Techno update Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/techno-update/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 23 Mar 2026 08:56:04 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico Techno update Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/techno-update/ 32 32 Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก https://www.mtec.or.th/green-steel/ Fri, 20 Mar 2026 06:52:19 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43839 ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8 ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น

การผลิตเหล็กกล้าใช้เตาถลุงแบบพ่นลม (blast furnace) ร่วมกับเตาหลอมเป่าออกซิเจนพื้นฐาน (basic oxygen furnace) ทั้งนี้ทุก 1 ตันของเหล็ก จะปล่อย CO2 สูงถึง 2.0–2.5 ตัน

ด้วยเหตุนี้ ‘Green Steel’ หรือ เหล็กกล้าซึ่งกระบวนการผลิตมีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าในประเทศสามารถเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการใช้ข้อบังคับและกฎระเบียบด้านควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง รวมถึงรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในประเทศ 

ทำไม Green Steel จึงสำคัญ?

  1. มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ: มาตรการอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กับสินค้ากลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย
  2. ความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง: ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยานยนต์ จำเป็นต้องใช้กลุ่มวัสดุที่ปล่อยคาร์บอนต่ำในกระบวนการผลิต เพื่อให้สินค้าทั้งชิ้น (เช่น รถยนต์ 1 คัน) มียอดรวมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงตามมาตรฐานสากล
  3. นโยบายภาครัฐ: การผลักดันนโยบาย Green Procurement (การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว) จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากการคัดเลือกวัสดุจะพิจารณาพารามิเตอร์ด้านสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มุ่งผลักดันและเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาคนโยบายและภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่ใช้ได้จริงในภาคธุรกิจ

เอ็มเทคมีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคเพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิต และให้คำแนะนำในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของไทย เช่น การพิจารณาใช้เชื้อเพลิงชีวมวล หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบเตาหลอมไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ ‘Green Steel: Sustainable Engineering Material for the Next Move’ ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) เพื่อสำรวจเส้นทางเทคโนโลยี กลไกคาร์บอนเครดิต และการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำอุตสาหกรรมเหล็กไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวระดับโลก

งานสัมมนาเจาะลึกเทคโนโลยีการผลิต Green Steel จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เรียนรู้นโยบายและประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่น และแนวทาง Net-zero ของอุตสาหกรรมเหล็กในอาเซียน รวมทั้งเสวนาเกี่ยวกับบริบทของไทย โดยตัวแทนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฯ, สภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมด้วยองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน), บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฟรีได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/  หรือสอบถาม คุณสมฤทธิ์ พุทธันบุตร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4728 อีเมล: somrit.bud@mtec.or.th

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน https://www.mtec.or.th/biomass/ Fri, 06 Mar 2026 07:07:43 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43518 พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชีวมวลของไทยอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยร่วมงานกับองค์กรที่มีข้อมูลด้านชีวมวลอยู่แล้ว พร้อมเสริมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรและองค์ประกอบทางเคมีของเชื้อเพลิง เพื่อช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หัวใจของงานวิจัย คือการ ‘เข้าใจปัญหาที่แท้จริง’ ทีมวิจัยของเอ็มเทคลงพื้นที่ศึกษาโรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่ง เก็บข้อมูลตัวอย่างท่อที่เกิดความเสียหายและตัวอย่างเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา จากนั้นจึงพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากระบบการผลิตไฟฟ้า เอ็มเทคยังให้ความสำคัญกับต้นทางของพลังงาน คือกระบวนการเก็บเกี่ยวชีวมวล โดยพัฒนาและออกแบบรถเก็บเกี่ยวชีวมวลให้มีมาตรฐาน ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ เพื่อทดแทนการใช้เครื่องจักรดัดแปลงที่อาจดูแลรักษายาก การออกแบบเครื่องจักรให้เป็นต้นแบบมาตรฐานจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว ทำให้ใช้งานเครื่องจักรได้อย่างคุ้มค่า
นอกจากนี้ ปัญหาการกัดกร่อนและการสึกหรอของอุปกรณ์ในโรงไฟฟ้าก็เป็นสาเหตุหลักของการหยุดเดินเครื่อง เอ็มเทคจึงพัฒนาเครื่องมือทดสอบการกัดกร่อน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและความเสียหายของอุปกรณ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ในระยะยาว เอ็มเทคมีเป้าหมายจัดตั้งแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาด้านเทคนิคสำหรับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ โดยอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลแหล่งเชื้อเพลิง พื้นที่เพาะปลูก และข้อมูลทางเคมีที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้า ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเดินเครื่องและการซ่อมบำรุงได้ดีขึ้น ลดการหยุดชะงักของระบบ และเพิ่มเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้า

เอ็มเทคยังได้ขยายขอบเขตข้อมูลเชื้อเพลิงชีวมวลโดยเพิ่มข้อมูลธาตุสำคัญ เช่น โพแทสเซียม คลอรีน และซิลิคอน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุปกรณ์เกิดการกัดกร่อนและสึกหรอ ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมเชื้อเพลิงจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ยอดอ้อยและใบอ้อย และมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสียหายของอุปกรณ์ และลดการหยุดเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า

ในงานประชุมประจำปีของ สวทช. หรือ NAC 2026 ภายใต้หัวข้อ เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นประเด็นความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะมีการนำเสนอหัวข้อสัมมนา ‘ร่วมสร้างฐานข้อมูลอัจฉริยะ ลดความสูญเสีย เพิ่มเสถียรภาพ เปลี่ยนชีวมวลไทยให้เป็นพลังงานที่ยั่งยืน’ เพื่อให้การขับเคลื่อนพลังงานชีวมวลของไทยมีความมั่นคงและยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789 อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน https://www.mtec.or.th/pcr-part1/ Tue, 24 Feb 2026 02:12:28 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43310 ปัญหาขยะพลาสติกไม่จำเป็นต้องรอให้ฮีโร่มากอบกู้ หากแต่ต้องอาศัยกรอบความคิดใหม่ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงเข้ามาเปลี่ยนมุมมองว่าพลาสติกไม่ใช่สิ่งที่ “ใช้แล้วทิ้ง” แต่เป็นทรัพยากรที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้

The post เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัญหาขยะพลาสติกไม่จำเป็นต้องรอให้ฮีโร่มากอบกู้ หากแต่ต้องอาศัยกรอบความคิดใหม่ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงเข้ามาเปลี่ยนมุมมองว่าพลาสติกไม่ใช่สิ่งที่ “ใช้แล้วทิ้ง” แต่เป็นทรัพยากรที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้ หากมีการออกแบบและการจัดการที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง 

ภายใต้กรอบความคิดนี้ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled Resin: PCR) ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่าง “ปลายทางของวัสดุหลังการใช้งาน” กับ “ต้นทางของการผลิตใหม่” 

PCR คือ เม็ดพลาสติกที่ผลิตจากวัสดุพลาสติกที่ผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภคหรือผู้ใช้ปลายทางแล้ว และไม่ได้ถูกใช้ต่อตามวัตถุประสงค์เดิมอีก เช่น ขวดน้ำดื่ม บรรจุภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล หรือผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้งานทั่วไป เมื่อวัสดุเหล่านี้ถูกเก็บรวบรวม คัดแยก และนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจะสามารถแปรรูปกลับมาเป็นเม็ดพลาสติก เพื่อนำไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง แต่จะกลับมาใช้ผลิตเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพด้อยลง ขึ้นอยู่กับการออกแบบ การจัดการ และความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่า 

วัตถุดิบพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1) Virgin Resin เม็ดพลาสติกใหม่ที่ผลิตจากทรัพยากรฟอสซิลหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นฐานวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมพลาสติกแบบดั้งเดิม

2) PIR (Post-Industrial Recycled Resin) เม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากเศษวัสดุที่เกิดขึ้นภายในกระบวนการผลิต ซึ่งยังไม่ผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภค มีแหล่งที่มาชัดเจนและควบคุมคุณภาพได้ 

3) PCR (Post-Consumer Recycled Resin) เม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากวัสดุหลังการใช้งานของผู้บริโภค ซึ่งต้องผ่านกระบวนการเก็บรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลก่อนนำกลับมาใช้ใหม่

แม้ PCR จะเป็นวัสดุที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งอยู่ในลำดับท้ายของ ลำดับขั้นการจัดการของเสีย (Waste Hierarchy) เมื่อเทียบกับการลดการใช้หรือการใช้ซ้ำ แต่ในบริบทปัจจุบัน การรีไซเคิลยังคงเป็นกลไกที่สามารถดำเนินการได้จริง เนื่องจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย มีระบบรีไซเคิลและโครงสร้างพื้นฐานรองรับในระดับหนึ่ง หากแนวทางในลำดับขั้นต้นยังมีข้อจำกัดอยู่

อย่างไรก็ตาม การทำให้พลาสติกหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้พึ่งพาเพียงกระบวนการรีไซเคิลเท่านั้น แต่ยังต้องมุ่งเน้นการพัฒนาเม็ดพลาสติก PCR คุณภาพสูง (High-Quality PCR) ให้มีสมบัติที่เหมาะสม มีความสม่ำเสมอ ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และมีการควบคุมการปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ

เมื่อโจทย์ของเศรษฐกิจหมุนเวียนขยับจากปลายทางของการจัดการของเสีย กลับไปสู่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ และการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง บทบาทของผู้ผลิตและผู้บริโภคจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับ PCR จากวัสดุรีไซเคิลทั่วไป ไปสู่การเป็นวัตถุดิบรอบสองคุณภาพสูงในภาคการผลิต

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ หรือคุณชัญฐิศา ประพันธ์พจน์
งานกลยุทธ์และขับเคลื่อนแผนการวิจัยและนวัตกรรม ฝ่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4283
อีเมล: sirikarn.wis@mtec.or.th

The post เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน https://www.mtec.or.th/agribio-tape/ Mon, 16 Feb 2026 01:28:32 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43213 เทปพลาสติกเป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการขยายพันธุ์พืชแบบเชื่อมต่อเนื้อเยื่อ เช่น การเสียบยอด การทาบกิ่ง และการติดตา เกษตรกรจะใช้เทปพลาสติกพันให้เนื้อเยื่อของกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอแนบสนิทกัน เพื่อปิดกั้นไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเข้าสู่รอยแผล

The post AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทปพลาสติกเป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการขยายพันธุ์พืชแบบเชื่อมต่อเนื้อเยื่อ เช่น การเสียบยอด การทาบกิ่ง และการติดตา เกษตรกรจะใช้เทปพลาสติกพันให้เนื้อเยื่อของกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอแนบสนิทกัน เพื่อปิดกั้นไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเข้าสู่รอยแผล ทำให้เนื้อเยื่อเชื่อมติดกันเร็วเกิดเป็นต้นใหม่ที่มีลักษณะตามกิ่งพันธุ์ดี

อย่างไรก็ดี การใช้งานเทปพลาสติกพันกิ่งที่ไม่มีฟังก์ชันป้องกันจุลินทรีย์ก่อโรค อาจมีความเสี่ยงที่กิ่งพันธุ์จะเกิดการติดเชื้อผ่านแผลเปิด ส่งผลให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้บนต้นตอ และอาจทำให้ต้นตอยืนต้นตาย

ทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกันพัฒนา ‘เทปพลาสติกชีวภาพ หรือ AgriBio Tape’ เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

นวัตกรรมชิ้นนี้อาศัยความรู้ด้านการเลือกวัสดุ การออกแบบพอลิเมอร์ชนิดใหม่ให้มีสมบัติตามต้องการ และมุ่งเน้นการใช้กระบวนการแบบเดิม (conventional process) ในการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างและขนาดที่หลากหลายและใช้งานได้จริง ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการและไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม

เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของเกษตรกรได้อย่างตรงจุด ทีมวิจัยได้พัฒนา AgriBio Tape โดยเลือกใช้วัสดุพอลิเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ 2 ชนิด โดยศึกษาสัดส่วนของพลาสติกที่เหมาะสม เทปที่พัฒนาขึ้นสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เหนียว ยืดหยุ่น ดึงยืดได้ดีตามแนวยาว และฉีกได้ง่ายตามแนวขวาง จึงไม่ต้องใช้อุปกรณ์ตัด เมื่อพันทับซ้อนกันผิวเทปสามารถยึดติดกันเองได้ (self-adhesive) ระบายของเหลวและไอน้ำจากแผลเปิดของต้นตอและกิ่งพันธุ์ได้ดี ที่สำคัญคือ ยังเพิ่มฟังก์ชันความต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคโดยใช้สารสกัดจากธรรมชาติอีกด้วย

AgriBio Tape สามารถใช้กับพืชเศรษฐกิจได้หลายชนิด โดยใช้ปิดแผล ขยายพันธุ์ รวมถึงห่อหุ้มผลิตผลเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการดูแลรักษาและเพิ่มผลผลิต จึงเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย เพื่อเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นวัตกรรม AgriBio Tape ยังคว้ารางวัลเหรียญทองแดงจากเวทีระดับโลก ในงาน Seoul International Invention Fair (SIIF 2025) รางวัลเหรียญเงินจากเวทีระดับชาติ ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2568 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการประกวดผลงานนักศึกษาสหกิจศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2567 อีกด้วย

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero https://www.mtec.or.th/en-waste-expo/ Mon, 26 Jan 2026 02:24:23 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42944 ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มีเป้าหมายใหญ่ประการหนึ่งคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero จึงดำเนินกิจกรรมและใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเป้าหมายนี้

The post นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มีเป้าหมายใหญ่ประการหนึ่งคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero จึงดำเนินกิจกรรมและใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเป้าหมายนี้ โดยการใช้เทคโนโลยีวัสดุพัฒนาและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเชิงเทคนิค โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลสารสนเทศด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของประเทศ

เนื่องจากเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มีความสัมพันธ์เกื้อหนุนเป้าหมาย Net Zero เพราะว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดการเกิดของเสีย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตและขนส่ง ดังนั้น เอ็มเทคจึงมุ่งสร้างนวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมสีเขียวและดำเนินกลยุทธ์ End-of-Waste (EOW) โดยการใช้เทคโนโลยีวัสดุเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้กลายเป็นวัสดุรอง (Secondary Material) หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

เอ็มเทคดำเนินกิจกรรม End-of-Waste โดยร่วมกับหน่วยงานในภาครัฐที่เป็นผู้กำหนดนโยบายและบริษัทในภาคอุตสาหกรรมที่สนใจงานวิจัยและต้องการสร้างนวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าให้กับกากอุตสาหกรรม โดยเอ็มเทคให้บริการในรูปแบบต่างๆ เช่น รับจ้างวิจัย เป็นที่ปรึกษา และวิเคราะห์ทดสอบ

ตัวอย่างผลงานในช่วงที่ผ่านมา เช่น

  • สารละลายไบโอโซเดียมซิลิเกต และไบโอโพแทสเซียมซิลิเกตจากเถ้าแกลบ
  • วัสดุก่อสร้างยิปซั่มบอร์ด จากยิปซั่มสังเคราะห์
  • วัตถุดิบทดแทนอะลูมินา ในการทำปูนซิเมนต์ จากอะลูมิเนียมดรอส
  • ไบโอชาร์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อผลิตสารปรับปรุงสภาพดินที่ช่วยกักเก็บธาตุอาหารและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
  • ทรายแมวจากวัสดุเกษตรไทย “เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และสุขอนามัยที่ดีของสัตว์เลี้ยง”
  • บล็อกคอนกรีตประสิทธิภาพสูงจากตะกรันเหล็ก
  • คอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็ว และบล็อกช่องลมจากเศษกระเบื้องเหลือทิ้ง
  • เม็ดมวลเบาสังเคราะห์จากของเสียหรือวัสดุพลอยได้จากอุตสาหกรรม

นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังส่งผลดีในภาพรวม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในด้านการใช้ทรัพยากร ลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ และลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดด้วยการฝังกลบ และยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเข้ากับมาตรการกีดกันทางการค้า  และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่เน้นความยั่งยืนได้

พบกับนวัตกรรมของเอ็มเทค (BOOTH NO. P16/1) ในงานแสดงสินค้า บริการ และสัมมนาด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดการของเสียแห่งเอเชีย (Asia EnwastExpo) จัดโดยกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2569 อาคาร 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น https://www.mtec.or.th/coating/ Tue, 20 Jan 2026 02:30:58 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42883 อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง (ประตู หน้าต่าง) การขนส่ง (รถ เรือ เครื่องบิน) เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์ (ฟอยล์ กระป๋องเครื่องดื่ม)

The post การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง (ประตู หน้าต่าง) การขนส่ง (รถ เรือ เครื่องบิน) เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์ (ฟอยล์ กระป๋องเครื่องดื่ม)

การใช้งานที่มากขึ้นนี้ย่อมส่งผลให้เกิดเศษอะลูมิเนียมหมุนเวียนในปริมาณที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น การนำเศษอะลูมิเนียม (aluminum scrap) กลับมาใช้ใหม่จึงเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง อะลูมิเนียมบิลเลต (อะลูมิเนียมแท่งหน้าตัดกลม) เป็นวัตถุดิบต้นทางในการขึ้นรูปกรอบประตูหน้าต่าง อาคารสมัยใหม่นิยมใช้อะลูมิเนียมที่มีสีสันหลากหลายจากกระบวนการทำสี เพื่อเพิ่มความสวยงามและความทนทานต่อการกัดกร่อน ในอดีตมักใช้กระบวนการอะโนไดซ์ (anodizing) ในการทำอะลูมิเนียมให้เป็นสีเงิน ชา หรือดำ แต่ปัจจุบันมีความต้องการสีสันที่หลากหลายมากขึ้นจึงนิยมใช้การพ่นสีฝุ่น

เมื่อเกิดของเสียในกระบวนการผลิต รวมถึงเมื่อมีการรื้อถอนอาคาร เศษอะลูมิเนียมที่มีสีฝุ่นจะถูกนำมาหลอมใหม่เพื่อรีไซเคิล ทั้งนี้จะพบปัญหาใหญ่คือ การสลายตัวของสารเคลือบและสีฝุ่น ทำให้เกิดควันและกลิ่นจากสารระเหยต่างๆ ในปริมาณที่มากเกินกว่าเกณฑ์การควบคุมมลพิษของโรงงานทั่วไปจะรับได้ ส่งผลให้ไม่สามารถนำเศษอะลูมิเนียมที่มีสีฝุ่นมารีไซเคิลในปริมาณมากได้

นอกจากนี้ สารเคลือบผิวดังกล่าวยังก่อให้เกิดกากโลหะอะลูมิเนียม (dross) ในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและความซับซ้อนในการจัดการมลภาวะ

ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงได้พัฒนากระบวนการรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น โดยศึกษาผลกระทบของสารเคลือบสีฝุ่นบนอะลูมิเนียมต่อสมบัติของวัสดุรีไซเคิล วิเคราะห์สิ่งปนเปื้อน ปริมาณการได้กลับคืนเนื้อ (% yield) และสมบัติทางกลของบิลเลต รวมถึงตรวจสอบชนิดและปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้นในระหว่างการรีไซเคิล เพื่อหาแนวทางการจัดการที่เหมาะสม

ทีมวิจัยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้เศษอะลูมิเนียมที่มีสารเคลือบประเภทพ่นสีฝุ่นในกระบวนการรีไซเคิล เพื่อลดปริมาณขยะโลหะและควบคุมการเกิดก๊าซมลภาวะจากกระบวนการรีไซเคิลอะลูมิเนียม จึงได้พัฒนาระบบจัดการเศษอะลูมิเนียมที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงรักษาคุณภาพของกระบวนการผลิต แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว

ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะศึกษาการใช้พลังงานในการรีไซเคิลอะลูมิเนียมเปรียบเทียบกับการผลิตใหม่ พร้อมหาแนวทางลดและเพิ่มมูลค่ากากโลหะ เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
นายสมภพ เพชรคล้าย
ทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตอะลูมิเนียม กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4619
อีเมล: sompobp@mtec.or.th

The post การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล https://www.mtec.or.th/dmrv/ Mon, 12 Jan 2026 02:06:44 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42749 การวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านนวัตกรรมทางวัสดุมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งนี้ ในภาคการเกษตรและชุมชน มีการดำเนินโครงการพัฒนาระบบ Biochar-dMRV Platform

The post dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านนวัตกรรมทางวัสดุมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งนี้ ในภาคการเกษตรและชุมชน มีการดำเนินโครงการพัฒนาระบบ Biochar-dMRV Platform เพื่อช่วยให้โครงการด้านคาร์บอนเครดิตจากไบโอชาร์ระดับชุมชนสามารถประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนด้วยไบโอชาร์ได้อย่างเป็นระบบ

ระบบ Biochar-dMRV Platform เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยในการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูลการผลิตไบโอชาร์ในพื้นที่ชุมชนอย่างแม่นยำและน่าเชื่อถือ

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือ การบูรณาการข้อมูลแบบอัตโนมัติผ่านการเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ Biochar-IoT Box ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบตรวจวัดและบันทึกอุณหภูมิและระยะเวลาการเผาไหม้ของเตาผลิตไบโอชาร์แบบต่อเนื่องและอัตโนมัติ

ไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวภาพที่ผลิตโดยการนำชีวมวลเหลือทิ้งไปผ่านกระบวนการไพโรไลซิสหรือแก๊สซิฟิเคชัน มีสมบัติในการปรับปรุงดินและยังช่วยกักเก็บคาร์บอนได้อีกด้วย ดังนั้น แพลตฟอร์ม Biochar-dMRV จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง “มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม” ให้แก่ไบโอชาร์ผ่านกลไกการรับรองคาร์บอนเครดิต

ระบบ Biochar-dMRV Platform ผสานเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ในการตรวจวัดและส่งข้อมูล ช่วยสร้างความโปร่งใส ลดข้อผิดพลาด จึงสามารถนำข้อมูลไปประมวลผลค่าศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) ของไทยได้อย่างแม่นยำ

เนื่องจากทีมวิจัยเอ็มเทคได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิในการผลิตไบโอชาร์ในประเทศ เพื่อใช้ประกอบการจัดทำมาตรฐานคุณภาพของไบโอชาร์ และการกักเก็บคาร์บอนอย่างถาวรของไบโอชาร์ระดับอาเซียน ระบบ dMRV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจึงทำหน้าที่เสมือนสะพานเชื่อมระหว่างข้อมูลการผลิตที่เชื่อถือได้ เมื่อประกอบกับเกณฑ์การรับรองที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ ทำให้ให้แน่ใจได้ว่าการประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแค่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือทางวิชาการผ่านกลไกการตรวจวัดข้อมูลที่มีความแม่นยำ แต่ยังช่วยให้ชุมชนผู้ผลิตไบโอชาร์เข้าถึงกลไกคาร์บอนเครดิต และเตรียมความพร้อมสู่การขอรับรอง T-VER และการสร้างรายได้เสริมในอนาคต

ตลอดระยะเวลาราว 2 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของเอ็มเทค ได้เป็นกำลังสำคัญในการบุกเบิกและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโครงการด้านไบโอชาร์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบวิเคราะห์ทดสอบ การประเมินมลพิษทางอากาศจากเตาผลิตไบโอชาร์ ไปจนถึงการวางรากฐานด้านมาตรฐานการประเมินการกักเก็บคาร์บอนจากไบโอชาร์ อันจะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศอย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (ดร.เปรมฤดี กาญจนปิยะ)
โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4452
เว็บไซต์ https://www.mtec.or.th/env-research-group-mse-team/

 

The post dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ https://www.mtec.or.th/rascal/ Mon, 22 Dec 2025 02:02:03 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42510 การเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยนิยมใช้บ่อดินหรือกระชัง หากเลี้ยงในบ่อดิน เกษตรกรต้องใช้ทั้งพื้นที่และน้ำในปริมาณมาก หากเลี้ยงในกระชังโดยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็อาจประสบปัญหาน้ำน้อยในช่วงหน้าแล้ง แต่หากเลี้ยงเหนือเขื่อน ก็อาจเกิดแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ในช่วงฤดูหนาวซึ่งอาจทำให้เกิดประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

The post ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยนิยมใช้บ่อดินหรือกระชัง หากเลี้ยงในบ่อดิน เกษตรกรต้องใช้ทั้งพื้นที่และน้ำในปริมาณมาก หากเลี้ยงในกระชังโดยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็อาจประสบปัญหาน้ำน้อยในช่วงหน้าแล้ง แต่หากเลี้ยงเหนือเขื่อน ก็อาจเกิดแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ในช่วงฤดูหนาวซึ่งอาจทำให้เกิดประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

ทีมวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือ เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนาระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ (Smart Intensive Recirculating Aquaculture System) ที่ไม่เพียงแก้ปัญหาข้างต้น แต่ยังช่วยเพิ่มผลผลิต และลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค

ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะประกอบด้วยบ่อเลี้ยง เครื่องดักกรองของเสีย สำหรับดักกรองอนุภาคของแข็งขนาดเล็ก โปรตีนสกิมเมอร์สำหรับดักจับเมือกหรือสารประกอบโปรตีน ระบบกรองชีวภาพเพื่อใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียที่เป็นพิษให้กลายเป็นสารที่อันตรายน้อยลง เครื่องแยกแก๊สสำหรับกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และเตรียมน้ำสำหรับเติมออกซิเจนบริสุทธิ์ เครื่องเติมออกซิเจน หลอดยูวีสำหรับฆ่าเชื้อ ระบบท่อและปั๊ม และระบบควบคุมการทำงาน

ทีมวิจัยได้พัฒนาซอฟต์แวร์ RASCAL สำหรับควบคุมการทำงาน รวมถึงประเมินต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เกษตรกรเพียงแค่ระบุชนิดของสัตว์น้ำและความหนาแน่นของสัตว์น้ำ ซอฟต์แวร์ก็จะคำนวณอุปกรณ์ที่ต้องใช้และประเมินราคา นอกจากนี้ยังสามารถประเมินระยะเวลาคืนทุนหากเลี้ยงสำเร็จตามเป้าหมายเพื่อใช้ประกอบการวางแผนตั้งแต่ต้น

ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบตรวจวัดเพื่อควบคุมคุณภาพของน้ำ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเค็ม ปริมาณออกซิเจน และค่าความเป็นกรด-ด่าง เพราะปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

อุปกรณ์ที่ใช้ระบบล้วนผลิตได้ในประเทศ ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงระบบเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีคุณภาพได้ในราคาที่สมเหตุสมผล เช่น ระบบเติมออกซิเจน และระบบกำจัดของเสียและฆ่าเชื้อโรค พารามิเตอร์ที่ใช้ในระบบเหล่านี้ได้รับการคำนวณเพื่อให้ระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและใช้พลังงานน้อยที่สุด

ทีมวิจัยทดสอบระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะกับปลากะพง ปลาดุก และกุ้งขาว พบว่าสามารถเลี้ยงสัตว์น้ำได้หนาแน่นขึ้น เช่น ปลากะพงสามารถเลี้ยงได้ถึง 25 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร และกุ้งขาว 10 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร

จากการทดสอบพบว่ามีการใช้น้ำน้อยลงและสามารถนำน้ำมาหมุนเวียนใช้ซ้ำได้ มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัว หรืออัตราการแลกเนื้อ (Feed Conversion Ratio, FCR) ต่ำ สัตว์น้ำเจริญเติบโตเร็ว ให้น้ำหนักดี และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

ผู้สนใจการออกแบบระบบเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือต้องการที่ปรึกษาระหว่างการเลี้ยง

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ยศกร ประทุมวัลย์ หัวหน้าทีมวิจัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4630
อีเมล: yotsakp@mtec.or.th

The post ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผง EM บำบัดกลิ่นและน้ำเสีย https://www.mtec.or.th/em-powder/ Mon, 15 Dec 2025 01:57:05 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42377 ผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ หรือ EM (Effective Microorganisms) ใช้จุลินทรีย์หลากหลายชนิดในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมในครัวเรือนและอุตสาหกรรม จุลินทรีย์เหล่านี้มีทั้งชนิดที่ใช้ออกซิเจน (aerobic microorganisms) และไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic microorganisms)

The post ผง EM บำบัดกลิ่นและน้ำเสีย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผง EM บำบัดกลิ่นและน้ำเสีย

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ หรือ EM (Effective Microorganisms) ใช้จุลินทรีย์หลากหลายชนิดในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการบำบัดน้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมในครัวเรือนและอุตสาหกรรม จุลินทรีย์เหล่านี้มีทั้งชนิดที่ใช้ออกซิเจน (aerobic microorganisms) และไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic microorganisms) และทำหน้าที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ ลดกลิ่นเหม็น และปรับสมดุลระบบนิเวศในน้ำให้กลับมาสะอาดขึ้น

อย่างไรก็ดี หลายคนมักนึกถึงผลิตภัณฑ์ EM ที่อยู่ในรูปของเหลว แต่อันที่จริงแล้วยังมีผลิตภัณฑ์ EM ในรูปผงด้วยเช่นกัน

บริษัท ทีเออาร์เอฟ จำกัด (TARF) เป็นบริษัทที่มีบริการให้คำปรึกษา และรับจัดการกากอุตสาหกรรมแบบเบ็ดเสร็จที่ได้มาตรฐานได้ร่วมกับบริษัท กรีน เซอคูล่าร์ จำกัด รับจัดการขยะอาหารโดยนำมาผลิตเป็นน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์หรือน้ำ EM ทั้งนี้ บริษัทฯ ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ในรูปแบบผงเพื่อส่งออก เนื่องจากการขนส่งผลิตภัณฑ์ EM ในรูปแบบของเหลวมีข้อจำกัดและมีค่าใช้จ่ายสูง

นักวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. จึงได้ศึกษาข้อมูลเพื่อคัดเลือกเทคนิคที่เหมาะสม ทั้งในแง่เทคนิคที่สามารถเปลี่ยนน้ำ EM ให้เป็นผง และในแง่ต้นทุนที่คุ้มค่าในการผลิต ทีมวิจัยพบว่าเทคนิคสเปรย์ดราย (spray drying) เหมาะสมที่สุด จึงได้ศึกษาสภาวะการผลิต เช่น อุณหภูมิ และอัตราส่วนของสารเพิ่มเนื้อ ที่ทำให้น้ำ EM กลายเป็นผง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือเชื้อจุลินทรีย์ยังคงมีชีวิต

กระบวนการผลิตผง EM ด้วยเทคนิคสเปรย์ดราย เริ่มจากการฉีดพ่นน้ำ EM ที่มีการเติมสารเพิ่มเนื้อแล้วให้เป็นละอองขนาดเล็กเข้าไปในเครื่องสเปรย์ดราย ซึ่งตัวเครื่องประกอบด้วยห้องที่มีอากาศร้อน เมื่อละอองน้ำ EM ขนาดเล็กผ่านเข้าไป น้ำจะเกิดการระเหยอย่างรวดเร็วเหลือเพียงผง EM

ส่วนเชื้อจุลินทรีย์ที่แม้จะเผชิญกับอุณหภูมิที่สูง แต่ก็ยังมีชีวิตโดยอยู่ในสภาพพักตัว (dormancy) ทั้งนี้เพราะการเลือกใช้อุณหภูมิที่เหมาะสมในช่วงระยะเวลาสั้นๆ อีกทั้งสารเพิ่มเนื้อที่ผสมเข้าไปจะทำหน้าที่ห่อหุ้มจุลินทรีย์เพื่อปกป้องจากความร้อน

เมื่อนำผง EM ที่ได้มาละลายน้ำ มีอาหาร และอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เชื้อจุลินทรีย์จะเจริญเติบโตอีกครั้ง จากการทดสอบพบว่าปริมาณของเชื้อจุลินทรีย์ที่รอดชีวิตมีไม่น้อยกว่าผง EM ที่มีจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

ปัจจุบัน ทีมวิจัยหาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตผง EM ได้แล้ว ทั้งยังสามารถขยายกำลังการผลิตได้ประมาณ 100 ลิตรต่อวัน ผง EM ที่ผลิตได้นี้สามารถนำไปผสมกับขยะชีวภาพเพื่อเร่งการย่อยสลาย และดับกลิ่นขยะอุตสาหกรรมได้ ในอนาคตบริษัทฯ มีแผนที่จะนำผง EM ดังกล่าวไปทดสอบในการบำบัดน้ำเสียต่อไป

สอบถามเพิ่มเติม:
ทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน (ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ และทีมวิจัย)
โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4259
อีเมล sitthisp@mtec.or.th

The post ผง EM บำบัดกลิ่นและน้ำเสีย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
โฟมตาข่ายสีเหลืองทอง: นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ผลไม้พรีเมียมไทย https://www.mtec.or.th/premium-packaging/ Mon, 24 Nov 2025 01:47:41 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=41992 ตลาดสินค้าเกษตรพรีเมียมมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลไม้ไทยเกรดส่งออก สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับมิติต่างๆ ทั้งคุณภาพ รสชาติ และมาตรฐาน

The post โฟมตาข่ายสีเหลืองทอง: นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ผลไม้พรีเมียมไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

โฟมตาข่ายสีเหลืองทอง: นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ผลไม้พรีเมียมไทย

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ตลาดสินค้าเกษตรพรีเมียมมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลไม้ไทยเกรดส่งออก สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับมิติต่างๆ ทั้งคุณภาพ รสชาติ และมาตรฐาน

อย่างไรก็ดี ‘บรรจุภัณฑ์’ ยังเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และความน่าสนใจของผลไม้ไทยในสายตาผู้บริโภค

นวัตกรรมหนึ่งที่น่ารู้จักคือ โฟมตาข่ายสีเหลืองทอง ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์พรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งด้านการปกป้องผลไม้ระหว่างการขนส่ง และการสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้ดูโดดเด่น

ผลงานนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กับเกษบ้านโฟม ตาข่ายโฟมห่อผลไม้ (บริษัท พศวีย์ 1999 จำกัด) โดยบริษัทฯ ให้การสนับสนุนด้านเครื่องจักรสำหรับการทดลองผลิตในระดับอุตสาหกรรม

โฟมตาข่ายที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปทำจากโพลิเอทิลีนและมีสีเหลืองสด ซึ่งแม้จะช่วยป้องกันแรงกระแทกได้ดี แต่ยังไม่ตอบโจทย์ด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว โฟมตาข่ายสีเหลืองทองให้ความรู้สึกโดดเด่นและสื่อถึงคุณภาพมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้กับผลไม้ที่มีผิวสีเหลือง เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สุก ซึ่งจะช่วยขับสีผลไม้ให้สวยงามสะดุดตายิ่งขึ้น

ความพิเศษอีกประการของโฟมตาข่ายสีทองคือ การใช้สารสกัดจากวัสดุชีวมวล ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร นำมาพัฒนาเป็นส่วนประกอบให้ได้โทนสีทองตามธรรมชาติ จึงลดการพึ่งพาสารสังเคราะห์ที่ให้สีเหลือง ดังนั้นจึงช่วยลดต้นทุนการผลิต ทั้งยังปลอดภัยต่อผู้ใช้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และตอบโจทย์แนวโน้มการออกแบบบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่อย่างชัดเจน

ทีมวิจัยได้พัฒนาให้โฟมใช้งานสะดวก เนื้อโฟมเหนียวและยืดหยุ่นสูง ไม่ฉีกขาดง่าย รับแรงกระแทกได้ดี จึงช่วยลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง ส่วนในด้านของสีสัน ทีมวิจัยใช้องค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และประสบการณ์ในการผสมเม็ดสีเพื่อให้เกิดสีเหลืองทอง สามารถบริหารต้นทุนการผลิตและความสม่ำเสมอในการผลิตจำนวนมาก

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมีแนวทางการศึกษาและพัฒนาโฟมตาข่ายให้เป็น Functional Packaging โดยสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ได้นานขึ้น และการพัฒนาโฟมตาข่ายย่อยสลายได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย

โฟมตาข่ายสีเหลืองทองจึงเหมาะสำหรับใช้ห่อหุ้มผลไม้สดเกรดส่งออก และผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้โดดเด่นในตลาดโลก

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ดรุณี อัศวเสถียร
โทรศัพท์ 0 256 46500 ต่อ 4757
อีเมล: daruneea@mtec.or.th หรือ
นายณฐกร หริ่มฉ่ำ
โทรศัพท์ 0 256 46500 ต่อ 4643
อีเมล: nathakorn.hri@mtec.or.th

The post โฟมตาข่ายสีเหลืองทอง: นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ผลไม้พรีเมียมไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>