อุตสาหกรรมไทย Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/อุตสาหกรรมไทย/ National Metal and Materials Technology Center Thu, 23 Apr 2026 00:53:09 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico อุตสาหกรรมไทย Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/อุตสาหกรรมไทย/ 32 32 การสัมมนา ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy & BCG) (วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 – เช้า) https://www.mtec.or.th/general-training-courses-circular-economy-bcg/ Thu, 26 Mar 2026 04:04:03 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44023 การสัมมนา ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจหมุนเวียน (วันที่ 15 พฤษภาคม 2569) การสัมมนาความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจหมุนเวียน(Circular Economy & BCG) จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติร่วมกับโครงการพัฒนาสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่ากองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วันที่ ... Read more

The post การสัมมนา ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy & BCG) (วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 – เช้า) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การสัมมนา ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจหมุนเวียน (วันที่ 15 พฤษภาคม 2569)

การสัมมนา
ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจหมุนเวียน
(Circular Economy & BCG)

จัดโดย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ร่วมกับ
โครงการพัฒนาสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า
กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.00-12.00 น.
ห้อง MR214 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

รายละเอียดการบรรยาย:
        ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy & BCG) ในหลายปีที่ผ่านมา นโยบายและแนวคิดในการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศมีการผลักดันให้สร้างสรรค์ผลงาน และส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มธุรกิจและภาคการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการก่อมลภาวะ ไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อภาคส่วนต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์และผลกระทบต่อคนรุ่นถัดไป จึงเป็นแนวทางการสร้างสิ่งใหม่ที่ลดของเสีย ลดขยะ เรื่องของ Zero Waste และ Renewable Energy จึงถูกกำหนดในแนวทางด้านต่าง ๆ ชัดเจน ซึ่งในความหมายของเศรษฐกิจหมุนเวียน และ BCG ที่เป็นนโยบายหลักของกระทรวง อว. ภายใต้นโยบายที่ปรับให้สอดคล้องในทางปฏิบัติมากขึ้น ด้วยนิยามถึงความยั่งยืนนั้น ภาพรวมการพัฒนาทั้งงานวิชาการ การศึกษา การพัฒนากำลังคน การสร้างนวัตกรรม งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สอดคล้องความยั่งยืนและกิจกรรมที่ส่งเสริมความยั่งยืนนั้น ควรประกอบด้วยอะไรบ้าง การบรรยายนี้จะนำข้อมูลมาถ่ายทอดจากนักนโยบายในสายงาน

  • ความสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและ BCG
  • ทิศทางของ CE ในระดับโลก
  • นโยบายและแผน BCG และ CE ในประเทศไทย
  • ความสำคัญของการพัฒนากฎหมาย CE และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ประเด็นโจทย์วิจัยสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและภาควิชาการเพื่อตอบโจทย์ CE

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569
08.30-9.00 น.     ลงทะเบียน
9.00-10.30 น.      เวลาบรรยาย
10.30-10.45 น.     พักรับประทานอาหารว่าง
10.45-12.00 น.     เวลาบรรยาย

วิทยากร


ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี
นักวิจัยเชี่ยวชาญ
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้ก่อตั้งภาคีเครือข่าย Thailand Circular Economy
ผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน
คลิกเพื่อดูประวัติวิทยากร >>>>> CV

การลงทะเบียน (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
ลงทะเบียนผ่าน Google form ได้ที่ >>> https://forms.gle/Nzr56M5fHndsTeVC9

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
งานพัฒนากำลังคนเทคโนโลยีวัสดุ (คุณกอบกุล อมรมงคล)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4676
E-mail: kobkula@mtec.or.th

The post การสัมมนา ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy & BCG) (วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 – เช้า) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
การสัมมนา เทคโนโลยีอัตโนมัติและโอกาสของ system integrators ในอุตสาหกรรมไทย (SI in Thai Industries) (วันที่ 14 พฤษภาคม 2569) https://www.mtec.or.th/general-training-courses-si_thai_industry/ Wed, 25 Mar 2026 09:51:22 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43999 การสัมมนา เทคโนโลยีอัตโนมัติและโอกาสของ system integrators ในอุตสาหกรรมไทย (วันที่ 14 พฤษภาคม 2569) การสัมมนาเทคโนโลยีอัตโนมัติและโอกาสของ system integrators ในอุตสาหกรรมไทย(SI in Thai ... Read more

The post การสัมมนา เทคโนโลยีอัตโนมัติและโอกาสของ system integrators ในอุตสาหกรรมไทย (SI in Thai Industries) (วันที่ 14 พฤษภาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การสัมมนา เทคโนโลยีอัตโนมัติและโอกาสของ system integrators ในอุตสาหกรรมไทย (วันที่ 14 พฤษภาคม 2569)

การสัมมนา
เทคโนโลยีอัตโนมัติและโอกาสของ system integrators ในอุตสาหกรรมไทย
(SI in Thai Industries)

จัดโดย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ร่วมกับ
โครงการพัฒนาสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า
กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 9.00-12.00 น.
ห้อง MR212 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

รายละเอียดการบรรยาย:
       เทคโนโลยีอัตโนมัติและโอกาสของ system integrators ในอุตสาหกรรมไทย (SI in Thai Industries) ธุรกิจที่เกิดขึ้นจำนวนมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมไทย และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิต ด้วยเทคโนโลยีการใช้ระบบอัตโนมัติมาช่วยในการผลิตส่วนต่างๆ เช่น handling sensor robot-vision robot-pick-and-place เป็นต้น เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมในระดับ i3.0 อย่างสมบูรณ์หรืออาจพัฒนา i4.0 ไปพร้อมกัน เหล่านี้คือภาพรวมของสายงาน system integrators ซึ่งในหัวข้อการบรรยาย จะนำเสนอภาพรวมของธุรกิจดังกล่าว ความสามารถของผู้ประกอบการโดยรวม ตลาดและโอกาสที่รองรับการขยายตัวทั้งในกลุ่มลูกค้าและผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะธุรกิจและขีดความสามารถของสถานประกอบการเหล่านี้อย่างถูกต้องและใช้ประโยชน์ได้อย่างสอดคล้องกับศักยภาพนั้น

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569
08.30-9.00 น.     ลงทะเบียน
9.00-10.30 น.      เวลาบรรยาย
10.30-10.45 น.     พักรับประทานอาหารว่าง
10.45-12.00 น.     เวลาบรรยาย

วิทยากร


อ.วรินทร์ รอดโพธิ์ทอง
ที่ปรึกษา สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA)

การลงทะเบียน (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
ลงทะเบียนผ่าน Google form ได้ที่ >>> https://forms.gle/akqvjBkPJbJSa5TD7

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
งานพัฒนากำลังคนเทคโนโลยีวัสดุ (คุณบุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4675
E-mail: boonrkk@mtec.or.th

The post การสัมมนา เทคโนโลยีอัตโนมัติและโอกาสของ system integrators ในอุตสาหกรรมไทย (SI in Thai Industries) (วันที่ 14 พฤษภาคม 2569) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ตรวจสุขภาพเครื่องจักรเชิงป้องกันตามหลักการ RCM https://www.mtec.or.th/post-knowledges-93846/ Mon, 01 Jul 2024 03:13:56 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=18107 ดร.จอมขวัญ มั่นแน่ และคณะทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับบริษัทอีควิตี้ เซอร์วิสเซส แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำศาสตร์ทางด้านการบำรุงเชิงป้องกัน (preventive maintenance) มาประยุกต์สำหรับตรวจสุขภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในโรงงาน

The post ตรวจสุขภาพเครื่องจักรเชิงป้องกันตามหลักการ RCM appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ตรวจสุขภาพเครื่องจักรเชิงป้องกันตามหลักการ RCM

ตรวจสุขภาพของเครื่องจักร

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ดร.จอมขวัญ มั่นแน่ และคณะทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับบริษัทอีควิตี้ เซอร์วิสเซส แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำศาสตร์ทางด้านการบำรุงเชิงป้องกัน (preventive maintenance) มาประยุกต์สำหรับตรวจสุขภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในโรงงาน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนตามหลักการการบำรุงรักษาเน้นความเชื่อถือได้ (Reliability Centered Maintenance: RCM) 

ทีมวิจัยมุ่งพัฒนาโปรแกรมในการบริหารจัดการความเสี่ยงของสินทรัพย์ในสายการผลิต เป้าประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทำให้โปรแกรมมีขีดความสามารถในการทดแทนผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์แปลผล ตลอดจนมีต้นทุนที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้ประกอบการชาวไทยโดยทั่วไป

ปัจจุบันเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ มีบทบาทสำคัญอย่างสูงในการผลิตภาคอุตสาหกรรม เพราะมีจุดเด่นคือช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มความรวดเร็ว และทำให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพสม่ำเสมอ ทว่าในอีกด้านหนึ่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ ย่อมเกิดการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา อาจเกิดการชำรุดเสียหาย กำลังการผลิตลดลง หรือใช้พลังงานสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น และหากต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมก็จะทำให้ต้องหยุดการผลิต นอกจากนี้หากเครื่องจักรและอุปกรณ์ไม่ได้รับการออกแบบที่ดีพอ หรือไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม จะส่งผลต่อศักยภาพในการแข่งขัน ลดโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มต้นทุน และอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องและอาจทำให้เกิดมลภาวะในด้านต่างๆ ตามมาได้

การมีระบบการจัดการงานบำรุงรักษาที่ดีจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าเครื่องจักรและอุปกรณ์จะได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาของการจัดการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ของโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาก็คือ การขาดการจัดการที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ไม่จำเป็น ซึ่งมักเกิดจากการปล่อยปละละเลยและขาดการปรับปรุงดูแลรักษา ประเด็นนี้มีส่วนสืบเนื่องมาจากแนวความคิดและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องนักต่อการบำรุงรักษาเครื่องจักรกล เช่น ‘ของไม่เสียไม่ซ่อม’ เครื่องจักรและอุปกรณ์ไม่ชำรุดเสียหายก็ไม่ต้องไปซ่อมแซม หรือ มุมมองที่มองว่าการจัดการบำรุงรักษาเครื่องจักรเป็นกิจกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการผลิตและเสียค่าใช้จ่ายไปโดยไม่จำเป็น หรืออาจเกิดจากการขาดความรู้ความเข้าใจในการประยุกต์เทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยในการเฝ้าระวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ดังนั้น การจัดการงานบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ภายในโรงงานของประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ รวมถึงประเทศไทย จึงมักมีลักษณะเชิงตั้งรับและดำเนินการตามกำหนดของเครื่องจักรและอุปกรณ์ หรือแม้กระทั่งรอให้เครื่องจักรและอุปกรณ์ชำรุดเสียหายก่อนจึงซ่อมแซม การจัดการงานบำรุงรักษาในลักษณะนี้จะไม่สามารถประเมินผลของการดำเนินงานได้ เนื่องจากไม่มีการกำหนดนโยบาย วัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้ไม่อาจทราบปัญหาที่แท้จริง หรืออาจไม่รู้ว่ามีการสูญเสียอยู่ หลายครั้งยังทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย และส่งผลให้การปรับปรุงการจัดการงานบำรุงรักษาที่เป็นอยู่ไม่สามารถทำได้ในที่สุด

การบำรุงรักษาเน้นความเชื่อถือได้ หรือ RCM เป็นหนึ่งในแนวทางที่โรงงานหลายแห่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมนิยมนำมาใช้ในการวางแผนบำรุงรักษาเครื่องจักร โดยมุ่งเน้นการ optimize ความสามารถในการทำงาน (functionality) สภาพความพร้อมใช้งาน (availability) ของเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้เกิดความเชื่อถือได้ในกระบวนการผลิต (reliability) ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน (Life Cycle Cost: LCC) ที่น้อยที่สุด เพื่อบรรลุความต้องการในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้การตัดสินใจในแต่ละขั้นตอนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐาน (ข้อมูลเชิงกายภาพ ฟังก์ชัน ประสิทธิภาพ) ของเครื่องจักร อุปกรณ์ และองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกันในแต่ละสายการผลิต ตลอดจนข้อมูลทางการเงิน เช่น ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็น value และ cost span ตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในสายการผลิตเพื่อประเมินความสามารถในการผลิตได้อย่างถูกต้อง สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการแบบองค์รวมให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด

กล่าวกันว่าหากผู้ประกอบการสามารถดำเนินการประยุกต์ใช้หลักการ RCM ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึงร้อยละ 20-70 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากการซ่อมบำรุงปกติ (John Moubray, Reliability-Centered Maintenance Second Edition) ตัวเลขนี้สอดคล้องกับตัวเลขในคู่มือ Operations & Maintenance Best Practices ของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา (U.S. department of energy) ซึ่งพบว่าค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุงรักษาที่ใช้หลักการ RCM สามารถลดลงได้มากถึง 2 ใน 3 เมื่อเปรียบเทียบกับแบบปกติ (run-to-failure maintenance)

นอกจากด้านค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดแล้ว การใช้หลักการ RCM ยังช่วยลดการสูญเสียโอกาสทางการตลาด (opportunity lost) ในกรณีที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามปริมาณหรือระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เสียโอกาสทางการตลาดแก่บริษัทคู่แข่ง (competitive disadvantage) จนเกิดผลกระทบต่อบริษัทในระยะยาวได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายว่าประเทศไทยยังไม่ค่อยมีการวางแผนการบำรุงรักษาอุปกรณ์เชิงป้องกันตามหลักการ RCM กันอย่างแพร่หลายนัก ต่างจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในต่างประเทศ ผลสำรวจโดย Plant Engineering 2021 พบว่ากว่าร้อยละ 88 ของผู้ประกอบการมีการประยุกต์ใช้โปรแกรมการบำรุงรักษาอุปกรณ์เชิงป้องกัน (preventive maintenance program) และในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งได้ผสมผสานหลักการหรือเครื่องมือจำนวนมากกว่า 3 ชนิดขึ้นไปพร้อมกันเพื่อการวางแผนการบำรุงรักษาในโรงงาน โดยหนึ่งในหลักการที่โรงงานนิยมเลือกใช้ก็คือหลักการ RCM ที่พบว่ามีโรงงานเลือกใช้ถึงร้อยละ 24

ปัญหาที่ท้าทายในการนำ RCM มาใช้กับอุตสากรรมทั่วไปคือในการ implementation มีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาและความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ (domain experts) ในการ implement ข้อมูลเข้ากับโปรแกรม สำหรับประเทศไทย เหตุผลอื่นนอกเหนือจากราคาของเทคโนโลยีที่แพงและการขาดความตระหนักในความสำคัญของการการบำรุงรักษาอุปกรณ์เชิงป้องกันก็คือ ผู้ประกอบการไทยยังมีข้อจำกัดในการประมวลข้อมูลเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่อยู่ในการผลิตให้ได้อย่างละเอียดและเป็นระบบ ข้อมูลจำเป็นต้องครอบคลุมทั้งเรื่องพื้นฐานของเครื่องจักร ตลอดจนข้อมูลการใช้งานจากผู้ใช้หน้างานที่ต้องอาศัยทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นอกจากนี้ยังไม่มีการพัฒนา RCM มาเป็นโปรแกรมที่สามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างง่ายดายด้วยราคาที่เหมาะสม เพราะโดยส่วนใหญ่มักเป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นจากต่างประเทศและมีราคาสูง

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ บริษัท อีควิตี้ เซอร์วิสเซส แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อการวางแผนการบำรุงรักษาอุปกรณ์เชิงป้องกันตามหลักการ RCM และการผสมผสานการวิเคราะห์และแปลผลสัญญาณความถี่เสียง (ultrasonic) และสัญญาณความสั่นสะเทือน (vibration) โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

โจทย์เป้าหมาย

โจทย์การพัฒนามุ่งเน้นการใช้งานที่สะดวกและลดการพึ่งพาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญให้มากที่สุด โปรแกรมที่จะพัฒนาขึ้นมุ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับเทคนิคขั้นสูงเพื่อพยากรณ์เส้นโค้งแนวโน้มที่จะเกิดความเสียหาย (Potential to Failure curve) หรือ PF curve เพื่อให้โปรแกรมเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ สามารถใช้ทรัพยากรและบริหารสินทรัพย์การผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับการวางแผนการซ่อมบำรุง หรือตรวจสอบสุขภาพเครื่องจักร เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะปัญหาความเสียหายแบบกะทันหัน (unplanned breakdown) นั้น ในเชิงเทคนิคมีหลายวิธี แต่ในงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ความสั่นสะเทือน (vibration analysis) และ การเฝ้าระวังด้วยคลื่นอัลตราโซนิค (ultrasonic) ทั้งสองวิธีนำมาใช้เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวข้างต้นเพราะมีจุดเด่นคือการเป็นตัววัด (indicator) ที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการอื่นๆ ในการทำนายคุณภาพของเครื่องจักรได้ค่อนข้างเร็วและมีความน่าเชื่อถือแม่นยำสูง แต่จุดอ่อนอยู่ที่การต้องใช้เครื่องมือวัดที่ทันสมัยและแม่นยำ ที่สำคัญคือยังต้องพึ่งพาทักษะของผู้ตรวจสอบหรือผู้ชำนาญการในการวิเคราะห์แปลผลข้อมูลขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์ความสั่นสะเทือน ที่ผ่านมาจึงพบการใช้งานจำกัดอยู่เฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ที่มีเครื่องจักรที่สลับซับซ้อน ต้องการความเสถียรในกระบวนการผลิต มีการผลิตทันตามกำหนดเวลา หรือเครื่องจักรดังกล่าวต้องทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดพัก

ตัวชี้วัดในการทำนายคุณภาพของเครื่องจักร

แผนภาพแสดงเส้นโค้งแนวโน้มที่จะเกิดความเสียหาย และเทคนิควิธีต่างๆ เพื่อเป็นตัวชี้วัดในการทำนายคุณภาพของเครื่องจักร
(ที่มา: https://www.plantservices.com/predictive-maintenance/ultrasound/article/11302021/ultrasound-for-pdm-you-heard-it-here-first)

ความท้าทายในเชิงเทคนิคจึงอยู่ที่วิธีการวิเคราะห์ระดับสัญญาณความสั่นสะเทือน ซึ่งสำหรับประเทศไทยยังพัฒนาไปได้ไม่มากนัก ทั้งนี้โดยปกติชิ้นส่วนของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่มีการทำงานล้วนแล้วแต่ต้องมีสัญญาณการสั่นสะเทือนในตัวเอง โดยคุณลักษณะของการสั่นนั้นจะสามารถอธิบายได้ด้วย 3 องค์ประกอบย่อยดังต่อไปนี้คือ amplitude (ขนาดหรือความแรงในการสั่น), frequency (ความถี่หรือจำนวนครั้งในการสั่นต่อช่วงเวลาหนึ่งๆ), และ phase (รูปแบบในการสั่น)

วิธีการวิเคราะห์จะอาศัยสัญญาณการสั่นที่ทุกครั้งเกิดการเปลี่ยนแปลง จะนำมาซึ่งการเกิดรูปแบบเฉพาะในแต่ละคุณลักษณะย่อย และสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการสึกหรอของลูกปืน (bearing) การเกิดปรากฏการณ์แควิเทชัน (cavitation) ของเครื่องสูบน้ำ หรือ ความไม่สมดุล (unbalance) ของแกนมอเตอร์ เป็นต้น การตรวจสอบและวินิจฉัยปัญหาด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ตั้งแต่เริ่มต้น (early detection) จึงช่วยให้มีเวลาเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมสำหรับการซ่อมบำรุง หากแต่วิธีนี้ยังช่วยให้สามารถคาดคะเนชนิดและขนาดความรุนแรงของปัญหาได้อีกด้วย

ในเชิงกลไกการทำงานจะเริ่มต้นจากการเก็บค่าความสั่นสะเทือนในจุดที่เหมาะสมของเครื่องจักรสำคัญด้วยเซนเซอร์ หรือหัววัดความสั่นสะเทือน (vibration probe) จากนั้นจึงผ่านตัวส่งสัญญาณมายังตัวรับ แปลงสัญญาณให้เป็นแบบ FFT (Fast Fourier Transform) เพื่อนํามาแสดงผลค่าความสั่นสะเทือน ทั้งในรูปแบบคลื่นในโดเมนเวลา (time domain) และโดเมนความถี่ (frequency spectrum domain) สำหรับหาสัญญาณเตือนล่วงหน้าซึ่งเป็นที่มาของความบกพร่องรูปแบบต่างๆของเครื่องจักร ทั้งนี้โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของความเสียหายในเครื่องจักรกลมักเกิดจากตลับลูกปืน ซึ่งเป็นตัวรับภาระหรือโหลดของเครื่องจักร นอกจากนี้ปัญหาอื่นๆ เช่น ความผิดปกติ ความไม่สมดุล การหลวมคลอน การหล่อลื่นที่ไม่เหมาะสม หรือกระทั่งปัญหาทางไฟฟ้า ฯลฯ

สุดท้ายจึงเป็นการวิเคราะห์สเปกตรัม (spectrum analysis) หรือการนำสัญญาณที่ได้มาวิเคราะห์ โดยจะพิจารณาควมสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นกับเครื่องจักรนั้น อ้างอิงตามมาตรฐานสากล ISO 20816 (Mechanical vibration — Evaluation of machine vibration by measurements on non-rotating parts) ในการกำหนดความรุนแรงของปัญหา และจากการวิเคราะห์สัญญาณการสั่นสะเทือนนี้ จะช่วยให้สามารถตรวจสอบหาสาเหตุและตัวแปรของปัญหาได้อย่างลึกซึ้ง ก่อนนำเสนอแนวทางการแก้ไขและป้องกันปัญหาที่มีประสิทธิภาพ

ความท้าทายสำคัญ

ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ข้อจำกัดในการเก็บและรวบรวมข้อมูลของเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่อยู่ในกระบวนการผลิตให้ได้อย่างเป็นระบบ ถูกต้อง และครอบคลุมให้มากที่สุดซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อ Module Smart Analyzer ที่พัฒนาขึ้นเพื่อวิเคราะห์และแปลผลที่ได้จากการตรวจจับสัญญาณอัลตราโซนิค หรือการสั่นสะเทือนที่ได้

เครื่องวิเคราะห์และแปลผลที่ได้จากการตวจสุขภาพเครื่องจักร

ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนายังมุ่งหวังขั้นการนำไปประยุกต์ใช้ภายใต้การจำลองด้วยวิธีมอนติคาร์โล (Monte Carlo Simulation) เพื่อช่วยในการวิเคราะห์และพยากรณ์อายุที่ยังใช้ประโยชน์ได้ที่ยังเหลืออยู่ (Remaining Useful Life: RUL) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนซ่อมบำรุงอุปกรณ์นั้นๆ ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย และทำให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้ดีที่สุด ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด

ปัจจุบันกระบวนการทำงานของอัลกอริทึมยังเป็นแบบใช้กฎเกณฑ์ (Rule-based algorithm) ในการประมวลผล วิเคราะห์ฐานข้อมูล และประมวลสัญญาณ ทีมวิจัยวางแผนการเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่ระดับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งยังคงต้องใช้เวลา สำหรับแสวงหาความร่วมมือเพื่อเก็บและนำข้อมูลจำนวนมากมาฝึกสอนอัลกอริทึมให้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และตัดสินใจได้จากพื้นฐานข้อมูลที่ป้อนสู่ระบบ ให้ได้ประสิทธิภาพใกล้เคียงหรือทดแทนผู้เชี่ยวชาญได้ในท้ายที่สุด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป จำนวนข้อมูลยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ โปรแกรมก็จะยิ่งเรียนรู้และแสดงความสามารถทำนายผลลัพธ์ได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีความมุ่งหมายปลายทางที่จะนำ IoT (Internet of Things) มาประยุกต์ใช้ ทดแทนกำลังแรงงานคนที่ต้องเข้าไปวัดเก็บข้อมูลตามรอบระยะเวลา ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นนี้จะทำให้สามารถวัดได้เป็นการเฝ้าจับตาการสั่นสะเทือนตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง (real time vibration monitoring) และสามารถเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่มีอยู่ของโรงงานอุตสาหกรรมหนึ่งๆ ได้

ความคาดหวัง

ทีมวิจัยมุ่งหวังว่าเมื่อโปรแกรมได้รับการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งมีต้นทุนจำกัดในการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับประยุกต์ใช้ในโรงงาน ทีมวิจัยตั้งใจพัฒนาโปรแกรมให้ใช้งานได้สะดวก สามารถเข้ากันได้ (compatibility) กับระบบที่มีอยู่ของแต่ละโรงงาน อีกทั้งยังครอบคลุมในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีในประเทศ ในราคาที่ผู้ประกอบการไทยกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสามารถมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อแบบใช้งานเดี่ยว (standalone) แล้วบริษัทฯ นำข้อมูลที่จัดเก็บในอุปกรณ์ของโรงงานไปใช้ประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ภายในองค์กรต่อไป หรือในอนาคตทีมวิจัยพยายามพัฒนาต่อยอดให้ผู้ใช้สามารถใช้งานบนเว็บ (web-based) ที่จัดเก็บบน Cloud แล้วดึงข้อมูลมาใช้ประโยชน์ผ่านการวิเคราะห์ด้วย Module smart analyzer ทำให้ทราบถึงชนิดและขนาดความรุนแรงของปัญหาได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถเลือกซื้อเฉพาะแยกรายโมดูล หรือครบทุกโมดูล เพื่อครอบคลุมการวิเคราะห์หาอายุที่ยังใช้ประโยชน์ได้ที่ยังเหลืออยู่ ก็สามารถทำได้เพื่อตอบโจทย์ตามวัตถุประสงค์ ความพร้อม และนโยบายของผู้ประกอบการแต่ละราย

สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ติดต่อ
ดร.จอมขวัญ มั่นแน่
ทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4141
อีเมล: jomkwunm@mtec.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.จอมขวัญ มั่นแน่
นักวิจัย ทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง
กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

APPENDIX
https://www.mtec.or.th/general-training-courses/67901/
https://pmuc.or.th/rcmate4-0/
https://www.thailandindustry.com/indust_newweb/articles_preview.php?cid=546

The post ตรวจสุขภาพเครื่องจักรเชิงป้องกันตามหลักการ RCM appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>