การกัดกร่อน Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/การกัดกร่อน/ National Metal and Materials Technology Center Thu, 28 May 2026 02:35:29 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico การกัดกร่อน Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/การกัดกร่อน/ 32 32 หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์ความเสียหายทางโลหะวิทยา ครั้งที่ 9 (วันที่ 17-21 สิงหาคม 2569) https://www.mtec.or.th/9th-workshop-on-metallurgical-failure-analysis-2026/ Fri, 22 May 2026 10:57:03 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45388 หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์ผิวหน้าแตกหักโลหะภาคปฏิบัติ (วันที่ 15-16 ธันวาคม 2568) หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการการวิเคราะห์ความเสียหายทางโลหะวิทยา ครั้งที่ 9(The 9th Workshop on Metallurgical Failure Analysis ... Read more

The post หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์ความเสียหายทางโลหะวิทยา ครั้งที่ 9 (วันที่ 17-21 สิงหาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์ผิวหน้าแตกหักโลหะภาคปฏิบัติ (วันที่ 15-16 ธันวาคม 2568)

หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ
การวิเคราะห์ความเสียหายทางโลหะวิทยา ครั้งที่ 9
(The 9th Workshop on Metallurgical Failure Analysis 2026)

จัดโดย
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ 
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

วันที่ 17-21 สิงหาคม 2569 เวลา 9.00-17.30 น.
โรงแรมการ์เด้นคลิฟ รีสอร์ท แอนด์สปา ตำบลบางละมุง จังหวัดชลบุรี

หลักการและเหตุผล
        ความเสียหายของชิ้นส่วน เครื่องจักร และโครงสร้างทางวิศวกรรม เป็นปัญหาที่เกิดได้ในทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบการผลิต พลังงาน ปิโตรเคมี ยานยนต์ ระบบขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน หรืออุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบทั้งความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน การหยุดชะงักในกระบวนการผลิต ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาพลักษณ์องค์กร
        “การวิเคราะห์ความเสียหายทางโลหะวิทยา” (Metallurgical Failure Analysis) ต้องอาศัยองค์ความรู้แบบสหวิทยาการ ตั้งแต่โลหะวิทยา วิศวกรรมวัสดุ วิศวกรรมเครื่องกล กระบวนการผลิต การตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (NDT) รวมถึงประสบการณ์ เพื่อวิเคราะห์หารากของปัญหา (Root Cause Analysis) อย่างเป็นระบบ เพื่อนำมากำหนดแนวทางป้องกัน แก้ไข และเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบวิศวกรรมอย่างยั่งยืน
        ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ “การวิเคราะห์ความเสียหายทางโลหะวิทยา ครั้งที่ 9” จึงมุ่งเน้นการพัฒนาความรู้และทักษะในการวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุและชิ้นส่วนทางวิศวกรรมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่หลักการพื้นฐาน เทคนิคการตรวจสอบ การวิเคราะห์ลักษณะการแตกหัก การวิเคราะห์ผลการทดสอบ จนถึงการสรุปสาเหตุและแนวทางป้องกันความเสียหายในอนาคต
        ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ภาคทฤษฎี การสาธิตเครื่องมือ และฝึกปฏิบัติจากกรณีศึกษาจริง ภายใต้การถ่ายทอดประสบการณ์ โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การวิเคราะห์ความเสียหายมากกว่า 25 ปี ทั้งจากสถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้รับโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างมุมมองเชิงวิศวกรรม และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในองค์กร

วัตถุประสงค์
เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถ
  1.เข้าใจกลไกและสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความเสียหายของวัสดุและชิ้นส่วนทางวิศวกรรม
  2.เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะการใช้งาน กระบวนการผลิต คุณสมบัติวัสดุ และรูปแบบความเสียหายที่เกิดขึ้น
  3.เรียนรู้แนวทางและขั้นตอนการวิเคราะห์ความเสียหายตามหลักวิศวกรรมและมาตรฐานสากล
  4.เรียนรู้เทคนิคการตรวจสอบและเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ความเสียหาย
  5.สามารถวิเคราะห์ลักษณะการแตกหักและประเมินสาเหตุเบื้องต้นของความเสียหายได้อย่างเป็นระบบ
  6.พัฒนาทักษะในการสื่อสารข้อมูลทางเทคนิคและการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา
  7.สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการป้องกัน ลดความเสียหาย และเพิ่มความน่าเชื่อถือของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในองค์กร
  8.ได้รับองค์ความรู้เชิงลึกจากกรณีศึกษาจริงและประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม
  9.ได้ฝึกปฏิบัติจริงในการวิเคราะห์ความเสียหาย พร้อมนำเสนอผลการวิเคราะห์ในรูปแบบวิชาชีพ

รูปแบบกิจกรรม
  – การอบรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น
  – การสาธิตเทคนิคและเครื่องมือวิเคราะห์ความเสียหายโดยผู้เชี่ยวชาญ
  – การเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาความเสียหายจริงจากภาคอุตสาหกรรม
  – การฝึกปฏิบัติด้านการตรวจสอบ วิเคราะห์ และตีความลักษณะความเสียหายของชิ้นงาน
  – การทำกิจกรรมกลุ่มเพื่อวิเคราะห์กรณีศึกษาและนำเสนอผลการวิเคราะห์
  – การจัดแสดงและสาธิตเครื่องมือทดสอบและตรวจสอบจากภาคเอกชน
  – การประเมินความรู้ทั้งก่อนและหลังการอบรม พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านเกณฑ์

คุณสมบัติของผู้สมัครเข้ารับการอบรม
  – วิศวกร ช่างเทคนิค นักวิจัย นักวิชาการ หรือบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม
  – ผู้ที่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมวัสดุ โลหการ วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมอุตสาหการ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
  – ผู้ที่ปฏิบัติงานด้านการผลิต การซ่อมบำรุง การตรวจสอบคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ หรือการวิเคราะห์ความเสียหายของอุปกรณ์และโครงสร้างทางวิศวกรรม

ผู้มีสิทธิ์ได้รับประกาศนียบัตรรับรอง
ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร เมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วนดังต่อไปนี้
  – ผ่านเกณฑ์การประเมินความรู้ด้วยคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70
  – มีเวลาเข้าร่วมการอบรมสะสมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของระยะเวลาทั้งหมดของหลักสูตร

กำหนดการ
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569
บทปริทัศน์การวิเคราะห์ความเสียหาย จุดบกพร่องในโลหะ และการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย
08:00 น. – 08:30 น. ลงทะเบียนและทำแบบทดสอบก่อนการอบรม (Pre-test)
08:30 น. – 09:00 น. บทปริทัศน์ด้านการวิเคราะห์ความเสียหายและแนวทางการป้องกัน
09:00 น. – 10:30 น.  กระบวนการผลิตทางโลหะวิทยาและจุดบกพร่องที่ส่งผลต่อความเสียหายของวัสดุ
10:30 น. – 10:45 น.   พักรับประทานอาหารว่าง
10:45 น. – 12:00 น.    ความเสียหายของวัสดุและชิ้นส่วนจากกระบวนการเชื่อม (Failure of Materials in Welding)
12:00 น. – 13:00 น.    พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 น. – 15:00 น.    การประยุกต์ใช้เทคนิคการทดสอบแบบไม่ทำลาย (NDT) ในงานวิเคราะห์ความเสียหาย และการเลือกใช้วิธีการตรวจสอบที่เหมาะสม
15:00 น. – 15:15 น.     พักรับประทานอาหารว่าง
15:15 น. – 18:00 น.     ภาคปฏิบัติ: การสาธิตและฝึกปฏิบัติการทดสอบแบบไม่ทำลายด้วยเครื่องมือจริง

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569
การวิเคราะห์ความเสียหายและการวิเคราะห์ผิวหน้าแตกหัก
09:00 น. – 10:30 น. หลักการและขั้นตอนการวิเคราะห์ความเสียหายทางวิศวกรรม
10:30 น. – 10:45 น.  พักรับประทานอาหารว่าง
10:45 น. – 12:00 น.   การเสียหายจากแรงทางกลและการวิเคราะห์ผิวหน้าแตกหัก (Fractography)
12:00 น. – 13:00 น.   พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 น. – 14.30 น.   การวิเคราะห์การแตกหักจากความล้า (Analysis of Fatigue Fracture)
14:30 น. – 14:45 น.    พักรับประทานอาหารว่าง
14:45 น. – 17:00 น.    ภาคปฏิบัติ: การเก็บรักษาหลักฐาน การสุ่มตัวอย่าง และการวิเคราะห์ผิวหน้าแตกหักจากกรณีศึกษาจริง

วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569
การเสียหายจากการกัดกร่อน และแนวทางการป้องกัน
09:00 น. – 10:30 น. กลไกการกัดกร่อน และแนวทางการป้องกัน
10:30 น. – 10:45 น.  พักรับประทานอาหารว่าง
10:45 น. – 12:00 น.   กลไกการกัดกร่อน และแนวทางการป้องกัน (ต่อ)
12:00 น. – 13:00 น.  พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 น. – 14:30 น.   กรณีตัวอย่างการวิเคราะห์ความเสียหายของชิ้นส่วนที่เสียหายจากการกัดกร่อน
14:30 น. – 14:45 น.   พักรับประทานอาหารว่าง
14:45 น. – 17:30 น.    ภาคปฏิบัติ: การวิเคราะห์ความเสียหายจากการกัดกร่อน การประเมินสาเหตุรากของปัญหา (Root Cause Analysis) และแนวทางป้องกัน

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569
การเสียหายของโลหะจากการใช้งานที่อุณหภูมิสูง
09:00 น. – 10:30 น. กลไกการเสื่อมสภาพและความเสียหายของโลหะจากการใช้งานที่อุณหภูมิสูง
10:30 น. – 10:45 น.  พักรับประทานอาหารว่าง
10:45 น. – 12:00 น.   กลไกการเสื่อมสภาพและความเสียหายของโลหะจากการใช้งานที่อุณหภูมิสูง (ต่อ)
12:00 น. – 13:00 น.   พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 น. – 14:30 น.   กรณีศึกษาความเสียหายของชิ้นส่วนที่ใช้งานภายใต้อุณหภูมิสูง
14:30 น. – 14:45 น.   พักรับประทานอาหารว่าง
14:45 น. – 15:15 น.    การตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคภาคสนาม (In-situ Metallography)
15:15 น. – 17:00 น.    ภาคปฏิบัติ: การประเมินการเสื่อมสภาพของโลหะจากการใช้งานที่อุณหภูมิสูง  (แบ่งกลุ่มปฏิบัติการ)
17.00 น. – 17:30 น.    สรุปผลการตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคและอภิปรายผลการวิเคราะห์

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569
การสึกหรอ และภาคปฏิบัติการวิเคราะห์ความเสียหาย
09:00 น. – 10:45 น. การสึกหรอในงานอุตสาหกรรม (Wear in Industrial Applications) และเทคโนโลยีการป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วน
10:45 น. – 11:00 น.  พักรับประทานอาหารว่าง
11.00 น. – 12:00 น.   การทดสอบและประเมินผลหลังการอบรม (Post-test)
12:00 น. – 13:00 น.  พักรับประทานอาหารกลางวัน
13:00 น. – 15:00 น.  ภาคปฏิบัติ: การวิเคราะห์ความเสียหายเชิงบูรณาการ (แบ่งกลุ่มปฏิบัติการ)
15:00 น. – 15:15 น.   พักรับประทานอาหารว่าง
15:15 น. – 17:00 น.    การนำเสนอผลการวิเคราะห์ความเสียหายเป็นรายกลุ่ม  พร้อมอภิปรายและสรุปผลโดยคณะวิทยากร

การลงทะเบียน
ลงทะเบียนผ่าน Google form:  https://forms.gle/oe8s5rZRfN6ik3ET8

ค่าลงทะเบียน

บุคคลทั่วไป/เอกชน ราคา 35,310 บาท/ท่าน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ข้าราชการ/พนักงานองค์กรรัฐ ราคา 33,000 บาท/ท่าน (ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม)

การชำระค่าลงทะเบียน
โอนเงินเข้าบัญชี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ประเภทออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 080-0-00001-0
สาขาอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
(กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินพร้อมระบุชื่อ, หน่วยงาน และหลักสูตรที่สมัครมาทางอีเมล boonrkk@mtec.or.th)

หมายเหตุ
• อัตราค่าลงทะเบียนรวมค่าอาหารว่าง อาหารกลางวัน เอกสารประกอบการอบรม และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
• สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องหักภาษี 3%
• กรณีที่ท่านสมัครแล้วแต่ติดภารกิจไม่สามารถเข้าร่วม ต้องการยกเลิกการสำรองที่นั่ง กรุณาแจ้งยกเลิกมายังผู้จัดทาง email: boonrkk@mtec.or.th ก่อนการอบรมอย่างน้อย 5 วันทำการ มิฉะนั้น ศูนย์ฯ จะเรียกเก็บค่าเตรียมการสำรองที่นั่งจากท่าน 50% ของค่าลงทะเบียน
• กรณีการยกเลิกหลักสูตร ผู้จัดงานฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกการจัดหลักสูตร โดยจะติดต่อแจ้งให้ผู้สมัครอบรมทราบ (ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ก่อนการอบรม)   
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นายบุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์
งานพัฒนากำลังคนเทคโนโลยีวัสดุ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4675
E-mail : boonrkk@mtec.or.th

The post หลักสูตรอบรม การวิเคราะห์ความเสียหายทางโลหะวิทยา ครั้งที่ 9 (วันที่ 17-21 สิงหาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน https://www.mtec.or.th/biomass/ Fri, 06 Mar 2026 07:07:43 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43518 พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชีวมวลของไทยอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยร่วมงานกับองค์กรที่มีข้อมูลด้านชีวมวลอยู่แล้ว พร้อมเสริมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรและองค์ประกอบทางเคมีของเชื้อเพลิง เพื่อช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หัวใจของงานวิจัย คือการ ‘เข้าใจปัญหาที่แท้จริง’ ทีมวิจัยของเอ็มเทคลงพื้นที่ศึกษาโรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่ง เก็บข้อมูลตัวอย่างท่อที่เกิดความเสียหายและตัวอย่างเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา จากนั้นจึงพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากระบบการผลิตไฟฟ้า เอ็มเทคยังให้ความสำคัญกับต้นทางของพลังงาน คือกระบวนการเก็บเกี่ยวชีวมวล โดยพัฒนาและออกแบบรถเก็บเกี่ยวชีวมวลให้มีมาตรฐาน ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ เพื่อทดแทนการใช้เครื่องจักรดัดแปลงที่อาจดูแลรักษายาก การออกแบบเครื่องจักรให้เป็นต้นแบบมาตรฐานจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว ทำให้ใช้งานเครื่องจักรได้อย่างคุ้มค่า
นอกจากนี้ ปัญหาการกัดกร่อนและการสึกหรอของอุปกรณ์ในโรงไฟฟ้าก็เป็นสาเหตุหลักของการหยุดเดินเครื่อง เอ็มเทคจึงพัฒนาเครื่องมือทดสอบการกัดกร่อน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและความเสียหายของอุปกรณ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ในระยะยาว เอ็มเทคมีเป้าหมายจัดตั้งแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาด้านเทคนิคสำหรับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ โดยอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลแหล่งเชื้อเพลิง พื้นที่เพาะปลูก และข้อมูลทางเคมีที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้า ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเดินเครื่องและการซ่อมบำรุงได้ดีขึ้น ลดการหยุดชะงักของระบบ และเพิ่มเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้า

เอ็มเทคยังได้ขยายขอบเขตข้อมูลเชื้อเพลิงชีวมวลโดยเพิ่มข้อมูลธาตุสำคัญ เช่น โพแทสเซียม คลอรีน และซิลิคอน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุปกรณ์เกิดการกัดกร่อนและสึกหรอ ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมเชื้อเพลิงจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ยอดอ้อยและใบอ้อย และมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสียหายของอุปกรณ์ และลดการหยุดเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า

ในงานประชุมประจำปีของ สวทช. หรือ NAC 2026 ภายใต้หัวข้อ เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นประเด็นความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะมีการนำเสนอหัวข้อสัมมนา ‘ร่วมสร้างฐานข้อมูลอัจฉริยะ ลดความสูญเสีย เพิ่มเสถียรภาพ เปลี่ยนชีวมวลไทยให้เป็นพลังงานที่ยั่งยืน’ เพื่อให้การขับเคลื่อนพลังงานชีวมวลของไทยมีความมั่นคงและยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789 อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68729/ Wed, 21 May 2025 04:35:58 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=37724 ปัจจุบันหลายคนนิยมเลือกใช้ ‘แก้วเก็บอุณหภูมิ’ แทนแก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แก้วเก็บอุณหภูมิสามารถเก็บรักษาอุณหภูมิให้คงที่ จึงใช้บรรจุเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็น

The post บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว

ดัดแปลงและเรียบเรียงจากบทความ “บรรลัยวิทยา”
โดย โฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

ปัจจุบันหลายคนนิยมเลือกใช้ ‘แก้วเก็บอุณหภูมิ’ แทนแก้วพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แก้วเก็บอุณหภูมิสามารถเก็บรักษาอุณหภูมิให้คงที่ จึงใช้บรรจุเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็น

แก้วเก็บอุณหภูมินิยมผลิตจาก ‘สเตนเลสสตีล (stainless steel)’ หรือ ‘เหล็กกล้าไร้สนิม’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกรด JIS SUS304 หรือที่เรียกย่อๆ ว่า เกรด 304 หรือ เกรด 18/8 เหล็กกล้าไร้สนิมเกรดนี้เป็นเกรดที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุดเกรดหนึ่ง และมักใช้ในทำเครื่องครัวต่างๆ เช่น กระทะและหม้อ

เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 มีธาตุโครเมียม (Cr) ประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยเพิ่มสมบัติต้านการกัดกร่อน และนิกเกิล (Ni) ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้นิกเกิลจะช่วยเพิ่มสมบัติต้านทานการกัดกร่อน และยังทำให้เหล็กกล้าไร้สนิมเปลี่ยนโครงสร้างเป็นออสเทนไนต์ซึ่งแม่เหล็กดูดไม่ติด

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคหลายคนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 มีปัญหาสารตะกั่ว (Pb) ปนเปื้อน เช่นเดียวกับภาชนะที่ทำจากเหล็กและวัสดุอื่นอีกหลายชนิดที่มีข่าวเกี่ยวกับพิษของสารตะกั่ว ซึ่งหากสารตะกั่วสะสมในร่างกายก็จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง สารตะกั่วทำให้รู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดท้อง อาเจียน หรือบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนในเด็กเล็ก พิษของตะกั่วจะขัดขวางการพัฒนาการทางสมองและระบบประสาท ทำให้เด็กเรียนรู้ได้ช้า

ทั้งนี้หากพิจารณาปัญหาการปนเปื้อนของตะกั่วในภาชนะต่างๆ จะพบว่ามาจากการใช้โลหะบัดกรีที่มีส่วนผสมของตะกั่ว การเชื่อมประสานด้วยการบัดกรีจะช่วยป้องกันการรั่วซึมของภาชนะดังกล่าว แต่ในการขึ้นรูปแก้วเก็บอุณหภูมิจะใช้การเชื่อมประสานโดยไม่มีการใช้โลหะเติม นอกจากนี้ส่วนผสมทางเคมีของเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 ก็ไม่มีธาตุตะกั่วแต่อย่างใด

นอกจากนี้เหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 ยังมีค่าความต้านทานการกัดกร่อนสูง (high corrosion resistance) ทำให้มีอัตราการกัดกร่อนที่ต่ำ (low corrosion rate) ดังนั้นการใช้งานทั่วไปในครัวเรือน ไม่ว่าจะสัมผัสกับความร้อน ความเค็ม หรือความเปรี้ยวใดๆ ก็จะไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะในอาหาร จนก่อให้เกิดอันตรายจากสารตะกั่วอย่างที่กังวลกัน

อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัย ในการเลือกซื้อทุกครั้งผู้บริโภคควรเลือกแก้วเก็บอุณหภูมิจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือ หรือมองหาตราสัญลักษณ์การรับรองอย่างเช่น มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทย) เพื่อให้มั่นใจว่าว่าผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้ผลิตขึ้นจากวัสดุที่มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน

The post บรรลัยวิทยา: แก้วเก็บอุณหภูมิกับสารตะกั่ว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
มาตรฐานแนะนำการตรวจรับรางรถไฟ และการจัดเก็บรางใหม่ https://www.mtec.or.th/rail/ Tue, 11 Mar 2025 02:23:40 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=35758 ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยเลือกใช้รางที่มีโครงสร้างแบบเพิร์ลลิติก (Pearlitic Rails) เป็นหลักในการก่อสร้างทางรถไฟและได้กำหนดให้มีการทดสอบรางเพื่อการยอมรับ (Acceptance Test) ทั้งระหว่างและหลังการผลิตตามข้อกำหนดของ EN 13674-1

The post มาตรฐานแนะนำการตรวจรับรางรถไฟ และการจัดเก็บรางใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

มาตรฐานแนะนำการตรวจรับรางรถไฟ และการจัดเก็บรางใหม่

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ระบบขนส่งทางรางของประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่าภายในปี 2570 การก่อสร้างระบบรถไฟทางคู่จะแล้วเสร็จ รวมระยะทางประมาณ 8,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ รฟท. มีแผนเพิ่มความเร็วของรถไฟจากเดิมที่ 60 กม./ชม. เป็น 100-140 กม./ชม. ซึ่งการเพิ่มความเร็วนี้อาจนำไปสู่การเพิ่มอัตราการเกิดจุดบกพร่องบนผิวราง หากรางไม่มีสมบัติเชิงกลที่เหมาะสม อาจเกิดความเสียหายและการแตกหักของชิ้นส่วนรางได้อย่างรวดเร็ว

รางรถไฟเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องมีความปลอดภัยสูงและทนทานต่อสภาวะการใช้งาน เพราะต้องรองรับแรงจากล้อรถไฟที่ถ่ายทอดจากตู้โดยสารและโบกี้ อีกทั้งยังช่วยบังคับทิศทางและทำให้การเคลื่อนที่ราบรื่น รางจึงต้องมีคุณสมบัติต้านทานการเสื่อมสภาพ มีความแข็งแรงในระดับที่เหมาะสม และมีสมบัติที่สม่ำเสมอตามมาตรฐานการออกแบบ

ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยเลือกใช้รางที่มีโครงสร้างแบบเพิร์ลลิติก (Pearlitic Rails) เป็นหลักในการก่อสร้างทางรถไฟและได้กำหนดให้มีการทดสอบรางเพื่อการยอมรับ (Acceptance Test) ทั้งระหว่างและหลังการผลิตตามข้อกำหนดของ EN 13674-1 เช่น การทดสอบในห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจสอบส่วนผสมทางเคมี การตรวจสอบปริมาณไฮโดรเจนและออกซิเจน การตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค ฯลฯ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รางใหม่มักเกิดชั้นสูญเสียคาร์บอนที่ผิว (Decarburization Layer) หลังการผลิต ถ้าบริเวณผิวหน้าสัมผัสของรางมีชั้นดังกล่าวที่ผิวลึกมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มอัตราการเสียรูปถาวร (Plastic Deformation) และการสึกหรอ (Wear) มากขึ้นเท่านั้น และเป็นข้อบกพร่องที่มักนำไปสู่การขยายตัวของรอยแตกด้วยกลไกการล้าแบบกลิ้งสัมผัส (Rolling Contact Fatigue) หากไม่มีการตรวจสอบและทำการเจียรออกก่อนใช้งาน จะทำให้พื้นผิวสัมผัสของรางมีความแข็งและความแข็งแรงลดลง ส่งผลให้เกิดการสึกหรอ การเสียรูป และการเกิดลอนคลื่น (Corrugation) ได้ง่าย

จากงานวิเคราะห์ความเสียหายของรางที่แตกหักพบชั้นสูญเสียคาร์บอนที่ผิวและรอยร้าวล้าแบบกลิ้งสัมผัส และจากการวิเคราะห์ทางโลหะวิทยาของรางใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้งานพบชั้นสูญเสียคาร์บอนที่ผิวและร่องหลุมการกัดกร่อน ทำให้ทีมวิจัยสามารถเสนอข้อกำหนดมาตรฐานแนะนำของกระบวนการตรวจรับรางใหม่ เช่น จำนวนและตำแหน่งในการสุ่มตรวจสอบโครงสร้างจุลภาค การตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคบริเวณผิวหน้าสัมผัสราง การวัดความแข็งที่ผิวสันรางและหน้าตัดราง การตรวจสอบส่วนผสมทางเคมีบริเวณหัวราง และการกำหนดความลึกของชั้นที่มีการสูญเสียคาร์บอนและเสื่อมสภาพบนผิวรางใหม่ โดยพิจารณาร่วมกันระหว่างการตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคและการวัดความแข็งแบบโปรไฟล์และ/หรือการตรวจสอบส่วนผสมทางเคมี การป้องกันการกัดกร่อนและการจัดเก็บรางใหม่ โดยระบุข้อแนะนำทางเทคนิค ขั้นตอนการปฏิบัติ และอ้างอิงมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งผู้ประกอบการด้านการขนส่งทางรางสามารถนำไปอ้างอิงในการปฏิบัติงานได้

ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังจัดทำร่างมาตรฐานการตรวจรับราง และการจัดเก็บรางใหม่ โดยได้รับความร่วมมือจากกรมการขนส่งทางราง และการรถไฟแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม เพื่อให้กองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง และหน่วยงานที่ให้บริการระบบขนส่งทางรางในประเทศไทยสามารถนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อให้รางที่จะนำมาติดตั้งมีความปลอดภัย และมีอายุการใช้งานเป็นไปตามที่ออกแบบไว้

บทสรุป
มาตรฐานที่กำลังพัฒนานี้จะช่วยยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของระบบขนส่งทางรางในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งานในอนาคต

ข้อมูลเพิ่มเติม
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์ 02 564 6500 ต่อ 4735-8

The post มาตรฐานแนะนำการตรวจรับรางรถไฟ และการจัดเก็บรางใหม่ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ทำไมจึงกล่าวว่านรกใช้กระทะ ‘ทองแดง’? มุมมองเชิงวัสดุศาสตร์ https://www.mtec.or.th/post-knowledges-68724/ Tue, 11 Mar 2025 01:35:58 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=35734 สภาพการนำความร้อน เป็นแง่มุมแรกที่เราต้องพิจารณาในการใช้งาน เพราะหากโลหะที่เลือกใช้มีสมบัติการนำความร้อนที่ต่ำ ก็อาจจะส่งผลให้อุณหภูมิในแต่ละตำแหน่งของกระทะแตกต่างกันได้ ดังนั้น กระทะที่เหมาะสมจึงต้องนำความร้อนได้ดี

The post ทำไมจึงกล่าวว่านรกใช้กระทะ ‘ทองแดง’? มุมมองเชิงวัสดุศาสตร์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ทำไมจึงกล่าวว่านรกใช้กระทะ ‘ทองแดง’? มุมมองเชิงวัสดุศาสตร์

ดัดแปลงและเรียบเรียงจากบทความ “บรรลัยวิทยา”
โดย โฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

บางท่านอาจเคยเห็นคำว่า ‘โลหกุมภีนรก’ จากหนังสือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งแปลตรงตัวหมายถึง นรกหม้อโลหะ แต่หลายคนมักเรียกว่า ‘นรกกระทะทองแดง’

ประเด็นความเชื่อในเชิงวัฒนธรรมนี้มีแง่มุมทางวิชาการที่น่าขบคิดว่า เหตุใดจึงต้องเป็นกระทะ ‘ทองแดง’ บทความนี้จะให้มุมมองในเชิงวัสดุศาสตร์และเกร็ดน่าสนใจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

สภาพการนำความร้อน เป็นแง่มุมแรกที่เราต้องพิจารณาในการใช้งาน เพราะหากโลหะที่เลือกใช้มีสมบัติการนำความร้อนที่ต่ำ ก็อาจจะส่งผลให้อุณหภูมิในแต่ละตำแหน่งของกระทะแตกต่างกันได้ ดังนั้น กระทะที่เหมาะสมจึงต้องนำความร้อนได้ดี

หากพิจารณาสภาพการนำความร้อนของโลหะ (thermal conductivity) จะพบว่าโลหะเงินมีค่าสภาพการนำความร้อนสูงสุด แต่ทว่าโลหะเงินบริสุทธิ์มีสมบัติทางกลที่ไม่ดี เนื่องจากมีความแข็งแรงต่ำ จึงนิ่มและเสียรูปได้ง่ายเมื่อได้รับความร้อน

เนื่องจากกระทะต้องถูกใช้เป็นเวลานาน อีกสมบัติหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ความต้านทานการกัดกร่อน (corrosion resistance)

หากพิจารณาโลหะที่ได้รับความนิยมในการทำกระทะอย่างเหล็กจะพบว่าแม้เหล็กมีสภาพการนำความร้อนดีในระดับหนึ่ง แต่ข้อด้อยสำคัญคือเกิดการกัดกร่อนง่าย (ภาษาพูดเรียกว่าเกิดสนิมง่าย)

นอกจากนี้ ยังน่ารู้ด้วยว่าเหล็กสามารถชะละลายและเจือปนในน้ำต้มได้ ดังนั้นเราจึงไม่ใช้กระทะเหล็กทำอาหารหรือขนมที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เนื่องจากจะทำให้สีและรสชาติอาหารเปลี่ยนแปลงไป

แล้วอะลูมิเนียมล่ะ? แม้ว่าโลหะอะลูมิเนียมมีสภาพการนำความร้อนที่ดี แต่ก็เกิดการกัดกร่อนได้ง่ายหากสัมผัสกับเกลือหรืออยู่ในสภาวะที่เป็นกรดสูง ในทางปฏิบัติเราจึงไม่ควรใช้ภาชนะอะลูมิเนียมสัมผัสกับอาหารที่มีรสเปรี้ยวเป็นระยะเวลานาน

ส่วนเหล็กกล้าไร้สนิมหรือสเตนเลสสตีล (stainless steel) แม้ว่าสเตนเลสเกรด 304 ที่เราคุ้นชินจะทนต่อการกัดกร่อนได้ดี แต่ก็มีค่าการนำความร้อนต่ำ ตำแหน่งที่อยู่ใกล้เปลวไฟจะร้อนกว่าบริเวณอื่น ซึ่งอาจทำให้บริเวณกลางกระทะเกิดรอยไหม้ได้

สุดท้ายหากคิดถึงทองเหลืองซึ่งทนการกัดกร่อนและนำความร้อนที่ดีใกล้เคียงทองแดง แต่เนื่องจากทองเหลืองเป็นโลหะผสมของทองแดงกับสังกะสี ดังนั้นหากใช้งานนานเข้าก็จะเกิดการกัดกร่อนชนิดดีอัลลอยอิง (dealloying) ซึ่งจะทำให้เกิดรูพรุนขนาดเล็กที่ผิวของโลหะได้

โดยสรุป กระทะทองแดงจึงนับว่าเหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด เนื่องจากทองแดงนำความร้อนดีและยังสามารถสร้างฟิล์มออกไซด์ที่ทนต่อการกัดกร่อนได้ และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้มีการพูดถึง ‘กระทะทองแดง’ ในความเชื่อเชิงวัฒนธรรม เช่น นรก

The post ทำไมจึงกล่าวว่านรกใช้กระทะ ‘ทองแดง’? มุมมองเชิงวัสดุศาสตร์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>