Techno update Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/techno-update/ National Metal and Materials Technology Center Fri, 22 May 2026 08:03:02 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico Techno update Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/techno-update/ 32 32 นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง https://www.mtec.or.th/activefoam/ Fri, 22 May 2026 07:35:51 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45346 การส่งออกผลไม้ไทยเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามประการหนึ่งคือความเสียหายระหว่างการขนส่ง

The post นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การส่งออกผลไม้ไทยเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามประการหนึ่งคือความเสียหายระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะผลไม้ยอดนิยมอย่าง กล้วยหอมทอง มะม่วงน้ำดอกไม้ และมะละกอฮาวาย

แรงกระแทกจากการขนส่งและการเก็บรักษาที่ไม่ดีพอ ส่งผลให้ผลผลิตเกิดรอยช้ำและการสุกอย่างรวดเร็ว ผลไม้จึงเน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าโดยตรงและยังบั่นทอนความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ผลไม้ไทยในระดับสากล ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการใช้โฟมตาข่ายพอลิเอทิลีนห่อหุ้มผลไม้เพื่อลดความเสียหายจากแรงกระแทกระหว่างการขนส่ง

ทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีพอลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้พัฒนานวัตกรรมโฟมตาข่ายเสริมฟังก์ชันแบบ 2 in 1 คือ กันกระแทกพร้อมยืดอายุ ทำให้ผลไม้สดใหม่ได้นานกว่า ผลงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และบริษัท พศวีย์ (1999) จำกัด (เกษบ้านโฟม) นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้การสนับสนุนเครื่องจักรสำหรับทดลองผลิตโฟมตาข่ายในระดับอุตสาหกรรมอีกด้วย

ทีมวิจัยใช้องค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ในการคัดเลือกสารตัวเติมต้นทุนต่ำซึ่งทำจากชีวมวลเหลือทิ้งผสมกับเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีน เพื่อใช้ขึ้นรูปเป็นโฟมตาข่ายที่มีคุณสมบัติการรับแรงกระแทกได้ดี ช่วยลดความเสียหาย คงคุณภาพของผลไม้ และการชะลอการสุก โดยสีเปลือกผลไม้ยังคงสดใส และสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นาน 10–15 วัน ที่อุณหภูมิ 25±1 องศาเซลเซียส ภายใต้ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 65

โฟมตาข่ายจากงานวิจัยนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูงและทนทานต่อการฉีกขาด เหมาะสำหรับผลไม้ขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ทั้งนี้ระยะเวลาการเก็บรักษาอาจแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดของผลไม้ กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงสภาวะการเก็บรักษาและการขนส่ง แนวทางนี้ตอบโจทย์การออกแบบบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่และสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

นวัตกรรมนี้เปิดทางเลือกใหม่ให้ผู้ส่งออกสามารถปรับรูปแบบการขนส่งจากทางอากาศไปสู่ทางเรือหรือทางบก ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ขณะเดียวกันยังช่วยยืดอายุและคงคุณภาพของผลไม้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค ซึ่งจะนำไปสู่การลดการสูญเสียและขยะอาหารได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทีมวิจัยมีแผนต่อยอดการพัฒนาสูตรวัสดุให้เหมาะกับผลไม้หลากหลายชนิด และขยายขอบเขตการใช้งานเป็นแผ่นโฟมสำหรับวางรองด้านบนและด้านล่างของกล่องบรรจุภัณฑ์ ร่วมกับการใช้โฟมตาข่ายห่อผลไม้ และการพัฒนาถุงโฟมห่อกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก รองรับแนวโน้มบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทยในระยะยาว

สนใจติดต่อ
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม https://www.mtec.or.th/enpat/ Mon, 11 May 2026 04:53:30 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45075 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาปิโตรเลียมโลกผันผวนอย่างหนัก

The post จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาปิโตรเลียมโลกผันผวนอย่างหนัก ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญที่ไม่ใช่เพียงการจัดหาพลังงานราคาถูก แต่คือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การลดการพึ่งพาการนำเข้า และการยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ

อุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตได้เกือบครบทั้งห่วงโซ่ ยกเว้นเพียงน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชนิดน้ำมันแร่ (mineral oil) ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ด้วยปริมาณการใช้มากถึงประมาณ 30 ล้านลิตรต่อปี ความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ และตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยควบคู่กันไป

ด้วยบทบาทของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ในการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุและกระบวนการผลิตในระดับวิศวกรรม ทีมวิจัย MTEC ได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาคผู้ผลิต ผู้ใช้งาน หน่วยงานด้านนโยบายและมาตรฐาน ขับเคลื่อนการพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย (EnPAT) อย่างครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน การพัฒนากระบวนการผลิต ไปจนถึงการทดสอบใช้งานจริงในระบบไฟฟ้า

EnPAT เป็นนวัตกรรมที่สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างเทคโนโลยีของตนเอง โดยมีคุณสมบัติเด่นด้านความปลอดภัย ด้วยอุณหภูมิจุดติดไฟสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส ช่วยลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในหม้อแปลงไฟฟ้า อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ลดค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาในระยะยาว ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ

หัวใจสำคัญที่ทำให้งานวิจัย EnPAT ก้าวข้ามจาก “ความสำเร็จในห้องปฏิบัติการ” ไปสู่ “การใช้งานจริง” คือบทบาทของ ดร.สิทธิกร ลาภาพงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณและทีมงาน MTEC ดร.สิทธิกร ได้นำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมกระบวนการผลิต (process engineering) มาใช้ในการออกแบบ พัฒนา และควบคุมระบบการผลิต EnPAT ให้สามารถขยายกำลังการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับโรงประลอง (pilot scale) ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันสามารถผลิต EnPAT ได้ที่ระดับประมาณ 300 ลิตรต่อครั้ง ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการนำร่องใช้งานในหม้อแปลงไฟฟ้าจริง

การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนการนำร่องใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานในระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ ดร.สิทธิกรเน้นย้ำว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้างของงานวิจัยไทยในปัจจุบัน คือช่องว่างระหว่างห้องปฏิบัติการกับระดับอุตสาหกรรม MTEC จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปผลิตและใช้งานได้จริง EnPAT เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมมาแปลงผลงานวิจัยให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม” ปัจจุบัน ทีมวิจัย MTEC ได้พัฒนาระบบการผลิต EnPAT ในระดับโรงประลองที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับการใช้งานกับหม้อแปลงไฟฟ้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหม้อแปลงไฟฟ้าใหม่ การเติมในหม้อแปลงไฟฟ้าเดิม หม้อแปลงเครื่องมือวัด รวมถึงหม้อแปลงสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ และยังมีความพร้อมในการต่อยอดขยายกำลังการผลิตสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ในอนาคต

นอกจากนี้ หม้อแปลงไฟฟ้าที่บรรจุ EnPAT ได้รับการติดตั้งใช้งานจริงแล้วจำนวน 10 จุด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ภายใต้การดำเนินงานร่วมกับ กฟน. และกฟภ. ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึง สมรรถนะ ความปลอดภัย และความเชื่อถือได้ของ EnPAT ในสภาพการใช้งานจริง และเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันความพร้อมของเทคโนโลยีสำหรับการนำไปใช้ในระดับเชิงพาณิชย์ต่อไป

นอกจากมิติด้านพลังงานและความปลอดภัยแล้ว EnPAT ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย โดยสามารถเปลี่ยนน้ำมันปาล์มส่วนเกินให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมโอลิโอเคมี (Oleochemicals) ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร ลดการขาดดุลการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

ผลงาน EnPAT จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมด้านวัสดุหรือพลังงาน แต่เป็นตัวอย่างของบทบาท MTEC ในการเชื่อมโยงงานวิจัย วิศวกรรม และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างให้กับประเทศ และเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ ปลอดภัย พึ่งพาตนเองได้ และพร้อมใช้งานจริง

สนใจติดต่อ
ดร.สิทธิกร ลาภาพงศ์
ทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4322
อีเมล: sittikol@mtec.or.th

The post จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว https://www.mtec.or.th/mci/ Tue, 05 May 2026 01:49:29 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44895 ดัชนีความหมุนเวียนของวัสดุ (Material Circularity Indicator) หรือ MCI เป็นเครื่องมือสำคัญที่เปรียบเสมือน 'ไม้บรรทัด' ใช้วัดระดับความรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทรัพยากรถูกขุดขึ้นมาใช้

The post MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ดัชนีความหมุนเวียนของวัสดุ (Material Circularity Indicator) หรือ MCI เป็นเครื่องมือสำคัญที่เปรียบเสมือน ‘ไม้บรรทัด’ ใช้วัดระดับความรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทรัพยากรถูกขุดขึ้นมาใช้ จนถึงวันที่วัสดุหรือสินค้าหนึ่งๆ กลายเป็นขยะ ดัชนี MCI บ่งบอกว่าทรัพยากรมีการ ‘หมุนเวียน’  ได้คุ้มค่าเพียงใด หรือเป็นเพียงแค่การผลิต-ใช้-ทิ้ง

MCI วัดผลผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) ปริมาณการใช้วัตถุดิบใหม่ (2) สัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล/วัตถุดิบใช้ซ้ำ/วัตถุดิบทางชีวภาพจากการผลิตที่ยั่งยืน (3) ปริมาณของเสียทั้งหมดที่เข้าสู่หลุมฝังกลบ (4) อายุการใช้งาน ค่าคะแนนจะแสดงเป็นตัวเลข 0 ถึง 1 โดยตัวเลขที่สูงบ่งบอกถึงความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง

เพื่อเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2570 ตามหมุดหมายที่ 10 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 เอ็มเทค โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) จึงเร่งขับเคลื่อนภารกิจในฐานะกลไกหลักด้านข้อมูล (data provider) เพื่อกำหนดดัชนีชี้วัดความยั่งยืนของประเทศ

ด้วยตระหนักว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นทั้งรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและฟันเฟืองของภาคเศรษฐกิจทุกส่วน และสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้สูงหากขาดการจัดการที่เหมาะสม TIIS จึงร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนไทยพัฒนา MCI ผ่านการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ประกอบการในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง 12 ประเภทหลักอย่างต่อเนื่อง และเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์

ผลการดำเนินงานในปี 2567 พบว่า ค่าเฉลี่ย MCI ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทยอยู่ที่ 0.32 โดยมีกลุ่มโลหะโครงสร้างเป็นกลุ่มโดดเด่นที่สุดด้วยค่าดัชนีสูงถึง 0.74 ขณะที่วัสดุกลุ่มกระเบื้องปูพื้นและท่อพลาสติกพีวีซี มีค่าดัชนี 0.11 จึงนับเป็นโจทย์ใหญ่ที่สะท้อนถึงโอกาสและความท้าทายในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการทรัพยากรของไทยให้ก้าวสู่ความเป็นวงจรหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ

การนำ MCI มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดสำคัญในเวทีโลก เพราะ MCI เป็นหนี่งในเงื่อนไขระดับสากลและเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยลดการเกิดขยะจากภาคอุตสาหกรรม แรงกดดันที่ชัดเจนมาจากกฎระเบียบ ESPR ของสหภาพยุโรปที่บังคับใช้ Digital Product Passport ในการตรวจสอบความทนทานและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลอย่างเข้มงวด

ในอนาคตอันใกล้ เกณฑ์การวัดผลจะขยายครอบคลุมไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น พลาสติก และส่งแรงกระเพื่อมไปยังภาคการเกษตรและอาหาร ผ่านกฎระเบียบด้านความยั่งยืนอื่นๆ ของโลก

เอ็มเทคพร้อมเป็นพันธมิตรเพื่อประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สนใจติดต่อ
คุณทัศนีย์วรรณ ชมอินทร์
ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส
ทีมวิจัยเศรษฐกิจหมุนเวียนและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบูรณาการเพื่อการฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4776

The post MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์ https://www.mtec.or.th/modern-manu-3d/ Fri, 03 Apr 2026 07:11:27 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44334 วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่ยังสั่นสะเทือนห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะการพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มากเกินไป ย่อมเสี่ยงต่อการผลิตที่จะหยุดชะงักลงหากเส้นทางการค้าถูกตัดขาด

The post เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่ยังสั่นสะเทือนห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะการพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มากเกินไป ย่อมเสี่ยงต่อการผลิตที่จะหยุดชะงักลงหากเส้นทางการค้าถูกตัดขาด

ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์วิกฤตสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และยังเป็นช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การใช้ทรัพยากรมีความคุ้มค่าสูงสุด

เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนานวัตกรรมเส้นฟิลาเมนต์โลหะสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติ โดยนำองค์ความรู้จากกระบวนการฉีดขึ้นรูปโลหะ (MIM) มาใช้ในการผสานผงโลหะสมรรถนะสูงเข้ากับโพลิเมอร์ ทำให้สามารถใช้ฟิลาเมนต์กับเครื่องพิมพ์ทั่วไปอย่าง Material Extrusion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมนี้ช่วยทลายกำแพงด้านต้นทุนซึ่งเกิดจากเทคโนโลยี Laser Powder Bed Fusion ที่มีราคาสูง โดยเปลี่ยนไปใช้กระบวนการ 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การพิมพ์ การไล่โพลิเมอร์ และการเผาผนึก จนได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์

ทีมวิจัยมุ่งพัฒนาวัสดุสเตนเลสสตีล เกรด 316L สำหรับงานวิศวกรรมทั่วไป และไทเทเนียมผสม Ti-6Al-4V สำหรับกลุ่มเครื่องมือแพทย์ ความท้าทายอยู่ที่การเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานต่อแรงกดอัดของเส้นฟิลาเมนต์ ควบคู่ไปกับการควบคุมการเผาสลายตัวของอิลาสโตเมอร์ให้สมบูรณ์

จุดเด่นอีกประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการพึ่งพาแม่พิมพ์และห่วงโซ่อุปทานระยะไกล มาสู่การสร้างคลังอะไหล่ดิจิทัลที่สามารถผลิตชิ้นส่วนได้ทันทีตามต้องการ เพียงมีไฟล์ออกแบบและเส้นฟิลาเมนต์ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนชิ้นส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้วัสดุที่ใช้ในปัจจุบันมีราคาสูงและต้องนำเข้า ทว่าการผลิตได้เองภายในประเทศย่อมจะช่วยลดต้นทุนได้ เอ็มเทคยังได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรในยุโรปเพื่อพัฒนาการรีไซเคิลเศษไทเทเนียม ให้กลับมาเป็นผงโลหะคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงวัตถุดิบนำเข้าอีกทางหนึ่ง

เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติโดยเอ็มเทคช่วยสร้างความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งยังช่วยลดขยะจากการผลิตและลดภาระด้านโลจิสติกส์ ตอบโจทย์ความยั่งยืนในมิติ “Go Green” นวัตกรรมนี้ผสานองค์ความรู้วิศวกรรมของไทยเข้ากับโจทย์จริงของภาคเอกชน เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เข้าถึงได้ และช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่มั่นคง

ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ ‘วิศวกรรมเพื่ออนาคต: การผลิตยุคใหม่และความท้าทายด้านความยั่งยืน’ ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฟรีได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/

สนใจติดต่อ
ดร.ชนันฐ์ สุวรรณปรีชา นักวิจัย
ทีมวิจัยโลหะผสมและการผลิตอัจฉริยะ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500

The post เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก https://www.mtec.or.th/green-steel/ Fri, 20 Mar 2026 06:52:19 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43839 ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8 ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น

การผลิตเหล็กกล้าใช้เตาถลุงแบบพ่นลม (blast furnace) ร่วมกับเตาหลอมเป่าออกซิเจนพื้นฐาน (basic oxygen furnace) ทั้งนี้ทุก 1 ตันของเหล็ก จะปล่อย CO2 สูงถึง 2.0–2.5 ตัน

ด้วยเหตุนี้ ‘Green Steel’ หรือ เหล็กกล้าซึ่งกระบวนการผลิตมีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าในประเทศสามารถเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการใช้ข้อบังคับและกฎระเบียบด้านควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง รวมถึงรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในประเทศ 

ทำไม Green Steel จึงสำคัญ?

  1. มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ: มาตรการอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กับสินค้ากลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย
  2. ความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง: ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยานยนต์ จำเป็นต้องใช้กลุ่มวัสดุที่ปล่อยคาร์บอนต่ำในกระบวนการผลิต เพื่อให้สินค้าทั้งชิ้น (เช่น รถยนต์ 1 คัน) มียอดรวมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงตามมาตรฐานสากล
  3. นโยบายภาครัฐ: การผลักดันนโยบาย Green Procurement (การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว) จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากการคัดเลือกวัสดุจะพิจารณาพารามิเตอร์ด้านสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มุ่งผลักดันและเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาคนโยบายและภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่ใช้ได้จริงในภาคธุรกิจ

เอ็มเทคมีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคเพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิต และให้คำแนะนำในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของไทย เช่น การพิจารณาใช้เชื้อเพลิงชีวมวล หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบเตาหลอมไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ ‘Green Steel: Sustainable Engineering Material for the Next Move’ ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) เพื่อสำรวจเส้นทางเทคโนโลยี กลไกคาร์บอนเครดิต และการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำอุตสาหกรรมเหล็กไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวระดับโลก

งานสัมมนาเจาะลึกเทคโนโลยีการผลิต Green Steel จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เรียนรู้นโยบายและประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่น และแนวทาง Net-zero ของอุตสาหกรรมเหล็กในอาเซียน รวมทั้งเสวนาเกี่ยวกับบริบทของไทย โดยตัวแทนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฯ, สภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมด้วยองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน), บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฟรีได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/  หรือสอบถาม คุณสมฤทธิ์ พุทธันบุตร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4728 อีเมล: somrit.bud@mtec.or.th

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน https://www.mtec.or.th/biomass/ Fri, 06 Mar 2026 07:07:43 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43518 พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชีวมวลของไทยอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยร่วมงานกับองค์กรที่มีข้อมูลด้านชีวมวลอยู่แล้ว พร้อมเสริมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรและองค์ประกอบทางเคมีของเชื้อเพลิง เพื่อช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หัวใจของงานวิจัย คือการ ‘เข้าใจปัญหาที่แท้จริง’ ทีมวิจัยของเอ็มเทคลงพื้นที่ศึกษาโรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่ง เก็บข้อมูลตัวอย่างท่อที่เกิดความเสียหายและตัวอย่างเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา จากนั้นจึงพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากระบบการผลิตไฟฟ้า เอ็มเทคยังให้ความสำคัญกับต้นทางของพลังงาน คือกระบวนการเก็บเกี่ยวชีวมวล โดยพัฒนาและออกแบบรถเก็บเกี่ยวชีวมวลให้มีมาตรฐาน ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ เพื่อทดแทนการใช้เครื่องจักรดัดแปลงที่อาจดูแลรักษายาก การออกแบบเครื่องจักรให้เป็นต้นแบบมาตรฐานจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว ทำให้ใช้งานเครื่องจักรได้อย่างคุ้มค่า
นอกจากนี้ ปัญหาการกัดกร่อนและการสึกหรอของอุปกรณ์ในโรงไฟฟ้าก็เป็นสาเหตุหลักของการหยุดเดินเครื่อง เอ็มเทคจึงพัฒนาเครื่องมือทดสอบการกัดกร่อน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและความเสียหายของอุปกรณ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ในระยะยาว เอ็มเทคมีเป้าหมายจัดตั้งแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาด้านเทคนิคสำหรับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ โดยอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลแหล่งเชื้อเพลิง พื้นที่เพาะปลูก และข้อมูลทางเคมีที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้า ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเดินเครื่องและการซ่อมบำรุงได้ดีขึ้น ลดการหยุดชะงักของระบบ และเพิ่มเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้า

เอ็มเทคยังได้ขยายขอบเขตข้อมูลเชื้อเพลิงชีวมวลโดยเพิ่มข้อมูลธาตุสำคัญ เช่น โพแทสเซียม คลอรีน และซิลิคอน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุปกรณ์เกิดการกัดกร่อนและสึกหรอ ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมเชื้อเพลิงจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ยอดอ้อยและใบอ้อย และมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสียหายของอุปกรณ์ และลดการหยุดเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า

ในงานประชุมประจำปีของ สวทช. หรือ NAC 2026 ภายใต้หัวข้อ เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นประเด็นความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะมีการนำเสนอหัวข้อสัมมนา ‘ร่วมสร้างฐานข้อมูลอัจฉริยะ ลดความสูญเสีย เพิ่มเสถียรภาพ เปลี่ยนชีวมวลไทยให้เป็นพลังงานที่ยั่งยืน’ เพื่อให้การขับเคลื่อนพลังงานชีวมวลของไทยมีความมั่นคงและยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789 อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน https://www.mtec.or.th/agribio-tape/ Mon, 16 Feb 2026 01:28:32 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43213 เทปพลาสติกเป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการขยายพันธุ์พืชแบบเชื่อมต่อเนื้อเยื่อ เช่น การเสียบยอด การทาบกิ่ง และการติดตา เกษตรกรจะใช้เทปพลาสติกพันให้เนื้อเยื่อของกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอแนบสนิทกัน เพื่อปิดกั้นไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเข้าสู่รอยแผล

The post AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทปพลาสติกเป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการขยายพันธุ์พืชแบบเชื่อมต่อเนื้อเยื่อ เช่น การเสียบยอด การทาบกิ่ง และการติดตา เกษตรกรจะใช้เทปพลาสติกพันให้เนื้อเยื่อของกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอแนบสนิทกัน เพื่อปิดกั้นไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเข้าสู่รอยแผล ทำให้เนื้อเยื่อเชื่อมติดกันเร็วเกิดเป็นต้นใหม่ที่มีลักษณะตามกิ่งพันธุ์ดี

อย่างไรก็ดี การใช้งานเทปพลาสติกพันกิ่งที่ไม่มีฟังก์ชันป้องกันจุลินทรีย์ก่อโรค อาจมีความเสี่ยงที่กิ่งพันธุ์จะเกิดการติดเชื้อผ่านแผลเปิด ส่งผลให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้บนต้นตอ และอาจทำให้ต้นตอยืนต้นตาย

ทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกันพัฒนา ‘เทปพลาสติกชีวภาพ หรือ AgriBio Tape’ เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

นวัตกรรมชิ้นนี้อาศัยความรู้ด้านการเลือกวัสดุ การออกแบบพอลิเมอร์ชนิดใหม่ให้มีสมบัติตามต้องการ และมุ่งเน้นการใช้กระบวนการแบบเดิม (conventional process) ในการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างและขนาดที่หลากหลายและใช้งานได้จริง ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการและไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม

เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของเกษตรกรได้อย่างตรงจุด ทีมวิจัยได้พัฒนา AgriBio Tape โดยเลือกใช้วัสดุพอลิเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ 2 ชนิด โดยศึกษาสัดส่วนของพลาสติกที่เหมาะสม เทปที่พัฒนาขึ้นสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เหนียว ยืดหยุ่น ดึงยืดได้ดีตามแนวยาว และฉีกได้ง่ายตามแนวขวาง จึงไม่ต้องใช้อุปกรณ์ตัด เมื่อพันทับซ้อนกันผิวเทปสามารถยึดติดกันเองได้ (self-adhesive) ระบายของเหลวและไอน้ำจากแผลเปิดของต้นตอและกิ่งพันธุ์ได้ดี ที่สำคัญคือ ยังเพิ่มฟังก์ชันความต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคโดยใช้สารสกัดจากธรรมชาติอีกด้วย

AgriBio Tape สามารถใช้กับพืชเศรษฐกิจได้หลายชนิด โดยใช้ปิดแผล ขยายพันธุ์ รวมถึงห่อหุ้มผลิตผลเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการดูแลรักษาและเพิ่มผลผลิต จึงเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย เพื่อเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นวัตกรรม AgriBio Tape ยังคว้ารางวัลเหรียญทองแดงจากเวทีระดับโลก ในงาน Seoul International Invention Fair (SIIF 2025) รางวัลเหรียญเงินจากเวทีระดับชาติ ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2568 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการประกวดผลงานนักศึกษาสหกิจศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2567 อีกด้วย

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero https://www.mtec.or.th/en-waste-expo/ Mon, 26 Jan 2026 02:24:23 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42944 ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มีเป้าหมายใหญ่ประการหนึ่งคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero จึงดำเนินกิจกรรมและใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเป้าหมายนี้

The post นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มีเป้าหมายใหญ่ประการหนึ่งคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero จึงดำเนินกิจกรรมและใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเป้าหมายนี้ โดยการใช้เทคโนโลยีวัสดุพัฒนาและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเชิงเทคนิค โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลสารสนเทศด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของประเทศ

เนื่องจากเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มีความสัมพันธ์เกื้อหนุนเป้าหมาย Net Zero เพราะว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดการเกิดของเสีย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตและขนส่ง ดังนั้น เอ็มเทคจึงมุ่งสร้างนวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมสีเขียวและดำเนินกลยุทธ์ End-of-Waste (EOW) โดยการใช้เทคโนโลยีวัสดุเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้กลายเป็นวัสดุรอง (Secondary Material) หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

เอ็มเทคดำเนินกิจกรรม End-of-Waste โดยร่วมกับหน่วยงานในภาครัฐที่เป็นผู้กำหนดนโยบายและบริษัทในภาคอุตสาหกรรมที่สนใจงานวิจัยและต้องการสร้างนวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าให้กับกากอุตสาหกรรม โดยเอ็มเทคให้บริการในรูปแบบต่างๆ เช่น รับจ้างวิจัย เป็นที่ปรึกษา และวิเคราะห์ทดสอบ

ตัวอย่างผลงานในช่วงที่ผ่านมา เช่น

  • สารละลายไบโอโซเดียมซิลิเกต และไบโอโพแทสเซียมซิลิเกตจากเถ้าแกลบ
  • วัสดุก่อสร้างยิปซั่มบอร์ด จากยิปซั่มสังเคราะห์
  • วัตถุดิบทดแทนอะลูมินา ในการทำปูนซิเมนต์ จากอะลูมิเนียมดรอส
  • ไบโอชาร์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อผลิตสารปรับปรุงสภาพดินที่ช่วยกักเก็บธาตุอาหารและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
  • ทรายแมวจากวัสดุเกษตรไทย “เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และสุขอนามัยที่ดีของสัตว์เลี้ยง”
  • บล็อกคอนกรีตประสิทธิภาพสูงจากตะกรันเหล็ก
  • คอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็ว และบล็อกช่องลมจากเศษกระเบื้องเหลือทิ้ง
  • เม็ดมวลเบาสังเคราะห์จากของเสียหรือวัสดุพลอยได้จากอุตสาหกรรม

นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังส่งผลดีในภาพรวม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในด้านการใช้ทรัพยากร ลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ และลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดด้วยการฝังกลบ และยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเข้ากับมาตรการกีดกันทางการค้า  และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่เน้นความยั่งยืนได้

พบกับนวัตกรรมของเอ็มเทค (BOOTH NO. P16/1) ในงานแสดงสินค้า บริการ และสัมมนาด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดการของเสียแห่งเอเชีย (Asia EnwastExpo) จัดโดยกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2569 อาคาร 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น https://www.mtec.or.th/coating/ Tue, 20 Jan 2026 02:30:58 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42883 อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง (ประตู หน้าต่าง) การขนส่ง (รถ เรือ เครื่องบิน) เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์ (ฟอยล์ กระป๋องเครื่องดื่ม)

The post การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง (ประตู หน้าต่าง) การขนส่ง (รถ เรือ เครื่องบิน) เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์ (ฟอยล์ กระป๋องเครื่องดื่ม)

การใช้งานที่มากขึ้นนี้ย่อมส่งผลให้เกิดเศษอะลูมิเนียมหมุนเวียนในปริมาณที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น การนำเศษอะลูมิเนียม (aluminum scrap) กลับมาใช้ใหม่จึงเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง อะลูมิเนียมบิลเลต (อะลูมิเนียมแท่งหน้าตัดกลม) เป็นวัตถุดิบต้นทางในการขึ้นรูปกรอบประตูหน้าต่าง อาคารสมัยใหม่นิยมใช้อะลูมิเนียมที่มีสีสันหลากหลายจากกระบวนการทำสี เพื่อเพิ่มความสวยงามและความทนทานต่อการกัดกร่อน ในอดีตมักใช้กระบวนการอะโนไดซ์ (anodizing) ในการทำอะลูมิเนียมให้เป็นสีเงิน ชา หรือดำ แต่ปัจจุบันมีความต้องการสีสันที่หลากหลายมากขึ้นจึงนิยมใช้การพ่นสีฝุ่น

เมื่อเกิดของเสียในกระบวนการผลิต รวมถึงเมื่อมีการรื้อถอนอาคาร เศษอะลูมิเนียมที่มีสีฝุ่นจะถูกนำมาหลอมใหม่เพื่อรีไซเคิล ทั้งนี้จะพบปัญหาใหญ่คือ การสลายตัวของสารเคลือบและสีฝุ่น ทำให้เกิดควันและกลิ่นจากสารระเหยต่างๆ ในปริมาณที่มากเกินกว่าเกณฑ์การควบคุมมลพิษของโรงงานทั่วไปจะรับได้ ส่งผลให้ไม่สามารถนำเศษอะลูมิเนียมที่มีสีฝุ่นมารีไซเคิลในปริมาณมากได้

นอกจากนี้ สารเคลือบผิวดังกล่าวยังก่อให้เกิดกากโลหะอะลูมิเนียม (dross) ในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและความซับซ้อนในการจัดการมลภาวะ

ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงได้พัฒนากระบวนการรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น โดยศึกษาผลกระทบของสารเคลือบสีฝุ่นบนอะลูมิเนียมต่อสมบัติของวัสดุรีไซเคิล วิเคราะห์สิ่งปนเปื้อน ปริมาณการได้กลับคืนเนื้อ (% yield) และสมบัติทางกลของบิลเลต รวมถึงตรวจสอบชนิดและปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้นในระหว่างการรีไซเคิล เพื่อหาแนวทางการจัดการที่เหมาะสม

ทีมวิจัยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้เศษอะลูมิเนียมที่มีสารเคลือบประเภทพ่นสีฝุ่นในกระบวนการรีไซเคิล เพื่อลดปริมาณขยะโลหะและควบคุมการเกิดก๊าซมลภาวะจากกระบวนการรีไซเคิลอะลูมิเนียม จึงได้พัฒนาระบบจัดการเศษอะลูมิเนียมที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงรักษาคุณภาพของกระบวนการผลิต แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว

ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะศึกษาการใช้พลังงานในการรีไซเคิลอะลูมิเนียมเปรียบเทียบกับการผลิตใหม่ พร้อมหาแนวทางลดและเพิ่มมูลค่ากากโลหะ เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
นายสมภพ เพชรคล้าย
ทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตอะลูมิเนียม กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4619
อีเมล: sompobp@mtec.or.th

The post การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล https://www.mtec.or.th/dmrv/ Mon, 12 Jan 2026 02:06:44 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42749 การวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านนวัตกรรมทางวัสดุมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งนี้ ในภาคการเกษตรและชุมชน มีการดำเนินโครงการพัฒนาระบบ Biochar-dMRV Platform

The post dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านนวัตกรรมทางวัสดุมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งนี้ ในภาคการเกษตรและชุมชน มีการดำเนินโครงการพัฒนาระบบ Biochar-dMRV Platform เพื่อช่วยให้โครงการด้านคาร์บอนเครดิตจากไบโอชาร์ระดับชุมชนสามารถประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนด้วยไบโอชาร์ได้อย่างเป็นระบบ

ระบบ Biochar-dMRV Platform เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยในการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูลการผลิตไบโอชาร์ในพื้นที่ชุมชนอย่างแม่นยำและน่าเชื่อถือ

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือ การบูรณาการข้อมูลแบบอัตโนมัติผ่านการเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ Biochar-IoT Box ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบตรวจวัดและบันทึกอุณหภูมิและระยะเวลาการเผาไหม้ของเตาผลิตไบโอชาร์แบบต่อเนื่องและอัตโนมัติ

ไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวภาพที่ผลิตโดยการนำชีวมวลเหลือทิ้งไปผ่านกระบวนการไพโรไลซิสหรือแก๊สซิฟิเคชัน มีสมบัติในการปรับปรุงดินและยังช่วยกักเก็บคาร์บอนได้อีกด้วย ดังนั้น แพลตฟอร์ม Biochar-dMRV จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง “มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม” ให้แก่ไบโอชาร์ผ่านกลไกการรับรองคาร์บอนเครดิต

ระบบ Biochar-dMRV Platform ผสานเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ในการตรวจวัดและส่งข้อมูล ช่วยสร้างความโปร่งใส ลดข้อผิดพลาด จึงสามารถนำข้อมูลไปประมวลผลค่าศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) ของไทยได้อย่างแม่นยำ

เนื่องจากทีมวิจัยเอ็มเทคได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิในการผลิตไบโอชาร์ในประเทศ เพื่อใช้ประกอบการจัดทำมาตรฐานคุณภาพของไบโอชาร์ และการกักเก็บคาร์บอนอย่างถาวรของไบโอชาร์ระดับอาเซียน ระบบ dMRV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจึงทำหน้าที่เสมือนสะพานเชื่อมระหว่างข้อมูลการผลิตที่เชื่อถือได้ เมื่อประกอบกับเกณฑ์การรับรองที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ ทำให้ให้แน่ใจได้ว่าการประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแค่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือทางวิชาการผ่านกลไกการตรวจวัดข้อมูลที่มีความแม่นยำ แต่ยังช่วยให้ชุมชนผู้ผลิตไบโอชาร์เข้าถึงกลไกคาร์บอนเครดิต และเตรียมความพร้อมสู่การขอรับรอง T-VER และการสร้างรายได้เสริมในอนาคต

ตลอดระยะเวลาราว 2 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของเอ็มเทค ได้เป็นกำลังสำคัญในการบุกเบิกและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโครงการด้านไบโอชาร์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบวิเคราะห์ทดสอบ การประเมินมลพิษทางอากาศจากเตาผลิตไบโอชาร์ ไปจนถึงการวางรากฐานด้านมาตรฐานการประเมินการกักเก็บคาร์บอนจากไบโอชาร์ อันจะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศอย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (ดร.เปรมฤดี กาญจนปิยะ)
โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4452
เว็บไซต์ https://www.mtec.or.th/env-research-group-mse-team/

 

The post dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>