โปรตีนจากพืช Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/โปรตีนจากพืช/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 12 Jan 2026 02:24:09 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico โปรตีนจากพืช Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/โปรตีนจากพืช/ 32 32 Ve-Chick: เนื้อไก่จากถั่วเหลืองทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ https://www.mtec.or.th/post-knowledges-72655/ Wed, 05 Oct 2022 09:00:57 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=15046 ดร.กมลวรรณ อิศราคาร และคณะ ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่จากโปรตีนพืชเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์...

The post Ve-Chick: เนื้อไก่จากถั่วเหลืองทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Ve-Chick: เนื้อไก่จากถั่วเหลืองทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ

Ve-Chick เนื้อไก่จากโปรตีนพืช

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ดร.กมลวรรณ อิศราคาร และคณะ ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนาผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่จากโปรตีนพืชเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์นี้มีโปรตีน เส้นใยอาหาร ไขมันจากพืชจึงไม่มีคอเลสเตอรอล สามารถปรุงสุกในลักษณะเดียวกับเนื้อไก่โดยให้กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัสที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย

ปัจจุบันกระแสการบริโภคอาหารรักษ์สุขภาพได้รับความนิยมมากขึ้น โดยผู้บริโภคหันมาสนใจผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีนพืช (plant-based food) และลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีนพืชมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น อย่างไรก็ดี การบริโภคโปรตีนพืชอาจมีเนื้อสัมผัส รสชาติ และกลิ่นที่ไม่ถูกปากในผู้บริโภคบางกลุ่ม ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายที่ทีมวิจัยด้านวัสดุศาสตร์จะใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การอาหาร และวัสดุศาสตร์ ในการพัฒนาอาหารจากโปรตีนพืชเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคให้กว้างขึ้น

ดร.กมลวรรณ กล่าวถึงที่มาของงานวิจัย Ve-Chick หรือเนื้อไก่จากโปรตีนพืชว่า “เมื่อประมาณปลายปี 2562 ทีมวิจัยต้องการเพิ่มการใช้ประโยชน์จากไฟเบอร์ที่เป็นผลพลอยได้จากการสกัดเพคตินจากเปลือกส้มโอ โดยนำไปใช้ปรับเนื้อสัมผัสในผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ รวมถึงอาหารจากพืช ซึ่งเราก็สามารถพัฒนาจนได้ต้นแบบนักเก็ต (nugget) และเมื่อเห็นกระแสการเติบโต[1]ของอาหารจากพืช เราก็คิดว่าน่าจะพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ได้ จึงเริ่มมองหาวัตถุดิบอื่นๆ ในท้องตลาดที่สามารถนำมาใช้ปรับเนื้อสัมผัสและโครงสร้างให้คล้ายกับเนื้อไก่”

[1] ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้คำนวณมูลค่าการบริโภคอาหารในกลุ่มโปรตีนจากพืชและนมพืช พบว่า ในปี 2561 มีมูลค่าถึง 6,321 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2562 จะมีมูลค่าประมาณ 6,725 ล้านบาท ขยายตัว 6.4% (ที่มา: https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/20190604_00.aspx) และข้อมูลจาก STATISTA แสดงให้เห็นว่ามูลค่าตลาด Plant-based foods ทั่วโลกในปี 2563 มีมูลค่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตจนมีมูลค่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 ล้านล้านบาท ในปี 2570 (ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/health/1014936)

ความลับของเนื้อไก่จากพืช

โปรตีนพืชที่นำมาผลิตเป็นเนื้อสัตว์เทียมมักเป็นโปรตีนเก็บสะสม (storage protein) ซึ่งอยู่ในเอนโดสเปิร์มของเมล็ดพืช เช่น โปรตีนจากพืชตระกูลถั่ว ข้าว และ ข้าวสาลี เป็นต้น โปรตีนชนิดนี้มีลักษณะโครงสร้างเป็นก้อนกลมที่มีสายเพปไทด์พันกันไปมา ซึ่งจะแตกต่างจากโปรตีนกล้ามเนื้อ (myofibrillar proteins) ที่มีการจัดเรียงตัวเป็นเส้นเรียงขนานกัน ดังนั้น การพัฒนาเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชให้มีลักษณะเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อสัตว์จึงต้องปรับโครงสร้างให้เป็นเส้นใยที่ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์

ดร.กมลวรรณ เผยว่า “เราเลือกใช้โปรตีนเข้มข้นจากพืชอย่างพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา และถั่วเขียว เป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งถั่วแต่ละชนิดจะให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันขึ้นกับชนิดของกรดอะมิโน โดยถั่วเหลืองมีศักยภาพในการแข่งขันมากที่สุดเพราะมีราคาต้นทุนต่ำ อีกทั้งโครงสร้างโปรตีนมีความแข็งแรงและเมื่อผสมกลูเตนจะทำให้เนื้อเทียมที่ได้ทนต่อการแช่แข็งและการละลายน้ำแข็ง นอกจากถั่วแล้วยังมีส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ตัวประสาน (binder) ไฟเบอร์ และอื่นๆ ซึ่งเราได้จดความลับทางการค้าไว้เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่จากโปรตีนพืช และผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่จากโปรตีนพืชที่ปราศจากกลูเตนในรูปแบบพรีมิกซ์ (premix)”

วิธีการที่ใช้สร้างโครงสร้างเส้นใยให้แก่เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชแบ่งเป็น 2 เทคนิค คือ 1) การสร้างเส้นใยทีละเส้นจากระดับโมเลกุลสู่โครงสร้างกล้ามเนื้อ (bottom up strategy) เช่น อิเล็กโทรสปินนิง (electrospinning), การพิมพ์สามมิติ (3D printing), การเพาะเลี้ยงมัยคอโปรตีน (mycoprotein) หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 2) การสร้างโครงสร้างเส้นใยจากการจัดเรียงโครงสร้างใหม่ โดยการใช้กระบวนการผลิต หรือการใช้ส่วนประกอบทำให้มีโครงสร้างปลายทางเหมือนเนื้อสัตว์ (top down strategy) เช่น กระบวนการเอ็กซ์ทรูชัน (extrusion) และการสร้างโครงสร้างเส้นใยที่เป็นชั้นๆ จากการละลายของน้ำแข็ง (freeze structuring) หรือ การผสมไบโอพอลิเมอร์ (mixing of biopolymers) เพื่อทำให้เกิดการแยกเฟส (phase separation)

ดร.กมลวรรณ กล่าวว่า “วิธีแรกจะมีต้นทุนที่สูงและใช้เวลานาน อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการขยายสเกล ทีมวิจัยจึงเลือกใช้วิธีที่ 2 คือสร้างโครงสร้างเส้นใยจากการจัดเรียงโครงสร้างใหม่ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์มากกว่าวิธีแรก และการผลิตในระดับอุตสาหกรรมสามารถทำได้ง่าย”

“สำหรับผลิตภัณฑ์ Ve-Chick เราเลือกใช้วิธีการปั่นผสมเพราะมีต้นทุนการผลิตที่ไม่สูง ไม่ได้อาศัยเครื่องมือ หรือ เครื่องจักรที่จำเพาะ ซึ่งการปั่นผสมเป็นวิธีระดับมหภาค (macro) จะไม่ได้ทำลายโครงสร้างโปรตีนหรือลงลึกในระดับโมเลกุล แต่จะเป็นการออกแบบโครงสร้างจากการผสมส่วนประกอบต่างๆ เข้าด้วยกัน แล้วทำให้เกิดการแยกเฟส เพื่อให้เกิดการจัดเรียงโครงสร้างเป็นชั้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้สุดท้ายมีเนื้อสัมผัสเหมือนเนื้อไก่”

จุดเด่นของ Ve-Chick

เนื่องจากตลาดผลิตภัณฑ์อาหารจากโปรตีนพืชกำลังเติบโตจึงมีผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ต่างๆ วางจำหน่าย ส่วนใหญ่มุ่งไปที่อาหารพร้อมรับประทาน (ready meal) ที่สามารถอุ่นแล้วรับประทานได้ทันที แต่ผลิตภัณฑ์ Ve-Chick ที่ทีมวิจัยเอ็มเทคพัฒนาจะมี 2 รูปแบบ ได้แก่ เนื้อไก่แบบผงสำเร็จรูป (premix) จากโปรตีนพืชปราศจากกลูเตน และเนื้อไก่กึ่งสำเร็จรูป (pre-cooked) จากโปรตีนถั่วเหลือง

Ve-Chick เนื้อไก่แบบผง
การปั่นเนื้อไก่ Ve-Chick

เนื้อไก่แบบผงสำเร็จรูปจากโปรตีนพืชปราศจากกลูเตน (ซ้าย)
และการเตรียมโดยนำมาปั่นผสมกับน้ำและน้ำมันให้เนื้อเนียนเพื่อนำมาขึ้นรูปในแม่พิมพ์ (ขวา)

เนื้อไก้สำเร็จรูป Ve-Chick

เนื้อไก่กึ่งสำเร็จรูปจากโปรตีนถั่วเหลืองในรูปแบบชิ้นเนื้ออกไก่แช่แข็งและเนื้ออกไก่ทอดแช่แข็ง

ดร.กมลวรรณ อธิบายว่า “ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แบบผงสำเร็จรูปจากโปรตีนพืชปราศจากกลูเตนมีลักษณะเหมือนแป้งเค้กสำเร็จรูป เตรียมโดยนำมาปั่นผสมกับน้ำและน้ำมันให้เนื้อเนียนแล้วจึงนำมาขึ้นรูปเป็นเนื้อไก่ด้วยการปั้นหรือใส่ในแม่พิมพ์ หลังจากนั้นก็สามารถนำเนื้อไก่มาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วปรุงสุกด้วยการต้ม ผัด ทอด หรือจี่บนกระทะ (sear) ที่มีน้ำมันได้เลยโดยไม่ต้องต้มก่อน แต่หากจะนึ่งก่อนก็สามารถทำได้ โดยเนื้อสัมผัสจะมีความเด้งขึ้นมาเล็กน้อย ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้บริโภคทั่วไป และผู้ที่แพ้กลูเตน โดยปรุงรับประทานได้ทั้งที่บ้านหรือร้านอาหาร สามารถรับประทานได้ทันที ทั้งยังเก็บรักษาง่ายที่อุณหภูมิห้อง สามารถเก็บได้เป็นปีเพราะบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่กันความชื้นและกันกลิ่น ขนส่งง่าย และสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ ในขณะที่เนื้อไก่กึ่งสำเร็จรูปจากโปรตีนถั่วเหลืองผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นชิ้นเนื้อไก่ โดยมีทั้งชิ้นเนื้ออกไก่แช่แข็งที่ผู้บริโภคสามารถนำมาปรุงเป็นเมนูต่างๆ ได้ หรือเนื้ออกไก่ทอดแช่แข็งที่นำมาอุ่นด้วยหม้อลมร้อนได้ หรือเป็นเมนูพร้อมทานแช่แข็งต่างๆ ที่อุ่นได้โดยเนื้อสัมผัสไม่เปลี่ยนไปคือไม่แห้งหรือแข็งกระด้าง”

อาหารจาก Ve-Chick
อาหารจาก Ve-Chick

เมนูที่นำ Ve-Chick มาปรุง

“คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อไก่จากโปรตีนพืชจะขึ้นกับเนื้อสัมผัสที่ผู้ประกอบการต้องการ ทีมวิจัยสามารถปรับส่วนผสมในสูตรให้ได้ความนิ่มและความแข็งตามที่ผู้ประกอบการต้องการได้ โดยเนื้อไก่จากโปรตีนพืชต้นแบบมีโปรตีนประมาณ 10-16% เส้นใยประมาณ 6-10% และไขมันจากพืชประมาณ 6-9% และเนื่องจากเนื้อไก่จากโปรตีนพืชไม่มีส่วนผสมที่เป็นไขมันสัตว์จึงไม่มีคอเลสเตอรอล อีกทั้งในการเลือกวัตถุดิบจะต้องเป็นพืชที่ไม่มีการดัดแปรพันธุกรรม (GMO free) จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัย ส่วนราคาของผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แบบผงสำเร็จรูปจากโปรตีนพืชปราศจากกลูเตนมีราคาต้นทุนวัตถุดิบเมื่อซื้อ 20 กิโลกรัมขึ้นไปประมาณ 103 บาทต่อเนื้อไก่จากโปรตีนพืช 1 กิโลกรัม ในขณะที่เนื้อไก่กึ่งสำเร็จรูปจากโปรตีนถั่วเหลืองมีราคาต้นทุนวัตถุดิบเมื่อซื้อ 20 กิโลกรัมขึ้นไปประมาณ 90 บาทต่อเนื้อไก่จากโปรตีนพืช 1 กิโลกรัม”

จากห้องแล็บสู่ตลาด

ผลงาน Ve-Chick หรือเนื้อไก่จากโปรตีนพืชได้รับการพัฒนาจนมีรสชาติ เนื้อสัมผัส และกลิ่นที่อร่อยเหมือนเนื้อไก่จริงจึงได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการไทยถึง 3 ราย

ดร.กมลวรรณ เล่าว่า “รายแรกเป็นโรงงานรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อาหารตามความต้องการของลูกค้า (OEM, Original Equipment Manufacturer) รายที่ 2 บริษัท กรีน สพูนส์ จำกัด เป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านอาหารเพื่อสุขภาพที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ที่บริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ภายหลังจากรับถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว บริษัทได้พัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในช่วงต้นปี 2566 ส่วนรายล่าสุด บริษัท บี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด บริษัทต้องการเสริมความแข็งแกร่งให้กับตลาดอาหารเจที่บริษัทเชี่ยวชาญด้วยเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชที่ไม่ซับซ้อน หาวัตถุดิบได้ง่าย มีเนื้อสัมผัสคล้ายเนื้อไก่ ปรุงเมนูได้หลากหลาย และมีต้นทุนที่แข่งขันได้”

“บริษัททั้ง 3 รายมองเห็นโอกาสเติบโตของธุรกิจเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศจึงได้ขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งเนื้อไก่แบบผงสำเร็จรูปจากโปรตีนพืชปราศจากกลูเตน และเนื้อไก่กึ่งสำเร็จรูปจากโปรตีนถั่วเหลือง ซึ่งทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งในเชิงทฤษฎี สูตร และกระบวนการผลิต ตามความต้องการของผู้รับถ่ายทอดว่าต้องการให้เน้นในด้านใด”

ผลงานที่น่าจับตาและก้าวต่อไป

ดร.กมลวรรณ กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ Ve-Chick ในปัจจุบันมีรูปแบบผงและแบบแช่แข็ง ทีมวิจัยต้องการจะพัฒนาให้สามารถทำรีทอร์ท (retort) หรือการฆ่าเชื้อภายใต้แรงดัน เพื่อให้เก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้เหมือนกับรีทอร์ทเพาซ์ (retort pouch) ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว หรืออาหารกระป๋องทั่วไป”

“ส่วนในเรื่องของโปรตีนพืช ทีมวิจัยกำลังศึกษากระบวนการเอ็กซ์ทรูชันคือใช้ความร้อนและแรงเฉือน (thermomechanical processing) ในการเปลี่ยนโปรตีนจากก้อนกลมเป็นเส้นตรงและจัดเรียงโครงสร้างโปรตีนใหม่ให้เป็นตามแนวแรง ซึ่งจะทำให้ได้เนื้อเทียมที่มีลักษณะคล้ายเส้นใยของเนื้อสัตว์มากขึ้น อย่างไรก็ดี แม้วิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีการปั่นผสม เพราะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากเครื่องเอ็กซ์ทรูเดอร์ แต่เนื้อเทียมที่ได้ก็จะมีเส้นใยที่ยาวกว่า เหมือนเนื้อสัตว์มากกว่า วิธีนี้มีความท้าทายที่โปรตีนในวัตถุดิบแต่ละชนิดมีสมบัติและลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราจึงต้องหาสภาวะที่เหมาะสมในการผลิต ทั้งพารามิเตอร์สำหรับปรับเครื่อง ส่วนผสมที่ต้องใช้ รวมถึงการให้ความร้อนและความเย็นด้วย”

ดร.กมลวรรณ ขยายความว่า “กระบวนการเอ็กซ์ทรูชันมี 2 เทคนิคคือ แบบความชื้นสูง (high moisture extrusion) และความชื้นต่ำ (low moisture extrusion) โดยเครื่องเอ็กซ์ทรูเดอร์แบบความชื้นสูงจะมีหัวดาย (die) ที่ยาวทำให้โปรตีนที่ออกจากหัวดายเย็นตัวอย่างช้าๆ และเกิดการจัดเรียงตัวเป็นเส้นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เนื้อเทียมที่ผลิตด้วยวิธีนี้มีความชื้นสูงประมาณ 65-70% (HMMA, High Moisture Meat Analogues) และมีโปรตีนที่ใกล้เคียงหรือมากกว่าเนื้อไก่จริง ในขณะที่เครื่องเอกซ์ทรูเดอร์แบบความชื้นต่ำจะมีหัวดายที่สั้น เมื่อโปรตีนออกจากหัวดาย ไอน้ำในโปรตีนกระทบความเย็นก็จะป๊อบอับ (pop up) เกิดเป็นฟองอากาศในโครงสร้างของโปรตีน ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยวิธีนี้ ได้แก่ โปรตีนเกษตร (TVP, Textured Vegetable Protein)”

“ปัจจุบันเราสามารถวิจัยและพัฒนาโปรตีนพืชจากกระบวนการเอ็กซ์ทรูชันความชื้นสูงจนได้เนื้อสัมผัสที่ใกล้เคียงเนื้อสัตว์แล้ว แต่เรายังต้องการเอกชนมาร่วมวิจัยเพิ่มเติมในส่วนของกลิ่นรสที่ให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ที่สุด”

เยลลี่โปรตีนสูงจากพืช

เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงเสริมแคลเซียม (M-Pro jelly drink)

“นอกจากเนื้อเทียมแล้ว เรายังพัฒนาเครื่องดื่มที่ผลิตจากโปรตีนถั่วเขียวอย่างผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงเสริมแคลเซียม (M-Pro jelly drink) ซึ่งในอนาคตอาจจะนำมาเป็นอาหารสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะเคี้ยวและกลืนลำบาก”

เมื่อถามถึงงานวิจัยในอนาคต ดร.กมลวรรณ กล่าวว่า “ทีมวิจัยสนใจระบบการย่อยในร่างกาย เราจะใช้แบบจำลองการย่อยอาหาร (gut model) ในการทดสอบ โดยจำลองสภาวะการย่อยอาหารในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก (ระบบ tiny-TIMagc) และสภาวะการทำงานของลำไส้ใหญ่ (ระบบ TIM-2) เพื่อศึกษาว่าอาหารเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชที่เราออกแบบโครงสร้างมีลักษณะการย่อย การปลดปล่อยสารสำคัญ หรือการดูดซึมเป็นอย่างไร”

เบื้องหลังความสำเร็จ

Ve-Chick เป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือของคนในทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร โดย ดร.กมลวรรณ และคุณรัตนา อยู่เบิก เป็นผู้คิดค้นสูตรและดูภาพรวม ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส ดูแลเรื่องการวิเคราะห์เนื้อสัมผัสและการปรับโครงสร้างอาหาร, ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ, ดร.ภาวดี เมธะคานนท์ และ ดร.นิสภา ศีตะปันย์ ช่วยให้คำปรึกษา คำแนะนำ คำติชม และข้อคิดในแง่มุมต่างๆ

“เรารู้สึกภูมิใจที่ผลงานได้ถูกถ่ายทอดและกำลังจะออกสู่ตลาดจริงๆ มันเป็นความฝันของนักวิจัยทุกคนที่ต้องการให้คนรู้จักผลงาน แม้จะไม่รู้จักเรา แต่ถ้ามีคนซื้อ หรือคนใช้ผลงานของเรา เราก็มีความภูมิใจอยู่ข้างหลัง” ดร.กมลวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัย ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

The post Ve-Chick: เนื้อไก่จากถั่วเหลืองทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
โปรตีนพืชเสมือนเนื้อสัตว์ https://www.mtec.or.th/post-knowledges-50495/ Fri, 28 May 2021 06:22:24 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=12626 รายการก่อ กอง Science ตอนพิเศษครั้งนี้เราคุยเรื่องอาหารอีกครั้งหนึ่ง โดยเน้นที่เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช ซึ่งแขกรับเชิญเป็นนักวิจัยจากทีมวัสดุศาสตร์อาหาร...

The post โปรตีนพืชเสมือนเนื้อสัตว์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

โปรตีนพืชเสมือนเนื้อสัตว์

สัมภาษณ์โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ
ถอดบทสัมภาษณ์โดย อรวรรณ สัมฤทธิ์เดชขจร

รายการก่อ กอง Science ตอนพิเศษครั้งนี้เราคุยเรื่องอาหารอีกครั้งหนึ่ง โดยเน้นที่เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืช ซึ่งแขกรับเชิญเป็นนักวิจัยจากทีมวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูงของเอ็มเทค ดร.กมลวรรณ อิศราคาร หรือ ดร.ก้อย

ถาม : ดร.ก้อย จบการศึกษาด้านไหนครับ?
ตอบ:

ก้อยจบปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการ คณะวิทยาศาสตร์ แต่ปัจจุบันจะขึ้นอยู่กับคณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ส่วนปริญญาโท และ เอก สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ

ถาม : การที่ศึกษาจบปริญญาตรี-เอกมุ่งเน้นไปที่เรื่องอาหารโดยตรงมีความสนใจอะไรเป็นพิเศษครับ?
ตอบ:

อาจเป็นคนชอบทานและชอบทำอาหาร อีกทั้งสนใจกลไกและกระบวนการที่เกิดขึ้นจนกระทั่งสำเร็จเป็นผลิตภัณฑ์อาหารให้เรารับประทานได้ค่ะ

ถาม : ความสนใจนี้เกิดขึ้นตอนไหนครับ?
ตอบ:

เนื่องจากคุณยายเป็นคนทำอาหารเก่งมาก ตอนเด็กๆ เคยเป็นลูกมือของคุณยาย โดยช่วยหั่นโน่นเตรียมนี่แต่ทำอาหารไม่เป็น จนกระทั่งโตได้มีโอกาสไปทำงานวิจัยต่างประเทศ อยู่เพียงลำพังไม่มีใครทำอาหารให้ทานก็เริ่มทำอาหารเอง ส่วนเบเกอรี่ก็ทำเองบ้างเพราะชอบทาน และบางครั้งรู้สึกว่าร้านที่ไปซื้อรสชาติยังไม่ได้ดังใจ จึงลงมือทำเองค่ะ

ถาม : ตอนเรียนปริญญาเอกที่ต้องศึกษาลงลึก ดร.ก้อยศึกษาอาหารในแง่มุมไหนเป็นพิเศษครับ?
ตอบ:

เริ่มจากสมัยเรียนปริญญาตรี จำได้ว่าเข้าไปบอกอาจารย์ว่าสนใจศึกษาเกี่ยวกับแป้งและต้องการศึกษาต่อ หัวข้อที่ศึกษาในตอนนั้นคือการใช้แป้งมันสำปะหลังทดแทนแป้งสาลีในเค้กเนย

พอเรียนปริญญาโทก็ยังคงศึกษาเรื่องแป้ง แต่เปลี่ยนจากแป้งสาลีและแป้งมันสำปะหลังมาเป็นแป้งข้าวสำหรับทำเส้นจันท์แช่เยือกแข็งและปรับปรุงคุณภาพของเส้นจันท์โดยใช้ไฮโดรคอลลอยด์หรือแป้งดัดแปร

เมื่อเรียนปริญญาเอกก็ศึกษาเกี่ยวกับสตาร์ช (starch) แบบลงลึก    แต่เน้นในลักษณะวัสดุศาสตร์คือนำสตาร์ชมันสำปะหลังและสตาร์ชถั่วเขียวมาใช้เป็นแม่แบบ (template) ในการทำให้แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) มีรูปร่างเป็นทรงกลม 

ที่มา: Sawada, K. 1997. The mechanisms of crystallization and transformation of calcium carbonates. Pure Appl. Chem. 69 (5): 921-928. รูปดัดแปรจาก Sikirić M.D. and Füredi-Milhofer, H. 2006. The influence of surface active molecules on the crystallization of biominerals in solution. Adv. Colloid Interfac. 128-130: 135-158.

โดยปกติผลึกของแคลเซียมคาร์บอเนตมีรูปร่างเป็นเหลี่ยม แต่เราจะใช้โครงสร้างของสตาร์ชที่เราเหนี่ยวนำให้มีประจุลบเพื่อจับ (collect) แคลเซียม เมื่อทำให้แห้งก็จะได้แผ่นฟิล์มที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตที่เป็นทรงกลมอยู่ใน สตาร์ชฟิล์ม

รูปผลึกของแคลเซียมคาร์บอเนตในเมทริกซ์ของสตาร์ชฟิล์ม

ถาม : ผลึกของแคลเซียมคาร์บอเนตในสตาร์ชมีความสำคัญอย่างไรครับ?
ตอบ:

เริ่มต้นมีแนวคิดมาจากการทำขนมเปียกปูน ที่เมื่อใส่น้ำปูนใสในแป้งแล้วจะทำให้มีกลิ่นหอมใบเตยมากขึ้น ก้อยศึกษากลไกว่าเกิดอะไรขึ้นในแป้ง ส่วนน้องอีกคนที่เรียนด้วยกันศึกษาการใช้งานเกี่ยวกับกลิ่น ซึ่งพบว่าระบบนี้เก็บกลิ่นได้ดี ตอนนี้ก็ยังเป็นที่สงสัยว่าแคลเซียมคาร์บอเนตช่วยเก็บกลิ่นได้หรือไม่ แต่ก็มีสมมุติฐานว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะมีผลเปรียบเทียบระหว่างมีกับไม่มีผลึกแคลเซียมคาร์บอเนต พบว่ากลิ่นที่ปลดปล่อยออกมาไม่เท่ากัน

น้ำปูนใส

ถาม : สรุปแล้วสิ่งที่ค้นพบในการทำงานวิจัยปริญญาเอกคืออะไรครับ?
ตอบ:

สิ่งที่ค้นพบคือการใช้น้ำปูนใสหรือภาวะที่เป็นด่างจะไปดัดแปรโครงสร้างของสตาร์ช โดยตัดสายของสตาร์ชให้สั้นลง และทำให้หมู่ OH เปลี่ยนเป็น O คือมีประจุที่เป็นลบ ดังนั้นจะสามารถเกิดอันตรกิริยากับแคลเซียมเกิดการเชื่อมขวาง (crosslink) ระหว่างโมเลกุลทำให้โครงสร้างของแป้งที่ใช้ทำขนมเปียกปูนแข็งขึ้น

ถาม : เมื่อมาทำงานที่เอ็มเทคในทีมวัสดุศาสตร์อาหาร งานวิจัยที่เน้นเป็นพิเศษคือด้านไหนครับ?
ตอบ:

ตอนเริ่มเข้ามาในทีมวัสดุศาสตร์อาหาร โจทย์วิจัยหลักที่ทำคือโปรตีนจากพืช เพราะกำลังอยู่ในกระแส แต่ก่อนหน้าที่จะมาทำงานที่เอ็มเทคเคยทำวิจัยหลังปริญญาเอก (postdoctoral position) ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาก่อน งานที่ทำมีความหลากหลายทั้งเรื่องโปรตีน และการย่อย ซึ่งหลังจากนี้ที่ สวทช. จะมีโมเดลจำลองการศึกษากระบวนการย่อยในระบบทางเดินอาหาร (simulated gut model) มาติดตั้ง ดังนั้นงานหลักในอนาคตจะศึกษาเรื่องการย่อยด้วยค่ะ

ถาม : ตอนเรียนในระดับปริญญาโท-เอกเน้นการศึกษาเรื่องแป้งเป็นหลัก แล้วมาเริ่มศึกษาเรื่องโปรตีนในตอนไหนครับ?
ตอบ:

ตอนที่ทำวิจัยหลังปริญญาเอกค่ะ เนื่องจากเป็นโจทย์ใหม่ของกลุ่ม อีกทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโปรตีน ก้อยจึงได้ความรู้จากอาจารย์ที่ปรึกษาในสมัยนั้นค่ะ

ถาม : หากมองภาพใหญ่ระดับโลก เหตุใดมนุษย์จึงสนใจนำพืชหรือโปรตีนจากพืชมาทำเนื้อสัตว์จำลองครับ?
ตอบ:

น่าจะด้วยความมั่นคงทางอาหารค่ะ เนื่องจากจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้น การเลี้ยงวัวหรือหมู 1 ตัว ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติในปริมาณมาก ทั้งพื้นที่ น้ำ อาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ กว่าจะได้เป็นอาหารของมนุษย์

อีกทั้งชาวตะวันตกก็เริ่มสนใจโปรตีนจากพืชมากขึ้น เพราะมีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลสูง ไขมันในเลือดสูง และภาวะโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงเกิดเป็นกระแส ซึ่งจริงๆ แล้วประเทศในแถบเอเชียรู้จักอาหารเจ หรืออาหารมังสวิรัติมานานแล้ว

ถาม : การที่ชาวตะวันตกรับประทานไขมันมากเพราะอาศัยอยู่ในเขตหนาวเย็น     หากเขาหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์มาทานพืชจะสามารถทดแทนกันได้ไหมครับ?
ตอบ:

จริงๆ เป็นการสร้างสมดุลสารอาหารค่ะ ในเนื้อสัตว์มีทั้งไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัว แต่จะมีไขมันอิ่มตัวมากกว่า และมีคอเลสเตอรอล ส่วนในพืชส่วนใหญ่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว และไม่มีคอเลสเตอรอล ซึ่งไขมันไม่อิ่มตัวไม่มีผลเสียต่อสุขภาพมากเท่ากับไขมันอิ่มตัวค่ะ

ถาม : นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว การทำปศุสัตว์ที่มักปล่อยแก๊สมีเทน ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยสู่บรรยากาศโลกมากเช่นกันนั้น เกี่ยวข้องกับกระแสการบริโภคโปรตีนจากพืชแทนเนื้อสัตว์ไหมครับ?
ตอบ:

เกี่ยวข้องกันค่ะ เพราะมีการศึกษาเปรียบเทียบปริมาณโปรตีนที่ผลิตได้ที่เท่ากัน การทำปศุสัตว์จะปล่อยแก๊สเรือนกระจกสูงกว่าการเพาะปลูกพืช

ถาม : เนื่องจากเนื้อสัตว์มีโปรตีน ไขมัน สารอาหาร และแร่ธาตุอื่นๆ การที่เรานำพืชมาทำเนื้อสัตว์จำลอง เราต้องเติมสารทดแทนลงไปเพื่อให้ใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ที่สุดไหมครับ?
ตอบ:

ถ้าเราต้องการให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ที่สุดก็อาจต้องเติมเข้าไป เพราะพืชไม่มีกรดอะมิโนบางตัวที่เนื้อสัตว์มี แต่สิ่งที่พืชมีคือสารไฟโตสเตอรอล (phytosterol) ซึ่งเป็นสารพฤษศาสตร์เคมี เช่น แกมมาโอไรซานอล ในน้ำมันรำข้าว ที่ทานแล้วช่วยเรื่องลดระดับคอเลสเตอรอลและปรับสมดุลไขมันในร่างกาย

ถาม : การนำโปรตีนจากพืชมาเลียนแบบเนื้อสัตว์มีอุปสรรคหรือความท้าทายทางเทคโนโลยีที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้อะไรบ้างครับ?
ตอบ:

เนื่องจากกระแสความนิยมบริโภคเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชเริ่มมาจากคนที่ทานเนื้อสัตว์ ดังนั้นเขาก็จะยึดติดกับเนื้อสัมผัสในลักษณะเดียวกับเนื้อสัตว์ โปรตีนสัตว์มีลักษณะเป็นเส้นใยยาวเกิดจากการเรียงตัวของแอกทิน (actin) ไมโอซิน (myosin) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของไมโอไฟบริล (myofibril)

ในขณะที่โปรตีนพืชเป็นโปรตีนที่สะสมในเมล็ดของพืช เป็นโปรตีนก้อนกลม (globular protein) เป็นสายโพลิเพปไทด์ (polypeptide) ที่ม้วนงอ โครงสร้างไม่ได้เรียงตัวเป็นเส้นตรง ดังนั้น เมื่อทานโปรตีนจากพืชและสัตว์ก็จะให้ความรู้สึกในปากที่แตกต่างกันค่ะ

เนื้อสัตว์ประกอบด้วยไมโอไฟบริลขนาดเล็กมัดรวมกันเป็นมัดกล้ามเนื้อที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ตอนที่เริ่มพัฒนาโปรตีนจากพืช ทานครั้งแรกรู้สึกเหมือนทานถั่วกวนในไส้ขนมเปี๊ยะ แต่เมื่อพัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนนี้เวลาเคี้ยวจะให้ความรู้สึกแน่นและมีเส้นใยในปากเหมือนทานเนื้อสัตว์ ได้เคยลองให้หลายๆ คนทั้งภายในและภายนอกองค์กรชิม ต่างก็บอกว่าใกล้เคียงกับเนื้อไก่มาก

เนื่องจากเทคโนโลยีที่เราใช้เป็นการปั่นผสมธรรมดายังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจึงทำได้เพียงเส้นใยสั้นๆ คล้ายกับนักเก็ต (nugget) หรือเนื้อไก่บด ดังนั้น ทีมวิจัยกำลังศึกษาเทคโนโลยีเอ็กซ์ทรูชัน (extrusion) เพื่อจะทำให้โปรตีนพืชมีลักษณะเส้นใยยาวมากขึ้นใกล้เคียงกับเนื้อไก่ คือเวลาที่ฉีกเนื้ออกไก่จะเห็นเป็นเส้น เทคโนโลยีนี้จะใช้การอัดด้วยความดัน และแรงเฉือน ร่วมกับใช้ความร้อนเพื่อจัดโครงสร้างโมเลกุลให้เป็นเส้นค่ะ

ถาม : การพัฒนาโปรตีนพืชเสมือนเนื้อสัตว์ยังมีแง่มุมไหนที่สามารถพัฒนาต่อได้ไหมครับ?
ตอบ:

ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ Ve-Chick ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ทำจากโปรตีนถั่วเหลือง เทคโนโลยีที่เราใช้ในการพัฒนาในปัจจุบันยังไม่สามารถทำเป็นเส้นใยยาวได้ อีกทั้งการผลิตเนื้อไก่จากโปรตีนถั่วเหลืองเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ ถั่วเหลืองที่ใช้ต้องไม่ตัดต่อสารพันธุกรรม หรือต้องเป็น Non-GMO ซึ่งเราต้องคัดเลือกวัตถุดิบที่มีใบรับรองว่าเป็น Non-GMO เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ

นอกจากนี้ ผู้บริโภคส่วนหนึ่งอาจแพ้โปรตีนถั่วเหลือง ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนมาใช้โปรตีนจากพืชชนิดอื่น เช่น ถั่วเขียว ถั่วพีหรือถั่วลันเตา เพื่อหลีกเลี่ยงโปรตีนจากถั่วเหลือง ปัจจุบันเรามี Ve-Chick ในรูปแบบผงสำเร็จรูป (premix) ที่ปราศจากกลูเตน (gluten-free) ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ เพียงแค่ผสมผงสำเร็จรูปนี้กับของเหลวตามสัดส่วนที่กำหนดก็จะได้ผลิตภัณฑ์ทดแทนเนื้อไก่ที่นำไปปรุงอาหารได้ โดยสูตรผงสำเร็จรูปปราศจากกลูเตนนี้มีทั้งสูตรที่ทำจากโปรตีนถั่วลันเตาและถั่วเขียว ซึ่งจะเหมาะสำหรับผู้แพ้ถั่วเหลืองค่ะ

ถาม : ผลิตภัณฑ์ Ve-Chick ต้องได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหาร หรือผ่านเกณฑ์การตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อรับประกันว่าสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย หรือส่งออกไปยังกลุ่มลูกค้าที่สนใจบ้างไหมครับ?
ตอบ:

ตอนนี้ Ve-Chick ยังเป็นเพียงต้นแบบห้องปฏิบัติการค่ะ การวิเคราะห์ทดสอบตามมาตรฐานข้างต้นจึงยังไม่ได้ทำ สำหรับเรื่องกฎหมายอาหารในอนาคต อย. อาจมีข้อกำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชว่าต้องมีอะไรบ้าง แต่ปัจจุบัน (มีนาคม 2564) ยังไม่มีค่ะ แต่แนวโน้มคงต้องมี เพราะบริษัทผู้ผลิตอาหารเริ่มสนใจมากขึ้น เช่น ต้องมีโปรตีนปริมาณเท่าไหร่จึงจะสามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นเนื้อไก่จากโปรตีนพืช หรือต้องมีสารอาหารในปริมาณเท่าไหร่จึงจะผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันใช้กฎหมายอาหารทั่วไปเช่นเดียวกับอาหารมังสวิรัติและอาหารเจ

ถาม : นอกจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว ยังมีหน่วยงานอื่น หรือเอ็มเทค ส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาข้อกำหนดข้างต้นไหมครับ?
ตอบ:

ณ ปัจจุบัน (มีนาคม 2564) เอ็มเทคยังไม่มีตัวแทนไปเข้าร่วมค่ะ

ถาม : เหตุใดจึงเลือกถั่วเหลืองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Ve-Chick สามารถใช้วัตถุดิบอื่นแทนได้หรือไม่ครับ?
ตอบ:

เนื่องจากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในบ้านเรา ต้นทุนไม่สูงมากเมื่อเทียบกับโปรตีนถั่วเขียว ซึ่งประเทศเรายังต้องการการพัฒนาคุณภาพโปรตีนจากถั่วเขียวค่ะ

ถาม : หากมีการพัฒนาต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ สามารถคาดการณ์ได้ไหมครับว่า ราคาต่อน้ำหนักของเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชจะไล่เลี่ยหรือสูงกว่าราคาต่อน้ำหนักของเนื้อไก่ครับ?
ตอบ:

คิดว่าต้นทุนการผลิตน่าจะไล่เลี่ยกัน หรืออาจถูกกว่าค่ะ เพราะเท่าที่เคยลองสำรวจราคาของอกไก่จากท้องตลาดเทียบกับราคาของวัตถุดิบที่เราใช้ทำ Ve-Chick ถึงแม้จะเป็นการซื้อในราคาขายปลีกครั้งละไม่เกิน 5 กิโลกรัม ต้นทุนวัตถุดิบของ Ve-Chick ก็ยังมีราคาถูกกว่าค่ะ

ถาม : นอกจากเนื้อไก่แล้ว ทีมวิจัยได้พัฒนาเนื้อสัตว์ประเภทอื่นจากโปรตีนพืชไหมครับ?
ตอบ:

ปัจจุบันยังไม่มีค่ะ แต่มีแผนจะพัฒนาเนื้อกุ้ง หรืออาหารทะเล อาจเป็นเพราะความชอบส่วนตัว ถ้าเราเริ่มจากสิ่งที่ชื่นชอบก็น่าจะสามารถพัฒนาไปได้ไกลค่ะ

เนื่องจากเนื้อสัมผัสของกุ้งมีความยืดหยุ่น (springiness) เมื่อเคี้ยวจะเด้งดึ๋ง สู้ฟัน ดังนั้น การพัฒนาโปรตีนพืชที่เป็นโปรตีนก้อนกลมให้มีเนื้อสัมผัสที่เหมือนกุ้งได้จึงเป็นความท้าทายค่ะ

ถาม : เนื่องจากกุ้งมีหลายประเภททั้งกุ้งทะเล กุ้งแม่น้ำ เนื้อสัมผัสมีความแตกต่างกันไหมครับ และกุ้งที่มีแผนจะพัฒนาต่อไปเป็นกุ้งประเภทไหน?
ตอบ:

แตกต่างกันค่ะ ที่คิดไว้อยากพัฒนากุ้งทะเลเนื่องจากน่าจะมีความท้าทายที่สุด ถ้าเราสามารถทำสิ่งที่ยากที่สุดได้สำเร็จ ก็จะสามารถย้อนกลับมาทำสิ่งที่ง่ายกว่าได้ค่ะ

ถาม : นอกจากเนื้อสัมผัสแล้ว เนื้อกุ้งยังมีสีส้มเป็นลายเส้นอีกด้วย คิดว่าจะทำให้เหมือนได้อย่างไรครับ?
ตอบ:

เรื่องสี ส่วนใหญ่ก็จะใช้สีผสมอาหารที่อาจเป็นสีธรรมชาติหรือสีสังเคราะห์ หรืออาจใช้แครอท ส่วนเนื้อที่เป็นลายเส้นอาจต้องปรับในขั้นตอนการขึ้นรูปด้วยแม่พิมพ์ค่ะ

ในกรณีของเนื้อไก่จากโปรตีนพืช สีจะออกเป็นสีเหลืองขุ่นๆ ก็ต้องปรับที่สูตรให้ได้สีออกขาวโดยที่ไม่ต้องใช้สารเคมี

ถาม : ประเด็นที่กุ้งสุกง่าย การใช้โปรตีนพืชมาทำเนื้อกุ้งจะส่งผลต่อประเด็นดังกล่าวไหมครับ?
ตอบ:

การนำโปรตีนพืชมาโดนความร้อนต่อ กรณีของกุ้งไม่น่าเป็นปัญหา แต่กรณีที่ต้องใช้ความร้อนมากๆ จะมีปัญหา เช่น ถ้าเอาไปต้มนานๆ จะทำให้เนื้อแข็งค่ะ

ถาม : เนื่องจากชาวตะวันตกนิยมบริโภคเนื้อวัว หากต้องการพัฒนาเนื้อวัวจากโปรตีนพืช ประเด็นใดถือเป็นความท้าทายทางวิชาการครับ ?
ตอบ:

การทำให้เนื้อวัวมีสีแดงถือเป็นความท้าทายในขั้นตอนการพัฒนา ซึ่งมักใช้สี และสีที่ใช้จะมี 2 แบบคือ 1) ใช้บีทรูท หรือ 2) สีสังเคราะห์ บางคนสังเคราะห์ฮีม (heme) ซึ่งแบบนี้จะใกล้เคียงกับสีเลือดที่สุด

ถาม : ถ้ามองเชิงพาณิชย์ในระดับโลก ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีจุดขายที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศอย่างไรครับ?
ตอบ:

จากที่เคยนำเนื้อไก่แบบผงสำเร็จรูปของต่างประเทศมาทดลองใช้ ขั้นตอนการใช้จะต้องนำไปแช่แข็งก่อนเพื่อให้ได้โครงสร้างใกล้เคียงกับเนื้อไก่ แต่ผลิตภัณฑ์ที่เราพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีปั่นผสมสามารถนำไปประกอบอาหาร เช่น ต้ม แกง ทอด ได้เลย

การนำผลิตภัณฑ์ Ve-Chick เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชมาประกอบอาหารเป็นเมนูต่างๆ

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของต่างประเทศบางยี่ห้อจะเติมโปรตีนไข่ลงไปเพื่อช่วยเรื่องเนื้อสัมผัส แต่ผลิตภัณฑ์ของเราผลิตจากพืชล้วนๆ เป็นวีแกน แต่ถ้าจะทานเป็นอาหารเจก็ต้องตัดเครื่องปรุงบางชนิดออก เช่น หอม กระเทียม

ถาม : เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชยังมีมิติอื่นๆ เช่น เรื่องการกำหนดมาตรฐาน หรืองานวิจัยที่คาบเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ทีมวิจัยจะมุ่งเป้าไปในอนาคตไหมครับ?
ตอบ:

ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับโปรตีนพืชที่ทีมพัฒนาคือ M-pro jelly drink ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงเสริมแคลเซียม ซึ่งในอนาคตอาจศึกษาอัตราการย่อยและการดูดซึมของโปรตีนพืชว่าแตกต่างจากโปรตีนสัตว์หรือไม่ เมื่อเราทานโปรตีนพืช สุดท้ายแล้วเราได้โปรตีนมากน้อยแค่ไหน

ผลิตภัณฑ์ M-pro jelly drink ซึ่งเป็นเครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงเสริมแคลเซียม

ถาม : ถ้าผู้อ่านสนใจผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชสามารถติดต่อผ่านช่องทางไหนครับ?
ตอบ:

ถ้าสนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ Ve-Chick ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น หรือต้องการทำวิจัยร่วมกันเพื่อต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ Ve-Chick สามารถติดต่อได้ที่งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรมของเอ็มเทคได้เลยค่ะ

งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม
โทรศัพท์ : 0 2564 6500ต่อ 4782-4789 โทรสาร 0 2564 6369
E-mail : BDD-IBL@mtec.or.th

คงได้เห็นภาพรวมและรายละเอียดที่น่าสนใจของงานวิจัยเนื้อสัตว์จากโปรตีนพืชว่าก้าวหน้าไปถึงขั้นทำต้นแบบผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว เอ็มเทคมีนักวิจัยที่มีความมุ่งมั่นและความชำนาญสูงที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยด้านอื่นและบริษัทเอกชน อีกทั้งทิศทางของโลกและโอกาสทางการตลาดน่าจะเติบโตพอสมควร ดังนั้น อนาคตสดใสแน่นอน

ขอขอบคุณ ดร.กมลวรรณ อิศราคาร ที่ให้เกียรติมาร่วมรายการและอัปเดตข้อมูลแก่เรานะครับ

ผู้ที่สนใจรายการนี้ในรูปแบบพอดแคสต์ (podcast) สามารถรับฟังได้ที่

The post โปรตีนพืชเสมือนเนื้อสัตว์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>