CircularEconomy Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/circulareconomy/ National Metal and Materials Technology Center Fri, 14 Nov 2025 08:00:29 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico CircularEconomy Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/circulareconomy/ 32 32 ‘ChemSHERPA’ เครื่องมือในสื่อสารข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย https://www.mtec.or.th/chemsherpa/ Wed, 06 Nov 2024 02:54:59 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=30005 ผู้ประกอบการตลอดโซ่การผลิต (supply chain) ของสินค้าที่ต้องการขายในตลาดต่างประเทศทั่วโลก ต้องสำแดงข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์และส่งต่อข้อมูลดังกล่าวตลอดโซ่การผลิต

The post ‘ChemSHERPA’ เครื่องมือในสื่อสารข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘ChemSHERPA’ เครื่องมือในสื่อสารข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ผู้ประกอบการตลอดโซ่การผลิต (supply chain) ของสินค้าที่ต้องการขายในตลาดต่างประเทศทั่วโลก ต้องสำแดงข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์และส่งต่อข้อมูลดังกล่าวตลอดโซ่การผลิต โดยข้อมูลต้องครบถ้วนและครอบคลุมสารเคมีที่ถูกขึ้นบัญชีรายการสารเคมีที่ต้องควบคุมในที่ต่างๆ ทั่วโลกตามที่กฎหมายกำหนด

สินค้าที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสารเคมีในผลิตภัณฑ์จะมีความเสี่ยงสูงที่อาจถูกตีกลับโดยลูกค้าหรือเจ้าหน้าที่ในประเทศปลายทาง หรืออาจไม่มีการสั่งซื้อ หรืออาจถึงขั้นยกเลิกสัญญา

การทดสอบ การส่งใบรับรอง และการกรอกข้อมูลสารเคมีเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องในทุกลำดับขั้นของโซ่การผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ต้องการส่งออกปลอดสารต้องห้ามและสารควบคุม

chemSHERPA  เป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการและสื่อสารข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดย JAMP (Joint Article Management Promotion-consortium) ได้รับการสนุนงบประมาณจากกระทรวง METI ประเทศญี่ปุ่น โดยเวอร์ชั่นล่าสุดคือ chemSHERPA (version V2R1)  

ทั้งนี้มีคณะทำงานที่มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ในญี่ปุ่นและคณะผู้เชี่ยวชาญที่คอยตรวจสอบกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องที่เกิดขึ้นในเวทีโลก เพื่อนำมาปรับปรุงเครื่องมือการใช้งานให้ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐาน IEC 62474  ทำให้ธุรกิจชั้นนำของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบันใช้ chemSHERPA มากขึ้น เพื่อบริหารจัดการและสื่อสารข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์ตลอดโซ่การผลิตและตลอดโซ่คุณค่า (value chain)

การใช้ chemSHERPA ช่วยให้การจัดการผลิตภัณฑ์หลังการใช้งานเป็นไปอย่างถูกต้องปลอดภัย ทั้งยังเอื้อต่อการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น หากต้องนำวัสดุที่เป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ กลับมาเป็นวัตถุดิบรอบสอง ก็จะมีข้อมูลที่ช่วยให้แยกชิ้นส่วนต่างๆ ไปจัดการอย่างถูกวิธี  และแยกชิ้นส่วนที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตรายออกไป

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้ดำเนินกิจกรรมในการยกระดับผู้ประกอบการเพื่อไปสู่ Green Industry และก้าวเข้าสู่ Circular Economy  โดยเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการย่อย chemSHERPA JAMP-Thai Subcommittee และจัดสัมมนาให้แก่อุตสาหกรรมไทยมานานกว่า 10 ปี  

เอ็มเทคยังได้รับการรับรองให้เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการสอนในปี พ.ศ. 2566 และจัดตั้ง chemSHERPA Academy-Thai Hub ขึ้น เพื่อเผยแพร่ความเข้าใจในหลักการ กลไก ตลอดจนวิธีการใช้เครื่องมือ chemSHERPA ให้มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ ผู้กรอกข้อมูลต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องที่ได้มาจากการควบคุมการผลิตในแต่ละด้าน มีความเข้าใจทั้งในเรื่องคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูล และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้

เอ็มเทคร่วมกับ JAMP และ AOTS จัดฝึกอบรมการใช้งาน chemSHERPA Tools อย่างต่อเนื่อง ให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในทุกแง่มุม ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้สมาชิกปรับตัวและรู้ทันกฎหมายสารเคมีในผลิตภัณฑ์ (CiP Alert network)

สนใจติดต่อ
ดร. เสมอแข จงธรรมานุรักษ์  หัวหน้าทีมวิจัยสารอันตรายจากวัสดุ กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
และ นางสาวภารดี บุญรอง งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทร. 0 2564 6500 ต่อ 4303
อีเมล paradeeb@mtec.or.th

The post ‘ChemSHERPA’ เครื่องมือในสื่อสารข้อมูลสารเคมีในผลิตภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
สนธิสัญญาพลาสติกโลก https://www.mtec.or.th/post-knowledges-90685/ Fri, 08 Mar 2024 05:59:31 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=13790 ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า...

The post สนธิสัญญาพลาสติกโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

สนธิสัญญาพลาสติกโลก

สนธิสัญญาพลาสติกโลก

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า (LIDAST) สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)

ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า เป็นหนึ่งในคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาลในการจัดทำมาตรการที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเล ครั้งที่ 3 (The third session of the Intergovernmental Negotiating Committee to develop an international legally binding instrument on plastic pollution, including in the marine environment, INC-3) ณ สำนักงานใหญ่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา มีภารกิจหลักคือการสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้ความเห็นทางวิชาการในการเจรจาเกี่ยวกับมลพิษของพลาสติกตลอดวัฏจักรชีวิต แก่ผู้แทนหลักจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สูงสุดคืนสู่สามัญ

พลาสติกแทบทั้งหมดเป็นวัสดุที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นสำหรับการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ของใช้ หรือเครื่องมือต่างๆ ในทางวิทยาศาสตร์พลาสติกจัดเป็นสารประกอบพวกไฮโดรคาร์บอนที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง ประกอบด้วยโมเลกุลซ้ำๆ ต่อกันเป็นโมเลกุลสายยาว มีธาตุที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน นอกจากนี้ยังอาจมีธาตุอื่นๆ เป็นองค์ประกอบย่อย เช่น ไนโตรเจน ฟลูออรีน คลอรีน และกำมะถัน เป็นต้น

ปัจจุบันพลาสติกได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก จนมีคำกล่าวว่ามีพลาสติกอยู่ทุกที่ที่เรามองออกไป คำกล่าวนี้ไม่เกินเลยความจริงแต่อย่างใด เพราะเราพบพลาสติกแม้กระทั่งสถานที่ที่ใกล้จุดที่สูงที่สุดของโลกอย่างยอดเขาเอเวอเรสต์ (Mount Everest) หรือใกล้จุดที่ต่ำที่สุดของโลกอย่างร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา (Mariana trench) หรือกล่าวให้ถูกต้องคือเราพบ “ขยะพลาสติก” หนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุดที่ทุกประเทศเผชิญและต้องร่วมมือกันจัดการ

เหตุที่พลาสติกซึ่งมีคุณอนันต์กลับมีโทษมหันต์จนกลายเป็นปัญหาระดับโลกเช่นนี้ ก็เพราะว่าพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเหมือนขยะอินทรีย์ แต่พลาสติกอาจแตกตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่เรียกว่า ไมโครพลาสติก (microplastics) และ นาโนพลาสติก (nanoplastics) ซึ่งมีสมบัติที่คงสภาพ ย่อยสลายได้ยาก ทั้งยังมีขนาดเล็กมากทำให้แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว จัดเก็บและกำจัดได้ยาก จึงส่งผลกระทบด้านลบอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล (marine environment) รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์อีกด้วย

ข้อมูลของสำนักงานใหญ่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ United Environment Program (UNEP) ระบุว่าขยะพลาสติกคิดเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 85 ของขยะทางทะเล (marine waste) ทั้งหมด ขยะเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมบนบกและชายฝั่ง และส่วนที่เหลือเกิดจากกิจกรรมทางทะเลเอง รวมทั้งการพัดพาตามธรรมชาติทั้งลม คลื่นทะเล หรือฝน หากยังไม่มีการจัดการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนแล้วคาดว่าปริมาณขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่ท้องมหาสมุทรซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 11 ล้านตันต่อปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าภายในอีกระยะเวลาราว 20 ปีข้างหน้า ปริมาณขยะพลาสติกมหาศาลขนาดนี้มีน้ำหนักเทียบเท่ากับเรือสำราญขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Symphony of the Seas ถึง 178 ลำทีเดียว ที่สำคัญคือ ประเทศไทยเราก็เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่สร้างขยะพลาสติกในปริมาณมากที่สุดลำดับต้นๆ ของโลก ดังนั้น ขยะทางทะเลจึงได้รับการยกเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้เกิดความตื่นตัวในการจัดการขยะอันเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม

มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ดร.จิตติ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย เขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ นับจากวิกฤตปัญหาข้างต้นจนนำมาสู่การพัฒนาสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty) โดยกล่าวว่าหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2565 ที่ประชุมสมัชชาสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 5 ช่วงที่ 2 (UNEA-5.2) ได้มีมติครั้งประวัติศาสตร์ในการรับรองญัตติด้านการจัดการมลพิษจากขยะพลาสติก และนับเป็นก้าวแรกของกระบวนการเพื่อมุ่งไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการเจรจาระหว่างรัฐบาล (Intergovernmental Negotiating Committee : INC) ในการจัดทำมาตรการที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเล

คณะกรรมดังกล่าวมีผู้แทนจาก 193 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติเข้าร่วม มีพันธกิจคือการพัฒนาเครื่องมือจัดการมลพิษพลาสติก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามแนวทางแบบองค์รวมครอบคลุมวัฏจักรชีวิต (life cycle) ทั้งหมดของพลาสติกตั้งแต่การผลิต การใช้ และการกำจัดขยะพลาสติก ดร.จิตติกล่าวว่าการประชุมเจรจามีทั้งหมด 5 ครั้ง โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2567 ก่อนเสนอเพื่อรับรองมาตรการที่เสร็จสมบูรณ์ในการประชุมผู้แทนรัฐบาลรัฐสมาชิก (Diplomatic Conference) ภายในปี พ.ศ. 2568 ซึ่งหากสำเร็จตามแผนที่วางไว้จริงก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในการพัฒนาสนธิสัญญาหรืออนุสัญญาที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา

จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 มีการประชุมเจรจาไปแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรก (INC-1) ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ที่เมืองปุนตา เด เลสเต (Punta del Este) สาธารณรัฐบูรพาอุรุกวัย ครั้งที่ 2 (INC-2) ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566 ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส และครั้งล่าสุด (INC-3) ระหว่างวันที่ 13 ถึง 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ที่กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติอีกด้วย ในครั้งที่ 3 นี้เองที่ ดร.จิตติได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมพร้อมกับผู้แทนจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผู้แทนหลักในการเจรจาของประเทศไทย

ดร.จิตติกล่าวถึงการประชุมเจรจาอีก 2 ครั้งตามกำหนดการ นั่นคือ ครั้งที่ 4 (INC-4) ระหว่างวันที่ 21 ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2567 ที่กรุงออตตาวา สมาพันธ์รัฐแคนาดา และครั้งสุดท้าย (INC-5) ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน ถึง 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่เมืองปูซาน (Busan) สาธารณรัฐเกาหลี ว่าเขาจะยังคงเข้าร่วมการประชุมทั้งสองครั้งเพื่อสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้ความเห็นทางวิชาการเพื่อประโยชน์ในการเจรจาและการกำหนดแนวทางท่าทีของประเทศไทย

ทั้งนี้ ดร.จิตติ ได้ขยายความเกี่ยวกับการออกแผนแม่บท (roadmap) ของทาง UNEP ตามรายงานที่ชื่อว่า “Turning off the Tap: How the world can end plastic pollution and create a circular economy” เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ว่าแผนแม่บทนี้วางกรอบแนวทางการดำเนินการและเป้าหมายในการลดปัญหามลพิษพลาสติกลงให้ได้ 80% ภายในปี พ.ศ. 2583 และเพื่อเร่งแก้ไขวิกฤตมลพิษจากพลาสติกให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างสัมฤทธิ์ผล แผนแม่บทจึงประยุกต์หลักแนวทางหมุนเวียน (circular approach) ผ่านการนำเสนอเป็นภาพเหตุการณ์ (scenario) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Systems change scenario (SC scenario)

เศรษฐกิจพลาสติก

Source: Systems change scenario, Turning off the Tap: How the world can end plastic pollution and create a circular economy (UNEP)

แนวทางผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตาม SC scenario เพื่อแก้ไขมลพิษพลาสติกประกอบด้วยการลดละเลิกพลาสติกที่ก่อให้เกิดปัญหาและไม่จำเป็น (problematic and unnecessary plastics) เช่น ลดการใช้พลาสติกที่มีวงจรชีวิตสั้น (short-lived plastics) ที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์และสินค้าบริโภค ซึ่งเบื้องต้นกำหนดนิยามให้มีวงจรอายุการใช้งานที่สั้นราว 0.5 และ 3 ปีตามลำดับ โดยให้หันมาใช้พลาสติกประเภททนทาน (durable plastics) ที่ให้สมบัติเชิงกลด้านความต้านทาน (resistance) ที่ดีและมีวงจรอายุการใช้งานยาวนานขึ้นแทน

นอกจากนี้ยังต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงในตลาด (market shift) ซึ่งประกอบด้วย

• เร่งการใช้ซ้ำ (reuse)
• เร่งการแปรใช้ใหม่ (recycle)
• เร่งการปรับเปลี่ยนการใช้และหาวัสดุทางเลือกทดแทน (reorient and diversify)

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดโลกใหม่ของเศรษฐกิจพลาสติกภายในปี พ.ศ. 2583 UNEP ยังได้เสนอการขยายกรอบแนวทางปฏิบัติเชิงบูรณาการเพิ่มเติม เพื่อให้ครอบคลุมถึงการจัดการกับขยะพลาสติกที่มีอยู่เดิม (Legacy plastic) ที่ไม่สามารถทั้งนำมาใช้ซ้ำหรือแปรใช้ใหม่ได้ ตลอดจนพลาสติกที่ตกค้างอยู่เดิมที่ก่อให้เกิดมลภาวะในระบบนิเวศอีกด้วย

บทสรุปการเจรจาครั้งที่ 3

สำหรับการประชุมครั้งที่ 3 นี้ ดร.จิตติกล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่มีการพิจารณาร่างเอกสารฉบับแรก หรือที่เรียกกันว่า Zero draft โดยในภาพรวมพบว่าหลายประเทศสนับสนุนการพิจารณาตลอดวัฏจักรชีวิตของพลาสติก และการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็มีบางประเทศที่แสดงความกังวลหรือไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นส่วนต้นน้ำ (Upstream) ของวัฏจักรชีวิต ซึ่งจะกระทบประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตโพลิเมอร์พลาสติกปฐมภูมิ (Primary plastic polymers) ทั้งนี้การเรียกร้องให้มีระดับการผลิตและจัดหาโพลิเมอร์พลาสติกปฐมภูมิไม่ให้เกินเป้าหมายการลดที่กำหนดไว้ จึงถูกมองว่าไม่เพียงส่งผลเสียโดยตรงต่อรายได้ของอุตสาหกรรมการผลิต แต่ยังเป็นการเพิ่มภาระในเชิงต้นทุนจากการส่งเสริมการใช้พลาสติกทุติยภูมิ เพราะด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีจึงทำให้มีต้นทุนการผลิตโดยใช้พสาสติกทุติยภูมิสูงกว่าการใช้พลาสติกปฐมภูมิ นอกจากนี้บางประเทศยังมองว่าข้อเสนอใน Zero draft เป็นการขัดกับอธิปไตยที่พึงมีของแต่ละรัฐในการแสวงหาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของตนเอง หรือกรณีข้อเรียกร้องเรื่องการห้ามและเลิกใช้พลาสติกที่มีวงจรชีวิตสั้นและพลาสติกใช้ครั้งเดียว ซึ่งหลายประเทศเห็นว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบกับหลายภาคส่วน จึงควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนอีกครั้ง

สำหรับประเด็นเรียกร้องอื่นๆ เช่น การสนับสนุนมาตรการเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม สร้างแรงจูงใจ ส่งเสริมการพัฒนาและการใช้งานวัสดุทดแทนที่ไม่ใช่พลาสติก (Non-plastic substitutes) การส่งเสริมวิธีการดำเนินการสำหรับระบบการจัดการขยะ (Waste management) การจัดทำกรอบกฎหมายเพื่อจัดการกับมลพิษจากพลาสติกข้ามพรมแดนและฟื้นฟูโดยเฉพาะกับรัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็ก (Small Island Developing States: SIDS) ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากขยะพลาสติกที่ถูกพัดพามาจากที่อื่น ฯลฯ

ถึงแม้ว่าการเจรจาในครั้งนี้จะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในประเด็นและหัวข้อของการดำเนินงานระหว่างสมัยประชุม (intersessional work) ได้ แต่ ดร.จิตติ มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพิจารณาจัดทำมาตรการจัดการมลพิษตลอดวงจรชีวิตของพลาสติก อีกทั้งบทบัญญัติหลักที่ต้องพิจารณาทั้งหมดไม่ได้ถูกลบหรือละทิ้งแต่อย่างใด ทว่าทางเลือกและข้อเรียกร้องต่างๆทั้งหมดของแต่ละบทบัญญัติจะถูกรวบรวมและนำไปปรับปรุงเอกสาร Zero draft ฉบับใหม่ ตลอดจนมีการจัดตั้งหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคเพื่อร่วมพิจารณาสำหรับการประชุมครั้งหน้าที่กรุงออตตาวาต่อไป

ความท้าทายในอนาคต

อย่างไรก็ดียังมีความท้าทายรออยู่เบื้องหน้าทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ดร.จิตติมองว่า การหาจุดสมดุลระหว่างเป้าหมายหรือขอบเขตที่กำหนดไว้ กับความต้องการและข้อจำกัดของแต่ละประเทศถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญ หากขาดการประสานผลประโยชน์ร่วมกันที่ดีระหว่างนานาประเทศย่อมส่งผลถึงฉันทามติต่อตัวสนธิสัญญาและการปฏิบัติต่อไปที่จะตามมาในอนาคต

อีกประการหนึ่งคือ การจัดหาแหล่งทุนและกลไกในการสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ขณะเดียวกันสำหรับประเทศไทยเอง ก็ต้องเร่งปรับตัวลดการรั่วไหลของพลาสติกลงสู่สิ่งแวดล้อมตามบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ถือเป็นบทบาทของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องตลอดวัฏจักรชีวิตของพลาสติก รวมถึงการจัดสรรทรัพยากร เพื่อผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรูปธรรมและเกิดการบูรณาการในทิศทางที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของสนธิสัญญาที่กำลังจะเกิดขึ้น

ในฐานะนักวิจัย ดร.จิตติ ยังอยากเห็นภาพความร่วมมือระหว่างหน่วยงานจากหลากหลายสาขาวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและสร้างนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานของพลาสติก เช่น การพัฒนาวัสดุทดแทนพลาสติกที่เป็นวัสดุแบบยั่งยืนอย่างพลาสติกชีวภาพ (bioplastics) หรือการวิจัยเพื่อให้พลาสติกที่นำมาแปรใช้ใหม่เพื่อทดแทนพลาสติกใหม่ (virgin plastics) แบบเดิม ให้มีสมบัติเทียบเท่าและต้นทุนที่ต่ำลงทำให้สามารถแข่งขันได้

พลาสติกได้รับการใช้งานมาอย่างยาวนาน นำมาซึ่งความสะดวกสบายแก่คนจำนวนมาก ทว่าความสะดวกสบายจะมีคุณค่าอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อมนุษย์เราสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

สนใจบริการติดต่อ
ดร.จิตติ มังคละศิริ
ทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า (LIDAST)
สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS)
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4063
อีเมล: jittim@mtec.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.จิตติ มังคละศิริ นักวิจัย
ทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า (LIDAST)
สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

https://www.unep.org/news-and-stories/press-release/third-session-negotiations-international-plastics-treaty-advance

https://www.unep.org/interactives/pollution-to-solution/

https://www.genevaenvironmentnetwork.org/resources/updates/towards-plastic-pollution-inc-2/

The post สนธิสัญญาพลาสติกโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ท่อน้ำดื่มและท่อน้ำเพื่อการเกษตรจากวัสดุหมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพ https://www.mtec.or.th/post-knowledges-90157/ Wed, 14 Feb 2024 09:01:44 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=14345 ทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ ดำเนินกิจกรรมการวิจัยพัฒนาและการให้บริการด้านเทคนิคในด้านต่างๆ ที่ทีมวิจัยมีความเชี่ยวชาญ ได้แก่...

The post ท่อน้ำดื่มและท่อน้ำเพื่อการเกษตรจากวัสดุหมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ท่อน้ำดื่มและท่อน้ำเพื่อการเกษตรจากวัสดุหมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพ

ท่อพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูงจากวัสดุหมุนเวียน

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ ดำเนินกิจกรรมการวิจัยพัฒนาและการให้บริการด้านเทคนิคในด้านต่างๆ ที่ทีมวิจัยมีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ การเลือกและการพัฒนาวัสดุ การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก การพัฒนากระบวนการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์พลาสติก และการวิเคราะห์ทดสอบผลิตภัณฑ์พลาสติก

ทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก

“ผลิตภัณฑ์ท่อพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูงจากวัสดุหมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพ” เป็นหนึ่งในผลงานการวิจัยและพัฒนาของทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตให้แก่บริษัท วิค จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายท่อ HDPE (High-Density Polyethylene), PVC (Polyvinyl chloride) และ PP-R (Polypropylene Random Copolymer) ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานระดับสากล

ที่มา

ดร.บงกช หะรารักษ์ นักวิจัย ทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกเล่าว่า “ในการผลิตท่อ HDPE มักมีของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนผลิต เช่น ท่อที่มีตำหนิ หรือท่อคุณภาพต่ำที่ผลิตในช่วงการปรับสภาวะกระบวนการขึ้นรูป เดิมทีบริษัทฯ กำจัดของเสียเหล่านี้โดยการขายทิ้งในราคาต่ำ แต่ถ้าบริษัทฯ สามารถนำเศษพลาสติกเหล่านี้กลับมาใช้งานใหม่ก็จะช่วยลดต้นทุนของวัตถุดิบ และลดปัญหาขยะพลาสติกได้ ด้วยเหตุนี้ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการเพิ่มมูลค่าของเสียเหล่านี้ โดยพัฒนาสูตร HDPE คอมพาวนด์ให้มีสมบัติเทียบเท่ากับเม็ดพลาสติกใหม่ (virgin) เพื่อให้นำกลับมาผลิตเป็นท่อได้อีกครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (BCG Economy Model)”

แก้ปัญหาด้วยความเชี่ยวชาญ

การนำเศษ HDPE ที่เป็นของเสียกลับมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน เนื่องจากกระบวนการคัดแยก การจัดเก็บ การบดย่อย และการอัดรีดเป็นเม็ดพลาสติกอีกครั้งทำให้ลักษณะโครงสร้างทางเคมีของ HDPE เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลต่อสมบัติทางกล (mechanical property) อัตราการไหลเมื่อหลอมเหลว (Melt Flow Rate, MFR)[1] และระยะเวลาการเกิดออกซิเดชัน (Oxidation-Induction Time, OIT)[2] ปัจจัยเหล่านี้ทำให้พลาสติก HDPE คอมพาวนด์จากวัสดุหมุนเวียนใช้ซ้ำมีสมบัติด้อยกว่าพลาสติก HDPE คอมพาวนด์ใหม่

ดร.บงกช เล่าว่า “การผลิตพลาสติก PIR (Post-Industrial Recycled plastics)[3] มีตัวแปรที่ต้องให้ความสำคัญ 2 ตัวหลักคือ ค่า OIT และค่า MFR จากการศึกษาค่า OIT ของพลาสติก HDPE คอมพาวนด์ใหม่ที่จะใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิตท่อ เราพบว่าวัสดุในแต่ละล็อตมีความแปรปรวน (variation) ค่อนข้างสูง เช่น บางล็อตมีค่า OIT สูงมาก เมื่อนำมารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติก PIR ค่า OIT ก็ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ในขณะที่บางล็อตมีค่าค่อนข้างต่ำตั้งแต่ต้น เมื่อนำไปรีไซเคิลก็มีโอกาสทำให้เม็ดพลาสติก PIR ตกมาตรฐานได้ (ภาพที่ 1) ส่วนค่า MFR ของพลาสติก HDPE คอมพาวนด์จากวัสดุหมุนเวียนใช้ซ้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น”

[1] อัตราการไหลเมื่อหลอมเหลว (Melt Flow Rate, MFR) คือความสามารถในการไหลของพอลิเมอร์หลอมเหลวผ่านเครื่องวัด Melt flow index tester ซึ่งเป็นการวัดค่าความหนืดของพอลิเมอร์หลอมเหลว ค่าที่รายงานคือน้ำหนักของพอลิเมอร์ที่ไหลผ่านเครื่องวัดในเวลา 10 นาที โดยค่า MFR ที่ต่างกันของพอลิเมอร์ชนิดเดียวกันเกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของน้ำหนักโมเลกุลของพอลิเมอร์ที่ต่างกันในแต่ละตัวอย่างที่นำมาทดสอบ ดังนั้นค่า MFR ที่เปลี่ยนไปสามารถบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าเฉลี่ยน้ำหนักโมเลกุล หรือลักษณะของกระจายตัวของน้ำหนักโมเลกุลที่เปลี่ยนไปได้
[2] ระยะเวลาการเกิดออกซิเดชัน (Oxidation-Induction Time, OIT) เป็นค่าที่บ่งถึงความเสถียรของวัสดุต่อการเสื่อมสภาพแบบออกซิเดทีฟภายใต้อุณหภูมิสูง โดยค่า OIT เป็นตัวบ่งชี้ว่าวัสดุที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูปแล้วมีความเสถียรต่อความร้อนมากเพียงใด
[3] พลาสติก PIR (Post-Industrial Recycled plastics) คือ พลาสติกรีไซเคิลที่ผลิตจากพลาสติกที่เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตหรือแปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรม

ค่า OIT ที่แปรปรวนของเม็ด HDPE

ภาพที่ 1 (ซ้าย) ค่า OIT ที่แปรปรวนของเม็ด HDPE คอมพาวนด์ใหม่จากผู้ผลิตเม็ดคอมพาวนด์ 2 บริษัท และ (ขวา) ค่า OIT คาดการณ์สำหรับคอมพาวนด์หมุนเวียนใช้ซ้ำหลังจากผ่านกระบวนการขึ้นรูปเป็นท่อ การบดย่อย และการอัดรีด/ตัดเป็นเม็ด

ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดร.บงกช อธิบายว่า “ทีมเลือกใช้วัสดุให้เหมาะกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างปัญหาที่เกิดจากค่า OIT มีความแปรปรวน ทีมจะพิจารณาก่อนว่าควรเติมสารกลุ่มใด กรณีนี้เราเติมสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ร่วมกับสารเพิ่มความเสถียรต่อแสง (light stabilizer) ส่วนค่า MFR ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นก็จะเติมสารเชื่อมขวาง (crosslinker) ภายหลังจากเติมสารดังกล่าวพบว่า สามารถปรับค่า OIT ได้ดีขึ้น ในขณะที่ค่า MFR ก็ลดลง”

“เมื่อศึกษาการเกิดดายดรูลิง (die drooling) ที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวท่อไม่เรียบขณะขึ้นรูป โดยเปรียบเทียบระหว่างสูตรผสม HDPE คอมพาวนด์ใหม่กับเม็ดพลาสติกหมุนเวียนใช้ซ้ำ และ HDPE คอมพาวนด์ใหม่กับเม็ดพลาสติกหมุนเวียนใช้ซ้ำที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพพบว่า สูตรผสม HDPE คอมพาวนด์ใหม่กับเม็ดพลาสติกหมุนเวียนใช้ซ้ำที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพส่งผลให้การเกิดดายดรูลิงลดลงอย่างเห็นได้ชัด”

กระบวนการขึ้นรูปท่อ

ภาพที่ 2 ลักษณะของผิวท่อ (ซ้าย) ผิวท่อระหว่างกระบวนการขึ้นรูป และดายดรูลิงบริเวณปากทางออก (กลาง) ผิวด้านในของท่อ (ขวา) ผิวด้านนอกของท่อและลักษณะของดายดรูลิงที่หลุดติดมากับผิวท่อ

เมื่อถามถึงประสบการณ์ของทีมวิจัยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาดังกล่าว ดร.บรรพต ไม้งาม นักวิจัย ทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกกล่าวว่า “ทีมวิจัยเรามีความเชี่ยวชาญในกระบวนการคอมพาวนด์ (compounding) และกระบวนการขึ้นรูปพลาสติก เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยโจทย์วิจัยส่วนใหญ่จะมาจากภาคอุตสาหกรรมที่มีหัวข้อที่หลากหลายแตกต่างกันไป ในส่วนของการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ท่อพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูงจากวัสดุหมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพ เป็นหัวข้อวิจัยที่ทางทีมยังไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งเราได้ใช้องค์ความรู้ที่เรามีทั้งในด้านการเลือกวัสดุ การทำคอมพาวนด์ และการตรวจสอบความถูกต้อง (validation) ที่ทีมมีความเชี่ยวชาญมาช่วยแก้ปัญหา”

“นอกจากเรื่องของวัสดุแล้ว ทีมวิจัยยังแก้ปัญหาในมิติอื่นร่วมด้วย แนวทางในการแก้ปัญหาทีมวิจัยต้องศึกษาวิจัยใน 3 มิติควบคู่กันไป ได้แก่ วัสดุ เครื่องจักร และสภาวะของกระบวนการขึ้นรูป ซึ่งในเรื่องของวัสดุเราสามารถแก้ไขได้แล้ว ส่วนเครื่องจักรเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่สิ่งที่สามารถปรับได้คือ สภาวะในการผลิต” ดร.บงกช กล่าวเสริม

การปรับสภาวะในกระบวนการผลิตจริง ทีมวิจัยต้องมีการวางแผนในการดำเนินงานเป็นอย่างดี ดร.บงกชเล่าว่า “การขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ท่อต้องไปทำที่โรงงานและใช้เวลาประมาณ 3 วันต่อการผลิต 1 ครั้ง การเช็ตสภาวะเครื่องมือเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา แม้ทีมวิจัยจะมีองค์ความรู้ในเชิงเทคนิค แต่ก็ต้องสื่อสารกับผู้ปฏิบัติงานจริง เพราะเขามีประสบการณ์และความรู้ในเชิงปฏิบัติมากกว่า ปัญหาที่เราพบคือ ในกระบวนการขึ้นรูปด้วยเครื่องอัดรีด ผู้ปฏิบัติงานใช้ความร้อนค่อนข้างสูง ซึ่งการใช้อุณหภูมิที่สูงมากจะทำให้วัสดุเกิดการเสียสภาพไปก่อนจะเริ่มการผลิต ทำให้ผิวท่อที่ผลิตได้ไม่เรียบ ดังนั้น ทีมจึงแก้ปัญหาโดยหาสภาวะที่เหมาะสมที่วัสดุจะไม่เกิดการเสียสภาพ”

การผลิตท่อจากคอมพาวนด์

ภาพที่ 3 การผลิตท่อจากคอมพาวนด์หมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพ

“จากการทดลองผลิตท่อจากสูตรคอมพาวนด์และสภาวะการขึ้นรูปที่ทีมวิจัยเอ็มเทคพัฒนาพบว่า ทั้งผลิตภัณฑ์ท่อน้ำดื่มและท่อเพื่อการเกษตรที่ผลิตจากวัสดุหมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) อีกทั้งได้รับอนุสิทธิบัตรเกี่ยวกับกรรมวิธีการใช้งานสารเชื่อมขวางในการแก้ไขปัญหาดายดรูลิง ส่วนผลิตภัณฑ์ยังสามารถขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยได้อีกด้วย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ท่อดังกล่าวได้ผลิตและจำหน่ายจริงแล้ว”

ผิวท่อที่ผลิตจากคอมพาวนด์หมุนเวียน

ภาพที่ 4 คุณภาพผิวท่อที่ผลิตจากคอมพาวนด์หมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพ

ความท้าทาย

เมื่อถามถึงความท้าทายของงานวิจัย ดร.บรรพตกล่าวว่า “ขั้นตอนการเติมสารเชื่อมขวาง โดยทั่วไปเราสามารถเติมสารในลักษณะผงเข้าเครื่องได้เลย แต่งานนี้เราทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะการใช้สารเชื่อมขวางในงานนี้มีข้อจำกัดที่ใช้สารเพียงปริมาณน้อยและสารสามารถโดนความร้อนได้เพียงครั้งเดียว เราจึงต้องหาวิธีใหม่โดยพยายามใช้เครื่องมือที่บริษัทมีอยู่ ส่วนวัสดุต่างๆ ก็พยายามใช้ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดจะได้ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม”

ดร.บงกชอธิบายเพิ่มเติมว่า “เราคิดวิธีการใส่สารเชื่อมขวางใหม่โดยนำมาละลายในตัวทำละลายอินทรีย์และใส่ในฟองน้ำในปริมาณน้อยๆ (ระดับส่วนในล้านส่วน หรือ ppm) จากนั้นเมื่อระเหยตัวทำละลายออกก็จะสามารถนำตัวทำละลายกลับไปใช้ซ้ำได้ เมื่อเติมในพอลิเมอร์ พอลิเมอร์ที่ผ่านกระบวนการ สายโซ่จะสั้นลง ส่วนสารเชื่อมขวางเมื่อโดนความร้อนก็จะทำงานโดยเข้ามาจับสายโซ่พอลิเมอร์ที่สั้นให้มาต่อกัน งานนี้ใหม่ที่เราเติมสารที่เป็นสารเชื่อมขวางในฟองน้ำ ซึ่งโดยทั่วไปสารที่เติมในฟองน้ำมักเป็นน้ำมัน”

เกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าว ดร.บงกช เล่าว่า “ก่อนหน้านี้เคยพัฒนาฟิล์มกันฝ้า (antifog) ซึ่งจะต้องเติมน้ำมันเข้าในเนื้อพอลิเมอร์ แต่การทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะน้ำมันจะพยายามแยกตัวออกจากพอลิเมอร์ จึงต้องนำน้ำมันใส่ในฟองน้ำเสียก่อนที่จะนำไปใส่ในผลิตภัณฑ์ เราจึงดัดแปลงวิธีดังกล่าวนำมาใช้กับสารเชื่อมขวาง”

จุดแข็งของทีมวิจัย

ดร.บงกช กล่าวถึงจุดแข็งของทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกว่า “ทีมวิจัยมีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในหลากหลายสาขา สามารถเป็น ‘Solution Provider’ ให้แก่อุตสาหกรรมได้ นอกจากการช่วยแก้ปัญหาแล้ว เรายังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างนวัตกรรม ออกแบบแม่พิมพ์และชิ้นส่วนต่างๆ อีกทั้งสามารถสร้างแบบจำลองของผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบใหม่ได้ก่อนการผลิตจริงด้วย”

“นอกจากนี้ เรายังเป็นจุดเชื่อมต่อให้แก่อุตสาหกรรม เช่น กรณีของการผลิตผลิตภัณฑ์ท่อพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูงจากวัสดุหมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพ เราได้แนะนำบริษัทผู้ผลิตคอมพาวนด์ให้แก่บริษัท วิค จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตท่อ เรามีงานรับจ้างวิจัย การบริการวิเคราะห์ทดสอบต่างๆ การบริการเชิงเทคนิค โดยทดลองทำในระดับแล็บและไพลอตเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่อุตสาหกรรม ตลอดจนการอบรมเรื่องเฉพาะทางให้แก่อุตสาหกรรมที่สนใจด้วย”

สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้คำปรึกษาและช่วยเหลือสามารถขอทุนสนับสนุนจากโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovation and technology assistance program, ITAP) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ สวทช. ได้ (https://itap.nstda.or.th/th/)

ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.mtec.or.th/mma-research-group/ppd-team/

สนใจรายละเอียดติดต่อ
คุณกนกพร มั่นสกุล นักวิเคราะห์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4305
อีเมล: kanokpom@mtec.or.th

ขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.บงกช หะรารักษ์ และ ดร.บรรพต ไม้งาม นักวิจัย ทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

The post ท่อน้ำดื่มและท่อน้ำเพื่อการเกษตรจากวัสดุหมุนเวียนปรับปรุงคุณภาพ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บทบาทและแนวทางวิจัยของเอ็มเทคกับการเข้าเป็นสมาชิก IAPRI https://www.mtec.or.th/post-knowledges-88924/ Thu, 04 Jan 2024 04:26:01 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=14454 IAPRI (International Association of Packaging Research Institutes) (www.iapri.org) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหากำไร มุ่งส่งเสริมการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์...

The post บทบาทและแนวทางวิจัยของเอ็มเทคกับการเข้าเป็นสมาชิก IAPRI appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บทบาทและแนวทางวิจัยของเอ็มเทคกับการเข้าเป็นสมาชิก IAPRI

MTEC กับสมาชิก IAPRI

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เกี่ยวกับ IAPRI

IAPRI (International Association of Packaging Research Institutes) (www.iapri.org) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่แสวงหากำไร มุ่งส่งเสริมการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ มีหลักการดำเนินงานมุ่งเน้นการวิจัย การพัฒนา และการศึกษาเชิงวิชาการเป็นหลัก

สิทธิประโยชน์ที่สมาชิกประเภท Institution ได้รับคือ การเข้าร่วมสัมมนาวิชาการ IAPRI world conferences และ IAPRI member conferences ซึ่งจัดสลับปีกัน โดยสมาชิกใน IAPRI Communities of Practice ได้แก่ Packaging and Consumers, Distribution Packaging, Sustainable Packaging, Active and Intelligent Packaging, University and Education การใช้งานฐานข้อมูล การได้รับทราบข้อมูลความก้าวหน้า การแบ่งปันความรู้ในกลุ่มสมาชิก การร่วมพิจารณาให้ทุนการวิจัยกับนักศึกษาแลกเปลี่ยน อีกด้วย

สมาชิกอีกประเภทของ IAPRI คือ Corporate มาจากกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีแรงขับเคลื่อนในการทำงาน แต่ยังมีการทำงานเชิงวิชาการและการวิจัยและพัฒนาเป็นแกนหลัก จุดประสงค์ของการมีสมาชิกกลุ่มนี้คือเพื่อเป็นการผลักดันงานวิจัยไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมและพัฒนาโมเดลธุรกิจ โดยให้น้ำหนักกับผลประโยชน์ในเชิงวิชาการและการนำองค์ความรู้จากการวิจัยไปใช้งานจริง เน้นการพัฒนาวิจัยบนหลักการของความยั่งยืน (Sustainability Development Goal, SDGs) โดยมีการรวบรวมกรณีศึกษาและแนวปฏิบัติที่เป็นสถานการณ์ในปัจจุบันเข้ามาแบ่งปันและลงความเห็นร่วมกัน แล้วเผยแพร่ผ่านการตีพิมพ์บทความวิชาการที่นำเสนอในการประชุมวิชาการ ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิก IAPRI ทั้งหมด 81 องค์กรจาก 29 ประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศในยุโรป โดยภูมิภาคเอเชียมีประเทศจีนและประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

IAPRI มีเว็บบอร์ดเพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ฐานข้อมูลเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ บทความวิชาการจากการประชุมวิชาการ การอัปเดตข่าวสารของสถาบันที่เป็นสมาชิก จดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ กระดานข่าว ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ สมาชิกสามารถล็อกอินเพื่อเข้าถึงข้อมูลได้ โดยมีค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่ง IAPRI นำรายได้ส่วนนี้ไปใช้ในการบริหารและการดำเนินงาน

การเข้าเป็นสมาชิกและคณะกรรมบริหารใน IAPRI

ดร. วิชชุดา เดาด์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เล่าว่า “ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกของ IAPRI นานกว่า 10 ปีแล้ว และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมแนวปฏิบัติด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน (sustainable packaging) มาโดยตลอด ต่อมาให้ทำหน้าที่ในวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ร่วมกับ Board of Directors ที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญอีก 10 คนจากมหาวิทยาลัยและองค์กรในทวีปอเมริกา ยุโรป เอเชีย และแปซิฟิก โดยดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ”

ดร. วิชชุดาอธิบายบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารว่า “หน้าที่หลักของคณะกรรมการบริหารใน IAPRI คือ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณาให้ความเห็นในประเด็นการบริหารงานต่างๆ มีการพิจารณาลงความเห็น (consensus) ในฐานะ voting member ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์งานของสมาคมฯ พิจารณาบทความตีพิมพ์ และนำเสนอผลงานและเข้าร่วมการประชุมวิชาการ ที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมการฯ ทุก 2 เดือน

ประสบการณ์ของนักวิจัย MTEC กับการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารของ IAPRI

ปัจจุบัน ดร. วิชชุดาทำงานวิจัยด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งมีส่วนช่วยขับเคลื่อนแผนงานสำคัญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวกับการออกแบบเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน (design for circular economy, DE4CE) อีกทั้งร่วมเป็นคณะทำงานทางเทคนิคในการร่างมาตรฐานเศรษฐกิจหมุนทั้งระดับประเทศและนานาชาติอีกด้วย

เมื่อถามถึงประสบการณ์ในฐานะนักวิจัยที่เข้าไปมีส่วนร่วมในบทบาทการเป็นคณะกรรมการบริหารของ IAPRI ดร.วิชชุดากล่าวว่า “จากที่เคยเป็นคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการทั้งในเวทีระดับประเทศและระดับโลก เราต้องการเสนอเรื่องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (CE environmental standard) และการลดขยะพลาสติก (plastic waste reduction) เพราะเรามีประสบการณ์ในมุมมองตรงนี้รู้ว่าการออกมาตรฐานจะมีประเด็นอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง หรือมีประเด็นอะไรที่วงการวิชาการต้องตระหนักว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งหนึ่งที่คิดว่า IAPRI อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากคือ เรื่องของ European green deal ที่มีเรื่องการแบน (banned) พลาสติกโดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ ดังนั้น งานวิจัยรูปแบบใหม่จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาวัสดุใหม่ แต่อาจมีโมเดลธุรกิจ หรือเรื่องอื่นด้วย เราจึงต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ เพราะถ้าเรามองแค่การเปลี่ยนไปใช้วัสดุใหม่ก็อาจจะยังไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนควรคิดอย่างเป็นระบบ (system thinking) และมองภาพเป็นโซลูชั่น (solution) ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นกระแสโลก เราจะเห็นว่าประเทศทางยุโรป อเมริกา และ ออสเตรเลีย ก็กำลังปลูกฝังคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่วงการไปในแนวทางนี้ ดังนั้น การเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารของ IAPRI ก็จะเปิดโอกาสให้เราได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ รวมถึงสร้างความก้าวหน้าในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ ในกรณีของบรรจุภัณฑ์ แนวทางการพัฒนาต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างเรื่องความยั่งยืน (sustainability) ประสิทธิภาพ (efficiency) ในการทำหน้าที่ปกป้องสิ่งที่บรรจุภายใน และเรื่องของความปลอดภัย (safety) ด้วย ซึ่งโดยรวมจะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่อุตสาหกรรมและสังคมได้”

ประโยชน์ต่อหน่วยงานในประเทศจากการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารของ IAPRI

การที่เอ็มเทคเข้าไปเป็นสมาชิกในคณะกรรมการบริหารของ IAPRI จะมีส่วนผลักดันการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศด้านไหนหรือไม่นั้น ดร.วิชชุดาอธิบายว่า “ตอนนี้มองความร่วมมือเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนการกำหนดนโยบายในระดับประเทศอาจจะยังไม่เกี่ยวข้องนัก เพราะในเวทีนี้เน้นเรื่องการเรียนรู้จากการแบ่งปันประสบการณ์ทำงาน เรื่องของการเข้าใจปัญหาและการศึกษาความเป็นไปได้ทางเทคนิค (technical feasibility) ในด้านทิศทางการวิจัยจากประเทศที่มีประสบการณ์ในการนำกฎระเบียบ ข้อบังคับ (regulation) ไปประยุกต์ใช้ ถือเป็นการถอดบทเรียนที่เกิดจากการเรียนรู้ของแต่ละประเทศนำมาถ่ายทอดให้กับผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาคเอกชนในประเทศ เพราะการนำมาตรฐานและวิธีการดำเนินงานมาปฏิบัติจะต้องพิจารณาว่าระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคของประเทศมีความพร้อมหรือมีความเป็นไปได้ที่จะรองรับและสามารถทำได้หรือไม่”

ดังนั้นเราสามารถใช้เวทีนี้ส่งเสริมให้นักวิจัยเอ็มเทคไปนำเสนอผลงานใน IAPRI ได้ด้วย ตามทิศทางในปัจจุบันไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการวิจัยวัสดุเท่านั้น เราอาจอาศัยพันธมิตรที่ช่วยผลักดันเราให้ไปได้ไกลกว่านี้ หรือเราอาจจะพบกับพันธมิตรที่เกิดปัญหาเหมือนกัน ช่วยกันคิด และแก้ปัญหาให้สามารถทำงานต่อไปได้

เมื่อสอบถามถึงมุมมองเกี่ยวกับเป้าหมายของการทำงานในฐานะคณะกรรมการบริหารของ IAPRI ดร. วิชชุดา กล่าวว่า “ก่อนจะหมดวาระในอีกสามปีข้างหน้า อยากที่จะเข้าร่วมขับเคลื่อนทิศทาง และสร้างเครือข่ายวิจัย โดยเฉพาะใน COP: Sustainable Packaging และ COP: Active and Intelligent Packaging รวมถึงถ่ายทอดบทเรียนที่ได้ในการทำงานใน Communities of Practices เพื่อให้เกิดการปรับปรุงในรูปแบบของการสร้าง platform ของนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในด้านการใช้งาน และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้อุตสาหกรรมในประเทศได้ในอนาคต”

ข้อมูลเพิ่มเติม:
1. https://www.iapri.org/board_of_directors.php

2. https://www.mtec.or.th/news-event/80121/?fbclid=IwAR1nIPA-xXmqWoqu9Xbbm2fOcH1e7Wg615pxCJub5fa60loB6DC2toA1oEk

3. https://www.mtec.or.th/bcg-economy/internview-dr-witchuda-daud

4. https://www.memberleap.com/members/directory/search_bootstrap.php?org_id=IAPR&mem_dir=X

5. https://memberleap.com//news_detail.php?org_id=IAPR&id=25323

ขอบคุณข้อมูลจาก:
ดร.วิชชุดา เดาด์ นักวิจัย ผู้อำนวยการ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
อีเมล: witchuds@mtec.or.th

The post บทบาทและแนวทางวิจัยของเอ็มเทคกับการเข้าเป็นสมาชิก IAPRI appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>