณหภูมิในระหว่างกระบวนการเผาไหม้ตามมาตรฐานสากล

จุดสำคัญคือ การรักษาอุณหภูมิให้สูงกว่า 350°C ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง และสร้างโพรไฟล์อุณหภูมิที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากข้อมูลดิจิทัลดังกล่าวเป็นหัวใจสำหรับการตรวจสอบคุณภาพและการขอรับรองคาร์บอนเครดิต เปลี่ยนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นรายได้เสริมสำหรับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

งานวิจัยนี้ยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์พัฒน์ แอนด์ ฐีรวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง โดย “ช่างโต้ง” ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเตาเผาถ่าน ได้มีการนำระบบ IoT Box ไปบูรณาการเข้ากับเตาผลิตของบริษัทฯ เพื่อทดลองใช้งานในระดับชุมชน ครอบคลุมการทดสอบชีวมวลหลายอย่าง เช่น ไม้ไผ่ ฟางข้าว และใบอ้อย  

ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้ทีมวิจัยได้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้งาน เพื่อนำไปพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานจริงได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งจะจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน”บริษัท เพชรลดา ไบโอชาร์ ฟาร์มสเตย์ อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี โดยช่างโต้ง เพื่อเป็นพื้นที่สาธิตและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการผลิตไบโอชาร์คุณภาพสูงให้แก่เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ

ในเชิงนโยบาย เอ็มเทคได้ลงนาม MOU กับกรมวิชาการเกษตร เพื่อบูรณาการวัสดุศาสตร์เข้ากับงานวิจัยเกษตร โดยเตรียมพัฒนา “ต้นแบบเตาผลิตไบโอชาร์ระดับชุมชน” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับทดลองจนถึงเชิงพาณิชย์ มุ่งสร้างมาตรฐานการแปรรูปชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรและการจัดการคาร์บอนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ มีการนำความร้อนเหลือทิ้งของเตาเผามาใช้กับตู้อบเพื่อลดความชื้นชีวมวล ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านระบบสครับเบอร์แบบเปียก (wet scrubber) สำหรับดักจับฝุ่นและมลพิษอีกด้วย

เอ็มเทค และช่างโต้ง พร้อมเครือข่ายพันธมิตร มีแผนขยายผลสู่เตาขนาดใหญ่และพัฒนาระบบนำความร้อนไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่หลากหลาย และจะเผยแพร่องค์ความรู้ระบบเตาสู่สาธารณะเพื่อกระจายเทคโนโลยีสู่ชุมชนทั่วประเทศ โดยจะเปิดรับแนวทาง เทคโนโลยี และมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากและรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณกิตติคุณ ประเสริฐกาญจน์ นักวิจัย
ทีมวิจัยระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทางวัสดุ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4703
อีเมล: kittikp@mtec.or.th

คุณเพชร ชัยกมล (ช่างโต้ง)
ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์พัฒน์ แอนด์ ฐีรวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง
สถานที่ผลิตและจำหน่ายเตาอบถ่านคุณภาพสูง
บริษัท เพชรลดา ไบโอชาร์ ฟาร์มสเตย์ จำกัด
ศูนย์วิจัยไบโอชาร์และนวัตกรรม บีซีจี ไพโร เทค อุดรธานี
โทรศัพท์: 094 818 1195 , 062 874 8855

The post ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
EV Microbus นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม https://www.mtec.or.th/ev-microbus/ Mon, 08 Jun 2026 04:43:09 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45739 ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจในจังหวัดระยอง การยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

The post EV Microbus นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

พลิกโฉมการเดินทางในเขตเมืองด้วย EV Microbus: นวัตกรรมขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจในจังหวัดระยอง การยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์ทั้งในด้านความปลอดภัย  ความสะดวกสบาย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน EEC หรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน

จากโจทย์ที่ต้องการ Rethink ระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองที่เชื่อมต่อกับ EEC ทีมงานของ สวทช. ซึ่งประกอบด้วยทีมวิจัยของเอ็มเทค (MTEC) เอ็นเทค (ENTEC) และเนคเทค (NECTEC) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ได้ริเริ่มโครงการพัฒนารถไฟฟ้าประเภทไมโครบัส (EV Microbus) ซึ่งครอบคลุมการออกแบบโครงสร้างและระบบนิเวศการเดินทางเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตัวรถมี 12–14 ที่นั่ง และมีขนาดเหมาะสมกับการสัญจรในเขตเมืองและตรอกซอย ทั้งยังผสานแนวคิด Universal Design ในห้องโดยสารแบบ walk-in cabin ที่มีเพดานสูงพอ เพื่อให้ผู้โดยสารเดินตัวตรงเข้าสู่ที่นั่งแบบหันหน้าไปทางเดียวกันได้โดยไม่ต้องก้ม แต่ละที่นั่งมีเข็มขัดนิรภัย ลักษณะเช่นนี้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้มีสัมภาระ

ด้านความปลอดภัย ทีมวิจัยได้นำโครงสร้างแบบ Space Frame มาประยุกต์เพื่อสร้าง ‘กล่องนิรภัย’ (survival box) โอบล้อมห้องโดยสาร โครงสร้างจึงมีความแข็งแรงและปลอดภัยสูงกว่ารถโดยสารดัดแปลงทั่วไป รวมทั้งยังยึดชุดแพคแบตเตอรี่ให้รองรับมาตรฐาน R100

ทั้งนี้ยังได้ลดน้ำหนักโดยรวมของตัวรถ โดยใช้การจำลองและวิเคราะห์ความแข็งแรงโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบทางวิศวกรรม (CAE) ควบคู่กับการทดสอบเชิงกลสำหรับวัสดุโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ปลอดภัยของผู้โดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

โครงการยังสร้างระบบนิเวศสีเขียวที่ครบวงจรภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) โดยตั้งเป้าการลดคาร์บอนไดออกไซด์สะสมมากกว่า 20,000 tCO2eq ตลอดระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี พร้อมร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในการประเมินลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ข้อมูลจาก CME Data box ของ สวทช. ซึ่งติดตั้งในรถเพื่อคำนวณการประหยัดพลังงานและการลดไอเสีย

การจัดการแบตเตอรี่จะดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมาพัฒนาเป็นระบบกักเก็บพลังงานสำหรับสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้รถสามารถวิ่งได้ 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรองรับระบบ DC Fast Charge ที่ใช้เวลาเพียง 30 นาที

โครงการยังมีเป้าหมายในการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 50% เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตของไทยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

โครงการ EV Microbus เป็นต้นแบบหนึ่งในการปฏิรูประบบขนส่งของประเทศ ซึ่งบูรณาการองค์ความรู้เชิงลึกทั้งด้านวิศวกรรมการออกแบบ การวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ขั้นสูง และการทดสอบมาตรฐาน เข้ากับความใส่ใจในคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบขนส่งสาธารณะไทยที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สนใจติดต่อ
คุณปิยพงศ์ เปรมวรานนท์ วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยวิศวกรรมน้ำหนักเบา กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ

โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4384
อีเมล: piyapp@mtec.or.th
https://www.mtec.or.th/edc-research-group-lwe-team/

The post EV Microbus นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Thai Biochar Database คลังข้อมูลอัจฉริยะ เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรสู่ ‘คาร์บอนเครดิต’ https://www.mtec.or.th/thai-biochar-database/ Fri, 05 Jun 2026 08:23:32 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45696 ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่เป็นต้นตอของการเผาในที่โล่ง

The post Thai Biochar Database คลังข้อมูลอัจฉริยะ เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรสู่ ‘คาร์บอนเครดิต’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Thai Biochar Database คลังข้อมูลอัจฉริยะ เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรสู่ ‘คาร์บอนเครดิต’

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่เป็นต้นตอของการเผาในที่โล่ง แต่ปัญหานี้มีโอกาสทางเศรษฐกิจซ่อนอยู่ เนื่องจากเราสามารถเปลี่ยน “ขยะเกษตร” ให้กลายเป็น “ไบโอชาร์”

ไบโอชาร์ (biochar) หรือ ถ่านชีวภาพ เป็นวัสดุที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก ผลิตโดยกระบวนการย่อยสลายด้วยความร้อนภายใต้สภาวะจำกัดออกซิเจน (pyrolysis) ที่อุณหภูมิสูงกว่า 350 องศาเซลเซียส สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่น ฟื้นฟูดิน และกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ข้อมูลด้านสมบัติทางเคมีและกายภาพของไบโอชาร์ที่ผลิตจากวัตถุดิบและสภาวะการผลิตที่แตกต่างกันยังขาดการรวบรวมอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การจำแนกและการเลือกใช้ไบโอชาร์ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์เฉพาะด้านยังคงจำกัด

Thai Biochar Database (https://thaibiochar.net) คือ ฐานข้อมูลกลางด้านไบโอชาร์ของประเทศไทย พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC – เอ็มเทค) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC – เนคเทค) สวทช. เพื่อรวบรวมข้อมูลในระบบนิเวศน์ด้านไบโอชาร์ (Biochar-Eco system) ตั้งแต่ประเภทของชีวมวล กระบวนการผลิต รูปแบบเตาเผา  สมบัติทางกายภาพและทางเคมี รวมถึงผลการทดสอบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการใช้งาน

ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้งาน เกษตรกร และผู้ประกอบการทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร สามารถเปรียบเทียบคุณภาพของไบโอชาร์จากวัตถุดิบแต่ละชนิดและเลือกใช้ได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

ไฮไลต์สำคัญซึ่งเป็นหัวใจของระบบคือ Biochar Map ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลศักยภาพของไบโอชาร์ในแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมเศษชีวมวลจากพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และยางพารา

Biochar Map ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรตั้งแต่ระดับชุมชนฐานราก ไปจนถึงการวางแผนนโยบายระดับจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนการกักเก็บคาร์บอนด้วยไบโอชาร์ในระดับประเทศ โดยระบบสามารถคำนวณปริมาณชีวมวล ผลผลิตไบโอชาร์ และศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน โดยผู้ใช้สามารถเจาะลึกข้อมูลแยกตามรายพืช หรือตามขอบเขตรายตำบล อำเภอ และจังหวัดได้ทันที

ในอนาคตจะมีการสร้างระบบจับคู่เชิงพื้นที่ที่บูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลคุณภาพดินของประเทศเพื่อเชื่อมโยงอุปทาน (แหล่งผลิตชีวมวล) และอุปสงค์ (พื้นที่เป้าหมายที่ต้องการปรับปรุงดิน) เข้าด้วยกัน นับเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโซ่อุปทานไบโอชาร์ และขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

ฐานข้อมูลไบโอชาร์ไทย (https://thaibiochar.net) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้งานไบโอชาร์ของประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมในทุกภาคส่วน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการพัฒนากลไกการกักเก็บคาร์บอนอย่างยั่งยืน

สนใจติดต่อ
ดร.อรอุมา สันตวิธี
ทีมวิจัยสารอันตรายจากวัสดุ กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม

โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4377
อีเมล: onumas@mtec.or.th

The post Thai Biochar Database คลังข้อมูลอัจฉริยะ เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรสู่ ‘คาร์บอนเครดิต’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง https://www.mtec.or.th/activefoam/ Fri, 22 May 2026 07:35:51 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45346 การส่งออกผลไม้ไทยเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามประการหนึ่งคือความเสียหายระหว่างการขนส่ง

The post นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การส่งออกผลไม้ไทยเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามประการหนึ่งคือความเสียหายระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะผลไม้ยอดนิยมอย่าง กล้วยหอมทอง มะม่วงน้ำดอกไม้ และมะละกอฮาวาย

แรงกระแทกจากการขนส่งและการเก็บรักษาที่ไม่ดีพอ ส่งผลให้ผลผลิตเกิดรอยช้ำและการสุกอย่างรวดเร็ว ผลไม้จึงเน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าโดยตรงและยังบั่นทอนความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ผลไม้ไทยในระดับสากล ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการใช้โฟมตาข่ายพอลิเอทิลีนห่อหุ้มผลไม้เพื่อลดความเสียหายจากแรงกระแทกระหว่างการขนส่ง

ทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีพอลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้พัฒนานวัตกรรมโฟมตาข่ายเสริมฟังก์ชันแบบ 2 in 1 คือ กันกระแทกพร้อมยืดอายุ ทำให้ผลไม้สดใหม่ได้นานกว่า ผลงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และบริษัท พศวีย์ (1999) จำกัด (เกษบ้านโฟม) นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้การสนับสนุนเครื่องจักรสำหรับทดลองผลิตโฟมตาข่ายในระดับอุตสาหกรรมอีกด้วย

ทีมวิจัยใช้องค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ในการคัดเลือกสารตัวเติมต้นทุนต่ำซึ่งทำจากชีวมวลเหลือทิ้งผสมกับเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีน เพื่อใช้ขึ้นรูปเป็นโฟมตาข่ายที่มีคุณสมบัติการรับแรงกระแทกได้ดี ช่วยลดความเสียหาย คงคุณภาพของผลไม้ และการชะลอการสุก โดยสีเปลือกผลไม้ยังคงสดใส และสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นาน 10–15 วัน ที่อุณหภูมิ 25±1 องศาเซลเซียส ภายใต้ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 65

โฟมตาข่ายจากงานวิจัยนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูงและทนทานต่อการฉีกขาด เหมาะสำหรับผลไม้ขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ทั้งนี้ระยะเวลาการเก็บรักษาอาจแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดของผลไม้ กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงสภาวะการเก็บรักษาและการขนส่ง แนวทางนี้ตอบโจทย์การออกแบบบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่และสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

นวัตกรรมนี้เปิดทางเลือกใหม่ให้ผู้ส่งออกสามารถปรับรูปแบบการขนส่งจากทางอากาศไปสู่ทางเรือหรือทางบก ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ขณะเดียวกันยังช่วยยืดอายุและคงคุณภาพของผลไม้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค ซึ่งจะนำไปสู่การลดการสูญเสียและขยะอาหารได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทีมวิจัยมีแผนต่อยอดการพัฒนาสูตรวัสดุให้เหมาะกับผลไม้หลากหลายชนิด และขยายขอบเขตการใช้งานเป็นแผ่นโฟมสำหรับวางรองด้านบนและด้านล่างของกล่องบรรจุภัณฑ์ ร่วมกับการใช้โฟมตาข่ายห่อผลไม้ และการพัฒนาถุงโฟมห่อกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก รองรับแนวโน้มบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทยในระยะยาว

สนใจติดต่อ
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม https://www.mtec.or.th/enpat/ Mon, 11 May 2026 04:53:30 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45075 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาปิโตรเลียมโลกผันผวนอย่างหนัก

The post จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาปิโตรเลียมโลกผันผวนอย่างหนัก ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญที่ไม่ใช่เพียงการจัดหาพลังงานราคาถูก แต่คือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การลดการพึ่งพาการนำเข้า และการยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ

อุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตได้เกือบครบทั้งห่วงโซ่ ยกเว้นเพียงน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชนิดน้ำมันแร่ (mineral oil) ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ด้วยปริมาณการใช้มากถึงประมาณ 30 ล้านลิตรต่อปี ความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ และตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยควบคู่กันไป

ด้วยบทบาทของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ในการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุและกระบวนการผลิตในระดับวิศวกรรม ทีมวิจัย MTEC ได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาคผู้ผลิต ผู้ใช้งาน หน่วยงานด้านนโยบายและมาตรฐาน ขับเคลื่อนการพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย (EnPAT) อย่างครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน การพัฒนากระบวนการผลิต ไปจนถึงการทดสอบใช้งานจริงในระบบไฟฟ้า

EnPAT เป็นนวัตกรรมที่สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างเทคโนโลยีของตนเอง โดยมีคุณสมบัติเด่นด้านความปลอดภัย ด้วยอุณหภูมิจุดติดไฟสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส ช่วยลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในหม้อแปลงไฟฟ้า อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ลดค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาในระยะยาว ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ

หัวใจสำคัญที่ทำให้งานวิจัย EnPAT ก้าวข้ามจาก “ความสำเร็จในห้องปฏิบัติการ” ไปสู่ “การใช้งานจริง” คือบทบาทของ ดร.สิทธิกร ลาภาพงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณและทีมงาน MTEC ดร.สิทธิกร ได้นำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมกระบวนการผลิต (process engineering) มาใช้ในการออกแบบ พัฒนา และควบคุมระบบการผลิต EnPAT ให้สามารถขยายกำลังการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับโรงประลอง (pilot scale) ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันสามารถผลิต EnPAT ได้ที่ระดับประมาณ 300 ลิตรต่อครั้ง ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการนำร่องใช้งานในหม้อแปลงไฟฟ้าจริง

การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนการนำร่องใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานในระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ ดร.สิทธิกรเน้นย้ำว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้างของงานวิจัยไทยในปัจจุบัน คือช่องว่างระหว่างห้องปฏิบัติการกับระดับอุตสาหกรรม MTEC จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปผลิตและใช้งานได้จริง EnPAT เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมมาแปลงผลงานวิจัยให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม” ปัจจุบัน ทีมวิจัย MTEC ได้พัฒนาระบบการผลิต EnPAT ในระดับโรงประลองที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับการใช้งานกับหม้อแปลงไฟฟ้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหม้อแปลงไฟฟ้าใหม่ การเติมในหม้อแปลงไฟฟ้าเดิม หม้อแปลงเครื่องมือวัด รวมถึงหม้อแปลงสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ และยังมีความพร้อมในการต่อยอดขยายกำลังการผลิตสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ในอนาคต

นอกจากนี้ หม้อแปลงไฟฟ้าที่บรรจุ EnPAT ได้รับการติดตั้งใช้งานจริงแล้วจำนวน 10 จุด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ภายใต้การดำเนินงานร่วมกับ กฟน. และกฟภ. ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึง สมรรถนะ ความปลอดภัย และความเชื่อถือได้ของ EnPAT ในสภาพการใช้งานจริง และเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันความพร้อมของเทคโนโลยีสำหรับการนำไปใช้ในระดับเชิงพาณิชย์ต่อไป

นอกจากมิติด้านพลังงานและความปลอดภัยแล้ว EnPAT ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย โดยสามารถเปลี่ยนน้ำมันปาล์มส่วนเกินให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมโอลิโอเคมี (Oleochemicals) ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร ลดการขาดดุลการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

ผลงาน EnPAT จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมด้านวัสดุหรือพลังงาน แต่เป็นตัวอย่างของบทบาท MTEC ในการเชื่อมโยงงานวิจัย วิศวกรรม และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างให้กับประเทศ และเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ ปลอดภัย พึ่งพาตนเองได้ และพร้อมใช้งานจริง

สนใจติดต่อ
ดร.สิทธิกร ลาภาพงศ์
ทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4322
อีเมล: sittikol@mtec.or.th

The post จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว https://www.mtec.or.th/mci/ Tue, 05 May 2026 01:49:29 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44895 ดัชนีความหมุนเวียนของวัสดุ (Material Circularity Indicator) หรือ MCI เป็นเครื่องมือสำคัญที่เปรียบเสมือน 'ไม้บรรทัด' ใช้วัดระดับความรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทรัพยากรถูกขุดขึ้นมาใช้

The post MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ดัชนีความหมุนเวียนของวัสดุ (Material Circularity Indicator) หรือ MCI เป็นเครื่องมือสำคัญที่เปรียบเสมือน ‘ไม้บรรทัด’ ใช้วัดระดับความรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทรัพยากรถูกขุดขึ้นมาใช้ จนถึงวันที่วัสดุหรือสินค้าหนึ่งๆ กลายเป็นขยะ ดัชนี MCI บ่งบอกว่าทรัพยากรมีการ ‘หมุนเวียน’  ได้คุ้มค่าเพียงใด หรือเป็นเพียงแค่การผลิต-ใช้-ทิ้ง

MCI วัดผลผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) ปริมาณการใช้วัตถุดิบใหม่ (2) สัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล/วัตถุดิบใช้ซ้ำ/วัตถุดิบทางชีวภาพจากการผลิตที่ยั่งยืน (3) ปริมาณของเสียทั้งหมดที่เข้าสู่หลุมฝังกลบ (4) อายุการใช้งาน ค่าคะแนนจะแสดงเป็นตัวเลข 0 ถึง 1 โดยตัวเลขที่สูงบ่งบอกถึงความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง

เพื่อเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2570 ตามหมุดหมายที่ 10 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 เอ็มเทค โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) จึงเร่งขับเคลื่อนภารกิจในฐานะกลไกหลักด้านข้อมูล (data provider) เพื่อกำหนดดัชนีชี้วัดความยั่งยืนของประเทศ

ด้วยตระหนักว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นทั้งรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและฟันเฟืองของภาคเศรษฐกิจทุกส่วน และสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้สูงหากขาดการจัดการที่เหมาะสม TIIS จึงร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนไทยพัฒนา MCI ผ่านการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ประกอบการในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง 12 ประเภทหลักอย่างต่อเนื่อง และเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์

ผลการดำเนินงานในปี 2567 พบว่า ค่าเฉลี่ย MCI ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทยอยู่ที่ 0.32 โดยมีกลุ่มโลหะโครงสร้างเป็นกลุ่มโดดเด่นที่สุดด้วยค่าดัชนีสูงถึง 0.74 ขณะที่วัสดุกลุ่มกระเบื้องปูพื้นและท่อพลาสติกพีวีซี มีค่าดัชนี 0.11 จึงนับเป็นโจทย์ใหญ่ที่สะท้อนถึงโอกาสและความท้าทายในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการทรัพยากรของไทยให้ก้าวสู่ความเป็นวงจรหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ

การนำ MCI มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดสำคัญในเวทีโลก เพราะ MCI เป็นหนี่งในเงื่อนไขระดับสากลและเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยลดการเกิดขยะจากภาคอุตสาหกรรม แรงกดดันที่ชัดเจนมาจากกฎระเบียบ ESPR ของสหภาพยุโรปที่บังคับใช้ Digital Product Passport ในการตรวจสอบความทนทานและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลอย่างเข้มงวด

ในอนาคตอันใกล้ เกณฑ์การวัดผลจะขยายครอบคลุมไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น พลาสติก และส่งแรงกระเพื่อมไปยังภาคการเกษตรและอาหาร ผ่านกฎระเบียบด้านความยั่งยืนอื่นๆ ของโลก

เอ็มเทคพร้อมเป็นพันธมิตรเพื่อประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สนใจติดต่อ
คุณทัศนีย์วรรณ ชมอินทร์
ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส
ทีมวิจัยเศรษฐกิจหมุนเวียนและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบูรณาการเพื่อการฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4776

The post MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์ https://www.mtec.or.th/modern-manu-3d/ Fri, 03 Apr 2026 07:11:27 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44334 วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่ยังสั่นสะเทือนห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะการพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มากเกินไป ย่อมเสี่ยงต่อการผลิตที่จะหยุดชะงักลงหากเส้นทางการค้าถูกตัดขาด

The post เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่ยังสั่นสะเทือนห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะการพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มากเกินไป ย่อมเสี่ยงต่อการผลิตที่จะหยุดชะงักลงหากเส้นทางการค้าถูกตัดขาด

ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์วิกฤตสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และยังเป็นช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การใช้ทรัพยากรมีความคุ้มค่าสูงสุด

เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนานวัตกรรมเส้นฟิลาเมนต์โลหะสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติ โดยนำองค์ความรู้จากกระบวนการฉีดขึ้นรูปโลหะ (MIM) มาใช้ในการผสานผงโลหะสมรรถนะสูงเข้ากับโพลิเมอร์ ทำให้สามารถใช้ฟิลาเมนต์กับเครื่องพิมพ์ทั่วไปอย่าง Material Extrusion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมนี้ช่วยทลายกำแพงด้านต้นทุนซึ่งเกิดจากเทคโนโลยี Laser Powder Bed Fusion ที่มีราคาสูง โดยเปลี่ยนไปใช้กระบวนการ 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การพิมพ์ การไล่โพลิเมอร์ และการเผาผนึก จนได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์

ทีมวิจัยมุ่งพัฒนาวัสดุสเตนเลสสตีล เกรด 316L สำหรับงานวิศวกรรมทั่วไป และไทเทเนียมผสม Ti-6Al-4V สำหรับกลุ่มเครื่องมือแพทย์ ความท้าทายอยู่ที่การเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานต่อแรงกดอัดของเส้นฟิลาเมนต์ ควบคู่ไปกับการควบคุมการเผาสลายตัวของอิลาสโตเมอร์ให้สมบูรณ์

จุดเด่นอีกประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการพึ่งพาแม่พิมพ์และห่วงโซ่อุปทานระยะไกล มาสู่การสร้างคลังอะไหล่ดิจิทัลที่สามารถผลิตชิ้นส่วนได้ทันทีตามต้องการ เพียงมีไฟล์ออกแบบและเส้นฟิลาเมนต์ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนชิ้นส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้วัสดุที่ใช้ในปัจจุบันมีราคาสูงและต้องนำเข้า ทว่าการผลิตได้เองภายในประเทศย่อมจะช่วยลดต้นทุนได้ เอ็มเทคยังได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรในยุโรปเพื่อพัฒนาการรีไซเคิลเศษไทเทเนียม ให้กลับมาเป็นผงโลหะคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงวัตถุดิบนำเข้าอีกทางหนึ่ง

เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติโดยเอ็มเทคช่วยสร้างความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งยังช่วยลดขยะจากการผลิตและลดภาระด้านโลจิสติกส์ ตอบโจทย์ความยั่งยืนในมิติ “Go Green” นวัตกรรมนี้ผสานองค์ความรู้วิศวกรรมของไทยเข้ากับโจทย์จริงของภาคเอกชน เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เข้าถึงได้ และช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่มั่นคง

ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ ‘วิศวกรรมเพื่ออนาคต: การผลิตยุคใหม่และความท้าทายด้านความยั่งยืน’ ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฟรีได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/

สนใจติดต่อ
ดร.ชนันฐ์ สุวรรณปรีชา นักวิจัย
ทีมวิจัยโลหะผสมและการผลิตอัจฉริยะ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500

The post เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก https://www.mtec.or.th/green-steel/ Fri, 20 Mar 2026 06:52:19 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43839 ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8 ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น

การผลิตเหล็กกล้าใช้เตาถลุงแบบพ่นลม (blast furnace) ร่วมกับเตาหลอมเป่าออกซิเจนพื้นฐาน (basic oxygen furnace) ทั้งนี้ทุก 1 ตันของเหล็ก จะปล่อย CO2 สูงถึง 2.0–2.5 ตัน

ด้วยเหตุนี้ ‘Green Steel’ หรือ เหล็กกล้าซึ่งกระบวนการผลิตมีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าในประเทศสามารถเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการใช้ข้อบังคับและกฎระเบียบด้านควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง รวมถึงรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในประเทศ 

ทำไม Green Steel จึงสำคัญ?

  1. มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ: มาตรการอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กับสินค้ากลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย
  2. ความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง: ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยานยนต์ จำเป็นต้องใช้กลุ่มวัสดุที่ปล่อยคาร์บอนต่ำในกระบวนการผลิต เพื่อให้สินค้าทั้งชิ้น (เช่น รถยนต์ 1 คัน) มียอดรวมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงตามมาตรฐานสากล
  3. นโยบายภาครัฐ: การผลักดันนโยบาย Green Procurement (การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว) จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากการคัดเลือกวัสดุจะพิจารณาพารามิเตอร์ด้านสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มุ่งผลักดันและเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาคนโยบายและภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่ใช้ได้จริงในภาคธุรกิจ

เอ็มเทคมีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคเพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิต และให้คำแนะนำในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของไทย เช่น การพิจารณาใช้เชื้อเพลิงชีวมวล หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบเตาหลอมไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ ‘Green Steel: Sustainable Engineering Material for the Next Move’ ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) เพื่อสำรวจเส้นทางเทคโนโลยี กลไกคาร์บอนเครดิต และการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำอุตสาหกรรมเหล็กไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวระดับโลก

งานสัมมนาเจาะลึกเทคโนโลยีการผลิต Green Steel จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เรียนรู้นโยบายและประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่น และแนวทาง Net-zero ของอุตสาหกรรมเหล็กในอาเซียน รวมทั้งเสวนาเกี่ยวกับบริบทของไทย โดยตัวแทนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฯ, สภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมด้วยองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน), บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฟรีได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/  หรือสอบถาม คุณสมฤทธิ์ พุทธันบุตร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4728 อีเมล: somrit.bud@mtec.or.th

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน https://www.mtec.or.th/biomass/ Fri, 06 Mar 2026 07:07:43 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43518 พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชีวมวลของไทยอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยร่วมงานกับองค์กรที่มีข้อมูลด้านชีวมวลอยู่แล้ว พร้อมเสริมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรและองค์ประกอบทางเคมีของเชื้อเพลิง เพื่อช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หัวใจของงานวิจัย คือการ ‘เข้าใจปัญหาที่แท้จริง’ ทีมวิจัยของเอ็มเทคลงพื้นที่ศึกษาโรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่ง เก็บข้อมูลตัวอย่างท่อที่เกิดความเสียหายและตัวอย่างเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา จากนั้นจึงพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากระบบการผลิตไฟฟ้า เอ็มเทคยังให้ความสำคัญกับต้นทางของพลังงาน คือกระบวนการเก็บเกี่ยวชีวมวล โดยพัฒนาและออกแบบรถเก็บเกี่ยวชีวมวลให้มีมาตรฐาน ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ เพื่อทดแทนการใช้เครื่องจักรดัดแปลงที่อาจดูแลรักษายาก การออกแบบเครื่องจักรให้เป็นต้นแบบมาตรฐานจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว ทำให้ใช้งานเครื่องจักรได้อย่างคุ้มค่า
นอกจากนี้ ปัญหาการกัดกร่อนและการสึกหรอของอุปกรณ์ในโรงไฟฟ้าก็เป็นสาเหตุหลักของการหยุดเดินเครื่อง เอ็มเทคจึงพัฒนาเครื่องมือทดสอบการกัดกร่อน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและความเสียหายของอุปกรณ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ในระยะยาว เอ็มเทคมีเป้าหมายจัดตั้งแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาด้านเทคนิคสำหรับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ โดยอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลแหล่งเชื้อเพลิง พื้นที่เพาะปลูก และข้อมูลทางเคมีที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้า ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเดินเครื่องและการซ่อมบำรุงได้ดีขึ้น ลดการหยุดชะงักของระบบ และเพิ่มเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้า

เอ็มเทคยังได้ขยายขอบเขตข้อมูลเชื้อเพลิงชีวมวลโดยเพิ่มข้อมูลธาตุสำคัญ เช่น โพแทสเซียม คลอรีน และซิลิคอน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุปกรณ์เกิดการกัดกร่อนและสึกหรอ ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมเชื้อเพลิงจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ยอดอ้อยและใบอ้อย และมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสียหายของอุปกรณ์ และลดการหยุดเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า

ในงานประชุมประจำปีของ สวทช. หรือ NAC 2026 ภายใต้หัวข้อ เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นประเด็นความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะมีการนำเสนอหัวข้อสัมมนา ‘ร่วมสร้างฐานข้อมูลอัจฉริยะ ลดความสูญเสีย เพิ่มเสถียรภาพ เปลี่ยนชีวมวลไทยให้เป็นพลังงานที่ยั่งยืน’ เพื่อให้การขับเคลื่อนพลังงานชีวมวลของไทยมีความมั่นคงและยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789 อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน https://www.mtec.or.th/agribio-tape/ Mon, 16 Feb 2026 01:28:32 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43213 เทปพลาสติกเป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการขยายพันธุ์พืชแบบเชื่อมต่อเนื้อเยื่อ เช่น การเสียบยอด การทาบกิ่ง และการติดตา เกษตรกรจะใช้เทปพลาสติกพันให้เนื้อเยื่อของกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอแนบสนิทกัน เพื่อปิดกั้นไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเข้าสู่รอยแผล

The post AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทปพลาสติกเป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการขยายพันธุ์พืชแบบเชื่อมต่อเนื้อเยื่อ เช่น การเสียบยอด การทาบกิ่ง และการติดตา เกษตรกรจะใช้เทปพลาสติกพันให้เนื้อเยื่อของกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอแนบสนิทกัน เพื่อปิดกั้นไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเข้าสู่รอยแผล ทำให้เนื้อเยื่อเชื่อมติดกันเร็วเกิดเป็นต้นใหม่ที่มีลักษณะตามกิ่งพันธุ์ดี

อย่างไรก็ดี การใช้งานเทปพลาสติกพันกิ่งที่ไม่มีฟังก์ชันป้องกันจุลินทรีย์ก่อโรค อาจมีความเสี่ยงที่กิ่งพันธุ์จะเกิดการติดเชื้อผ่านแผลเปิด ส่งผลให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้บนต้นตอ และอาจทำให้ต้นตอยืนต้นตาย

ทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกันพัฒนา ‘เทปพลาสติกชีวภาพ หรือ AgriBio Tape’ เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

นวัตกรรมชิ้นนี้อาศัยความรู้ด้านการเลือกวัสดุ การออกแบบพอลิเมอร์ชนิดใหม่ให้มีสมบัติตามต้องการ และมุ่งเน้นการใช้กระบวนการแบบเดิม (conventional process) ในการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างและขนาดที่หลากหลายและใช้งานได้จริง ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการและไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม

เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของเกษตรกรได้อย่างตรงจุด ทีมวิจัยได้พัฒนา AgriBio Tape โดยเลือกใช้วัสดุพอลิเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ 2 ชนิด โดยศึกษาสัดส่วนของพลาสติกที่เหมาะสม เทปที่พัฒนาขึ้นสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เหนียว ยืดหยุ่น ดึงยืดได้ดีตามแนวยาว และฉีกได้ง่ายตามแนวขวาง จึงไม่ต้องใช้อุปกรณ์ตัด เมื่อพันทับซ้อนกันผิวเทปสามารถยึดติดกันเองได้ (self-adhesive) ระบายของเหลวและไอน้ำจากแผลเปิดของต้นตอและกิ่งพันธุ์ได้ดี ที่สำคัญคือ ยังเพิ่มฟังก์ชันความต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคโดยใช้สารสกัดจากธรรมชาติอีกด้วย

AgriBio Tape สามารถใช้กับพืชเศรษฐกิจได้หลายชนิด โดยใช้ปิดแผล ขยายพันธุ์ รวมถึงห่อหุ้มผลิตผลเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการดูแลรักษาและเพิ่มผลผลิต จึงเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย เพื่อเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นวัตกรรม AgriBio Tape ยังคว้ารางวัลเหรียญทองแดงจากเวทีระดับโลก ในงาน Seoul International Invention Fair (SIIF 2025) รางวัลเหรียญเงินจากเวทีระดับชาติ ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2568 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการประกวดผลงานนักศึกษาสหกิจศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2567 อีกด้วย

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>