นวัตกรรมอาหาร Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/นวัตกรรมอาหาร/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 01 Dec 2025 03:00:13 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico นวัตกรรมอาหาร Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/นวัตกรรมอาหาร/ 32 32 การผลิตโปรตีนพืชด้วยกระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นสูง https://www.mtec.or.th/extrusion-plant-based/ Wed, 21 May 2025 03:33:05 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=37701 โปรตีนพืช (plant-based protein) เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รักสุขภาพและผู้บริโภคมังสวิรัติ โปรตีนพืชสามารถขยายกำลังการผลิตได้ง่าย ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าโปรตีนสัตว์

The post การผลิตโปรตีนพืชด้วยกระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การผลิตโปรตีนพืชด้วยกระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นสูง

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

โปรตีนพืช (plant-based protein) เป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รักสุขภาพและผู้บริโภคมังสวิรัติ โปรตีนพืชสามารถขยายกำลังการผลิตได้ง่าย ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าโปรตีนสัตว์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สำคัญคือเมื่อเทียบน้ำหนักต่อน้ำหนักของโปรตีนแล้ว โปรตีนพืชยังมีราคาต่ำกว่า ส่วนในแง่จริยธรรมก็ช่วยลดการฆ่าและทารุณสัตว์เพื่อเป็นอาหารอีกด้วย

ความก้าวหน้าของนวัตกรรมทางอาหารทำให้โปรตีนพืชได้รับการพัฒนาจนมีสมบัติเชิงเนื้อสัมผัสและโภชนาการใกล้เคียงโปรตีนสัตว์ หัวใจสำคัญอยู่ที่กระบวนการผลิต

ทั้งนี้กระบวนการผลิตที่น่ารู้จักคือ กระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน (extrusion) ซึ่งมี 2 ประเภท ได้แก่ กระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นต่ำ (low moisture extrusion) และ กระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นสูง (high moisture extrusion)

กระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นต่ำใช้น้ำน้อยและมีแม่พิมพ์ (die) สั้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีลักษณะเป็นโพรงและเส้นใยสั้น นิยมนำไปอบแห้งต่อเพื่อยืดเวลาการเก็บรักษา

ส่วนกระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นสูง จะให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความชื้นสูงและมีโครงสร้างเป็นระเบียบ (anisotropic structure) โดยโครงสร้างมีการจัดเรียงตัวเป็นเส้นใยและเป็นชั้น ซึ่งจะให้เนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริง ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วมักนำผลิตภัณฑ์ไปแช่แข็งก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค

วัตถุดิบเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบที่นิยมใช้ ได้แก่ โปรตีนถั่วเหลือง เนื่องจากหาง่ายและราคาถูก ทั้งนี้ประเภทของวัตถุดิบถั่วเหลือง ได้แก่ แป้งถั่วเหลืองที่สกัดไขมันออก (Defatted soy flour), Soy protein concentrate (SPC), และ Soy protein isolate (SPI) ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ

ปัจจุบันมีการประยุกต์เทคนิคใหม่ๆ ในกระบวนการผลิต เช่น การเติมแก๊ส น้ำมัน หรือ อิมัลชันชนิดน้ำมันในน้ำ เพื่อช่วยปรับแต่งเนื้อสัมผัสและรสชาติตามต้องการ

กระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นสูงมีจุดเด่นคือ การผสมผสานวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิและความดันที่แม่นยำ ให้เนื้อสัมผัสและรสชาติชุ่มฉ่ำคล้ายเนื้อสัตว์จริง จึงได้รับความนิยม

อย่างไรก็ดี เครื่องจักรที่ใช้ไม่ว่าจะเป็น twin screw extruder และ long cooling die มีราคาค่อนข้างสูง จึงเป็นหนึ่งในข้อจำกัดในแง่การลงทุน ทั้งนี้ เอ็มเทคมีการให้บริการเครื่องจักรเหล่านี้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ

เอ็มเทคยังมีอุปกรณ์อุปกรณ์อีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น gravimetric feeder, screw elements และ concentric pelletizer เพื่อร่วมสนับสนุนการยกระดับงานวิจัยไทย และตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความต้องการคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มีผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เทียมจากโปรตีนพืชโดยใช้กระบวนการผลิตดังกล่าวนี้เพื่อจำหน่ายภายในประเทศ

การผลิตผลิตภัณฑ์โปรตีนพืชของไทยยังต้องการงานวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม รวมทั้งการเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่เป็นกำลังสำคัญในตลอดห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางอาหารของประเทศให้มีความยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
คุณชนิต วานิกานุกูล
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post การผลิตโปรตีนพืชด้วยกระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
‘วัสดุศาสตร์อาหาร’ กับ ‘นวัตกรรมโปรตีนพืช’ สู่ความยั่งยืน https://www.mtec.or.th/plant-based/ Tue, 01 Apr 2025 06:47:10 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=36101 อาหารเป็นระบบที่ซับซ้อนและมักมีองค์ประกอบมากกว่า 2 ชนิด เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน น้ำ และวัตถุเจืออาหาร (food additives) องค์ประกอบเหล่านี้ผสานรวมกันเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัว

The post ‘วัสดุศาสตร์อาหาร’ กับ ‘นวัตกรรมโปรตีนพืช’ สู่ความยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘วัสดุศาสตร์อาหาร’ กับ ‘นวัตกรรมโปรตีนพืช’ สู่ความยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อาหารเป็นระบบที่ซับซ้อนและมักมีองค์ประกอบมากกว่า 2 ชนิด เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน น้ำ และวัตถุเจืออาหาร (food additives) องค์ประกอบเหล่านี้ผสานรวมกันเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณลักษณะเฉพาะตัว ทั้งคุณภาพเนื้อสัมผัส (texture) และสมบัติเชิงหน้าที่ (functionality)

ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ภายใต้กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูงของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อใช้ออกแบบและพัฒนาโครงสร้างของอาหาร โดยใช้กรรมวิธีที่ไม่ซับซ้อน ลดหรือเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตราย รวมทั้งเน้นการใช้ประโยชน์จากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร

ทีมวิจัยให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการจำนวนมากในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น ถ่ายทอดองค์ความรู้และช่วยปรับสมบัติทางรีโอโลยีของผลิตภัณฑ์ (พฤติกรรมการไหล ความหนืด รวมถึงพฤติกรรมคล้ายของแข็ง หรือของเหลว) ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค โดยคำนึงถึงสภาวะของกระบวนการผลิต การใช้งาน และอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์

ทีมวิจัยมีบทบาทในการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืน (sustainable food system) โดยส่งเสริมการบริโภคโปรตีนจากพืชเพื่อทดแทนโปรตีนจากสัตว์ นับเป็นกลไกหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หมุดหมายที่ 2: ยุติความหิวโหย (Sustainable Development Goal 2 (SDG2): Zero Hunger) ที่มุ่งขจัดความหิวโหยและส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร

อย่างไรก็ดี การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชในประเทศไทยมักใช้การลองผิดลองถูก กล่าวคือกระบวนการผลิตเดียวกันแม้ว่าวัตถุดิบจะแตกต่างกัน อันส่งผลให้เกิดความไม่สม่ำเสมอขององค์ประกอบ

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยได้ดำเนินโครงการ “การพัฒนาโปรตีนจากพืชตระกูลถั่วสำหรับการผลิตอาหารแบบมุ่งเป้าที่ยั่งยืน” โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในยุโรป ในการศึกษาการผลิตและการดัดแปรโปรตีนจากพืชตระกูลถั่วจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ถั่วเขียว ถั่วมะแฮะ ถั่วเลนทิล ฟาวา และลูพิน

งานวิจัยมุ่งศึกษากระบวนการสกัดโปรตีนพืชแบบเปียกและการดัดแปรโปรตีนด้วยเทคนิคการฉายลำอิเล็กตรอนและการใช้อัลตราโซนิก เพื่อปรับปรุงสมบัติเชิงหน้าที่ของโปรตีนพืชให้ใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ โดยเน้นสมบัติการเกิดเจล การเกิดโฟม และอิมัลซิไฟเออร์ ซึ่งเป็นสมบัติเชิงหน้าที่ที่สำคัญของโปรตีนจากสัตว์ เช่น โปรตีนนมสามารถสร้างโฟมได้ดีเมื่อใช้ทำกาแฟ หรือมีสมบัติอิมัลซิไฟเออร์ที่ดี ช่วยเพิ่มความเสถียรแก่ผลิตภัณฑ์จำพวกไอศกรีม ชีส หรือเนย ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่ดี ผู้บริโภคพึงพอใจ

ทีมวิจัยยังมุ่งพัฒนากำลังคนเพื่อให้ระบบนวัตกรรมและการวิจัยในประเทศมีความอย่างยั่งยืน ทีมวิจัยทำงานแบบสหวิทยาการ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและนอกประเทศในการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายคือความเป็นเลิศของงานวิจัยด้านอาหาร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร https://www.mtec.or.th/apt-research-group/fom-team/

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
คุณชนิต วานิกานุกูล
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post ‘วัสดุศาสตร์อาหาร’ กับ ‘นวัตกรรมโปรตีนพืช’ สู่ความยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เปลี่ยน ‘กากถั่วเหลือง’ เป็นวัตถุดิบ ‘อาหารในอนาคต’ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร https://www.mtec.or.th/soyfiber/ Tue, 11 Mar 2025 02:37:22 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=35765 การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มสัดส่วนการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน การรักษาคุณค่าของทรัพยากรในระบบให้คงอยู่นานที่สุด รวมทั้งการลดการปล่อยของเสียให้ต่ำที่สุด ล้วนเป็นวิธีการที่ช่วยให้การผลิตและการบริโภคเป็นไปอย่างยั่งยืน

The post เปลี่ยน ‘กากถั่วเหลือง’ เป็นวัตถุดิบ ‘อาหารในอนาคต’ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เปลี่ยน ‘กากถั่วเหลือง’ เป็นวัตถุดิบ ‘อาหารในอนาคต’ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มสัดส่วนการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน การรักษาคุณค่าของทรัพยากรในระบบให้คงอยู่นานที่สุด รวมทั้งการลดการปล่อยของเสียให้ต่ำที่สุด ล้วนเป็นวิธีการที่ช่วยให้การผลิตและการบริโภคเป็นไปอย่างยั่งยืน เป็นทิศทางที่พึงประสงค์ของการพัฒนาเศรษฐกิจในทุกระดับ

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ดำเนินโครงการส่งเสริมการออกแบบตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Design for Circular Economy) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิต การเลือกใช้วัตถุดิบ การใช้งาน การจัดการเมื่อสิ้นอายุการใช้งานหรือไม่ใช้แล้ว ในปัจจุบันมีผู้ประกอบการจากอุตสาหกรรมต่างๆ สนใจเข้าร่วมโครงการ

บริษัท กรีนสปอต จำกัด ผู้ผลิตน้ำนมถั่วเหลืองบรรจุขวดและกล่อง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ไวตามิ้ลค์ วีซอย ไวตามิ้ลค์แชมป์ และกรีนสปอต โดยมีผลิตภัณฑ์หลากหลายกว่า 30 ชนิด สำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออก บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการนี้เนื่องจากขยายโรงงานใหม่ ทำให้ยอดการผลิตของโรงงานเดิมลดลง 50% ส่งผลให้การใช้พลังงานและต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

ทีมวิจัยของเอ็มเทคจึงได้ประเมินตัวชี้วัดการดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน Circularity Performance ISO 59020 เพื่อนำไปสู่การออกแบบโซลูชันเพื่อปรับปรุงตัวชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่

การปรับปรุงกระบวนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร
ทีมวิจัยได้ออกแบบการบริหารจัดการกระบวนการผลิตที่ไม่ส่งผลกระทบกับสูตรของผลิตภัณฑ์ แต่เพิ่มกำลังการผลิตต่อวันให้สูงที่สุด โดยใช้น้ำหมุนเวียนมากขึ้นและใช้พลังงานลดลง

ทั้งนี้ได้ดำเนินการวัดผลอย่างเป็นระบบและชัดเจนตามหลัก Resource Stewardship ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่คำนึงถึงการคงคุณค่าของทรัพยากรและหมุนเวียนใช้ให้นานที่สุด

การเพิ่มมูลค่ากากถั่วเหลือง
กากถั่วเหลืองที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตน้ำนมถั่วเหลืองมีปริมาณกว่า 100 ตันต่อวัน แต่เดิมจะถูกขายเป็นอาหารสัตว์ บริษัทจึงต้องการเพิ่มมูลค่ากากถั่วเหลืองโดยออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ตามหลักการ Value Creation ของแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

เนื่องจากกากถั่วเหลืองมีโปรตีนและเส้นใยที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สามารถพัฒนาเป็นเส้นใยถั่วเหลือง ( soy fiber) เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารฟังก์ชัน (functional ingredient) ได้ จึงสามารถใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิด เช่น ใช้เป็นตัวปรับเนื้อสัมผัสในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เทียม นับเป็นผลพลอยได้จากการผลิตที่ทำให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

การประยุกต์ใช้หลักการออกแบบตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในโครงการนี้ได้สร้างประโยชน์โดยตรงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม คือ ช่วยลดการใช้ทรัพยากร พลังงาน และลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ด้านเศรษฐกิจ คือช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบ และด้านสังคม คือทำให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่ปลอดภัย นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
นายณัฐกร กีรติไพบูลย์ และนางสาวภารดี บุญรอง
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4122, 4303
อีเมล DE4CE@mtec.or.th

The post เปลี่ยน ‘กากถั่วเหลือง’ เป็นวัตถุดิบ ‘อาหารในอนาคต’ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Ve-Sea: ผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืชรสชาติทะเล https://www.mtec.or.th/post-knowledges-84696/ Mon, 25 Sep 2023 09:19:59 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=14652 ข่าวดีสำหรับคนแพ้อาหารทะเล และคนที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์! นักวิจัยจากทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหารของเอ็มเทคได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืชที่มีรสชาติทะเลอย่างเส้นปลา ฮือก้วย ลูกชิ้นปลา...

The post Ve-Sea: ผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืชรสชาติทะเล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Ve-Sea: ผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืชรสชาติทะเล

Ve-Sea: ผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืช

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ข่าวดีสำหรับคนแพ้อาหารทะเล และคนที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์! นักวิจัยจากทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหารของ เอ็มเทคได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืชที่มีรสชาติทะเลอย่างเส้นปลา ฮือก้วย ลูกชิ้นปลา และลูกชิ้นกุ้งที่ให้ทั้งเนื้อสัมผัส รูปลักษณ์ และปริมาณโปรตีนที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นที่ทำจากเนื้อสัตว์จริง

จุดกำเนิด Ve-Sea

ทีมวิจัยประกอบด้วย ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัย และ ดร.นิสภา ศีตะปันย์ นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ระบุว่าผลงาน Ve-Sea หรือผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืชเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค กำลังพัฒนาเนื้อหมึกจากโปรตีนพืช

ดร.นิสภา เล่าถึงที่มาของการพัฒนาว่า “ผลงานวิจัย Ve-Sea เริ่มจากโครงการวิจัยและพัฒนาเนื้อหมึกเทียมจากโปรตีนพืช เนื่องจากอาหารทะเลเทียมจากพืช (plant-based seafood) มีสัดส่วนทางการตลาดค่อนข้างต่ำ ประมาณร้อยละ 1 เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืชทั้งหมด ประกอบกับในช่วงปี 2564-2565 อัตราการเติบโตของตลาดอาหารจากโปรตีนพืชสูงถึงร้อยละ 14 และมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นในอนาคต เราเห็นว่าในตลาดยังมีผู้เล่นน้อย จึงน่าจะมีช่องว่างให้พัฒนาได้อีกมาก และหากสามารถพัฒนาได้ก็ย่อมจะเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ที่แพ้อาหารทะเลด้วย”

“หมึกเทียมในท้องตลาดมีปริมาณโปรตีนน้อย หรือ ไม่มีโปรตีนเป็นองค์ประกอบ เราจึงต้องการพัฒนาหมึกเทียมที่มีโปรตีนพืชเป็นส่วนประกอบเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค โดยเลือกใช้วัตถุดิบโปรตีนจากถั่วเหลือง เพราะหาง่าย มีคุณสมบัติการเกิดเจลที่ดี มีราคาค่อนข้างถูก ร่วมกับการใช้วัตถุดิบอื่นในการช่วยให้เกิดโครงสร้างที่เป็นเจลที่มีความเหนียวยืดหยุ่น”

“ส่วนกระบวนการผลิตก็ใช้เทคโนโลยีการปั่นผสมเพราะมีต้นทุนการผลิตที่ไม่สูง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยระหว่างที่กำลังพัฒนาอยู่นั้นเราได้ค้นพบสูตรที่เป็น co-product ของเนื้อหมึก โดยสูตรนี้จะให้เนื้อสัมผัสเหมือนกับลูกชิ้น” ดร.นิสภา อธิบาย

จุดเด่นของ Ve-Sea

Ve-Sea เป็นผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืชจึงปราศจากคอเลสเตอรอล (cholesterol) และมีโปรตีนเทียบเท่ากับลูกชิ้นจากเนื้อสัตว์ ดร.กมลวรรณ อธิบายว่า “ปกติลูกชิ้นทั่วไปมีโปรตีนร้อยละ 4-10 ขึ้นกับเกรด แต่โดยเฉลี่ยจะมีโปรตีนประมาณร้อยละ 8 และส่วนที่เหลือคือแป้ง ส่วนลูกชิ้นเจองค์ประกอบหลักจะเป็นบุกกับแป้งจึงไม่มีโปรตีน”

“สำหรับงานวิจัยนี้ เราพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืช 2 สูตรคือ สูตรปราศจากกลูเตน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่แพ้กลูเตน สูตรนี้มีโปรตีนใกล้เคียงกับลูกชิ้นทั่วไป ส่วนสูตรที่มีกลูเตนจะให้เนื้อสัมผัสที่เหนียวเด้งกว่า และมีโปรตีนสูงกว่าสูตรที่ปราศจากกลูเตน”

ต้นแบบ Ve-Sea

ต้นแบบผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืช

ที่มาของภาพ: https://www.nstda.or.th/home/news_post/pr-nstda-foodserp-01092566/

ดร.กมลวรรณ ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า “กรณีของซีรีส์ลูกชิ้น Ve-Sea เราพัฒนาสูตรหลักที่มีองค์ประกอบแต่ละตัวเป็นช่วงแคบๆ ที่สามารถปรับเนื้อสัมผัสให้เป็นไปตามเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์จากปลา หรือ อาหารทะเลที่ต้องการเลียนแบบ เช่น เนื้อเหนียวนุ่ม เนื้อเด้ง เนื้อแน่น ให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งสูตรลูกชิ้นที่พัฒนาขึ้นมานี้สามารถนำมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น ลูกชิ้นปลา เส้นปลา ฮือก้วย หรือจะปรับเปลี่ยนให้เป็นผลิตภัณฑ์จากกุ้งหรือหมึกก็สามารถทำได้เช่นกัน เพียงแต่งกลิ่นรสและปรับเนื้อสัมผัส”

“ส่วนกระบวนการผลิตก็จะคล้ายกับการผลิตลูกชิ้นทั่วไป เพียงแต่หลังจากปั้นขึ้นรูปแล้วจะต้องใช้เทคนิคที่แตกต่างจากเดิม เพื่อกำหนดโครงสร้างให้เป็นไปตามที่เราต้องการก่อน จากนั้นก็สามารถนำลูกชิ้นไปทำเป็นเมนูต่างๆ ได้เหมือนกับลูกชิ้นทั่วไป ทั้งยังสามารถเก็บในช่องแช่แข็งได้โดยไม่เสียสภาพ”

เมนูจาก Ve-Sea

การนำลูกชิ้นจากโปรตีนพืชรังสรรค์เป็นเมนูต่างๆ

ที่มาของภาพ: https://www.nstda.or.th/home/news_post/sci-update-ve-sea/

จาก “ความเชี่ยวชาญ” สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และวิทยาศาสตร์การอาหาร ทำให้ทีมวิจัยสามารถดัดแปลงสูตรและปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มความหลายหลากของผลิตภัณฑ์ รวมถึงเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน

ดร.นิสภา เล่าว่า “ในการพัฒนาเนื้อสัตว์เทียม เราต้องออกแบบให้ทั้งเนื้อสัมผัส และลักษณะปรากฏให้เหมือนกับเนื้อสัตว์จริง เช่น เนื้อไก่เวลาเคี้ยวต้องมีเส้นใย และเมื่อฉีกจะเป็นเส้นเหมือนของจริง ส่วนเนื้อหมึกมีเส้นใยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง จัดเรียงตัวอย่างแนบชิดกัน และมีการเรียงตัวที่แตกต่างกันในแต่ละชั้น ดังนั้น การออกแบบวิจัยพัฒนาโครงสร้างให้สามารถจำลองเนื้อสัมผัสของเนื้อสัตว์จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภครู้สึกคล้ายกับการบริโภคเนื้อหมึกจริง”

เมื่อถามถึง Ve-Sea ว่าจะมีรูปแบบ premix หรือไม่ ดร.กมลวรรณ กล่าวเสริมว่า “เนื้อหมึกเวลาฉีกจะไม่เห็นเป็นเส้น เพราะเป็นเส้นใยที่ละเอียดและอัดกันแน่น แต่ละชั้นวางจัดเรียงตัวไม่เหมือนกันสานกันเป็นเสื่อทำให้มีเนื้อสัมผัสที่เหนียวหนึบ การพัฒนาลูกชิ้นหมึกจึงใช้การปรับสูตรและกระบวนการขึ้นรูปเพื่อให้เส้นใยอัดแน่น และเนื่องจากโครงสร้างของเนื้อสัตว์แต่ละชนิดก็จะมีความซับซ้อนไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่เนื้อสัตว์ทุกชนิดจะทำ premix ได้ หรือสามารถทำได้แต่สูตรที่ใช้ก็อาจจะแตกต่างกันด้วยข้อจำกัดในการขึ้นรูปที่แตกต่างกัน ดังนั้น Ve-Sea ในตอนนี้จะยังไม่มีรูปแบบ premix เหมือนกับ Ve-Chick ค่ะ จึงไม่สามารถทำสูตรพรีมิกซ์ (premix) ได้”

เมื่อถามถึงความท้าทายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีนพืช ดร.กมลวรรณ ตอบว่า “การปรับเนื้อสัมผัสถือเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุด เราจะปรับเนื้อสัมผัสอย่างไรให้เป็นไปตามที่เราต้องการ เช่น ต้องการทำลูกชิ้นกุ้ง เราต้องปรับเนื้อสัมผัสให้แน่น แต่ไม่กรอบ ส่วนลูกชิ้นปลาจะต้องมีความเด้งเล็กน้อย ในขณะที่ลูกชิ้นหมึกเนื้อสัมผัสอาจจะมี 2 เฟสคือ เฟสที่เป็นเนื้อเหลวข้น และเฟสชิ้นของแข็ง เพื่อให้เวลาเคี้ยวแล้วได้เนื้อสัมผัส 2 แบบในปาก ดังนั้น สูตรก็จะแตกต่างกัน”

ในส่วนของการทดสอบเนื้อสัมผัส นอกจากการชิมโดยมนุษย์ (subjective test) แล้ว ทีมวิจัยยังอาศัยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ (objective test) เป็นหลักด้วยด้วย ดร.นิสภา เล่าว่า “เราวิเคราะห์เนื้อสัมผัสของอาหารด้วยเครื่องวัดเนื้อสัมผัส (texture analyzer) โดยวัดเป็นค่าความแข็ง (hardness) ความยึดเกาะติดกัน (cohesiveness) เพราะหากไม่ยึดเกาะกันก็จะร่วน ความยืดหยุ่น (springiness) และค่าพลังงานในการเคี้ยว (chewiness) ซึ่งเท่ากับค่าความยืดหยุ่นคูณกับค่าความแข็งคูณกับค่าความยึดเกาะติดกัน เราจะใช้การทดสอบด้วยเครื่องเป็นหลักในการคัดเลือกสูตร ก่อนจะนำเพียงบางสูตรที่มีค่าเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันเล็กน้อย หรือไม่แตกต่างกันไปทดสอบด้วยการชิม เพื่อทดสอบความแตกต่าง หรือประเมินการยอมรับต่อไป ซึ่งการทดสอบโดยมนุษย์จะพบว่า ผู้ทดสอบบางคนที่ผ่านการฝึกฝนจะสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ละเอียดกว่าเครื่อง กล่าวคือ หากเนื้อสัมผัสมีความแตกต่างกันเล็กน้อย เครื่องจะไม่สามารถตรวจพบได้ แต่มนุษย์สามารถรับรู้ได้”

ผลงานที่น่าสนใจ

ผลงานวิจัยด้านอาหารที่พัฒนาโดยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหารแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

  • อาหารเพื่อสุขภาพสำหรับทุกวัย เช่น ไส้กรอกไขมันต่ำ มายองเนสปราศจากน้ำมัน แป้งชุบทอดอมน้ำมันน้อย สปันจ์เค้กไขมันต่ำ

  • อาหารสำหรับผู้สูงวัยที่เคี้ยวง่าย กลืนสะดวก และมีสารอาหารครบถ้วน เช่น เนื้อนุ่มจากเนื้อหมูหรือเนื้อวัวบดหยาบ เนื้อหมูที่ปรับเนื้อสัมผัสให้บดเคี้ยวและกลืนง่าย

  • อาหารสำหรับผู้ป่วย เช่น อาหารปั่นสำเร็จรูปสำหรับให้ทางสายยาง ผงเพิ่มความหนืดสำหรับผู้มีปัญหาการกลืน

อาหารเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีการปรับวัตถุดิบและเนื้อสัมผัสให้เหมาะตามความต้องการที่หลากหลายของแต่ละกลุ่ม เช่น อาหารพลังงานสูงสำหรับทหาร หรือนักกีฬา บะหมี่/ขนมปัง/ครัวซองต์ปราศจากกลูเตนสำหรับผู้ที่แพ้กลูเตน ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชสำหรับผู้ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์อย่าง M-Pro Jelly Drink, Ve-Chick, Ve-Sea และในปี 2567 ทีมวิจัยมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เนื้อหมึกจากโปรตีนพืช ส่วนแผนในอนาคตก็จะมีเนื้อกุ้งเพิ่มด้วย

นอกจากนี้ ทีมวิจัย สวทช. ยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ตลอดจนความชำนาญในการจำแนก/วิเคราะห์เครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก การทดสอบประสิทธิภาพการย่อยอาหาร การปลดปล่อยสารสำคัญในอาหารและยา กลไกการออกฤทธิ์ รวมถึงความปลอดภัยของอาหารและกลุ่มสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (functional ingredients) โดยจำลองสภาวะการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ อีกทั้งการพัฒนาเซลล์ผนังลำไส้จำลองเพื่อศึกษาความสามารถในการดูดซึมสารอาหารและการนำสารอาหารนั้นไปใช้ประโยชน์

ตัวอย่างผลงาน

ตัวอย่างผลงานวิจัยด้านอาหารที่พัฒนาโดยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร

มองไปในอนาคต

เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีผู้ผลิตวัตถุดิบที่สำคัญที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์จากโปรตีนพืช เช่น โปรตีนพืช ใยอาหาร หรือสารที่ใช้ในการปรับเนื้อสัมผัส ทำให้ต้องอาศัยวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ดร.กมลวรรณ กล่าวว่า “ถึงแม้ปัจจุบันจะเริ่มมีผู้ผลิตโปรตีนพืชบ้างแล้วแต่ปริมาณและชนิดของโปรตีนอาจยังไม่เพียงพอต่อความต้องการในการใช้ เนื่องจากประเทศไทยเรามีผู้ประกอบการแปรรูปอาหารอยู่มาก และในฝั่งแปรรูปมีความเข้มแข็งมาก เกษตรกรมีความเข้มแข็งระดับหนึ่ง แต่เราขาดผู้ผลิตส่วนประกอบอาหาร ที่จะแปรรูปสินค้าเกษตรหรือของเหลือทิ้งจากภาคเกษตร หรืออุตสาหกรรมเกษตรมาเป็นวัตถุดิบ หรือวัตถุเจือปนอาหาร (food additives)”

“ถ้าต้องการให้อาหารจากโปรตีนพืชมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง เราอาจจะต้องอาศัยความหลากหลายทางชีวภาพของวัตถุดิบที่มีในบ้านเรา ร่วมกับการสนับสนุนให้เกิดการผลิตวัตถุดิบ หรือวัตถุเจือปนอาหารใช้เองในประเทศ ตัวอย่างเช่น เพคตินที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์แยม หรือ เส้นใยอาหารจากเปลือกส้มโอส่วนขาวที่ใช้เป็นสารก่อเจลและสารทดแทนไขมันที่ทีมพัฒนาสำหรับใช้ปรับเนื้อสัมผัสในผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ เราต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมดปีละหลายล้านบาท ถ้าเราสามารถผลิตได้เองโดยอาศัยองค์ความรู้ของนักวิจัยไทยน่าจะช่วยทดแทนการนำเข้าได้ ปัจจุบันมีผู้ผลิตอาหาร หรือผู้ขายวัตถุเจือปนอาหารสนใจต่อยอด แต่ยังไม่มีผู้ประกอบการที่พร้อมจะลงทุน ดังนั้น หากมีผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนน่าจะช่วยเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ได้”

ข้อมูลเพิ่มเติม

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.นิสภา ศีตะปันย์ นักวิจัยอาวุโส และ ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัย ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

The post Ve-Sea: ผลิตภัณฑ์ลูกชิ้นจากโปรตีนพืชรสชาติทะเล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
การประเมินประสิทธิภาพการย่อยและการดูดซึมด้วยระบบจำลองการย่อยอาหาร https://www.mtec.or.th/post-knowledges-79356/ Thu, 01 Jun 2023 06:38:41 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=14833 ทีมวิจัย สวทช. พัฒนาศักยภาพการวิจัยและสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบจำลองการย่อยอาหาร เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการย่อยอาหาร การปลดปล่อยสารสำคัญในอาหารและยา กลไกการออกฤทธิ์...

The post การประเมินประสิทธิภาพการย่อยและการดูดซึมด้วยระบบจำลองการย่อยอาหาร appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การประเมินประสิทธิภาพการย่อยและการดูดซึมด้วยระบบจำลองการย่อยอาหาร

ระบบจำลองการย่อยอาหาร

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ทีมวิจัย สวทช. พัฒนาศักยภาพการวิจัยและสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบจำลองการย่อยอาหาร เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการย่อยอาหาร การปลดปล่อยสารสำคัญในอาหารและยา กลไกการออกฤทธิ์ รวมถึงความปลอดภัยของอาหารและกลุ่มสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (functional ingredients) โดยจำลองสภาวะการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ อีกทั้งยังพัฒนาเซลล์ผนังลำไส้จำลองเพื่อศึกษาความสามารถในการดูดซึมสารอาหารและการนำสารอาหารนั้นไปใช้ประโยชน์

“You are what you eat” หรือ “คุณกินอะไร ก็เป็นอย่างนั้น” วลียอดฮิตที่สะท้อนถึงหลักในการกิน เพราะสิ่งที่กินมีความเกี่ยวพันกับสารสำคัญ วิตามิน แร่ธาตุ รวมถึงจุลินทรีย์ต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อสุขภาพของคนเราโดยตรง

ภาพรวมระบบทางเดินอาหาร

ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กล่าวถึงภาพรวมระบบทางเดินอาหารว่า “ระบบทางเดินอาหารมีลักษณะคล้ายกับโรงงานแปรรูปอาหาร โดยทำให้อาหารมีขนาดเล็กที่สุดที่ร่างกายจะสามารถถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้”

ระบบการเดินอาหาร

เครดิตภาพ: ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร

แผนภาพแสดงระบบทางเดินอาหารที่เปรียบเสมือนโรงงานแปรรูปอาหาร

“การย่อยอาหารเกิดจากกระบวนการทางชีวะ-เคมี-เชิงกลที่ซับซ้อน การเข้าใจกลไกทั้งหมดต้องอาศัยความรู้หลากหลายสาขา (multidisciplinary) กลไกการย่อยอาหารเริ่มต้นตั้งแต่อาหารเกิดการแตกจากชิ้นใหญ่เป็นชิ้นเล็กลง (disintegration) เกิดการเคลื่อนย้าย (transport) ตั้งแต่ปากไปจนถึงลำไส้ใหญ่ และเกิดปฏิกิริยาเคมี เช่น ในช่องปากมีเอนไซม์จากน้ำลายช่วยย่อยแป้ง ในกระเพาะอาหารมีกรดและเอนไซม์เพปซิน (pepsin) ย่อยโปรตีน นอกจากกรดและเอนไซม์แล้ว กระเพาะอาหารยังมีกลไกเชิงกลคือการบีบรัดของกระเพาะอีกด้วย การบีบรัดนี้จะช่วยทำให้อาหารแตกและมีขนาดเล็กลง ส่วนลำไส้เล็กมีเอนไซม์จากตับอ่อน น้ำดีจากตับที่ย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน”

“ลำไส้เล็กแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenum) ลำไส้เล็กส่วนกลาง (jejunum) และลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) โดยลำไส้เล็กส่วนกลางเป็นบริเวณที่มีการดูดซึมสารอาหารมากที่สุด และลำไส้เล็กส่วนปลายจะดูดซึมวิตามินและเกลือแร่มากสุด”

“สิ่งที่ไม่ถูกย่อยและถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กจะถูกส่งต่อมายังลำไส้ใหญ่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ส่วนกลาง และส่วนปลาย สิ่งที่ไม่ถูกย่อยและถูกดูดซึมเป็นอาหารของจุลินทรีย์ เนื่องจากลำไส้ใหญ่อุดมไปด้วยจุลินทรีย์หลายชนิด จุลินทรีย์บริเวณลำไส้ใหญ่แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1) จุลินทรีย์กลุ่มส่งเสริมสุขภาพ เช่น จุลินทรีย์แล็กโทบาซิลลัส (Lactobacillus) บิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) และจุลินทรีย์ที่ผลิตกรดไขมันสายสั้น (short chain fatty acid) ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบในร่างกาย และช่วยให้มีสุขภาพดีมากขึ้น เช่น ลดการเป็นมะเร็งและการอักเสบต่างๆ และ 2) จุลินทรีย์กลุ่มที่เป็นอันตรายหรือก่อโรค โดยปกติในร่างกายจะมีจุลินทรีย์กลุ่มนี้อยู่แล้ว แต่ถูกควบคุมให้มีปริมาณน้อย การศึกษาเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่มักดูการเปลี่ยนแปลงการเจริญของจุลินทรีย์ที่เกิดจากอาหารที่กิน เพราะเชื่อว่าจุลินทรีย์เป็นสิ่งที่ควบคุมคุณภาพชีวิต การมีจุลินทรีย์ที่ดีในร่างกายในปริมาณมากจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี”

เทคโนโลยีระบบจำลองการย่อยอาหาร

เพื่อที่จะสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารได้อย่างถ่องแท้ ทีมวิจัย สวทช. ใช้ระบบจำลองการย่อยอาหาร (simulated gut model) แบบ TNO Intestinal Models หรือ TIM Model เป็นเครื่องมือในการวิจัยและพัฒนา

เครื่อง TIM เป็นแบบจำลองพลวัต (dynamic model) ที่เลียนแบบระบบทางเดินอาหาร ประกอบด้วยกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ การทำงานของเครื่องจะใช้ซอฟต์แวร์ในการควบคุมพารามิเตอร์ต่างๆ ให้มีสภาวะใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร เช่น อุณหภูมิ การปลดปล่อยกรดหรือเอมไซม์ต่างๆ และการเก็บตัวอย่างอาหารที่ผ่านการย่อยแล้ว (dialysate) ตามช่วงเวลาต่างๆ เพื่อนำไปวิเคราะห์ผลการย่อยต่อไป

ดร.ชัยวุฒิ เล่าว่า “การจำลองการย่อยอาหารโดยทั่วไปนั้นมักทดสอบโดยใช้โมเดลแบบสถิต (static model) หากนึกภาพง่ายๆ คือ การย่อยในแต่ละส่วนของระบบทางเดินอาหารในหลอดทดลอง โดยจำลองสภาวะของเหลวต่างๆ ที่อยู่ในอวัยวะที่เกี่ยวกับกระบวนการย่อยส่วนต่างๆ แล้วจึงนำสิ่งที่ย่อยเสร็จแล้วไปย่อยหรือศึกษาต่อในส่วนถัดไป ซึ่งจะไม่เหมือนกับระบบย่อยอาหารในร่างกายจริง ในขณะที่แบบจำลอง TIM Model เป็นแบบพลวัต คือมีการเคลื่อนที่ต่อเนื่องตลอดเวลา อะไรที่ถูกย่อยระดับหนึ่งแล้ว ก็พร้อมที่จะถูกส่งต่อไปยังส่วนถัดไปตามลำดับของอวัยวะในระบบทางเดินอาหารเมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ดังนั้น ผลทดสอบที่ได้จึงมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่าโมเดลแบบสถิต”

“นอกจากผลทดสอบที่ได้จากระบบ TIM จะมีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงแล้ว การใช้โมเดล TIM ยังสามารถเพิ่มจำนวนครั้งในการทดสอบได้มากขึ้น เราจึงสามารถคัดเลือกพารามิเตอร์ที่ดีที่สุดไปศึกษาต่อโดยวิธี in-vivo ในขั้นสุดท้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากการศึกษาแบบ in-vivo ที่ทดลองในสัตว์ทดลองหรือในมนุษย์ ยังมีข้อจำกัดด้านการขอรับรองจริยธรรมการทำวิจัย มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก อาจใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ การศึกษาในสัตว์ทดลองมักให้ผลทดสอบที่แตกต่างจากความเป็นจริง และการแปลผลอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด ซึ่งถือเป็นข้อดีของการจำลองการย่อยอาหารโดยวิธี in-vitro อย่างไรก็ดี การจะนำผลทดสอบจากโมเดล TIM ไปขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร หรือกล่าวอ้างทางโภชนาการบนฉลากอาหาร จำเป็นต้องตรวจสอบเรื่องกฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือกฎระเบียบของแต่ละประเทศว่า เมื่อทดสอบด้วยแบบจำลองนี้แล้ว ยังจำเป็นต้องศึกษาต่อในสัตว์ทดลองเพิ่มอีกหรือไม่” ดร.ชัยวุฒิ กล่าวเสริม

ดร.ชัยวุฒิ กล่าวว่า “ทีมวิจัยเอ็มเทคสนใจการย่อยส่วนบนคือกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เราศึกษาความสามารถในการย่อยอาหาร (digestibility) เพื่อดูว่าอาหารที่เราวิจัยและพัฒนาขึ้นถูกย่อยได้ง่ายหรือยาก และศึกษาประสิทธิภาพในการเปลี่ยนองค์ประกอบของอาหารจากโมเลกุลใหญ่เป็นโมเลกุลเล็กลงและพร้อมที่จะถูกดูดซึม (bioaccessibility) เป็นอย่างไร เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้ ดังนั้น โปรตีนต้องถูกย่อยให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดคือ กรดอะมิโน ส่วนคาร์โบไฮเดรตคือ กลูโคส และไขมัน คือกรดไขมัน”

เครื่องจำลองการย่อยอาหาร
ภาพจำลองการย่อยอาหาร tiny-TIMsg

เครดิตภาพ: ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร

เครื่อง tiny-TIMsg

“เครื่อง TIM ที่ใช้ศึกษาการย่อยส่วนบนนั้นมี 2 รุ่น คือ TIM-1 ซึ่งเป็นรุ่นแรก และ tiny-TIMsg แต่ที่ สวทช. มีเครื่อง tiny-TIMsg ความแตกต่างระหว่าง TIM-1 และ tiny-TIMsg คือ ตัวเครื่อง TIM-1 ประกอบด้วยกระเพาะอาหารที่มีรูปร่างเป็นท่อตรง และลำไส้เล็กที่แยกเป็นลำไส้เล็กทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวข้างต้น ทำให้เครื่องมือมีขนาดใหญ่ อีกทั้งการออกแบบกระเพาะที่เป็นท่อตรงจะส่งผลต่อการย่อยอาหาร ทำให้ลักษณะการย่อยของอาหารแตกต่างจากกระเพาะจริง ส่วนเครื่อง tiny-TIMsg มีการพัฒนาส่วนกระเพาะให้มีรูปร่างและลักษณะการบีบรัดเสมือนกระเพาะจริงมากขึ้น แต่ปรับส่วนของลำไส้เล็กให้เหลือเพียง 1 ส่วน ซึ่งยังให้ผลทดสอบที่ใกล้เคียงกับระบบ TIM-1 ที่มีลำไส้เล็กทั้ง 3 ส่วน ทำให้เครื่องมีขนาดเล็กลงและสามารถวางบนโต๊ะได้”

เครื่องจำลองการย่อยอาหาร

เครดิตภาพ: ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร

ส่วนของเครื่องที่ปลดปล่อยกรดหรือเอนไซม์ต่างๆ ให้เสมือนจริง

ส่วนการศึกษาในลำไส้ใหญ่ โดยใช้เครื่อง TIM-2 ดร.ชัยวุฒิกล่าวว่า “งานวิจัยส่วนนี้จะรับผิดชอบหลัก โดย ดร.มณชยา และคณะ จากทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยา (microbiology) ซึ่ง ดร.มณชยา มีความเชี่ยวชาญและสนใจงานวิจัยด้านพรีไบโอติก (prebiotic) และโพรไบโอติก (probiotic) ที่ผ่านมา ยังได้ร่วมกับทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค พัฒนาสารเพคติกโอลิโกแซ็กคาไรด์ (pectic-oligosaccharides หรือ POS) ซึ่งเป็นพรีไบโอติกที่เตรียมจากสารเพคติน (pectin) โดยทำให้โครงสร้างเพคตินมีขนาดเล็กลง เบื้องต้นได้มีการทดสอบกับจุลินทรีย์สายพันธุ์เดี่ยว (single stain) ในหลอดทดลอง พบว่า POS เป็นสารพรีไบโอติกที่ส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่ผลิตกรดไขมันสายสั้นที่น่าสนใจ ซึ่งทีมวิจัยกำลังขยายผลการวิจัยโดยจะทดสอบกับจุลินทรีย์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม (colony) โดยใช้เครื่อง TIM-2 เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการเป็นสารพรีไบโอติกของ POS ต่อไป นอกจาก POS แล้ว ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะศึกษาสารพรีไบโอติกกลุ่มอื่นๆ อีกด้วย เช่น ไซโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ (xylo-oligosaccharides) หรือสตาร์ชทนย่อย (resistant starch)”

“เครื่อง TIM-2 ประกอบด้วยหลอดแก้ว 4 หลอด แต่ละหลอดจะรวมลำไส้ใหญ่ทั้ง 3 ส่วนดังกล่าวข้างต้นไว้ด้วยกัน การที่มีหลอดแก้ว 4 หลอดจึงสามารถทดสอบได้ 4 ซ้ำพร้อมกัน ซึ่งในการทดสอบสามารถคัดเลือกจุลินทรีย์จากอุจจาระของคนหรือสัตว์ หรือกลุ่มผู้ทดสอบที่ต้องการศึกษา เช่น ผู้ที่มีสุขภาพดีหรือเป็นโรคบางประเภท ผู้บริโภคเนื้อสัตว์หรือมังสวิรัติ โดยสามารถกำหนดระยะเวลาทดสอบ 24 ชั่วโมง เพื่อจำลองการเคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ หรือ 72 ชั่วโมง เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ที่เกิดจากการได้รับอาหารหรือยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานขึ้น”

ภาพจำลองการย่อยอาหาร TIM-2

เครดิตภาพ: ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร

เครื่อง TIM-2

เมื่อถามถึงการทำงานเครื่อง tiny-TIMsg และ TIM-2 ดร.ชัยวุฒิ อธิบายว่า “เครื่องทั้ง 2 โมเดลสามารถจำลองสภาวะเหมือนจริงได้ โดยปรับ pH ตามเวลาที่กำหนด, เวลาในการย่อย, การหลั่งและองค์ประกอบของกรดหรือเอนไซม์ต่างๆ (digestive fluids) ที่เสมือนจริง, การผสมและการบีบตัวของกระเพาะและลำไส้ใหญ่, การควบคุมอุณหภูมิและระดับออกซิเจน เนื่องจากลำไส้ใหญ่เป็นสภาวะไร้ออกซิเจน และการระบายของสารพร้อมใช้ทางชีวภาพที่ได้จากการย่อยสิ่งทดสอบออกจากลำไส้เล็ก เนื่องจากบริเวณลำไส้เล็กจะมีตัวกรองที่สามารถกรองอนุภาคขนาดเล็กกว่า 5 ไมโครเมตร ดังนั้นสารที่ผ่านตัวกรองได้จะมีขนาดเล็กมากและพร้อมที่จะถูกดูดซึมต่อ ซึ่งจะนำไปวิเคราะห์สารที่สนใจ เช่น ถ้าสนใจโปรตีน ก็จะสามารถนำสารที่ผ่านตัวกรองแต่ละช่วงระยะเวลาของการย่อยมาวิเคราะห์ว่ามีกรดอะมิโนชนิดใดบ้าง และครบตามที่ร่างกายต้องการหรือไม่”

ในการทดสอบจำเป็นต้องทดสอบทั้งระบบ tiny-TIMsg และ TIM-2 ต่อเนื่องกันหรือไม่ ดร.ชัยวุฒิ อธิบายว่า “เราสามารถทดสอบแบบทำต่อเนื่องกันทั้ง tiny-TIMsg และ TIM-2 หรือจะแยกศึกษาแต่ละระบบก็ได้ เช่น ในกรณีที่เราไม่มั่นใจว่าสารที่ต้องการศึกษาในลำไส้ใหญ่เป็นพรีไบโอติกหรือไม่ ก็จะต้องศึกษาด้วย tiny-TIMsg ก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อผ่านกระเพาะและลำไส้เล็กแล้วไม่ถูกย่อยและถูกดูดซึม แต่ถ้ามั่นใจว่าสารที่สนใจมีสมบัติพรีไบโอติก หรือไม่เสียสภาพภายหลังการย่อยในส่วนของกระเพาะและลำไส้เล็ก ก็สามารถข้ามมาศึกษาด้วยเครื่อง TIM-2 ได้เลย”

“อย่างไรก็ดี การศึกษาความสามารถในการดูดซึมสารอาหาร และการนำสารอาหารนั้นไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย (bioavailability) ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเครื่อง TIM ไม่มีระบบผนังเซลล์ ซึ่งในส่วนนี้ทีมวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) มีการพัฒนาความเชี่ยวชาญและได้วิจัยและพัฒนาเซลล์ผนังลำไส้จำลอง ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดร่วมกับการศึกษาในระบบ TIM เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของการดูดซึมผ่าน รวมถึงอิทธิพลอื่นๆ เช่น การเกิดการอักเสบของเซลล์ผนังลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ได้ต่อไป”

ศักยภาพของระบบจำลองการย่อยอาหาร และการนำไปประยุกต์ใช้

เครื่อง tiny-TIMsg สามารถจำลองสภาวะ รวมถึงปรับพารามิเตอร์ต่างๆ ให้เสมือนกระเพาะและลำไส้เล็กของจริงได้ ดร.ชัยวุฒิ กล่าวว่า “เครื่องนี้สามารถปรับสภาวะได้หลากหลาย เช่น ถ้าศึกษาการย่อยในคน ก็ปรับอุณหภูมิที่ 37ºC หรือถ้าต้องการศึกษาการย่อยของสัตว์กระเพาะเดี่ยว เช่น หมู สุนัข หรือแมว ก็สามารถปรับอุณหภูมิได้ตามอุณหภูมิของสัตว์เหล่านั้น สำหรับการศึกษาการย่อยในคนนั้น ยังสามารถศึกษาจำเพาะกลุ่มผู้บริโภคได้อีก เช่น เด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ซึ่งแต่ละช่วงวัยก็จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของปริมาณอาหารที่รับประทาน ปริมาณน้ำย่อยหรือเอนไซม์ที่หลั่ง การบีบรัดของกระเพาะ เวลาที่ผ่านจากกระเพาะไปสู่ลำไส้, ชนิดของอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ โปรตีนทางเลือก หรืออาหารเจ ซึ่งมีกลไกการย่อยที่แตกต่างกัน และสภาวะช่วงอดอาหารหรือรับประทานอาหาร เป็นต้น”

“เราสามารถใช้เครื่อง tiny-TIMsg ในการประเมินดัชนีไกลซีมิก (Glycemic Index, GI)[1] การประเมินประสิทธิภาพในการเปลี่ยนองค์ประกอบของอาหารและยาจากโมเลกุลใหญ่เป็นโมเลกุลเล็กลงและพร้อมที่จะถูกดูดซึม การประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์พรีไบโอติก การรอดชีวิตหรือการทนต่อการย่อยของผลิตภัณฑ์โพรไบโอติก การประเมินอันตรกิริยาระหว่างสิ่งทดสอบกับอาหาร เช่น สารอาหารบางอย่างในอาหารสามารถจับตัวกับน้ำดี ทำให้น้ำดีย่อยไขมันได้ไม่ดี”

“นอกจากตัวอย่างอาหารแล้ว ระบบนี้ยังใช้ศึกษาตัวอย่างยา เช่น ช่วงเวลาที่ยาจะปลดปล่อยสารสำคัญ, ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ เช่น ยาบางชนิดหากทานพร้อมกับน้ำส้ม หรือเครื่องดื่มที่มีแคลเซียม หรือน้ำที่ปรับความหนืดสำหรับผู้ที่มีปัญหาการกลืน ที่ใช้สารปรับความหนืดแบบมีประจุ อาจทำให้ยามีประสิทธิภาพลดลง เนื่องจากทั้งแคลเซียมและประจุอาจจะไปจับกับสารสำคัญในยา ทำให้การปลดปล่อยสารสำคัญเปลี่ยนไป”

“ส่วนเครื่อง TIM-2 สามารถใช้ในการประเมินศักยภาพของผลิตภัณฑ์พรีไบโอติก โพรไบโอติก ซินไบโอติก (synbiotic) ต่อการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ รวมถึงการประเมินการปล่อยยาและสารออกฤทธิ์ในลำไส้ใหญ่ และการเปลี่ยนรูปของยา หรือสารพิษจากปฏิสัมพันธ์กับจุลินทรีย์ในลำไส้”

“ทีมวิจัยเอ็มเทคสนใจที่จะศึกษาอิทธิพลของเมทริกซ์อาหาร (food matrix) ต่อการย่อยอาหารให้มากขึ้น เพราะเราจะได้รู้ว่าควรปรับปรุงหรือพัฒนาอาหารให้มีเมทริกซ์อาหารแบบใดที่จะช่วยส่งเสริมการย่อย หรือทำให้ย่อยช้าลง เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกอิ่มนานขึ้น ช่วยให้บริโภคน้อยลง การพัฒนาเมทริกซ์อาหารเป็นแนวทางที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในการป้องกันปัญหาโรคอ้วน ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากในประชากรโลก รวมถึงประชากรไทยด้วย”

“นอกจากนี้ เรามีงานวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากพืช (plant-based food) ซึ่งต้องการศึกษาว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นย่อยได้ดีไหม และมีกรดอะมิโนตามที่ร่างกายต้องการหรือไม่ โดยปกติในพืชจะมีสารต้านโภชนาการ (antinutrient) ที่ส่งผลต่อการย่อยและการดูดซึม เมื่อสารนี้เข้าสู่ระบบทางเดินอาหารอาจไปจับกับเอนไซม์ทำให้อาหารถูกย่อยยาก สารอาหารที่ควรได้รับก็หายไป เช่น สารยับยั้งเอนไซม์ทริพซิน (trypsin inhibitor) เป็นโปรตีนที่พบในถั่วเหลือง สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทริพซิน ทำให้การย่อยโปรตีนไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นก่อนบริโภคถั่วเหลืองจึงต้องนำไปผ่านความร้อนก่อน”

[1] Gylcemic Index (Gl) คือ ดัชนีที่ใช้ตรวจวัดคุณภาพของอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งหลังรับประทาน ย่อย และถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบการย่อยและดูดซึมของร่างกายแล้ว สามารถเพิ่มระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้มากหรือน้อย โดยมีค่า GI ตั้งแต่ 0 ถึง 100 ขึ้นกับว่าอาหารนั้นๆ มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดมากหรือน้อย ภายหลังการบริโภคอาหารนั้น 2 ถึง 3 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน น้ำตาลกลูโคส หรือขนมปังขาวซึ่งมีค่า Gl เท่ากับ 100 (ที่มา: https://www.foodnetworksolution.com/search/wiki?q=Glycemic+index)

อนาคต

ปัจจุบันทีมวิจัย สวทช. มีความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความชำนาญในการทดสอบการย่อยอาหาร ดร.ชัยวุฒิกล่าวว่า “เราได้เปิดให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรม โดยในช่วงแรกเน้นที่อุตสาหกรรมอาหารเป็นหลัก แต่ในอนาคตก็จะขยายไปสู่อุตสาหกรรมยา และคาดว่าจะมีความร่วมมือกับหน่วยงานในต่างประเทศ ซึ่งรูปแบบอาจจะเป็นความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างให้เกิดการมองเห็นศักยภาพในการทำวิจัยและการให้บริการของ สวทช. ในด้านนี้ในอนาคตอันใกล้มากขึ้น”

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
คุณชนิต วานิกานุกุล งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th 

ขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส และ ดร.กมลวรรณ อิศราคาร จากทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

The post การประเมินประสิทธิภาพการย่อยและการดูดซึมด้วยระบบจำลองการย่อยอาหาร appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>