ยางธรรมชาติ Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/ยางธรรมชาติ/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 12 Jan 2026 01:29:01 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico ยางธรรมชาติ Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/ยางธรรมชาติ/ 32 32 ยางรีดนมวัวต้นแบบ..ผลิตในไทย ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร https://www.mtec.or.th/post-knowledges-77595/ Wed, 29 Mar 2023 07:24:07 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=14931 คุณศิริชัย พัฒนวาณิชชัย และคณะทีมวิจัยวิศวกรรมยางขั้นสูง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)...

The post ยางรีดนมวัวต้นแบบ..ผลิตในไทย ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ยางรีดนมวัวต้นแบบ..ผลิตในไทย ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร

ต้นแบบยางรีดนมวัว

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

คุณศิริชัย พัฒนวาณิชชัย และคณะทีมวิจัยวิศวกรรมยางขั้นสูง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนาต้นแบบยางรีดนมวัวคุณภาพสูงโดยใช้ยางธรรมชาติร่วมกับยางสังเคราะห์ เป็นงานวิจัยที่ส่งเสริมการใช้ยางธรรมชาติในประเทศ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้ายางรีดนมวัวจากต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยเกิดความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้นด้วย

คุณศิริชัยเล่าว่า “ที่ผ่านมากลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยางได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในหลายมิติด้านการเกษตรซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการใช้ยางธรรมชาติในประเทศ (SUPRA: Smart Utilization of Para Rubber for Agriculture) เช่น แผ่นยางสำหรับปูบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ แผ่นพื้นปูคอกปศุสัตว์ รวมทั้งยางรีดนมวัว”

ยางไทยช่วยลดการนำเข้ายางรีดนมวัว

คุณศิริชัย เล่าถึงที่มาของงานวิจัย การพัฒนายางรีดนมวัวต้นแบบว่า “ยางรีดนมวัวที่เกษตรกรใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ได้ผลิตในไทยแต่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด แต่เนื่องจากธุรกิจฟาร์มโคนมในประเทศมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอนาคต ดังนั้นเกษตรกรจึงจำเป็นต้องนำเข้ายางรีดนมวัวในปริมาณที่สูงขึ้น”

ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่าในปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยมีจำนวนโคนม 708,901 ตัว เป็นแม่โครีดนม 313,044 ตัว โดยอุปกรณ์รีดนมวัว 1 ชุดประกอบด้วยยางรีดนมวัว 4 ชิ้น

จากคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ได้แนะนำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมควรต้องเปลี่ยนยางรีดนมวัวชุดใหม่ทุกๆ 6 เดือน เพราะยางรีดนมวัวดังกล่าวจะเกิดชำรุดปริแตก อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเต้านมอักเสบ จากข้อมูลข้างต้นจึงคาดการณ์ได้ว่า ในหนึ่งปีความต้องการใช้งานยางรีดนมวัวในประเทศไทยมีความต้องการใช้งานยางรีดนมสูงถึงประมาณสี่แสนชิ้น ซึ่งคิดเป็นมูลค่าที่เกษตรกรต้องใช้จ่ายประมาณห้าสิบล้านบาทเลยทีเดียว”

การใช้ยางรีดนมวัว

รูปที่ 1 ยางรีดนมวัว (บน) และการประกอบยางรีดนมวัวเข้ากับอุปกรณ์รีดนม (ล่าง)

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการเลี้ยงโคนมในประเทศจะสูงมากกว่าสามแสนตัวแล้วก็ตาม แต่ปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้ในประเทศในปัจจุบันยังมีไม่เพียงต่อความต้องการ ในหนึ่งปีประเทศไทยสามารถผลิตน้ำนมดิบได้ในปริมาณ 1.37แสนตัน ซึ่งตอบสนองกับความต้องการในประเทศได้เพียงร้อยละ 40 เท่านั้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท/ปี เนื่องจากความต้องการของน้ำนมวัวที่มีมากกว่าความสามารถของเกษตรกรที่สามารถผลิตได้ในประเทศ ดังนั้นธุรกิจฟาร์มโคนมในประเทศจึงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

คุณศิริชัยกล่าวถึงสิ่งน่าห่วงว่า ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ลดอัตราอากรของสินค้าประเภทนมเพิ่มเติมหลายรายการให้กับประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เหลือร้อยละศูนย์ ทำให้การนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากทั้งสองประเทศดังกล่าวมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยอย่างมาก เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศจึงต้องหาทางเพิ่มผลผลิตกอปรกับหาวิธีลดต้นทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดในประเทศและตลาดโลก การลดการนำเข้าของอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการรีดนมวัวเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร

“ปัจจุบันยางรีดนมวัวเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ผลิตจากยางไนไตรล์ซึ่งเป็นยางสังเคราะห์และนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาจำหน่ายประมาณ 700-1300 บาทต่อ 4 ชิ้น ซึ่งถ้าหากไม่ได้ซื้อด้วยเงินสด ราคาอาจพุ่งสูงถึงสามพันบาทเลยทีเดียว” คุณศิริชัยให้ข้อมูลเสริม

เนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งเพาะปลูกยางพาราอันดับต้นๆของโลก ทีมวิจัยจึงเห็นว่า การนำยางธรรมชาติมาแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของยางซึ่งดีกว่าการขายเพียงยางดิบ ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้นด้วย ดังนั้นทีมวิจัยจึงได้พัฒนาต้นแบบยางรีดนมวัวขึ้นจากยางธรรมชาติร่วมกับยางสังเคราะห์

เพิ่มมูลค่าให้ยางธรรมชาติด้วยเทคโนโลยียางผสม

การพัฒนาสูตรยางเป็นขั้นตอนสำคัญในการผลิตยางรีดนมต้นแบบ ทีมวิจัยได้พัฒนาสูตรยางด้วยเทคโนโลยียางผสมโดยคำนึงถึงความปลอดภัยต่อโคนมและผู้บริโภคน้ำนม สูตรยางที่พัฒนาขึ้นมานี้ใช้สารเคมีในปริมาณต่ำจึงมีความปลอดภัยสูง เมื่อทีมผสมยางกับสารเคมีจนได้ยางคอมพาวนด์แล้ว ดังแสดงในรูปที่ 2 ทีมจะนำยางดังกล่าวไปขึ้นรูปเป็นยางรีดนมวัวต้นแบบ ดังแสดงในรูปที่ 3

การผลิตยางรีดนมวัว

รูปที่ 2 ขั้นตอนการเตรียมตัวอย่างยางคอมพาวนด์สำหรับการผลิตยางรีดนมวัวต้นแบบ

การขึ้นรูปยางรีดนมวัว

รูปที่ 3 ขั้นตอนการขึ้นรูปยางรีดนมวัวต้นแบบ

คุณศิริชัย อธิบายว่า “แม่พิมพ์เป็นตัวกำหนดรูปทรงของยางรีดนมวัว โดยปกติแล้วยางรีดนมวัวจะมีรูปร่างที่แตกต่างกันเพื่อให้เข้ากันได้กับอุปกรณ์รีดนมวัวของแต่ละยี่ห้อ การขึ้นรูปยางรีดนมวัวสามารถทำได้สองวิธีหลักคือการกดอัดระบบไฮดรอลิกความร้อน (hydraulic press) กับการขึ้นรูปโดยใช้แม่พิมพ์แบบฉีด (injection mold) หากต้องการผลิตยางรีดนมในปริมาณมากในระดับอุตสาหกรรมแล้วการขึ้นควรเลือกการขึ้นรูปแบบฉีด”

นอกจากนี้ คุณศิริชัยยังเน้นถึงการทำแม่พิมพ์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญด้วยว่า “หากแม่พิมพ์ขึ้นรูปแล้วผิดจากต้นแบบเพียงระดับมิลลิเมตรก็จะมีผลต่อการใช้งาน เช่น ตำแหน่งตรงกะเปาะ หากทำหนาไปเพียงครึ่งถึงหนึ่งมิลลิเมตรก็จะแข็งเกินไปและบีบได้ไม่ดี หรือตำแหน่งปากด้านบนที่มีรูสำหรับใส่เต้านมวัวก็ไม่ควรมีรอยใดๆ แม้เล็กมากก็ตาม เพราะอาจทำให้เต้านมวัวเกิดแผลถลอกได้ รวมถึงส่วนที่มีผลกับการสวมอุปกรณ์กับเต้านมให้เป็นสุญญากาศก็ต้องทำให้มีรูปทรงที่ถูกต้อง”

ใส่ใจความปลอดภัยของวัว

หากกล่าวถึงยางธรรมชาติหรือยางพารา หลายคนอาจมีความกังวลถึงโรคภูมิแพ้น้ำยาง (latex allergy) ที่เกิดจากการสัมผัสโปรตีนก่อภูมิแพ้ในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพารา เช่น ลูกโป่ง จุกนม และถุงมือยาง เป็นต้น

อย่างไรก็ตามคุณศิริชัย อธิบายว่า “การแพ้ยางธรรมชาตินั้นพบได้ในมนุษย์แต่ไม่พบในสัตว์ ดังนั้นการใช้ยางธรรมชาติเป็นส่วนผสมของยางรีดนมวัวจึงไม่สามารถกระตุ้นให้วัวเกิดการแพ้ได้ นอกจากนี้ทีมวิจัยยังออกแบบให้ยางธรรมชาติอยู่ด้านในของโครงสร้างยางคอมพาวนด์ จึงไม่มีโอกาสที่ยางธรรมชาติจะสัมผัสกับผิวหรือเต้านมวัวได้

ไม่เพียงแต่ความปลอดภัยของวัว ทีมวิจัยยังคำนึงถึงคุณภาพของยางรีดนมวัวด้วย ตั้งแต่น้ำยางที่เป็นวัตถุดิบจนถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางรีดนมวัว คุณศิริชัยอธิบายว่าเนื่องจากในประเทศไทยปลูกยางพาราเพียงไม่กี่สายพันธุ์รวมถึงสายพันธุ์ของต้นยางก็ไม่มีผลต่อคุณภาพของยาง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มกระบวนการใดในการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบหรือน้ำยางก่อนนำไปผสมและขึ้นรูป อย่างไรก็ตามทีมวิจัยยังได้ทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยของยางรีดนมวัวให้ผ่านตามมาตรฐาน FDA ภายหลังกระบวนการอีกด้วย

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมีแนวคิดสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางรีดนมวัวจากประสบการณ์ในขณะสืบค้นข้อมูล คุณศิริชัย เล่าว่า “ก่อนเริ่มงานวิจัยได้ค้นข้อมูลที่เกี่ยวกับมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ยางรีดนมวัว ปรากฏว่าไม่พบมาตรฐานของยางรีดนมวัวทั้งข้อมูลภายในประเทศและต่างประเทศ ทีมวิจัยจึงมีแนวคิดสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางรีดนมวัว โดยขอทุนวิจัยจากการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งนำทีมโดย คุณ ชญาภา นิ่มสุวรรณ ซึ่งคาดว่างานวิจัยดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2567”

ความท้าทายที่ต้องรับมือ

คุณศิริชัยเล่าว่า ทีมวิจัยใช้วัวจำนวน 12 ตัวในการทดสอบยางรีดนมวัวต้นแบบในงานวิจัยเฟสแรก แต่การทดสอบภาคสนามในเฟสที่สองนี้ ทีมวิจัยได้คำนวนตามหลักทางสถิติแล้วพบว่าควรใช้จำนวนวัว 70 ตัวเพื่อได้ผลการทดสอบที่น่าเชื่อถือ การหาวัวเพื่อมาทดสอบให้ได้ครบตามจำนวนนับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง

แต่ด้วยความร่วมมือกับ ผศ.ดร. สโรช แก้วมณี อาจารย์ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทีมวิจัยจึงมีโอกาสได้ร่วมมือกับสัตวแพทย์หญิง มุขสุดา เรืองกรี นายสัตวแพทย์ชำนาญการของสำนักศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพ กรมปศุสัตว์ที่ดูแลพื้นที่เขต 6 ของกรมปศุสัตว์ ท่านกรุณาช่วยดำเนินการประสานงานกับเกษตรกรเพื่อจัดหาแม่วัวจำนวน 70 ตัวเพื่อใช้ในการทดสอบ นอกจากนั้นสัตวเพทย์ทั้งสองท่านได้ร่วมกำหนดแนวทางในการทดสอบ การเก็บตัวอย่าง และวิเคราะห์ผลการทดสอบของงานวิจัยในครั้งนี้

การทำให้เกษตรกรยอมรับผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นภายในประเทศเป็นอีกความท้าทายหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญที่เกษตรกรไว้วางใจทั้งสองท่านได้ช่วยอธิบายและโน้มน้าวให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้าใจ ทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ นอกเหนือจากการแสดงเพียงผลการทดสอบภาคสนามที่ใช้ได้จริงเท่านั้น

นอกจากนี้ การหาผู้ผลิตที่สนใจลงทุนหรือรับถ่ายทอดเทคโนโลยีก็เป็นความท้าทายที่สำคัญไม่แพ้กัน ทีมวิจัยจึงร่วมวางแผนกับทีมผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องภายในศูนย์ฯ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามผ่านความท้าทายนี้ไปได้

ผลการทดสอบคุณภาพและความปลอดภัย

ผลการทดสอบยางรีดนมวัวต้นแบบเปรียบเทียบกับยางรีดนมวัวเชิงพาณิชย์พบว่า ยางรีดนมวัวต้นแบบมีความแข็งใกล้เคียงกับยางรีดนมวัวเชิงพาณิชย์ รวมทั้งมีความทนทานต่อแรงดึงสูงกว่ายางรีดนมวัวเชิงพาณิชย์ทั้งสี่ยี่ห้อเล็กน้อย ดังแสดงในรูปที่ 4

การทดสอบยางรีดนมวัว

รูปที่ 4 การเปรียบเทียบความทนทานต่อแรงดึงของยางรีดนมวัวเชิงพาณิชย์
(Commercial 1 – Commercial 4) และตัวอย่างยางรีดนมวัวต้นแบบ (MTEC)

คุณศิริชัย อธิบายว่าในการทดสอบเบื้องต้นขณะใช้งานจริงพบว่าการใช้ยางรีดนมวัวต้นแบบที่พัฒนาขึ้นไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพเต้านมของแม่วัวและคุณภาพน้ำนมวัวที่ผลิตได้มีคุณภาพผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานของมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

สำหรับสถานภาพงานวิจัย คุณศิริชัย กล่าวว่า “โครงการวิจัยนี้ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยเป็นการร่วมมือวิจัย 3 ฝ่าย ได้แก่ 1) กลุ่มวิจัยและนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ 2) อาจารย์จากภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ 3) นายสัตวแพทย์ของสำนักศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพ กรมปศุสัตว์ ทั้งนี้ผลการทดสอบอยู่ระหว่างการดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานยางรีดนมวัวต้นแบบเปรียบเทียบกับยางรีดนมวัวเชิงพาณิชย์ในระดับภาคสนามที่ฟาร์มโคนมในจังหวัดราชบุรีและกาญจนบุรี (รูปที่ 5-6) โดยผลการทดสอบคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม 2566 นี้”

การใช้งานยางรีดนมวัว

รูปที่ 5 การทดสอบการใช้งานยางรีดนมวัวต้นแบบกับเกษตรกรในจังหวัดราชบุรี

การทดสอบยางรีดนมวัว

รูปที่ 6 การทดสอบการใช้งานยางรีดนมวัวต้นแบบกับเกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี

แผนงานในอนาคต

ทีมวิจัยได้ดำเนินการหาภาคเอกชนที่สนใจจะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อนำไปผลิตและจำหน่ายเชิงการค้าให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต่อไป ในปัจจุบัน (มีนาคม 2566) มีบริษัทเอกชน 2 แห่งที่แสดงความสนใจ

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมีแผนงานการผลิตยางรีดนมต้นแบบในเชิงอุตสาหกรรมด้วยกระบวนการขึ้นรูปแบบฉีด โดยทีมวิจัยจะเลือกแม่พิมพ์หนึ่งแบบจากทั้งหมดสามแบบ จากนั้นนำไปขึ้นรูปยางรีดนมต้นแบบจำนวน 200–400 ชิ้น เพื่อนำไปมอบให้แก่เกษตรกรเพื่อใช้ในการทดสอบภาคสนามและเก็บข้อมูลจากการใช้จริง

ขอบคุณข้อมูลจาก

คุณศิริชัย พัฒนวาณิชขัย และคณะทีมวิจัยวิศวกรรมยางขั้นสูง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

เรียบเรียงบทสัมภาษณ์โดย มาริสา คุณธนวงศ์

The post ยางรีดนมวัวต้นแบบ..ผลิตในไทย ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ (enR/ProX) https://www.mtec.or.th/post-knowledges-64670/ Thu, 31 Mar 2022 09:28:11 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=3957 ถุงมือยางเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำของอุตสาหกรรมยางโดยผลิตจากน้ำยางข้น อุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยมีสัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติร้อยละ 10.88 ดังนั้นเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปอื่นๆ อุตสาหกรรมถุงมือยางจึงนับว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

The post ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ (enR/ProX) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ(enR/ProX)

ถุงมือยางเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นปลายน้ำของอุตสาหกรรมยางโดยผลิตจากน้ำยางข้น อุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยมีสัดส่วนการใช้ยางธรรมชาติร้อยละ 10.88 ดังนั้นเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูปอื่นๆ อุตสาหกรรมถุงมือยางจึงนับว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งในแง่การสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างแรงงาน และเป็นผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายน้ำที่สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากผลิตภัณฑ์กลุ่มยางล้อรถยนต์

ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตถุงมือยางเพื่อการส่งออกเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 18 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของโลก ในปี 2563 ประเทศไทยมีการส่งออกถุงมือยางคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 72,680 ล้านบาท และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยโดยเฉพาะโรงงานผลิตถุงมือยางที่ปัจจุบันมีการขยายกำลังการผลิตและมีความต้องการใช้น้ำยางข้นเพิ่มมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2563-2570 มูลค่าตลาดถุงมือยางของโลกจะขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 12.6 ต่อปี

ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในเรื่องของวัตถุดิบต้นน้ำที่สามารถผลิตและส่งออกยางธรรมชาติเป็นอันดับ 1 ของโลก และมีชื่อเสียงในการผลิตถุงมือยางธรรมชาติคุณภาพดี อุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยจึงมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ภาครัฐจึงกำหนดเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลกเนื่องจากความได้เปรียบในด้านคุณภาพวัตถุดิบยางของไทยและความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ยางของไทย โดยในเบื้องต้นมุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมการลดโปรตีนแพ้ในถุงมือยางธรรมชาติ และการสร้างมาตรฐานถุงมือยางในกระบวนการผลิตและการขอใบรับรองทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้อุตสาหกรรมถุงมือยางไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ถุงมือยางมีกี่ประเภท?

ถุงมือยางมีการผลิตตามความต้องการใช้งานของตลาด โดยสามารถแบ่งประเภทตามลักษณะการใช้งานได้ 3 ประเภท ดังนี้
1. ถุงมือยางสำหรับใช้ในทางการแพทย์ มีทั้งแบบที่ใช้ในงานผ่าตัดและงานตรวจโรคทั่วไป มีเนื้อบาง เหนียว แข็งแรง และใช้ครั้งเดียวทิ้ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ในกรณีถุงมือยางสำหรับการผ่าตัดจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อ 100 % และส่วนใหญ่ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ
2. ถุงมือยางสำหรับใช้ในทางอุตสาหกรรม มีลักษณะเฉพาะตามการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการกลึง ถุงมือยางต้องทนทานต่อสภาพการใช้งาน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ถุงมือยางต้องบางและกระชับมือ เป็นต้น
3. ถุงมือยางสำหรับใช้ในครัวเรือน ควรมีเนื้อหนา และทนทานต่อสภาพการใช้งาน

ถุงมือยางมีขั้นตอนการผลิตอย่างไร?

การผลิตถุงมือยางโดยทั่วไปมักใช้กระบวนการจุ่ม (Dipping) โดยจุ่มแบบพิมพ์ลงในน้ำยางคอมปาวด์ (Compound latex) แบบพิมพ์มีทั้งแบบที่ผลิตจากวัสดุโลหะ พลาสติก เซรามิก แก้ว และอะลูมิเนียม และมีลักษณะรูปทรงตามผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ ส่วนน้ำยางคอมปาวด์มีส่วนผสมของน้ำยางข้นและสารเคมีต่างๆ แตกต่างกันตามความเหมาะสมกับแต่ละผลิตภัณฑ์ หลังจากน้ำยางคอมปาวนด์จับตัวที่ผิวของแบบพิมพ์แล้วค่อยๆ ยกแบบพิมพ์ขึ้น นำไปอบแห้งพอหมาด ล้างสารเคมีที่ตกค้างออก อบแห้งอีกครั้ง แล้วถอดออกจากแบบพิมพ์

จุดเด่นของถุงมือยางธรรมชาติคืออะไร?

ถุงมือยางที่ผลิตจากยางธรรมชาติมีจุดเด่นในด้านความยืดหยุ่นและความทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย จึงนิยมนำไปใช้เป็นถุงมือยางทางการแพทย์ และในปัจจุบันผู้ผลิตถุงมือยางเปลี่ยนมาใช้น้ำยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบในการผลิตเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากมีราคาถูกกว่ายางสังเคราะห์

ปัญหาที่พบในการผลิตถุงมือยางธรรมชาติคืออะไร?

น้ำยางธรรมชาติโดยทั่วไปจะมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 1% โดยน้ำหนักยาง การนำน้ำยางธรรมชาติมาผลิตเป็นถุงมือยางจะมีขั้นตอนการล้างโปรตีนออกจากถุงมือยาง อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติไม่สามารถล้างโปรตีนออกได้ทั้งหมด และยังคงมีโปรตีนเหลือค้างที่มีขนาดโมเลกุลในช่วง 4.7-115 KDa เช่น Hev b1, Hev b5 และ Hev b6.02 โปรตีนเหล่านี้ทำให้เกิดภูมิแพ้ในกลุ่มผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำคืออะไร?

ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ (enR/ProX) เป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติที่ทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยางของเอ็มเทคได้วิจัยและพัฒนาขึ้นเพื่อลดปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ ทำให้สามารถแข่งขันได้กับผลิตภัณฑ์ถุงมือยางสังเคราะห์

ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ มีปริมาณโปรตีนละลายน้ำน้อยกว่า 87 µg/dm2 และปริมาณโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้น้อยกว่า 0.1 µg/dm2 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ASTM D3578-05 นอกจากนี้ยังมีสมบัติเชิงกล (ก่อนและหลังบ่มเร่ง) เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ISO 11193-1 : 2008, EN 455 และ ASTM D3578-05

กลุ่มผู้ใช้งานและผู้ได้รับประโยชน์จากงานวิจัยนี้มีใครบ้าง?

กลุ่มผู้ใช้งานและผู้ได้รับประโยชน์รวมถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตถุงมือยางทางการแพทย์จากยางธรรมชาติ เช่น ถุงมือยางสำหรับใช้ในงานผ่าตัดและตรวจโรค กลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายเคมียาง กลุ่มโรงพยาบาล สถานพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ใช้งานทั่วไป และผู้ที่มีอาการแพ้โปรตีนในยางธรรมชาติ

สถานภาพงานวิจัยในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันงานวิจัยอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกและขยายผลทดสอบการผลิตระดับอุตสาหกรรมร่วมกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง และได้ยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา ในรูปแบบคำขออนุสิทธิบัตร เลขที่ 2003001903 ชื่อคำขอ “กรรมวิธีการลดปริมาณโปรตีนละลายน้ำและโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ในผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ”

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ
ฉวีวรรณ คงแก้ว (นักวิจัยอาวุโส)
ทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
โทรศัพท์ 02 564 6500
E-mail : chaveer@mtec.or.th

The post ผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติโปรตีนต่ำ (enR/ProX) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่น https://www.mtec.or.th/post-knowledges-53786/ Wed, 14 Jul 2021 08:09:47 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=11893 ยางก้อนถ้วย คือยางที่เกิดจากการจับตัวของน้ำยางให้กลายเป็นก้อนในถ้วย และเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตยางแท่ง STR10 และ STR20...

The post นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่น

ฉวีวรรณ คงแก้ว
อิชย์ชญาน์ สินเจริญเลิศ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

Triple S (Safe and Sound Smell)

ยางก้อนถ้วย คืออะไร ?

ยางก้อนถ้วย คือยางที่เกิดจากการจับตัวของน้ำยางให้กลายเป็นก้อนในถ้วย และเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตยางแท่ง STR10 และ STR20

การผลิตยางก้อนถ้วยเป็นวิธีการที่เกษตรกรใช้ในการแปรรูปยางดิบโดยมีต้นทุนการผลิตต่ำ ประหยัดเวลาและใช้แรงงานน้อย

ปัญหาที่พบในการผลิตยางก้อนถ้วยคืออะไร ?

การผลิตยางก้อนถ้วยจะมีการใช้กรดบางชนิด เช่น กรดฟอร์มิก และกรดกำมะถันในการจับตัวน้ำยางสดให้เป็นก้อนในถ้วยยาง เกษตรกรต้องกรีดยาง 5-7 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาห่างกัน 1-2 วันเพื่อให้ได้ก้อนยางเต็มถ้วยก่อนนำไปขาย

ในช่วงเวลาที่เกษตรกรรอให้ได้ก้อนยางเต็มถ้วย มักจะเกิดการบูดเน่าของก้อนยางอันเกิดจากการทำปฏิกิริยาของแบคทีเรียกับองค์ประกอบในน้ำยาง เช่น ไขมัน โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต เกิดสารระเหยที่มีกลิ่นเหม็นสร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างตั้งแต่สวนยาง จุดรับซื้อยางก้อนถ้วย โรงงานผลิตยางแท่ง โรงงานผลิตภัณฑ์ยาง และชุมชนโดยรอบ

นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่นคืออะไร?

นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่นเป็นการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งแบบใหม่ที่ช่วยป้องกันการเกิดกลิ่นเหม็นจากการทำปฏิกิริยาของแบคทีเรียกับองค์ประกอบในน้ำยาง ใช้ทดแทนวิธีการผลิตยางแบบเดิมที่ใช้กรดในการจับตัวน้ำยาง

นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่นมีประโยชน์อย่างไร ?

• ลดกลิ่นเหม็นจากการบูดเน่าของยางก้อนถ้วยและยางแท่ง
• ลดระยะเวลาการบ่มยางก้อนถ้วยก่อนนำเข้ากระบวนการผลิตยางแท่ง
• เพิ่มคุณภาพยางแท่ง (มีความต้านทานต่อการเสื่อมสภาพมากขึ้น และ มีความหนืดมูนนี่คงที่)

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
ฉวีวรรณ คงแก้ว นักวิจัยอาวุโสทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง
กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
โทรศัพท์ 02 5646 500 ต่อ 4503
E-mail : chaveer@mtec.or.th

The post นวัตกรรมการผลิตยางก้อนถ้วยและยางแท่งไร้กลิ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
น้ำยางพาราฟิต (ParaFIT) https://www.mtec.or.th/post-knowledges-53674/ Wed, 14 Jul 2021 08:09:39 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=11910 น้ำยางพาราข้นเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพารา แต่น้ำยางพาราข้นที่ใช้ในปัจจุบันมีส่วนผสมของแอมโมเนีย ซิงค์ออกไซด์ และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำยางเกิดการบูดเน่า...

The post น้ำยางพาราฟิต (ParaFIT) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

น้ำยางพาราฟิต (ParaFIT)

ฉวีวรรณ คงแก้ว
อิชย์ชญาน์ สินเจริญเลิศ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

น้ำยางพาราข้นเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพารา แต่น้ำยางพาราข้นที่ใช้ในปัจจุบันมีส่วนผสมของแอมโมเนีย ซิงค์ออกไซด์ และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำยางเกิดการบูดเน่า อย่างไรก็ดีแอมโมเนียเป็นสารเคมีที่ระเหยง่ายและมีกลิ่นฉุนรุนแรงมาก ทำลายสุขภาพ สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้น้ำยางพาราข้นมีสมบัติไม่คงที่ ส่วนซิงค์ออกไซด์มีส่วนประกอบที่เป็นโลหะหนัก และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์เป็นสารที่ก่อให้เกิดสารไนโตรซามีน (สารก่อมะเร็ง) และยังต้องมีขั้นตอนการบ่มน้ำยางพาราข้นและการกำจัดแอมโมเนียออกจากน้ำยางพาราข้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพารา

น้ำยางพาราฟิต(ParaFIT) คืออะไร?

น้ำยางพาราฟิตเป็นน้ำยางพาราข้นชนิดใหม่ที่พัฒนาขี้นเพื่อให้เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม มีปริมาณแอมโมเนีย ซิงค์ออกไซด์และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์น้อยกว่าน้ำยางข้นทางการค้า สามารถนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพาราได้ทันทีภายใน 1-3 วันโดยไม่ต้องบ่มน้ำยางข้นในถังพักเหมือนน้ำยางข้นทางการค้า จึงช่วยประหยัดเวลาและงบประมาณ สามารถใช้ทดแทนน้ำยางพาราข้นทางการค้า

ทีมวิจัยพัฒนาน้ำยางพาราฟิตอย่างไร?

การพัฒนาน้ำยางพาราฟิตใช้เทคโนโลยีการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลชีพในน้ำยางพารา การรักษาเสถียรภาพเชิงกลของน้ำยางพารา และการทำโฟมยางด้วยกระบวนการดันลอป (Duplop process) เพื่อให้ได้สูตรน้ำยางพาราฟิตที่มีปริมาณแอมโมเนียต่ำ ลดการใช้สารเคมีและระยะเวลาการบ่มน้ำยางพาราข้นก่อนนำไปทำผลิตภัณฑ์ยาง นอกจากนี้ยังได้ทำการทดลองผลิตน้ำยางพาราฟิตและผลิตภัณฑ์โฟมยางพาราจากน้ำยางพาราฟิตโดยใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรมของโรงงานผลิตน้ำยางข้นและผลิตภัณฑ์โฟมยางพารา รวมถึงการทดสอบสมบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอีกด้วย

สมบัติเด่นของน้ำยางพาราฟิตมีอะไรบ้าง?

น้ำยางพาราฟิตมีสมบัติที่ดีกว่าน้ำยางพาราข้นทางการค้าดังนี้

• มีปริมาณแอมโมเนียต่ำกว่า 0.20% โดยน้ำหนักน้ำยางข้น (น้ำยางข้นทางการค้ามีปริมาณแอมโมเนีย 0.3-0.7% โดยน้ำหนักน้ำยาง)
• มีปริมาณซิงค์ออกไซด์ และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์น้อยกว่าน้ำยางข้นทางการค้า (ชนิด LA และ MA) 30% โดยน้ำหนักน้ำยางข้น
• สามารถนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพาราได้ทันทีภายใน 1-3 วันหลังจากวันผลิต (ไม่ต้องบ่มน้ำยางข้นในถังพักไว้ 21 วันเหมือนน้ำยางข้นทางการค้า)
• มีอายุการใช้งานนานกว่า 6 เดือน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้น้ำยางพาราฟิตมีอะไรบ้าง?

• ไม่ต้องมีขั้นตอนการกำจัดแอมโมเนียออกจากน้ำยางข้นก่อนนำไปทำผลิตภัณฑ์โฟมยางพาราจึงเป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม
• ช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมี (ซิงค์ออกไซด์และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์) ในกระบวนการผลิตน้ำยางข้น
• ช่วยลดเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อน้ำยางสดและประหยัดเงินลงทุนในการสร้างอุปกรณ์จัดเก็บน้ำยางข้น
• ผลิตภัณฑ์โฟมยางมีคุณภาพตามมาตรฐาน มอก. 2741-2559 และ มอก. 2747-2559

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
ฉวีวรรณ คงแก้ว นักวิจัยอาวุโสทีมวิจัยน้ำยางและวัสดุยาง
กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
โทรศัพท์ 02 5646 500 ต่อ 4503
E-mail : chaveer@mtec.or.th

The post น้ำยางพาราฟิต (ParaFIT) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>