ผู้สูงอายุ Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/ผู้สูงอายุ/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 12 Jan 2026 01:08:49 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico ผู้สูงอายุ Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/ผู้สูงอายุ/ 32 32 M-Thick น้ำดื่มปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ https://www.mtec.or.th/mthick/ Mon, 29 Sep 2025 08:38:51 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=40705 เมื่ออายุมากขึ้น สภาพร่างกายและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ย่อมเสื่อมถอย ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและอาจเกิดความเจ็บป่วยตามมา เรื่องหนึ่งที่น่ากังวลคือ การที่ผู้สูงอายุมีภาวะกลืนลำบาก

The post M-Thick น้ำดื่มปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

M-Thick น้ำดื่มปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

 

สวัสดี “1 ตุลาคม” วันผู้สูงอายุสากล

เมื่ออายุมากขึ้น สภาพร่างกายและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ย่อมเสื่อมถอย ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและอาจเกิดความเจ็บป่วยตามมา เรื่องหนึ่งที่น่ากังวลคือ การที่ผู้สูงอายุมีภาวะกลืนลำบาก อาการนี้อาจเกิดจากความเสื่อมถอยของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืน หรือความผิดปกติของระบบประสาท ภาวะกลืนลำบากยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง เช่น ทุพโภชนาการ ปอดติดเชื้อ และปอดอักเสบเนื่องจากสำลักอาหาร

วิธีหนึ่งที่ช่วยลดการสำลักได้คือ การใช้สารเพิ่มความข้นหนืด (thickener) ผสมในอาหารและเครื่องดื่ม เมื่ออาหารหรือน้ำหนืดขึ้นก็จะไหลเข้าสู่หลอดอาหารอย่างช้าๆ ในลักษณะเป็นก้อน ไม่แตกกระเซ็นเข้าสู่หลอดลม

สารเพิ่มความข้นหนืดแบ่งเป็น 2 ประเภทตามองค์ประกอบ ได้แก่ แป้งดัดแปร (modified starch) และกัม (gum) ซึ่งเป็นพอลิแซ็กคาไรด์ที่สกัดจากพืช เช่น กัวร์กัม (guar gum) หรือจากจุลินทรีย์ เช่น แซนแทนกัม (xanthan gum)

สารเพิ่มความข้นหนืดจากกัมมีคุณภาพดีกว่าแป้งดัดแปร โดยเฉพาะเรื่องการปลดปล่อยน้ำตาลกลูโคสหลังการย่อย จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลหรือน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม สารเพิ่มความข้นหนืดประเภทนี้มักมีราคาสูงเพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยไม่สามารถเข้าถึงได้

ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. พัฒนาสารเพิ่มความข้นหนืดจากเมือกเมล็ดแมงลักด้วยเทคนิคที่ไม่ซับซ้อน โดยมีจุดประสงค์หลักคือ การทำให้ผู้ประกอบการไทยผลิตสารเพิ่มความข้นหนืดได้เองจากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาถูกลงและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

ในระยะแรก ทีมวิจัยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปของน้ำพร้อมดื่มภายใต้ชื่อ M-Thick ผลิตภัณฑ์นี้มีความหนืด 3 ระดับ ตามมาตรฐานของ IDDSI ของเครื่องดื่มสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก ได้แก่ หนืดเล็กน้อย (ระดับ 1) หนืดน้อย (ระดับ 2) และหนืดปานกลาง (ระดับ 3)

นอกจากคุณสมบัติความหนืดที่เทียบเท่ากับสารเพิ่มความข้นหนืดที่นำเข้าจากต่างประเทศแล้ว M-Thick ยังมีสมบัติการดึงยืดที่ดี ลดความเสี่ยงจากการแตกกระเซ็นของอาหารเข้าสู่หลอดลม ส่งผลให้กลืนได้อย่างปลอดภัย ไม่สำลัก

จุดเด่นของ M-Thick คือ ผู้สูงอายุดื่มแทนน้ำได้ โดยให้ความรู้สึกเหมือนการดื่มน้ำทั่วไป แต่ปลอดภัยมากกว่า หากผสมในนม เครื่องดื่มอุ่นร้อน หรือน้ำผลไม้ที่มีความเป็นกรด ความหนืดก็ยังคงเดิม

นอกจากช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุแล้ว ผลงานวิจัยนี้ยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกแมงลักและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายพอร์ตธุรกิจ โดยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน ผลงานวิจัย M-Thick อยู่ในขั้นทดลองทางคลินิก และกำลังหาผู้ประกอบการที่สนใจเพื่อขยายขนาดการผลิต

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณชนิต วานิกานุกูล งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post M-Thick น้ำดื่มปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผู้พิทักษ์วัยสุข https://www.mtec.or.th/mike-the-guardian/ Thu, 03 Jul 2025 04:43:23 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=38977 ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (complete aged society) โดยมีผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) กว่า 14 ล้านคน ผู้สูงอายุเหล่านี้บางส่วนยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยราวร้อยละ 13 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด

The post ผู้พิทักษ์วัยสุข appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผู้พิทักษ์วัยสุข

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (complete aged society) โดยมีผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) กว่า 14 ล้านคน ผู้สูงอายุเหล่านี้บางส่วนยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยราวร้อยละ 13 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดมักเลือกอยู่อาศัยตามลำพัง

ขณะเดียวกันก็พบว่าผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงต่อลูกหลานในวัยแรงงานมีมากกว่าร้อยละ 30 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด ทั้งนี้แม้ว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่กับลูกหลาน แต่ในช่วงที่ลูกหลานออกไปทำงาน ผู้สูงอายุก็ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่คนเดียว หรือไม่ก็อยู่กับคู่สมรสตนเอง

ข้อเท็จจริงนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงบางประการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น การลื่นล้ม การลืมรับประทานยา หรือเหตุฉุกเฉินอื่นที่ไม่อาจคาดล่วงหน้า ทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดีของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ตระหนักถึงปัญหาและความเสี่ยงดังกล่าว จึงได้พัฒนาระบบที่ชื่อว่า MIKE สำหรับดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

ในการพัฒนาระบบ MIKE ได้มีการศึกษาพฤติกรรมอย่างเจาะลึก และนำเทคโนโลยี AI มาร่วมใช้ในการวิเคราะห์ เรียนรู้ และคาดการณ์พฤติกรรมของผู้สูงอายุ โดยระบบจะแจ้งเตือนผู้ดูแลทันทีหากตรวจพบพฤติกรรมที่ผิดปกติ

ปัจจุบัน MIKE ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะ “อุ่นใจวัยสุข” และพร้อมให้บริการสำหรับผู้ที่สนใจ แพลตฟอร์มนี้ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่เรียบง่ายแต่ครบครันเพียง 2 ชิ้น ได้แก่ MediAlarm และ ToiletSense

MediAlarm เป็นอุปกรณ์สำหรับเรียนรู้พฤติกรรมการรับประทานยาของผู้สูงอายุ พร้อมระบบแจ้งเตือนการรับประทานยา สามารถรองรับการบันทึกได้มากถึง 7 มื้อต่อวัน ข้อมูลจะถูกจัดเก็บบนคลาวด์ที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้อย่างสะดวกจากทุกสถานที่ อุปกรณ์นี้ยังมาพร้อมกับปุ่มฉุกเฉินในกรณีที่ผู้สูงอายุต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

ToiletSense เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งบริเวณประตูห้องน้ำ เพื่อตรวจจับการเข้า-ออกของผู้สูงอายุ อุปกรณ์นี้มีเซนเซอร์แบบวัดระยะทางซึ่งใช้เทคโนโลยี time-of-flight (TOF) 4 จุด ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบ สามารถตรวจจับสัญญาณที่สะท้อนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ทีมวิจัยยังได้ออกแบบและพัฒนาอัลกอริทึมขั้นสูงซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการตรวจจับการเข้าออกได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะได้รับการประมวลผลโดยเทคโนโลยี AI เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ห้องน้ำ และสามารถแจ้งเตือนผู้ดูแลในกรณีที่มีการใช้ห้องน้ำนานผิดปกติ โดยการแจ้งเตือนจะทำงานผ่าน Line Official ซึ่งสะดวกและคนไทยจำนวนมากคุ้นเคย

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมีแผนที่พัฒนาการตรวจจับให้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในอิริยาบถที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น ขณะนอน หรือขณะนั่ง เพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือมีความเสี่ยงที่แฝงอยู่เพิ่มเติม อันจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุที่ใช้ระบบนี้

ติดต่อสอบถามข้อมูล:
ทีมวิจัยการออกแบบเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
ดร. ก่อเกียรติ เศษชัยชาญ
โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4318
เว็บไซต์:  https://oonjaiwaisuk.com/

The post ผู้พิทักษ์วัยสุข appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
สร้างความมั่นใจในการจำแนก/วิเคราะห์เครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester https://www.mtec.or.th/post-knowledges-70536/ Fri, 05 Aug 2022 03:14:54 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=15084 ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส และคณะ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับอาจารย์วรัญญา เตชะสุขถาวร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย...

The post สร้างความมั่นใจในการจำแนก/วิเคราะห์เครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

สร้างความมั่นใจในการจำแนก/วิเคราะห์เครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester

เครื่อง Flow Tester และ Fork Tester

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส และคณะ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับอาจารย์วรัญญา เตชะสุขถาวร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาเครื่องทดสอบเครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีปัญหาภาวะกลืนลำบาก อุปกรณ์นี้ใช้ตรวจสอบความข้นหนืดของเครื่องดื่มและเนื้อสัมผัสของอาหารว่าเป็นไปตามมาตรฐาน IDDSI ระดับใด เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลือกเครื่องดื่มและอาหารที่เหมาะสมกับความสามารถในการกลืนของผู้ป่วยในการบริโภคอย่างปลอดภัย

ปัจจุบันสังคมโลกมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) สาเหตุของภาวะกลืนลำบากเกิดจากการเสื่อมถอยของอวัยวะภายในช่องปาก หรือเป็นโรคบางชนิด เช่น โรคมะเร็งที่คอหรือช่องปาก พาร์กินสัน (Parkinson) อัลไซเมอร์ (Alzheimer) สมองฝ่อ (Dementia) หรือหลอดเลือดสมอง (Stroke) ผู้ที่มีปัญหานี้จะมีความยากลำบากในการเคี้ยวและการกลืน ซึ่งอาจทำให้เกิดการสำลักจนมีโอกาสที่อาหารจะไปติดที่บริเวณคอหอยและเข้าไปในหลอดลมเกิดปอดติดเชื้อตามมาได้

แนวทางหนึ่งในการดูแลผู้ที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบากคือ การเลือกเครื่องดื่มที่มีความข้นหนืดและอาหารที่มีการปรับเนื้อสัมผัสที่เหมาะสมกับผู้ป่วย โดยอ้างอิงความข้นหนืดของเครื่องดื่มและเนื้อสัมผัสของอาหารตามมาตรฐานที่มีการกำหนดไว้

ทีมวิจัยเอ็มเทคได้ดำเนินโครงการการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารสำหรับผู้ที่มีภาวะเคี้ยวและกลืนลำบาก โดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประจำปี 2565 ภายใต้กลุ่มโปรแกรมอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันบนฐานการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Food and Ingredients) โดยโครงการนี้ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1) การพัฒนาสารปรับรีโอโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบาก

2) การพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ตามมาตรฐาน IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) สำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบาก

3) การผลิตและทดสอบประสิทธิภาพ Flow Tester และ Fork Tester ในระดับภาคสนาม

รู้จักมาตรฐานเครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบาก

ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าโครงการวิจัย ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค เล่าถึงมาตรฐานอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบากว่า

“เกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัมผัสของอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับผู้มีปัญหาภาวะกลืนลำบากถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 2002 เรียกว่า มาตรฐาน NDD (National Dysphagia Diet) หลังจากนั้นแต่ละประเทศก็พยายามจะมีเกณฑ์หรือมาตรฐานของตัวเอง ทำให้เกิดความหลากหลายของมาตรฐานและความสับสนต่อการใช้งาน จนกระทั่งปี ค.ศ. 2012 กลุ่ม stakeholders ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบาก เช่น แพทย์ นักกำหนดอาหาร นักกิจกรรมบำบัด หรือนักวิชาการ จึงได้หารือกันและมีความเห็นตรงกันว่าควรมีเกณฑ์สากลที่สามารถใช้อ้างอิงได้ทั่วโลก ทำให้เกิดการพัฒนามาตรฐาน IDDSI ขึ้นเพื่อใช้เป็นเกณฑ์สากลโลก”

การทดสอบตามมาตรฐาน IDDSI ถูกออกแบบให้สามารถทำได้ง่าย สะดวก และไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีราคาสูง เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากมาตรฐานเดิมมาใช้มาตรฐาน IDDSI ได้เหมือนกันทุกประเทศ มาตรฐาน IDDSI มีการจำแนกเครื่องดื่มและอาหารเป็น 8 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 0-7 โดยใช้วิธีการทดสอบหลักที่เรียกว่า “Flow/Syringe Test” และ “Fork Pressure Test” สำหรับตัวอย่างเครื่องดื่มและอาหาร ตามลำดับ

มาตรฐาน IDDSI ใช้สัญลักษณ์เป็นสามเหลี่ยมที่มุมแหลมชี้ขึ้น สำหรับแบ่งกลุ่มเครื่องดื่มเป็นระดับ 0-4 ตามความข้นหนืดที่แตกต่างกัน โดยระดับ 0 คือ เหลว/ไม่หนืด (thin) ระดับ 1 คือ หนืดเล็กน้อย (slightly thick) ระดับ 2 คือ หนืดน้อย (mildly thick) ระดับ 3 คือ หนืดปานกลาง (moderately thick) ระดับ 4 คือ หนืดมาก (extremely thick)

ในทางตรงข้าม สัญลักษณ์สามเหลี่ยมมุมแหลมชี้ลงใช้สำหรับแบ่งกลุ่มอาหารเป็นระดับ 3-7 ตามลักษณะเนื้อสัมผัสของตัวอย่าง โดยระดับ 3 คือ เหลวข้น (liquidised) ระดับ 4 คือ บดละเอียด (pureed) ซึ่งระดับ 3-4 จะซ้อนทับกับเครื่องดื่ม ระดับ 5 คือ สับละเอียดและชุ่มน้ำ (minced & moist) ระดับ 6 คือ อ่อนและชิ้นเล็ก (soft & bite-sized) ส่วนระดับที่ 7 ยังแบ่งเป็นอีก 2 กลุ่มย่อยคือ เคี้ยวง่าย (easy to chew) และธรรมดา (regular)

มาตรฐาน IDDSI

ที่มา: https://iddsi.org/framework/
การแบ่งประเภทเครื่องดื่มและอาหารตามมาตรฐาน IDDSI

ดร.ชัยวุฒิ อธิบายวิธีการวัดว่า “มาตรฐาน IDDSI แบ่งตัวอย่างเครื่องดื่มหรือของเหลวเป็นระดับ 0-4 โดยใช้หลอดฉีดยาขนาด 10 มิลลิลิตรที่มีความยาวตั้งแต่ขีด 0 ml-10 ml เท่ากับ 61.5 มิลลิเมตร และมีปลายกระบอกเป็นแบบ Luer Slip จากนั้นใส่ตัวอย่างลงในหลอดฉีดยาให้ได้ปริมาตร 10 มิลลิลิตร และปล่อยให้ไหลเป็นเวลา 10 วินาที แล้วดูปริมาตรของเหลวที่เหลืออยู่ในหลอดฉีดยา ทำให้ระบุได้ว่าของเหลวนั้นมี IDDSI ระดับใด”

“ถ้าเป็น IDDSI ระดับ 0 คือเหลือของเหลวไม่ถึง 1 มิลลิลิตร, ระดับ 1 เหลือของเหลว 1-4 มิลลิลิตร, ระดับ 2 เหลือของเหลว 4-8 มิลลิลิตร, ระดับ 3 เหลือของเหลว 8-10 มิลลิลิตร แต่ถ้าของเหลวไม่ไหลออกเลย เบื้องต้นอาจจะอยู่ในระดับ 4 ได้ แต่เราต้องนำตัวอย่างนั้นไปทดสอบต่ออีก 2 วิธี คือ การหยดโดยใช้ส้อม (fork tilt test) และ การตะแคงช้อน (spoon tilt test)”

“การทดสอบจะใช้วิธีการหยดโดยใช้ส้อมก่อน ผู้ทดสอบใช้ส้อมตักตัวอย่างแล้วดูว่าของเหลวไหลผ่านส้อมได้หรือไม่ ถ้าไหลผ่านส้อมได้จะจัดในระดับ 3 แต่ถ้ายังคงอยู่บนส้อมต้องนำไปทดสอบต่อด้วยวิธีการตะแคงช้อน โดยตักตัวอย่างใส่บนช้อนแล้วตะแคงช้อนเพื่อดูว่าตัวอย่างไหลออกจากช้อนมากน้อยเพียงใด ถ้าไหลออกหมดโดยไม่มีสิ่งตกค้าง (residue) เหลือบนช้อนในปริมาณมาก ก็จะจำแนกให้อยู่ในระดับ 3 แต่ถ้ามีปริมาณสิ่งตกค้างบนช้อนน้อย หรือไม่มีเลย ก็จัดอยู่ในระดับ 4”

การทดสอบความข้นหนืดของเครื่องดื่ม

วิธีการทดสอบเครื่องดื่มตามมาตรฐาน IDDSI

ส่วนการทดสอบตัวอย่างอาหารว่าอยู่ใน IDDSI ระดับใดระหว่าง 5-7 ดร.ชัยวุฒิอธิบายว่า “วิธีการทดสอบตามมาตรฐาน IDDSI จะใช้ส้อมที่มีหน้ากว้าง 15 มิลลิเมตรและมีช่องว่างระหว่างซี่ส้อม 4 มิลลิเมตรในการกด แล้วดูลักษณะปรากฏของอาหารหลังถูกกดว่าเป็นอย่างไร ถ้าระดับ 5 ซึ่งเป็นอาหารที่ผ่านการสับหรือบดละเอียดมาแล้ว ตัวอย่างต้องมีขนาดอนุภาคไม่เกิน 4 มิลลิเมตรหรือช่องว่างระหว่างซี่ส้อม ระดับ 6 เมื่อกดส้อมลงไป ตัวอย่างจะฉีกขาดหรือแตกหักตามรอยของซี่ส้อม ส่วนระดับ 7 ตัวอย่างจะไม่เกิดการฉีกขาดเลยและกลับมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนกด แต่เนื่องจากระดับ 7 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ Easy to Chew และ Regular จึงต้องทดสอบเพิ่มเติมด้วยการใช้สันส้อมตัดตัวอย่าง ถ้าสามารถตัดตัวอย่างขาดจะจัดอยู่ในกลุ่ม Easy to Chew แต่ถ้าไม่ขาดจะจัดเป็น Regular”

มาตรฐาน IDDSI
การทดสอบเนื้อสัมผัสของอาหาร

วิธีการทดสอบอาหารตามมาตรฐาน IDDSI

พัฒนาโดยแก้จุดอ่อน

การทดสอบตามมาตรฐาน IDDSI แม้จะเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และมีราคาถูก แต่ก็มีหลายประเด็นที่เป็นจุดอ่อน ดร.ชัยวุฒิ อธิบายว่า “ในการทดสอบ Flow/Syringe Test ผู้ทดสอบต้องใช้นิ้วอุดปลายหลอดฉีดยา และอาจต้องให้อีกคนช่วยเติมตัวอย่างและจับเวลา 10 วินาที ซึ่งเวลาค่อนข้างเร็วอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากผู้ทดสอบได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อทำการทดสอบเพียงคนเดียว ดังนั้น หากต้องการผลที่แม่นยำขึ้นก็อาจต้องใช้ผู้ทดสอบมากกว่า 1 คน หรือต้องใช้เสายึดจับหลอดฉีดยาร่วมกับการถ่ายวิดีโอ ซึ่งทำได้ไม่สะดวกนัก”

“ส่วนการทดสอบด้วยวิธี Fork Pressure Test เนื่องจากส้อมที่ใช้ทั่วไปมีหลายขนาด หากผู้ทดสอบไม่ได้เลือกใช้ส้อมตามขนาดที่ IDDSI กำหนดก็จะทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อนได้ และในขั้นตอนการกด มาตรฐานกำหนดให้ผู้ทดสอบออกแรงกดจนเล็บเป็นสีขาว หรือความดันกดเฉลี่ยประมาณ 17 กิโลปาสคาล (kilopascal, kPa) ซึ่งผู้ทดสอบแต่ละคนอาจใช้แรงกดไม่เท่ากันขึ้นกับลักษณะจำเพาะของบุคคล เช่น สุขภาพร่างกาย เพศ หรืออายุ ทำให้ผลทดสอบที่ได้อาจแตกต่างกันมาก”

“นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารส่วนมากมักมีสมบัติวิสโคอิลาสติก (viscoelasticity) กล่าวคือแสดงพฤติกรรมที่คล้ายของเหลวหรือของแข็งโดยขึ้นกับเวลาหรือแรงที่กระทำ เช่น เมื่อเอานิ้วจุ่มน้ำ เราจะรู้สึกว่าน้ำมีลักษณะนิ่มคล้ายของเหลว เพราะมีแรงมากระทำต่อนิ้วเราน้อยมาก แต่ถ้าเรากระโดดลงน้ำโดยใช้ท้องลง เราจะรู้สึกเสมือนว่าน้ำเป็นของแข็ง มีแรงกระทำต่อเรามาก แสดงให้เห็นว่าช่วงระยะเวลาที่กระทำจะส่งผลต่อความรู้สึกที่ตอบสนองกลับมา ดังนั้น ถ้าเรากดตัวอย่างด้วยความเร็วที่ต่างกัน ตัวอย่างอาหารก็จะตอบสนองต่อแรงกระทำที่แตกต่างกันเช่นกัน”

ดร.ชัยวุฒิ ยังเสริมอีกว่า “จุดอ่อนอีกประเด็นคือ การทดสอบโดยใช้ส้อมกดไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงตัวเลข (quantitative results) เช่น แรงที่ใช้ในการกดสัมพันธ์กับระยะการกดหรือเวลาที่ใช้ในการกด ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เชิงวิชาการหรือเพื่อการพัฒนาสูตรอาหารอย่างเป็นระบบได้”

ทีมวิจัยเอ็มเทคได้เล็งเห็นจุดอ่อนของวิธีการทดสอบตามมาตรฐาน IDDSI แบบใช้คนทดสอบ ซึ่งอาจส่งผลต่อความถูกต้องในการจำแนกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารที่ผู้ผลิตจะต้องติดบนฉลาก ดังนั้น ทีมวิจัยจึงไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อหาแนวทางในการรับมือ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลและให้การรับรองโดยตรง

ดร.ชัยวุฒิ เล่าว่า “วิธีการทดสอบแบบใช้คนอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ±1 หรือ ±2 ระดับ ทำให้ อย. มีข้อสังเกตเรื่องความเที่ยงตรงของมาตรฐานในการวิเคราะห์ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการขอรับรองการติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารตามเกณฑ์ IDDSI ได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเริ่มพัฒนาอุปกรณ์ทดสอบที่สามารถวิเคราะห์เนื้อสัมผัสของอาหารแต่ละแบบได้ตามเกณฑ์ IDDSI โดยให้ค่าที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น”

ทีมวิจัยได้ทำงานร่วมกับอาจารย์วรัญญา เตชะสุขถาวร ซึ่งเป็นกรรมการอยู่ในสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย (Thai Dietetic Association) ในการออกแบบและปรับปรุงคุณภาพของอุปกรณ์ทดสอบ ตามหลักแนวคิด ‘User-oriented Design’ โดยมีการพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำข้อเสนอแนะต่างๆ มาออกแบบ รวมถึงนำจุดอ่อนที่เกิดจากวิธีที่ใช้คนทดสอบมาแก้ไข เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องมือได้สะดวกและได้ผลการทดสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ดร.ชัยวุฒิกล่าวว่า “เราพัฒนาเครื่องมือทั้งสองขึ้นเพื่อลดความผิดพลาดจากผู้ทดสอบ โดยออกแบบเป็นอุปกรณ์ตั้งโต๊ะที่มีขนาดกะทัดรัด แต่มีความแข็งแรง และมีน้ำหนักไม่สูงมาก สามารถเคลื่อนย้ายและติดตั้งในพื้นที่ใช้งานได้สะดวก มีกลไกการทำงานไม่ซับซ้อน สามารถใช้งานง่าย เพิ่มความสะดวกด้วยหน้าจอแบบสัมผัสหรือรีโมตคอนโทรล และสามารถสแกน QR Code เพื่ออ่านคู่มือการใช้งานได้ ณ จุดที่ทำการทดสอบ”

หน้าจอเครื่อง Fork Tester

หน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสของเครื่อง Fork Tester

นอกจากนี้ อุปกรณ์ทั้งสองยังมีรายละเอียดจำเพาะที่ทำให้เกิดมาตรฐานในการทดสอบที่ดีกว่าการใช้คนทดสอบ ยกตัวอย่างเช่น

เครื่อง Flow Tester จะมีช่องรองรับหลอดฉีดยาที่ได้ระนาบตั้งฉากกับฐานรอง สามารถล้างทำความสะอาดหลอดฉีดยาได้ง่าย มีระบบเปิด-ปิดการไหลอัตโนมัติตามระยะเวลาที่ตั้งทำให้ได้ผลการทดสอบที่แม่นยำมากขึ้น

ส่วนเครื่อง Fork Tester สามารถรองรับแรงกดได้สูงถึง 50 นิวตัน เพื่อรองรับแรงกดมาตรฐานที่อาจปรับเปลี่ยนไปในอนาคต (ปัจจุบันแรงกดมาตรฐานที่ใช้คือ 3.8 N ที่คำนวณจากความดันเฉลี่ยที่ 17 kPa คูณกับพื้นที่หน้าตัดของส้อมที่ใช้กด) โดยทีมวิจัยได้ออกแบบให้มีมอเตอร์ควบคุมการทำงาน มีหน้าจอแสดงผลตามเวลาจริง (real time) สามารถนำข้อมูลออกโดยการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์เพื่อนำผลมาใช้งานเชิงวิชาการได้

การทำงานของเครื่อง Flow Tester

                       วิดีโอแสดงการทดสอบ Flow/Syringe Test

การทำงานของเครื่อง Fork Tester

         วิดีโอแสดงการทดสอบ Fork Pressure Test

กลุ่มเป้าหมาย

ทีมวิจัยมุ่งเป้าไปที่หน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการเตรียมอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก เช่น โรงพยาบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วย สถาบันการศึกษา หรือบริษัทผู้ผลิตอาหารสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะกลืนลำบากที่ต้องการจะติดฉลากอย่างชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นเป็นตามมาตรฐาน IDDSI ระดับใด

ดังนั้น เอ็มเทคได้จัดกิจกรรมส่งมอบและอบรมการใช้งานต้นแบบอุปกรณ์ Flow Tester และ Fork Tester ให้แก่หน่วยงานนำร่องต่างๆ จำนวน 10 แห่ง ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเตรียมอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบากเพื่อทดลองใช้เบื้องต้นก่อนแล้วจึงขยายผลต่อไป กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2565

เครื่อง Flow Tester
เครื่อง Fork Tester

เครื่อง Flow Tester (ซ้าย) และเครื่อง Fork Tester (ขวา) ที่ส่งมอบให้แก่โรงพยาบาล

ดร.ชัยวุฒิกล่าวว่า “โรงพยาบาลได้นำเครื่องมือไปใช้ทดสอบโดยกลุ่มคนที่หลากหลายและส่งผลประเมินการใช้งานกลับมา ขณะนี้เราได้ข้อมูลครบแล้ว ซึ่งผลการประเมินเป็นที่น่าพอใจมาก เรามีระดับคะแนน 1-5 ให้ประเมิน ซึ่งทุกปัจจัยที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับมากกว่า 4 คือพอใจมาก โดยหน่วยงานนำร่องที่ร่วมทดสอบและประเมินการใช้งานอุปกรณ์ทั้งสอง เห็นว่าเครื่องมือนี้ช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก มีความแม่นยำในการทดสอบ ลดความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากผู้ทดสอบทำให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นจึงสามารถนำผลทดสอบจากแต่ละโรงพยาบาลมาเปรียบเทียบกันได้ นอกจากนี้ ถ้าในอนาคตต้องมีการรับรองฉลากบนผลิตภัณฑ์อาหารโดย อย. ก็จะสามารถทำได้อย่างมีมาตรฐานมากขึ้นหากใช้เครื่องมือที่มีมาตรฐานในการวิเคราะห์ ผ่านหน่วยรับรอง (certification body) ที่ทาง อย. ให้การรับรองได้”

ก้าวต่อไป

ทีมวิจัยจะใช้ผลการประเมินที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ เป็นข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือให้ดียิ่งขึ้น และจะทำงานร่วมกับสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทยในการผลักดันเมนูอาหารของแต่ละระดับ IDDSI โดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นในการจำแนกเมนูอาหาร ถ้าโรงพยาบาลทุกแห่งใช้เครื่องในการทดสอบก็จะสามารถอภิปรายผลและเปรียบเทียบผลบนพื้นฐานเดียวกันได้ ซึ่งจะเป็นมาตรฐานมากขึ้น

สิทธิบัตร

ผลงานวิจัยนี้ได้ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายใต้หัวข้อ เครื่องวัดระดับอาหารเหลวและเครื่องดื่ม และ เครื่องวิเคราะห์เนื้อสัมผัสของอาหารด้วยแรงกดจากส้อมสำหรับจำแนกอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบากตามมาตรฐาน IDDSI

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

  • วิดีโอกิจกรรมการส่งมอบและอบรมการใช้งานต้นแบบอุปกรณ์ Flow Tester และ Fork Tester ให้แก่โรงพยาบาล 10 แห่ง

The post สร้างความมั่นใจในการจำแนก/วิเคราะห์เครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
กระบวนการทำงานแบบ Human-centric Design https://www.mtec.or.th/post-knowledges-53762/ Wed, 14 Jul 2021 08:55:57 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=11817 รายการก่อ กอง Science ครั้งนี้ ชวนคุณผู้ฟังคุยกับ ดร.สิทธา สุขกสิ หรือ ดร.ต้น นักวิจัย วิศวกร และนักประดิษฐ์ที่มากความสามารถจากทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม...

The post กระบวนการทำงานแบบ Human-centric Design appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

กระบวนการทำงานแบบ Human-centric Design

สัมภาษณ์โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ
ถอดบทสัมภาษณ์โดย อรวรรณ สัมฤทธิ์เดชขจร

รายการก่อ กอง Science ครั้งนี้ ชวนคุณผู้ฟังคุยกับ ดร.สิทธา สุขกสิ หรือ ดร.ต้น นักวิจัย วิศวกร และนักประดิษฐ์ที่มากความสามารถจากทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ เอ็มเทค

ถาม :  ดร.ต้น มีประสบการณ์ที่หลากหลายมาก ถ้าดูจากพื้นฐานการเรียนเป็นวิศวกรเครื่องกล จบปริญญาตรีที่ Brown University จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโท-เอกที่ MIT (Massachusetts Institute of Technology) ช่วยเล่าประสบการณ์ตอนที่เรียนในต่างประเทศว่าได้เก็บเกี่ยวอะไรมาบ้างครับ?
ตอบ:

สมัยเรียนปริญญาตรีเป็นวิศวกรเครื่องกลที่เน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ แต่เมื่อเรียนปริญญาโท-เอกที่ MIT จะเน้นปฏิบัติมากโดยเฉพาะแล็บที่อยู่คือ CAD Lab หรือ Computer Aided Design Lab ซึ่งเป็นแหล่งที่กำเนิดเทคโนโลยี CAD แนวหน้าของโลก ส่วนตอนที่ผมไปเรียนนั้น CAD กลายเป็นเรื่องที่อิ่มตัวแล้ว ใครๆ ก็ซื้อมาใช้ได้ สิ่งที่เป็นงานวิจัยขั้นแนวหน้า (frontier research) ที่เราทำตอนนั้นคือ การออกแบบแพลตฟอร์ม (platform) โดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลางให้นักออกแบบและวิศวกรที่อยู่ในสถานที่ต่างๆ ที่อยู่โครงการเดียวกันสามารถทำงานออกแบบร่วมกันได้

ถาม : ตอนที่เรียนอยู่อเมริกาโดยเฉพาะที่ MIT มีผลงานอะไรที่ประทับใจหรือภูมิใจมากเป็นพิเศษครับ
ตอบ:

มี 2 ส่วนครับ ส่วนที่เป็นวิทยานิพนธ์ของตัวเองคือสร้างแพลตฟอร์มบนอินเทอร์เน็ตที่เป็นจุดเริ่มต้นให้นักออกแบบและวิศวกรสามารถเข้ามาแชร์ดีไซน์หรือโมเดลของตัวเอง และที่สำคัญกว่านั้นคือสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ (mix and match) โมเดลและดีไซน์ของคนอื่นมาผสมผสานต่อยอดเหมือนเอาเพลงมารีมิกซ์ (remix) กันและแชร์ต่อกันได้

ถาม : มีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และวิศวกรมาร่วมในกลุ่มกี่คนครับ
ตอบ:

ตอนนั้นเราเริ่มจากศูนย์ คือเริ่มคิดเกี่ยวกับแนวทาง พอทำเสร็จก็ให้เฉพาะคนใน MIT และคนในกลุ่มลองใช้ก่อน

ถาม : ถือว่าเป็นต้นแบบที่ขยายผลได้ ตอนนี้มีการขยายผลต่อยอดไปอย่างไรบ้าง
ตอบ:

ตอนที่ผมเรียนจบใหม่ๆ ก็มีรุ่นน้องนำไปทำต่อ แต่ไม่ทราบว่าตอนนี้ไปถึงไหนครับ

ถาม : เข้าใจว่าพอจบจาก MIT ก็มาทำงานที่เอ็มเทคเลยใช่ไหมครับ ตอนเริ่มต้นทำงานด้านไหนเป็นหลักครับ
ตอบ:

ใช่ครับ ตอนแรกอยู่กลุ่มพลังงานทดแทน เพราะมีความสนใจเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainability) อยู่แล้ว

ถาม : ตอนอยู่กลุ่มพลังงานทดแทนได้สร้างสิ่งประดิษฐ์อะไรบ้างไหมครับ
ตอบ:

มีบ้างเหมือนกันครับ อย่างเช่น ตอนนั้นไบโอดีเซลกำลังบูมในประเทศไทย ชาวบ้านหรือชุมชนต่างๆ ได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาเหมือนปรุงไบโอดีเซลขึ้นเอง แต่ในขณะเดียวกันก็มีค่าต่างๆ ที่เป็นมาตรฐาน เช่น ค่าความหนืด ค่าความหนาแน่น ซึ่งหลายๆ อย่างเหมือนจะง่าย แต่ถ้าทำในชุมชนก็ไม่มีเครื่องมือวัด ผมจึงออกแบบพัฒนาชุดทดสอบ (test kit) ง่ายๆ ที่เอาไว้วัดคุณภาพของไบโอดีเซล โดยเราเปิดแบบให้เขาทำเองด้วยครับ

ชุดทดสอบค่าความหนาแน่นและค่าความหนืด

ถาม : ปัจจุบันอยู่ทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรมน่าจะมีงานที่หลากหลายมาก ต้นเน้นงานด้านไหนเป็นพิเศษครับ
ตอบ:

ผมเน้นงานด้านที่เกี่ยวกับผู้บริโภค (consumer) โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มแรกตั้งแต่เราเริ่มก่อตั้งแล็บ

ถาม : ตรงกับความต้องการของสังคมไทยและสังคมโลกพอดีเลย  ช่วยเล่าให้ฟังว่าจุดที่โฟกัสไปที่ผู้สูงอายุเป็นแง่มุมไหน เพราะผ้สูงอายุมีความต้องการที่หลากหลายพอสมควร
ตอบ:

ใช่ครับ ตอนแรกตั้งแต่เริ่มคิดก่อตั้งงานวิจัยด้านนี้เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว เราเลือกโจทย์กว้างๆ เลยคือ เราจะช่วยผู้สูงอายุได้อย่างไร ผมเลยเอามุมมองใหม่มาใช้ สมัยก่อนคนที่ช่วยแก้ปัญหาผู้สูงอายุจะเป็นการแก้ที่ฟังก์ชันหรืออาการ เช่น เราจะออกแบบไม้เท้าอย่างไร หรือออกแบบรถเข็นอย่างไร

เราพยายามมองปัญหาใหม่ โดยมองว่าผู้สูงอายุเป็นตัวตน เป็นคนที่มีศักยภาพ มีความต้องการทางจิตใจ และมีอีกหลายๆ เรื่อง เพราะฉะนั้น เราต้องมองให้ลึกกว่านั้น ไม่ใช่มาแก้ที่ปลายเหตุ เช่น แก้ที่ไม้เท้า

ถาม : เข้าใจว่าต้นจะไม่ได้มองแค่เชิงกายภาพที่ปรากฏ แต่จะมองให้ลึกถึงความเป็นมนุษย์ ผู้สูงอายุทุกท่านผ่านชีวิตมาเยอะ ซึ่งจะมีตัวตน มีอารมณ์ ความรู้สึก มีประสบการณ์ต่างๆ แต่อาจติดขัดด้านสภาพร่างกายที่ทำให้ไม่สามารถสื่อสาร หรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้เหมือนกับตอนที่ยังมีอายุน้อยกว่านี้ใช่ไหมครับ
ตอบ:

ใช่เลยครับ ประเด็นหนึ่งที่ค้นพบตั้งแต่แรกคือ งานวิจัยของสแกนดิเนเวียค้นพบว่า ถ้าเราหยุดคิดคำว่า “ผู้สูงอายุ” ไม่มีคำจำกัดความ (definition) มันไม่มีจุดเปลี่ยนว่าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วจากคนอายุน้อยจะกลายเป็นผู้สูงอายุ อย่างง่ายๆ เรายึดว่าอายุ 60 ปี แต่เพราะแค่ประเทศเราเกษียณที่อายุ 60 ปี แต่จริงๆ คนที่ไม่ได้ทำงานราชการ อายุ 61 ก็ไม่ได้ต่างจาก 60 ปี

การพูดคุยกับผู้สูงอายุ

สิ่งที่เขาค้นพบคือ จุดเปลี่ยนมันเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต 3 ด้าน ด้านที่ 1 คือ กายภาพอาจเป็นที่สภาพร่างกายบางอย่างถดถอย (disability) เช่น อยู่ดีๆ ตาพร่ามัว หูฟังไม่ค่อยดีแล้ว หรือเดินไม่คล่องตัว เป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงของชีวิต (life transition) ไปเป็นผู้สูงอายุ

ด้านที่ 2 คือ การทำงาน ชีวิตอาจถูกบังคับให้เปลี่ยนด้วยการเกษียณ วันหนึ่งเป็นคุณครูที่มีลูกศิษย์มากมาย วันรุ่งขึ้นกลายเป็นคนที่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตเยอะมาก

ด้านที่ 3 คือ ความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของจิตใจกับคนที่รักและสนิท เช่น ลูกโตแล้วย้ายออกจากบ้าน หรือบางคนอายุมาก เพื่อนสนิทอาจเสียชีวิตไป หรืออาจผูกพันกับเพื่อนสนิทที่ทำงานพอไม่ได้ทำงานก็ห่างหายกันไป

ถ้าจะเรียกสั้นๆ ทั้ง 3 ด้าน ด้านที่ 1 เรียกว่า ขาดความเป็นอิสระ (independence) พอความสามารถทางร่างกายบางอย่างหายไป ผู้สูงอายุก็ต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น พึ่งพาอุปกรณ์มากขึ้นเหมือนอิสรภาพหายไป ด้านที่ 2 เมื่อไม่ได้ทำงาน ก็คือขาดความเป็นตัวตน (identity) ส่วนใหญ่การทำอาชีพหรือทำอะไรเก่งก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวตน เช่น อาจเป็นครูที่คนรัก เมื่อเลิกเป็นครูเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิตหายไป ด้านที่ 3 เรียก ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ (emotional connection)

นี่เป็นจุดให้เราคิดว่า เรามองปัญหาใหม่ ปัญหาที่เราอยากแก้ตั้งแต่เริ่ม คือ ปัญหาผู้สูงอายุหกล้ม ตอนเริ่มเราอยากรู้ว่ามีปัญหาอะไรที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ปัญหาอะไรที่อันตรายที่คนในวงการคิดว่าควรจะมีทางแก้ เราได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ หมอ และพยาบาลก็จะได้ปัญหามารอบด้านทุกเรื่องที่คิดออกประมาณ 10-20 ประเด็น ประเด็นที่เป็นปัญหาทั่วไป (common theme) ที่ใครๆ ก็กังวลคือ การพลัดตกหกล้ม ถ้าผู้สูงอายุหกล้ม ปัญหาด้านร่างกายอื่นๆ ก็จะตามมาอีกเยอะ

การระดมความคิดเห็นจากบุคลากรในโรงพยาบาล

ถาม : ปัญหานี้น่าจะเป็นที่พอทราบกันมาสมควรแล้ว งานที่ต้นและทีมทำอยู่มีจุดที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างไรครับ
ตอบ:

เราใช้กระบวนการ Human-centric design ซึ่งเป็นแนวคิดที่เริ่มโดยคุณ Don Norman ซึ่งเป็นนักออกแบบชื่อดังคนหนึ่งมาหลายสิบปี คือ แทนที่จะออกแบบในสตูดิโอหรือบนหิ้ง นักออกแบบควรเอาผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ที่เรียกว่า Human-centered design หรือ Human-centric design หรือ User-centered design ซึ่งเป็นกระบวนการที่มี 4 ขั้นตอน คือ

  1. Observe คือ ไปเรียนรู้ว่าผู้ใช้เป็นอย่างไร
  2. Ideate คือ การสร้างไอเดียว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร
  3. Prototype คือ เอาไอเดียไปลองสร้างต้นแบบ
  4. Test คือ เอาต้นแบบไปให้ผู้ใช้ทดลองใช้จริง

ทุกขั้นตอนจะทำเป็นวงกลมโดยมีผู้ใช้อยู่ตรงกลาง โดยจะปรับปรุงวนไปเรื่อยๆ เราเริ่มต้นจากจุดนี้ พอทำงานจริง สั่งสมประสบการณ์จริงแล้วเรียนรู้ว่าไม่ว่าผู้ใช้จะเป็นใคร ตราบใดที่เป็นมนุษย์จะมีความซับซ้อนมากกว่านั้นเยอะ ไม่ใช่ว่าเราเอาของไปให้เขาแล้วบอกว่าของนี้มีประโยชน์กับคุณแล้วเขาจะใช้ จริงๆ ยังมีปัจจัยอื่นอีกเยอะไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจประโยชน์ เราจึงพัฒนากระบวนการใหม่ ตอนนี้เราตั้งชื่อสั้นๆ ว่า AED หรือ Attentive Empathetic Design โดย Attentive คือ ใส่ใจ ส่วน Empathetic คือ เข้าใจ

แนวทางการออกแบบ Attentive Empathetic Design (AED)

ถาม : ช่วยยกตัวอย่างงานที่เป็นรูปธรรมจากการใช้กระบวนการ AED ซึ่งฟังคล้ายๆ กับเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Automated External Defibrillator, AED) ว่ามีอะไรบ้างครับ
ตอบ:

เราเรียกเล่นๆ ว่า AED คือทำเพื่อไปกระตุ้นหัวใจผู้ใช้ให้ได้ ผมยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์แรกที่เราทำคือไปแก้ปัญหาการพลัดตกหกล้ม แต่จะเป็นบริบทในโรงพยาบาลซึ่งเกือบทุกที่จะมีปัญหาว่าผู้สูงอายุที่มานอนโรงพยาบาลมักจะหกล้มในจังหวะที่ก้าวลงจากเตียง นี่เป็นปัญหาใหญ่มาก

การทดลองสร้างต้นแบบ

ถ้าเราเป็นวิศวกรเหมือนเมื่อก่อน เมื่อได้โจทย์มาก็จะพยายามคิดเทคโนโลยีแก้ปัญหาเลย ซึ่งหนึ่งในทางออกอาจเป็นการออกแบบเซ็นเซอร์ หรือสัญญาณเตือนบางอย่าง ที่เมื่อคนนอนเตียงขยับตัวก็จะมีเสียงดังติ๊ดๆ พยาบาลจะได้รีบวิ่งมาเฝ้าระวัง นี่ก็เป็นหนึ่งในไอเดียที่คนที่ขอความช่วยเหลือจากเราคือ พยาบาลบางท่านเสนอให้ทำสัญญาณเตือนแบบนี้ ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เพราะมนุษย์เราหาทางออกเก่ง ปรับตัวเก่ง โดยเฉพาะคนที่ทำหน้างาน เวลาที่เจอปัญหาจะพยายามคิดทางออก แต่อาจต้องการวิศวกรอย่างเราไปช่วยทำเพราะเขาไม่ถนัดทำ

เราใช้ AED โดยพยายามทำความเข้าใจ 6 ปัจจัยของผู้ใช้ ปัจจัยแรก Functional needs คือ ความต้องการเชิงหน้าที่ ซึ่งตรงไปตรงมาที่สุดว่าเขาอยากป้องกันการหกล้มตอนลงจากเตียง

ปัจจัยที่ 2 Characteristics คือ คุณสมบัติของเขา เราต้องรู้ว่าเราจะช่วยแก้ปัญหาให้ใคร เป็นเด็กทารกที่ยังเดินไม่ได้ หรือผู้สูงอายุ ซึ่งจะต่างกัน เราคิดไปถึงว่าเขาพูดภาษาอังกฤษได้ไหม ปัจจัยทุกอย่างที่อาจเป็นประโยชน์ หรืออาจเป็นการตั้งกรอบให้การแก้ปัญหาของเรา

ปัจจัยที่ 3 Contexts คือ บริบทที่เราต้องช่วยดู เช่น คนที่เราไปช่วยบ้านเขาอยู่ชายขอบชายแดนไม่มีไฟฟ้าและน้ำใช้ หรือว่าอยู่ในคอนโดกรุงเทพมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อยู่คนเดียวหรืออยู่กับครอบครัวหลายคน ซึ่งไม่เหมือนกัน

ทั้ง 3 ปัจจัยนี้เป็นเรื่องหลักๆ ที่กลับไปที่ Human-centered design ที่เขาคิดกันไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่นักออกแบบที่ดีต้องคำนึงถึงอยู่แล้ว สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากขึ้น ผมไม่ได้เป็นคนแรกที่ดู แต่ว่าเราชูมาเป็นเรื่องหลักคืออีก 3 ปัจจัยถัดไป

ปัจจัยที่ 4 Latent needs หรือ emotional needs คือ ความต้องการแฝง ซึ่งอาจเป็นความต้องการเชิงอารมณ์ที่เขาอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เราไปสัมภาษณ์เขา เขาอาจไม่ได้ต้องการสิ่งนี้ เขาไม่รู้ว่ามันเป็นประเด็นสำคัญสำหรับเขา

ถาม : ตรงนี้น่าสนใจมาก นักการตลาดจะต้องหาสิ่งที่คนมองไม่เห็นออกมาให้ได้ ต้นหาความต้องการแฝงออกมาได้อย่างไร
ตอบ:
ส่วนใหญ่กึ่งๆ เดา ลองผิดลองถูก คือเราจะพยายามทำความเข้าใจกับผู้ใช้เยอะๆ ไว้ก่อน เน้นปริมาณ เขาอาจชอบพับผ้า ไม่ชอบพับผ้า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรกับเรื่องพลัดตกหกล้ม แต่เราจะเก็บข้อมูลไว้ก่อนแล้วมาสังเคราะห์ บางอย่างอาจออกมาเป็นไอเดีย สุดท้ายอาจต้องลองผิดลองถูกคือ ไอเดียที่ทำไปก็ต้องลองดูว่าตรงกับสมมติฐานที่เราตั้งไว้หรือไม่ครับ

การนำต้นแบบไปให้ผู้ใช้ทดลองใช้จริง

ถาม : ย้อนไปที่ AED เราต้องใส่ใจในรายละเอียดหลายอย่าง แต่ในที่สุดก็ต้องระบุให้ได้ว่าจุดไหนน่าจะเป็นปัญหา (pain point) ที่แท้จริงหรือความต้องการแฝง ถ้าเทียบกับสมัยนี้ถือเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) คือต้องดูข้อมูลให้เยอะแล้วสกัดออกมา อีก 2 ปัจจัยที่แตกต่างจาก Human-centered design ทั่วไปคืออะไรครับ
ตอบ:

ปัจจัยที่ 5 Psychology คือ เรื่องจิตวิทยา จิตวิทยาบอกว่ามีอยู่ส่วนหนึ่งที่มนุษย์ทำทุกอย่างแบบจิตใต้สำนึก (subconscious) หรืออัตโนมัติ (automatic) มนุษย์เรามีวิวัฒนาการ เราก็พยายามทำให้เกิดทางลัด (shortcut) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ยกตัวอย่าง เรื่องจิตวิทยาที่เราเอามาใช้งานบ่อยคือ ค่าเริ่มต้นที่กำหนดมาให้แล้ว (default) มนุษย์เราถ้ามีอะไรที่เป็นตัวเลือกปกติให้ก็จะใช้ไปก่อน เช่น ถ้าเราซื้อโทรศัพท์มือถือมา บริษัทจะตั้งพื้นหลังของโทรศัพท์มาให้อยู่แล้ว เราก็จะใช้ไปก่อน ทั้งๆ ที่เรามีอิสรภาพ 100% ที่จะเปลี่ยนเป็นรูปอะไรก็ได้ แต่ไม่มีใครซื้อมาแล้วอย่างแรกที่ทำคือเปลี่ยนพื้นหลัง เราจะเลือกค่าที่ว่านี้ไปก่อน ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าสามารถเปลี่ยนหรือไม่ทำสิ่งนี้ได้ แต่เพื่อความง่ายของชีวิตก็จะทำไปก่อน

ปัจจัยที่ 6 Behaviors คือ พฤติกรรม สิ่งที่เราตัดสินใจมักเชื่อมโยงกับพฤติกรรมหรือนิสัย ยกตัวอย่าง การเอาความเข้าใจพวกนี้มาเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐศาสตร์เรียกว่า behavioral economics หรือ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เช่น ในเรื่องของการเก็บออม ถ้าในอุดมคติ เมื่อได้รับเงินเดือน คนก็จะแบ่งเงินไว้ 5-10% ของเงินเดือนเข้าบัญชีออมทรัพย์ แต่ในชีวิตจริงไม่มีใครทำ จึงมีคนคิดกลยุทธ์ขึ้นมาเป็นมาตรฐานคือ ให้ผู้จ้างเสนอว่าจะหักเงินเดือน 2% เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้อัตโนมัติ แต่ถ้าผู้ถูกจ้างไม่ชอบก็มาบอกว่าไม่ต้องการได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะยินยอมไปตามเงื่อนไข

ถาม : ช่วยยกตัวอย่างงานที่อยากทำในอนาคตอันใกล้นี้ หรืองานที่เริ่มไปแล้วครับ
ตอบ:

ตอนนี้เรากำลังทำโครงการออกแบบของเล่นสำหรับผู้สูงอายุ เราคิดว่าความต้องการเชิงหน้าที่ 1 อย่างคือ ผู้สูงอายุควรมีการกระตุ้นสมองอยู่เรื่อยๆ มีการใช้งานหลายๆ ด้าน ปัญหาที่พบบ่อยคือ ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวที่บ้าน ตอนกลางวันไม่ได้ทำอะไร ก็อาจดูทีวี ไม่ได้มีการคิดตัดสินใจ หรือการฝึกความจำในด้านต่างๆ

เกมฝึกสมาธิและความจำระยะสั้น (Monica)

ผ้ากระตุ้นสมองสำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อม (Akiko)

ถ้านำกระบวนการ AED มาใช้ก็จะรู้ว่าการทำของเล่นฝึกสมองแล้วเอาไปให้ผู้สูงอายุ โดยบอกว่ายายลองเล่น สมองจะได้เฉียบคมขึ้น อย่างแรกที่ยายพูดคือ จะเฉียบคมไปทำไม ยายก็อยู่ได้มีความสุขดี จะต้องฝึกสมองทำไม

ถ้าเราเข้าใจเขา เราใช้ปัจจัยที่ 4 คือ ความต้องการแฝง ความต้องการทางอารมณ์ (emotional needs) ของเขา รู้ว่าสิ่งที่สำคัญของเขาคือ แรงบันดาลใจ (motivation) ทุกเช้าที่ยายตื่นมามีเรื่องอะไรที่ทำให้อยากดำเนินชีวิตต่อไป (keep going) อาจกำลังจะมีหลาน ลูกกำลังท้อง อยากเล่นกับหลานที่เป็นทารก หรืออยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหลาน เราก็ชูจุดนี้ขึ้นมาได้ โดยบอกว่าเป็นอุปกรณ์หรือของเล่นที่ช่วยกระตุ้นสมองคุณยาย และมันยังเป็นของเล่นให้ยายกับหลานเล่นด้วยกันอีกด้วย

ถ้านำจิตวิทยามาใช้จะมีแนวคิดที่เรียกว่า Social Proof ปกติเวลาทำอะไร เรามักไม่ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียว่าจะทำหรือไม่ทำ บางทีมีทางลัดคือ ใครๆ ก็ทำ สังคมพิสูจน์มาแล้ว เราก็เลยทำตาม แตไม่ได้หลับหูหลับตาทำ เรายังมีความฉลาดอยู่เพราะคิดว่าดีอยู่แล้วก็เลยทำตาม

ยกตัวอย่าง เวลาที่ดูละครซิตคอม (sitcom) ที่มาจากต่างประเทศจะมีเสียงหัวเราะของคนดูในทีวี (laugh track) เวลาที่ปล่อยมุกกัน เราในฐานะคนดูก็จะหัวเราะตาม เราไม่ใช่ไม่รู้ว่ามันขำ เรารู้ว่าขำ แต่เราไม่ได้ขำคนเดียว ใครๆ ก็ขำ

อันนี้ก็เป็นอีกปัจจัยที่นำมาใช้กับผู้ใช้เราได้ คือ ผู้สูงอายุยังมีสังคม ถ้าเราสามารถทำให้เขาคุยกันเป็นกลุ่ม เพื่อนๆ ก็ใช้เหมือนกัน ฉันไม่ใช่คนเดียวที่มาเล่นของเล่นนี้กับหลาน ก็อาจเป็นอีกวิธีที่ช่วยเขาได้

ถาม : อีกไม่นานเราคงได้เห็นของเล่นที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีความสดใสเหมือนวัยเยาว์ เมื่อไหร่ที่งานนี้จะออกมาครับ
ตอบ:

เป้าตอนนี้น่าจะเป็นช่วงวันแม่ หรืออย่างช้าไม่เกินปลายปี 2564 นี้

ถาม : เป้าหมายใหญ่ของต้นสำหรับการทำเรื่องนี้คืออะไร ต้องการให้เกิดเป็นสถาบันไหม หรือว่าสร้างทีมเพื่อผลิตผลงานแนวนี้ออกมาตอบโจทย์ที่ต้นและทีมระบุว่าเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ผู้สูงอายุ เพราะตอนนี้สังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว
ตอบ:

อยากให้คนที่มีความสามารถในเชิงเทคนิค วิศวกร นักออกแบบหลายๆ คนที่มีความสามารถในการทำของ ผลิตของ สร้างสรรค์นวัตกรรมอยู่แล้ว ลองหันมามองปัญหาหรือหนทางช่วยคนในมุมมองที่ลึกขึ้น ไม่ใช่แก้ปัญหาตรงๆ จะได้ลดการเกิดทางออกที่เรียกว่าขึ้นหิ้ง คือพัฒนางานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ออกมาแต่ไม่มีคนใช้ครับ

คุณผู้ฟังคงได้รับทราบว่าวิศวกรสมัยใหม่ไม่ได้มองในเชิงเทคนิคอย่างเดียว แต่มองความต้องการของมนุษย์ในเชิงจิตวิทยา อารมณ์ และความต้องการแฝงต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม โดยเฉพาะสังคมสมัยใหม่ซึ่งในกรณีของผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่มีความท้าทายในหลายมิติ

วันนี้ขอบคุณ ดร.ต้นมากครับที่ให้เกียรติมาร่วมรายการกับเรา โอกาสหน้าจะขอเชิญมาคุยในมุมอื่นๆ อีกครับ

ผู้ที่สนใจรายการนี้ในรูปแบบพอดแคสต์ (podcast) สามารถรับฟังได้ที่

The post กระบวนการทำงานแบบ Human-centric Design appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>