นวัตกรรมยานยนต์ Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/นวัตกรรมยานยนต์/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 01 Dec 2025 03:14:13 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico นวัตกรรมยานยนต์ Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/นวัตกรรมยานยนต์/ 32 32 รถ 6 ล้อซ่อมบำรุงถนนหลายฟังก์ชัน https://www.mtec.or.th/maintenance-truck/ Mon, 28 Apr 2025 07:57:18 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36632 ถนนสายรอง สายย่อย และซอย เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมถนนสายหลักกับพื้นที่ย่อยต่างๆ เช่น เชื่อมระหว่างตำบล หมู่บ้าน หรือภายในหมู่บ้าน เมื่อเส้นทางเหล่านี้ชำรุดย่อมส่งผลกระทบต่อการเดินทางขนส่ง

The post รถ 6 ล้อซ่อมบำรุงถนนหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

รถ 6 ล้อซ่อมบำรุงถนนหลายฟังก์ชัน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ถนนสายรอง สายย่อย และซอย เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมถนนสายหลักกับพื้นที่ย่อยต่างๆ เช่น เชื่อมระหว่างตำบล หมู่บ้าน หรือภายในหมู่บ้าน เมื่อเส้นทางเหล่านี้ชำรุดย่อมส่งผลกระทบต่อการเดินทางขนส่ง ทั้งยังอาจเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุได้

การซ่อมบำรุงเส้นทางขนาดเล็กเหล่านี้ไม่สามารถใช้เครื่องจักรใหญ่ได้เช่นเดียวกับถนนสายหลัก จึงต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก โดยมีเครื่องจักรขนาดเล็กที่ทำงานได้เฉพาะส่วน ส่งผลให้การทำงานค่อนข้างช้า การจราจรได้รับผลกระทบ และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายระหว่างที่การซ่อมบำรุงยังไม่แล้วเสร็จ

ทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้ร่วมกับบริษัท พลวิศว์เทค จำกัด พัฒนารถ 6 ล้อดัดแปลงสำหรับซ่อมบำรุงผิวทางลาดยางที่มีพื้นที่แคบอย่างถนนสายรอง สายย่อย และซอย โดยมีเป้าหมายคือ ทำให้รถมีฟังก์ชันการทำงานใหม่ เพื่อลดการใช้แรงงานคน รวมถึงมีระบบตรวจวัดปริมาณน้ำยางในถังเพื่อป้องกันกรณีน้ำยางหมดขณะปฏิบัติงาน ช่วยให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความท้าทายของคือ รถ 6 ล้อ มีพื้นที่น้อยและรับน้ำหนักได้จำกัด แต่ต้องออกแบบเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการทำงานให้ครบวงจร ตั้งแต่กวาดทำความสะอาด ลาดยาง โรยหิน ลาดน้ำยางมะตอย และบดอัด

ทีมวิจัยได้ออกแบบโครงสร้างให้มีน้ำหนักเบา แข็งแรง และปลอดภัย เป็นไปตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้สามารถจดทะเบียนรถได้ นอกจากนี้ชิ้นส่วนต่างๆ ยังต้องสามารถผลิตได้ในประเทศ รวมทั้งติดตั้งและบำรุงรักษาได้โดยสะดวก

ทีมวิจัยเริ่มจากการนำตัวรถที่ได้รับการรับรองแบบจากกรมการขนส่งทางบกมาดัดแปลงให้มีน้ำหนักบรรทุกตามที่กำหนด โดยวิเคราะห์น้ำหนักที่ลงเพลาหน้า เพลาท้าย และจุดศูนย์ถ่วงในแนวระนาบ เพื่อออกแบบอุปกรณ์ที่จะนำไปเสริมฟังก์ชันการทำงาน เช่น ชุดแขนบูม (ชุดปะซ่อมผิวทาง) ชุดโรยหิน ชุดบดอัด ตลอดจนการวางอุปกรณ์เหล่านี้ให้ลงน้ำหนักในตำแหน่งที่ถูกต้อง

ในทางเทคนิคมีการเขียนแบบ วิเคราะห์ความแข็งแรงด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ และทดสอบการทำงาน รวมทั้งออกแบบระบบวัดปริมาณน้ำยางในรถซ่อมบำรุงผิวทางโดยใช้ระบบเรดาร์ เพราะทนต่อละอองยางมะตอยและที่สำคัญคือทนต่อความดันภายในถังที่สูงตลอดเวลาได้

ในปี พ.ศ. 2568 ต้นแบบรถ 6 ล้อซ่อมบำรุงที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถซ่อมถนนได้ทั้งแบบเป็นจุดและปูลาดยาวทั้งถนน (กว้าง 2.4 เมตร) จึงช่วยลดแรงงานคน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4783
อีเมล: soontaree.kos@mtec.or.th

The post รถ 6 ล้อซ่อมบำรุงถนนหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเตือน ‘การหลับใน’ บนท้องถนน https://www.mtec.or.th/drowsiness-protection/ Mon, 28 Apr 2025 07:42:48 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36625 การหลับใน (microsleep) เกิดขึ้นเมื่อการหลับได้เข้ามาแทรกการตื่นอย่างฉับพลัน ชั่ววูบ และไม่รู้ตัว นับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

The post อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเตือน ‘การหลับใน’ บนท้องถนน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเตือน ‘การหลับใน’ บนท้องถนน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การหลับใน (microsleep) เกิดขึ้นเมื่อการหลับได้เข้ามาแทรกการตื่นอย่างฉับพลัน ชั่ววูบ และไม่รู้ตัว นับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ขับรถทางไกลหรือผู้ทำงานกะดึก

การหลับในอาจเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนไม่เป็นเวลา การทำงานหนักจนเกิดความเหนื่อยล้า กรรมพันธุ์ โรคประจำตัว รวมทั้งการใช้ยาบางชนิด

เพื่อยกระดับความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงพัฒนาอุปกรณ์ตรวจจับการหลับในขึ้น โดยออกแบบมุ่งเน้นให้เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งได้ง่ายบนรถ ผลิตจากวัสดุภายในประเทศ ต้นทุนไม่สูงมาก และใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในตัวระบบของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการบังคับพวงมาลัย การออกนอกเลน หรือการเหยียบเบรก เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมและรูปแบบในการควบคุมการขับขี่ยานพาหนะ

อุปกรณ์นี้ยังใช้เทคโนโลยีการตรวจจับอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น กล้องอินฟราเรด เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพให้สูงขึ้น เช่น การตรวจจับใบหน้าของผู้ขับขี่ การดูการเคลื่อนไหวของดวงตา การหมุนศีรษะ หรือกระทั่งการเคลื่อนไหวของปาก ข้อมูลที่ได้จะถูกบันทึกและนำไปวิเคราะห์ เช่น ความถี่ในการกระพริบตา มุมการหมุนของศีรษะ หรือการหาวนอน

นอกจากนี้ยังใช้การตรวจจับสัญญาณชีวภาพ (biological signals) ต่างๆ เช่น คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) อัตราการเต้นของหัวใจ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย หรือการเปลี่ยนแปลงของท่าทาง ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์รูปแบบคลื่นสมอง หรือการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจจับสัญญาณบ่งชี้การหลับใน

ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจจับการหลับใน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะการประมวลผลข้อมูล ทำให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) ซึ่งใช้ข้อมูลจำนวนมากในการเรียนรู้และจดจำรูปแบบพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงอาการง่วงนอน ทำให้ได้แบบจำลองที่สามารถแยกแยะอาการง่วงนอนกับพฤติกรรมการขับขี่ปกติได้ อันจะส่งผลให้การวิเคราะห์และตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายบางประการ เช่น สภาพแสง และลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการตรวจจับสัญญาณ ดังนั้น จึงยังจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีที่กล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อุปกรณ์สามารถตรวจสอบอาการหลับในและแจ้งเตือนผู้ขับขี่ได้อย่างแม่นยำ

ข้อมูลจากงานวิจัยที่มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอยังสามารถใช้ในการกำหนดมาตรฐานหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหลับใน โดยปัจจุบันเอ็มเทคเป็นหนึ่งในหน่วยงาน Standards Developing Organization (SDO) และมุ่งส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ให้ปลอดภัย โดยมีผู้ช่วยอย่างอุปกรณ์ตรวจจับการหลับในฝีมือคนไทยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4783
อีเมล: soontaree.kos@mtec.or.th

The post อุปกรณ์ตรวจจับและแจ้งเตือน ‘การหลับใน’ บนท้องถนน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อ “ความปลอดภัยบนท้องถนน” https://www.mtec.or.th/post-knowledges-91979/ Tue, 09 Apr 2024 02:54:02 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=13640 ทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ได้ประยุกต์เทคโนโลยียานยนต์และองค์ความรู้ด้านการออกแบบ...

The post เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อ “ความปลอดภัยบนท้องถนน” appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อ "ความปลอดภัยบนท้องถนน"

เทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ได้ประยุกต์เทคโนโลยียานยนต์และองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การวิเคราะห์ทดสอบ รวมถึงการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนทั้งมิติของรถ คน และถนน

รู้จักทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่

ทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ประกอบด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านวิศวกรรมยานยนต์ ครอบคลุมด้านกลศาสตร์ยานยนต์ การวิเคราะห์ด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ ระบบเครื่องมือวัดที่ใช้ในการทดสอบและประเมินคุณภาพยานยนต์ ตลอดจนมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ โดยทีมวิจัยได้บูรณาการองค์ความรู้ที่มีอยู่เพื่อการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบ

ทิศทางการวิจัย

ดร.ฉัตรชัย ศรีสุรางค์กุล หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ กล่าวว่า “ภารกิจหลักของทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ คือ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบยานยนต์และชิ้นส่วนต่างๆ การประเมินความปลอดภัยทางไฟฟ้าของรถไฟฟ้า หรือการทดสอบยานยนต์ตามข้อกำหนดต่างๆ โดยเน้นที่การทดสอบรถทั้งคัน และการพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์เสริมให้เกิดความปลอดภัยแก่รถดัดแปลง”

“การวิจัยและพัฒนาเน้นสร้างผลกระทบใน 3 ด้าน ได้แก่ หนึ่ง ด้านเศรษฐกิจ คือ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน สอง ด้านสังคม คือ การยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนทั้งในมิติของรถ คน และถนน และสาม ด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการลดใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพของยานยนต์โดยเน้นที่รถไฟฟ้า (EV) เป็นหลัก”

ดร.ฉัตรชัย ขยายความว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยต้องการเน้นด้านเศรษฐกิจและสังคมให้มากขึ้น เพื่อชูความสามารถในการแข่งขันและยกระดับความปลอดภัย เดิมทีงานวิจัยส่วนใหญ่จะเน้นการพัฒนาในมิติของรถ แต่เมื่อทำงานมาระยะหนึ่งก็พบว่า เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน นอกจากรถแล้วยังเกี่ยวพันกับมิติอื่นด้วย จึงได้ขยายงานในส่วนของความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งในมิติของรถ คน และถนน”

ความปลอดภัยทางถนน

ยกระดับความปลอดภัยทางถนน

  • ผลงานเชิงประจักษ์: ตัวอย่างผลงานที่ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีดังนี้

มิติของรถ ทีมวิจัยได้พัฒนาแบบเชิงวิศวกรรมของอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างและด้านท้าย เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการที่รถเข้ามาชนและมุดเข้าไปบริเวณช่องว่างใต้ท้องรถบรรทุก ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบกได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดคุณลักษณะ ขนาด ประสิทธิภาพ ตำแหน่ง และเงื่อนไขในการติดตั้งอุปกรณ์ด้านข้างและด้านท้ายของรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ พ.ศ.2566 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 229 ง เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2566 เรียบร้อยแล้ว

โครงสร้างเสริมเพิ่มความปลอดภัย เช่น รถพยาบาลที่มีโครงสร้างเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับการพลิกคว่ำ ผลงานนี้ บริษัท สุพรีร่า อินโนเวชั่น จำกัด ได้นำต้นแบบโครงสร้างดังกล่าวไปผลิตในเชิงพาณิชย์ เพื่อติดตั้งกับรถตู้พยาบาลรุ่นเดิม พร้อมทั้งนำองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดไปพัฒนาโครงสร้างเสริมความแข็งแรงสำหรับรถตู้พยาบาลรุ่นใหม่อีกด้วย

ส่วนรถรับส่งนักเรียนที่มีโครงสร้างหลังคาแข็งแรง ทีมวิจัยได้ดำเนินการร่วมกับศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และกรมการขนส่งทางบกจัดการอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีวิธีการผลิตโครงสร้างหลังคาและชิ้นส่วนต่างๆ ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน อีกทั้งมอบแบบเชิงวิศวกรรมให้แก่ผู้ประกอบการ หรืออู่ต่อหลังคาเหล็กทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์

ต้นแบบอุปกรณ์ตรวจสอบสมรรถนะการทำงานของระบบเบรกและยางล้อในลักษณะตรวจคัดกรอง ซึ่งข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากระบบเบรกทำงานผิดปกติหรือยางระเบิด โดยเฉพาะสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพัฒนารถสุขาเคลื่อนที่พร้อมระบบฆ่าเชื้อ รถอเนกประสงค์เพื่อการเกษตร และศึกษาเปรียบเทียบระบบการทำงานของเบรก CBS (Combine Based System) และ ABS (Anti-Lock Brake System) ในรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นรถที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย

มิติของคน สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนร้อยละ 81 เกิดจากการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ อุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิตคือหมวกนิรภัยที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภคพัฒนาเกณฑ์การประเมินหมวกนิรภัย เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อหมวกนิรภัยได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ดร.ฉัตรชัย กล่าวถึงโครงการหมวกนิรภัยว่า “โครงการแรก เป็นการสุ่มตัวอย่างหมวกนิรภัยรถจักรยานยนต์ในท้องตลาดมาทดสอบคุณสมบัติ 3 กลุ่ม ได้แก่ การทดสอบความสามารถในการปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุ (passive safety) การทดสอบความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ (active safety) และการประเมินความพึงพอใจในการสวมใส่และใช้งาน (comfort & fitting) ผลการวิจัยพบว่า ตัวอย่างบางส่วนยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)”

“โครงการระยะที่ 2 ทีมวิจัยจึงร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภคในการพัฒนาฉลากความปลอดภัย เพื่อเป็นดัชนีแสดงคุณภาพด้านความปลอดภัยของหมวกนิรภัย หากโครงการนี้สำเร็จจะต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น เข็มขัดนิรภัย หมวกนิรภัยสำหรับช่าง หรือแบตเตอรี่”

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ตรวจจับความล้าของผู้ขับขี่ เนื่องจากการขับรถเป็นเวลานานและระยะทางไกลอาจทำให้ผู้ขับขี่เกิดความเหนื่อยล้าได้ ทีมวิจัยคาดว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุที่เกิดจากความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ได้

มิติของถนน: ความขรุขระของพื้นผิวจราจรเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ และการสั่นสะเทือนยังสร้างความเสียหายให้แก่ตัวรถด้วย ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ตรวจวัดความขรุขระของพื้นผิวจราจรเพื่อเป็นเครื่องมือในการประเมินสภาพถนน โดยคาดว่าอุปกรณ์นี้จะช่วยให้สามารถตรวจประเมินสภาพถนนได้บ่อยครั้งขึ้น

นอกจากนี้ ยังร่วมกับบริษัทเอกชนพัฒนารถซ่อมบำรุงถนนที่มีหลายฟังก์ชันการทำงาน เช่น กวาดถนน โรยหิน ลาดยาง และบดอัดเบ็ดเสร็จภายในคันเดียว อีกทั้งมีระบบตรวจจับระดับน้ำยางแบบไม่สัมผัส เพื่อให้สามารถวางแผนลาดยางได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • การบริการให้คำปรึกษาและวิเคราะห์ทดสอบ

นอกจากการพัฒนาผลงานรูปธรรมที่กล่าวข้างต้นแล้ว ทีมวิจัยเอ็มเทคยังมีบริการให้คำปรึกษาและประเมินความปลอดภัยด้านยานยนต์ตามมาตรฐานต่างๆ เช่น การวิเคราะห์จุดศูนย์ถ่วงของรถเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการพลิกคว่ำ ความสามารถในการไต่ทางชัน การทดสอบลุยน้ำท่วม การทดสอบระบบเบรก เป็นต้น

ดร.ฉัตรชัย ขยายความเพิ่มเติมว่า “ทีมวิจัยมีบริการให้คำปรึกษา วิเคราะห์และทดสอบด้านวิศวกรรมยานยนต์ตามมาตรฐานสากล เช่น สมรรถนะทั่วไป เสถียรภาพและระบบบังคับเลี้ยว ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว และสมรรถนะการเบรก นอกจากนี้ ยังให้คำปรึกษาและประเมินความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า เช่น การกระจายน้ำหนักและระบบส่งกำลัง โดยวิเคราะห์ขนาดมอเตอร์และแบตเตอรี่ที่เหมาะสม การวิเคราะห์อัตราเร่ง การสิ้นเปลือง และระยะทางการขับขี่ด้วยแบบจำลอง การทดสอบสมรรถนะของยานยนต์ไฟฟ้าในสภาวะการใช้งานจริง และการทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า”

ในฐานะของการเป็นหัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ ดร.ฉัตรชัย ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับปัจจัยที่ช่วยให้ผลงานวิจัยมีการนำไปใช้งานจริงว่า “ถ้าเราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีได้จริง มีความต้องการที่แท้จริง และมีพันธมิตรที่จะนำไปผลิตหรือสามารถผลักดันให้เกิดการใช้จริง ผลงานของเราก็สามารถสร้างผลกระทบที่พึงประสงค์ได้”

ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.mtec.or.th/edc-research-group/dvt-team/
https://www.mtec.or.th/research-projects/77150/
https://www.mtec.or.th/annual-report2021/th/safety-enhanced/
https://www.mtec.or.th/post-knowledges/80673/
https://www.mtec.or.th/automotive-service/
https://www.mtec.or.th/post-knowledges/54961/

สนใจรายละเอียดติดต่อ

คุณสุนทรีย์ โฆษิตชัยยงค์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4783
อีเมล: soontaree.kos@mtec.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.ฉัตรชัย ศรีสุรางค์กุล หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยียานยนต์และการขับขี่ กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

The post เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อ “ความปลอดภัยบนท้องถนน” appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>