IDDSI Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/iddsi/ National Metal and Materials Technology Center Fri, 09 Jan 2026 10:30:16 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico IDDSI Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/iddsi/ 32 32 สร้างความมั่นใจในการจำแนก/วิเคราะห์เครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester https://www.mtec.or.th/post-knowledges-70536/ Fri, 05 Aug 2022 03:14:54 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=15084 ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส และคณะ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับอาจารย์วรัญญา เตชะสุขถาวร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย...

The post สร้างความมั่นใจในการจำแนก/วิเคราะห์เครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

สร้างความมั่นใจในการจำแนก/วิเคราะห์เครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester

เครื่อง Flow Tester และ Fork Tester

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส และคณะ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ร่วมกับอาจารย์วรัญญา เตชะสุขถาวร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาเครื่องทดสอบเครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีปัญหาภาวะกลืนลำบาก อุปกรณ์นี้ใช้ตรวจสอบความข้นหนืดของเครื่องดื่มและเนื้อสัมผัสของอาหารว่าเป็นไปตามมาตรฐาน IDDSI ระดับใด เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลือกเครื่องดื่มและอาหารที่เหมาะสมกับความสามารถในการกลืนของผู้ป่วยในการบริโภคอย่างปลอดภัย

ปัจจุบันสังคมโลกมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) สาเหตุของภาวะกลืนลำบากเกิดจากการเสื่อมถอยของอวัยวะภายในช่องปาก หรือเป็นโรคบางชนิด เช่น โรคมะเร็งที่คอหรือช่องปาก พาร์กินสัน (Parkinson) อัลไซเมอร์ (Alzheimer) สมองฝ่อ (Dementia) หรือหลอดเลือดสมอง (Stroke) ผู้ที่มีปัญหานี้จะมีความยากลำบากในการเคี้ยวและการกลืน ซึ่งอาจทำให้เกิดการสำลักจนมีโอกาสที่อาหารจะไปติดที่บริเวณคอหอยและเข้าไปในหลอดลมเกิดปอดติดเชื้อตามมาได้

แนวทางหนึ่งในการดูแลผู้ที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบากคือ การเลือกเครื่องดื่มที่มีความข้นหนืดและอาหารที่มีการปรับเนื้อสัมผัสที่เหมาะสมกับผู้ป่วย โดยอ้างอิงความข้นหนืดของเครื่องดื่มและเนื้อสัมผัสของอาหารตามมาตรฐานที่มีการกำหนดไว้

ทีมวิจัยเอ็มเทคได้ดำเนินโครงการการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารสำหรับผู้ที่มีภาวะเคี้ยวและกลืนลำบาก โดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประจำปี 2565 ภายใต้กลุ่มโปรแกรมอาหารและส่วนผสมฟังก์ชันบนฐานการผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable Food and Ingredients) โดยโครงการนี้ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1) การพัฒนาสารปรับรีโอโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบาก

2) การพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ตามมาตรฐาน IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) สำหรับผู้สูงอายุและผู้มีภาวะกลืนลำบาก

3) การผลิตและทดสอบประสิทธิภาพ Flow Tester และ Fork Tester ในระดับภาคสนาม

รู้จักมาตรฐานเครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบาก

ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยอาวุโส และหัวหน้าโครงการวิจัย ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค เล่าถึงมาตรฐานอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบากว่า

“เกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อสัมผัสของอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับผู้มีปัญหาภาวะกลืนลำบากถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 2002 เรียกว่า มาตรฐาน NDD (National Dysphagia Diet) หลังจากนั้นแต่ละประเทศก็พยายามจะมีเกณฑ์หรือมาตรฐานของตัวเอง ทำให้เกิดความหลากหลายของมาตรฐานและความสับสนต่อการใช้งาน จนกระทั่งปี ค.ศ. 2012 กลุ่ม stakeholders ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีปัญหาภาวะกลืนลำบาก เช่น แพทย์ นักกำหนดอาหาร นักกิจกรรมบำบัด หรือนักวิชาการ จึงได้หารือกันและมีความเห็นตรงกันว่าควรมีเกณฑ์สากลที่สามารถใช้อ้างอิงได้ทั่วโลก ทำให้เกิดการพัฒนามาตรฐาน IDDSI ขึ้นเพื่อใช้เป็นเกณฑ์สากลโลก”

การทดสอบตามมาตรฐาน IDDSI ถูกออกแบบให้สามารถทำได้ง่าย สะดวก และไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเชิงวิทยาศาสตร์ที่มีราคาสูง เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนจากมาตรฐานเดิมมาใช้มาตรฐาน IDDSI ได้เหมือนกันทุกประเทศ มาตรฐาน IDDSI มีการจำแนกเครื่องดื่มและอาหารเป็น 8 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 0-7 โดยใช้วิธีการทดสอบหลักที่เรียกว่า “Flow/Syringe Test” และ “Fork Pressure Test” สำหรับตัวอย่างเครื่องดื่มและอาหาร ตามลำดับ

มาตรฐาน IDDSI ใช้สัญลักษณ์เป็นสามเหลี่ยมที่มุมแหลมชี้ขึ้น สำหรับแบ่งกลุ่มเครื่องดื่มเป็นระดับ 0-4 ตามความข้นหนืดที่แตกต่างกัน โดยระดับ 0 คือ เหลว/ไม่หนืด (thin) ระดับ 1 คือ หนืดเล็กน้อย (slightly thick) ระดับ 2 คือ หนืดน้อย (mildly thick) ระดับ 3 คือ หนืดปานกลาง (moderately thick) ระดับ 4 คือ หนืดมาก (extremely thick)

ในทางตรงข้าม สัญลักษณ์สามเหลี่ยมมุมแหลมชี้ลงใช้สำหรับแบ่งกลุ่มอาหารเป็นระดับ 3-7 ตามลักษณะเนื้อสัมผัสของตัวอย่าง โดยระดับ 3 คือ เหลวข้น (liquidised) ระดับ 4 คือ บดละเอียด (pureed) ซึ่งระดับ 3-4 จะซ้อนทับกับเครื่องดื่ม ระดับ 5 คือ สับละเอียดและชุ่มน้ำ (minced & moist) ระดับ 6 คือ อ่อนและชิ้นเล็ก (soft & bite-sized) ส่วนระดับที่ 7 ยังแบ่งเป็นอีก 2 กลุ่มย่อยคือ เคี้ยวง่าย (easy to chew) และธรรมดา (regular)

มาตรฐาน IDDSI

ที่มา: https://iddsi.org/framework/
การแบ่งประเภทเครื่องดื่มและอาหารตามมาตรฐาน IDDSI

ดร.ชัยวุฒิ อธิบายวิธีการวัดว่า “มาตรฐาน IDDSI แบ่งตัวอย่างเครื่องดื่มหรือของเหลวเป็นระดับ 0-4 โดยใช้หลอดฉีดยาขนาด 10 มิลลิลิตรที่มีความยาวตั้งแต่ขีด 0 ml-10 ml เท่ากับ 61.5 มิลลิเมตร และมีปลายกระบอกเป็นแบบ Luer Slip จากนั้นใส่ตัวอย่างลงในหลอดฉีดยาให้ได้ปริมาตร 10 มิลลิลิตร และปล่อยให้ไหลเป็นเวลา 10 วินาที แล้วดูปริมาตรของเหลวที่เหลืออยู่ในหลอดฉีดยา ทำให้ระบุได้ว่าของเหลวนั้นมี IDDSI ระดับใด”

“ถ้าเป็น IDDSI ระดับ 0 คือเหลือของเหลวไม่ถึง 1 มิลลิลิตร, ระดับ 1 เหลือของเหลว 1-4 มิลลิลิตร, ระดับ 2 เหลือของเหลว 4-8 มิลลิลิตร, ระดับ 3 เหลือของเหลว 8-10 มิลลิลิตร แต่ถ้าของเหลวไม่ไหลออกเลย เบื้องต้นอาจจะอยู่ในระดับ 4 ได้ แต่เราต้องนำตัวอย่างนั้นไปทดสอบต่ออีก 2 วิธี คือ การหยดโดยใช้ส้อม (fork tilt test) และ การตะแคงช้อน (spoon tilt test)”

“การทดสอบจะใช้วิธีการหยดโดยใช้ส้อมก่อน ผู้ทดสอบใช้ส้อมตักตัวอย่างแล้วดูว่าของเหลวไหลผ่านส้อมได้หรือไม่ ถ้าไหลผ่านส้อมได้จะจัดในระดับ 3 แต่ถ้ายังคงอยู่บนส้อมต้องนำไปทดสอบต่อด้วยวิธีการตะแคงช้อน โดยตักตัวอย่างใส่บนช้อนแล้วตะแคงช้อนเพื่อดูว่าตัวอย่างไหลออกจากช้อนมากน้อยเพียงใด ถ้าไหลออกหมดโดยไม่มีสิ่งตกค้าง (residue) เหลือบนช้อนในปริมาณมาก ก็จะจำแนกให้อยู่ในระดับ 3 แต่ถ้ามีปริมาณสิ่งตกค้างบนช้อนน้อย หรือไม่มีเลย ก็จัดอยู่ในระดับ 4”

การทดสอบความข้นหนืดของเครื่องดื่ม

วิธีการทดสอบเครื่องดื่มตามมาตรฐาน IDDSI

ส่วนการทดสอบตัวอย่างอาหารว่าอยู่ใน IDDSI ระดับใดระหว่าง 5-7 ดร.ชัยวุฒิอธิบายว่า “วิธีการทดสอบตามมาตรฐาน IDDSI จะใช้ส้อมที่มีหน้ากว้าง 15 มิลลิเมตรและมีช่องว่างระหว่างซี่ส้อม 4 มิลลิเมตรในการกด แล้วดูลักษณะปรากฏของอาหารหลังถูกกดว่าเป็นอย่างไร ถ้าระดับ 5 ซึ่งเป็นอาหารที่ผ่านการสับหรือบดละเอียดมาแล้ว ตัวอย่างต้องมีขนาดอนุภาคไม่เกิน 4 มิลลิเมตรหรือช่องว่างระหว่างซี่ส้อม ระดับ 6 เมื่อกดส้อมลงไป ตัวอย่างจะฉีกขาดหรือแตกหักตามรอยของซี่ส้อม ส่วนระดับ 7 ตัวอย่างจะไม่เกิดการฉีกขาดเลยและกลับมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนกด แต่เนื่องจากระดับ 7 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ Easy to Chew และ Regular จึงต้องทดสอบเพิ่มเติมด้วยการใช้สันส้อมตัดตัวอย่าง ถ้าสามารถตัดตัวอย่างขาดจะจัดอยู่ในกลุ่ม Easy to Chew แต่ถ้าไม่ขาดจะจัดเป็น Regular”

มาตรฐาน IDDSI
การทดสอบเนื้อสัมผัสของอาหาร

วิธีการทดสอบอาหารตามมาตรฐาน IDDSI

พัฒนาโดยแก้จุดอ่อน

การทดสอบตามมาตรฐาน IDDSI แม้จะเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และมีราคาถูก แต่ก็มีหลายประเด็นที่เป็นจุดอ่อน ดร.ชัยวุฒิ อธิบายว่า “ในการทดสอบ Flow/Syringe Test ผู้ทดสอบต้องใช้นิ้วอุดปลายหลอดฉีดยา และอาจต้องให้อีกคนช่วยเติมตัวอย่างและจับเวลา 10 วินาที ซึ่งเวลาค่อนข้างเร็วอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากผู้ทดสอบได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อทำการทดสอบเพียงคนเดียว ดังนั้น หากต้องการผลที่แม่นยำขึ้นก็อาจต้องใช้ผู้ทดสอบมากกว่า 1 คน หรือต้องใช้เสายึดจับหลอดฉีดยาร่วมกับการถ่ายวิดีโอ ซึ่งทำได้ไม่สะดวกนัก”

“ส่วนการทดสอบด้วยวิธี Fork Pressure Test เนื่องจากส้อมที่ใช้ทั่วไปมีหลายขนาด หากผู้ทดสอบไม่ได้เลือกใช้ส้อมตามขนาดที่ IDDSI กำหนดก็จะทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อนได้ และในขั้นตอนการกด มาตรฐานกำหนดให้ผู้ทดสอบออกแรงกดจนเล็บเป็นสีขาว หรือความดันกดเฉลี่ยประมาณ 17 กิโลปาสคาล (kilopascal, kPa) ซึ่งผู้ทดสอบแต่ละคนอาจใช้แรงกดไม่เท่ากันขึ้นกับลักษณะจำเพาะของบุคคล เช่น สุขภาพร่างกาย เพศ หรืออายุ ทำให้ผลทดสอบที่ได้อาจแตกต่างกันมาก”

“นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารส่วนมากมักมีสมบัติวิสโคอิลาสติก (viscoelasticity) กล่าวคือแสดงพฤติกรรมที่คล้ายของเหลวหรือของแข็งโดยขึ้นกับเวลาหรือแรงที่กระทำ เช่น เมื่อเอานิ้วจุ่มน้ำ เราจะรู้สึกว่าน้ำมีลักษณะนิ่มคล้ายของเหลว เพราะมีแรงมากระทำต่อนิ้วเราน้อยมาก แต่ถ้าเรากระโดดลงน้ำโดยใช้ท้องลง เราจะรู้สึกเสมือนว่าน้ำเป็นของแข็ง มีแรงกระทำต่อเรามาก แสดงให้เห็นว่าช่วงระยะเวลาที่กระทำจะส่งผลต่อความรู้สึกที่ตอบสนองกลับมา ดังนั้น ถ้าเรากดตัวอย่างด้วยความเร็วที่ต่างกัน ตัวอย่างอาหารก็จะตอบสนองต่อแรงกระทำที่แตกต่างกันเช่นกัน”

ดร.ชัยวุฒิ ยังเสริมอีกว่า “จุดอ่อนอีกประเด็นคือ การทดสอบโดยใช้ส้อมกดไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงตัวเลข (quantitative results) เช่น แรงที่ใช้ในการกดสัมพันธ์กับระยะการกดหรือเวลาที่ใช้ในการกด ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์เชิงวิชาการหรือเพื่อการพัฒนาสูตรอาหารอย่างเป็นระบบได้”

ทีมวิจัยเอ็มเทคได้เล็งเห็นจุดอ่อนของวิธีการทดสอบตามมาตรฐาน IDDSI แบบใช้คนทดสอบ ซึ่งอาจส่งผลต่อความถูกต้องในการจำแนกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและอาหารที่ผู้ผลิตจะต้องติดบนฉลาก ดังนั้น ทีมวิจัยจึงไปหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อหาแนวทางในการรับมือ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลและให้การรับรองโดยตรง

ดร.ชัยวุฒิ เล่าว่า “วิธีการทดสอบแบบใช้คนอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ±1 หรือ ±2 ระดับ ทำให้ อย. มีข้อสังเกตเรื่องความเที่ยงตรงของมาตรฐานในการวิเคราะห์ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการขอรับรองการติดฉลากผลิตภัณฑ์อาหารตามเกณฑ์ IDDSI ได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเริ่มพัฒนาอุปกรณ์ทดสอบที่สามารถวิเคราะห์เนื้อสัมผัสของอาหารแต่ละแบบได้ตามเกณฑ์ IDDSI โดยให้ค่าที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น”

ทีมวิจัยได้ทำงานร่วมกับอาจารย์วรัญญา เตชะสุขถาวร ซึ่งเป็นกรรมการอยู่ในสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย (Thai Dietetic Association) ในการออกแบบและปรับปรุงคุณภาพของอุปกรณ์ทดสอบ ตามหลักแนวคิด ‘User-oriented Design’ โดยมีการพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำข้อเสนอแนะต่างๆ มาออกแบบ รวมถึงนำจุดอ่อนที่เกิดจากวิธีที่ใช้คนทดสอบมาแก้ไข เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องมือได้สะดวกและได้ผลการทดสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ดร.ชัยวุฒิกล่าวว่า “เราพัฒนาเครื่องมือทั้งสองขึ้นเพื่อลดความผิดพลาดจากผู้ทดสอบ โดยออกแบบเป็นอุปกรณ์ตั้งโต๊ะที่มีขนาดกะทัดรัด แต่มีความแข็งแรง และมีน้ำหนักไม่สูงมาก สามารถเคลื่อนย้ายและติดตั้งในพื้นที่ใช้งานได้สะดวก มีกลไกการทำงานไม่ซับซ้อน สามารถใช้งานง่าย เพิ่มความสะดวกด้วยหน้าจอแบบสัมผัสหรือรีโมตคอนโทรล และสามารถสแกน QR Code เพื่ออ่านคู่มือการใช้งานได้ ณ จุดที่ทำการทดสอบ”

หน้าจอเครื่อง Fork Tester

หน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสของเครื่อง Fork Tester

นอกจากนี้ อุปกรณ์ทั้งสองยังมีรายละเอียดจำเพาะที่ทำให้เกิดมาตรฐานในการทดสอบที่ดีกว่าการใช้คนทดสอบ ยกตัวอย่างเช่น

เครื่อง Flow Tester จะมีช่องรองรับหลอดฉีดยาที่ได้ระนาบตั้งฉากกับฐานรอง สามารถล้างทำความสะอาดหลอดฉีดยาได้ง่าย มีระบบเปิด-ปิดการไหลอัตโนมัติตามระยะเวลาที่ตั้งทำให้ได้ผลการทดสอบที่แม่นยำมากขึ้น

ส่วนเครื่อง Fork Tester สามารถรองรับแรงกดได้สูงถึง 50 นิวตัน เพื่อรองรับแรงกดมาตรฐานที่อาจปรับเปลี่ยนไปในอนาคต (ปัจจุบันแรงกดมาตรฐานที่ใช้คือ 3.8 N ที่คำนวณจากความดันเฉลี่ยที่ 17 kPa คูณกับพื้นที่หน้าตัดของส้อมที่ใช้กด) โดยทีมวิจัยได้ออกแบบให้มีมอเตอร์ควบคุมการทำงาน มีหน้าจอแสดงผลตามเวลาจริง (real time) สามารถนำข้อมูลออกโดยการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์เพื่อนำผลมาใช้งานเชิงวิชาการได้

การทำงานของเครื่อง Flow Tester

                       วิดีโอแสดงการทดสอบ Flow/Syringe Test

การทำงานของเครื่อง Fork Tester

         วิดีโอแสดงการทดสอบ Fork Pressure Test

กลุ่มเป้าหมาย

ทีมวิจัยมุ่งเป้าไปที่หน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการเตรียมอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก เช่น โรงพยาบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วย สถาบันการศึกษา หรือบริษัทผู้ผลิตอาหารสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะกลืนลำบากที่ต้องการจะติดฉลากอย่างชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นเป็นตามมาตรฐาน IDDSI ระดับใด

ดังนั้น เอ็มเทคได้จัดกิจกรรมส่งมอบและอบรมการใช้งานต้นแบบอุปกรณ์ Flow Tester และ Fork Tester ให้แก่หน่วยงานนำร่องต่างๆ จำนวน 10 แห่ง ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการเตรียมอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบากเพื่อทดลองใช้เบื้องต้นก่อนแล้วจึงขยายผลต่อไป กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงวันที่ 23-24 พฤษภาคม 2565

เครื่อง Flow Tester
เครื่อง Fork Tester

เครื่อง Flow Tester (ซ้าย) และเครื่อง Fork Tester (ขวา) ที่ส่งมอบให้แก่โรงพยาบาล

ดร.ชัยวุฒิกล่าวว่า “โรงพยาบาลได้นำเครื่องมือไปใช้ทดสอบโดยกลุ่มคนที่หลากหลายและส่งผลประเมินการใช้งานกลับมา ขณะนี้เราได้ข้อมูลครบแล้ว ซึ่งผลการประเมินเป็นที่น่าพอใจมาก เรามีระดับคะแนน 1-5 ให้ประเมิน ซึ่งทุกปัจจัยที่ได้รับการประเมินอยู่ในระดับมากกว่า 4 คือพอใจมาก โดยหน่วยงานนำร่องที่ร่วมทดสอบและประเมินการใช้งานอุปกรณ์ทั้งสอง เห็นว่าเครื่องมือนี้ช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก มีความแม่นยำในการทดสอบ ลดความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากผู้ทดสอบทำให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นจึงสามารถนำผลทดสอบจากแต่ละโรงพยาบาลมาเปรียบเทียบกันได้ นอกจากนี้ ถ้าในอนาคตต้องมีการรับรองฉลากบนผลิตภัณฑ์อาหารโดย อย. ก็จะสามารถทำได้อย่างมีมาตรฐานมากขึ้นหากใช้เครื่องมือที่มีมาตรฐานในการวิเคราะห์ ผ่านหน่วยรับรอง (certification body) ที่ทาง อย. ให้การรับรองได้”

ก้าวต่อไป

ทีมวิจัยจะใช้ผลการประเมินที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ เป็นข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือให้ดียิ่งขึ้น และจะทำงานร่วมกับสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทยในการผลักดันเมนูอาหารของแต่ละระดับ IDDSI โดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นในการจำแนกเมนูอาหาร ถ้าโรงพยาบาลทุกแห่งใช้เครื่องในการทดสอบก็จะสามารถอภิปรายผลและเปรียบเทียบผลบนพื้นฐานเดียวกันได้ ซึ่งจะเป็นมาตรฐานมากขึ้น

สิทธิบัตร

ผลงานวิจัยนี้ได้ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้วภายใต้หัวข้อ เครื่องวัดระดับอาหารเหลวและเครื่องดื่ม และ เครื่องวิเคราะห์เนื้อสัมผัสของอาหารด้วยแรงกดจากส้อมสำหรับจำแนกอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบากตามมาตรฐาน IDDSI

ขอบคุณข้อมูลจาก

  • ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)

  • วิดีโอกิจกรรมการส่งมอบและอบรมการใช้งานต้นแบบอุปกรณ์ Flow Tester และ Fork Tester ให้แก่โรงพยาบาล 10 แห่ง

The post สร้างความมั่นใจในการจำแนก/วิเคราะห์เครื่องดื่มและอาหารสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) ด้วยเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์อาหารกับพฤติกรรมผู้บริโภค https://www.mtec.or.th/post-knowledges-49289/ Mon, 17 May 2021 08:15:29 +0000 http://10.228.23.44:38014/?p=12775 รายการก่อ กอง science ตอนพิเศษครั้งนี้ขอชวนคุณผู้ฟังมาเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีอาหารในมุมมองที่น่าสนใจ ซึ่งแขกรับเชิญเป็นนักวิจัยจากทีมวัสดุศาสตร์อาหาร...

The post เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์อาหารกับพฤติกรรมผู้บริโภค appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์อาหารกับพฤติกรรมผู้บริโภค

สัมภาษณ์โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ
ถอดบทสัมภาษณ์โดย อรวรรณ สัมฤทธิ์เดชขจร

รายการก่อ กอง science ตอนพิเศษครั้งนี้ขอชวนคุณผู้ฟังมาเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีอาหารในมุมมองที่น่าสนใจ ซึ่งแขกรับเชิญเป็นนักวิจัยจากทีมวัสดุศาสตร์อาหาร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูงของเอ็มเทค ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ หรือ ดร.ตอง

ถาม : ตอนเรียนปริญญาเอกทำงานวิจัยด้านไหนครับ?
ตอบ:

งานวิจัยเกี่ยวข้องกับวัสดุศาสตร์ระดับนาโนค่ะ ตอนนั้นวัสดุแกรฟีนซึ่งเป็นวัสดุนาโนคาร์บอนเพิ่งถูกค้นพบจึงสนใจการปรับแกรฟีนให้มีหน้าที่ที่เหมาะสมกับการใช้งานด้านพลังงาน และเซ็นเซอร์ทางไบโอชีวภาพค่ะ

ภาพถ่ายแกรฟีนจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (TEM)

ถาม : จุดเชื่อมโยงระหว่างความสามารถที่เรียนมากับงานวิจัยที่ทำในปัจจุบันเกี่ยวข้องกันอย่างไรครับ?
ตอบ:

เรื่องที่เรียนมาเกี่ยวกับเคมีเชิงฟิสิกส์ (physical chemistry) หรือเคมีเชิงกายภาพ งานวิจัยด้านอาหารก็เช่นเดียวกัน เราสนใจสมบัติเชิงกายภาพของวัสดุที่เป็นอาหาร เปรียบเหมือนการปรับวัสดุนาโนที่กินไม่ได้มาเป็นวัสดุโพลิเมอร์ที่กินได้แทน อย่างตอนที่ศึกษาแกรฟีนก็ศึกษาร่วมกับวัสดุอื่นและดูอันตรกิริยาของมัน แต่เมื่อเปลี่ยนจากแกรฟีนเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรตในอาหารก็จะดูอันตรกิริยาของมันในแต่ละโครงสร้างของอาหารที่เราสนใจค่ะ

ถาม : งานวิจัยที่เอ็มเทค ทำด้านไหนบ้างครับ?
ตอบ:

งานวิจัยตอนเริ่มต้น สนใจการใช้เคมีไฟฟ้าในการปรับโครงสร้างโปรตีนฮีโมโกลบินในเนื้อสัตว์เพื่อทำให้สีเข้มขึ้น พบว่าทำได้ระดับหนึ่งในห้องปฏิบัติการ แต่การนำไปใช้จริงในระดับอุตสาหกรรมยังไม่เหมาะสม ถัดมาเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค เช่น กลุ่มทหาร เพราะทหารต้องการอาหารที่มีความจำเพาะหรือลักษณะพิเศษที่สามารถพกพาเวลาออกลาดตระเวนตามที่ต่างๆ ได้โดยเน้นที่ให้พลังงาน

นอกจากจะพัฒนาให้อาหารของทหารมีน้ำหนักเบาและให้พลังงานแล้ว ยังต้องดูว่าส่วนประกอบของอาหารที่ให้พลังงานแต่ละชนิดเป็นอย่างไร เช่น อาหารที่มีน้ำตาลปริมาณมากก็มีพลังงานสูงและปลดปล่อยพลังงานได้รวดเร็ว เมื่อทานน้ำเชื่อมจะรู้สึกได้ทันทีถึงความกระปรี้กระเปร่า ร่างกายสามารถดูดซึมพลังงานไปใช้ได้ทันที แต่ถ้าทานข้าวจะรู้สึกอิ่ม แต่กว่าจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าต้องใช้เวลามากกว่า

อาหารพลังงานสูงแบบแท่งสำหรับพกพา (ซ้าย) อาหารให้พลังงานเร็วแบบเจล (ขวา)

ถาม : เป้าหมายของการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคคืออะไรครับ?
ตอบ:

เนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหม่ในตลาดอาหารของประเทศไทย ซึ่งเรายังไม่ทราบว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความต้องการอาหารแบบไหน มีความจำเพาะเจาะจงหรือพิเศษแตกต่างจากผู้บริโภคทั่วไปอย่างไร เพราะฉะนั้นการที่ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคจะทำให้มองเห็นภาพ และเข้าใจกลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้สูงอายุชัดเจนขึ้น เพื่อจะได้ออกแบบอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้

ถาม : การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคมุ่งเน้นที่ประเด็นไหน และใช้วิธีการอะไรในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง?
ตอบ:

หากมองภาพรวมอาหารของผู้สูงอายุในประเทศไทยที่นิยมกันมากคืออาหารเสริม ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะนำสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพชนิดไหนใส่เข้าไปให้เหมาะสม ประเด็นนี้อาจไม่ใช่ความเชี่ยวชาญหรือเป้าหมายหลักของงานวิจัย

งานวิจัยสนใจปรับโครงสร้างและเนื้อสัมผัสของอาหารให้เหมาะสม เพราะฉะนั้นอาหารที่ตอบโจทย์ความสนใจของเราและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคกลุ่มนี้ด้วยคือ อาหารที่มีการปรับเนื้อสัมผัสให้อ่อนนุ่มลง ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุส่วนใหญ่มีปัญหาในการบดเคี้ยวและการกลืน เราจึงเลือกกลุ่มผู้บริโภคสูงอายุที่มีปัญหาการบดเคี้ยวและการกลืนเป็นหลัก

ถาม : อาหารที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุต้องมีลักษณะอย่างไรบ้างครับ?
ตอบ:

ผู้สูงอายุมีความเสื่อมถอยของอวัยวะโดยเฉพาะอวัยวะในช่องปากทั้งการเคี้ยวและการกลืน จากการสอบถามผู้สูงอายุที่มีปัญหาการเคี้ยว มีฟันผุ และใส่ฟันปลอมพบว่ามักหลีกเลี่ยงอาหารที่เหนียวและแข็งจึงทำให้เข้าสู่สภาวะขาดสารอาหาร ถ้านึกถึงอาหารที่เหนียวและเคี้ยวยากคืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งเนื้อสัตว์จะมีโปรตีนเมื่อเลี่ยงไม่ทานก็จะได้รับโปรตีนน้อยลง เราจึงมองว่าทำอย่างไรให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่เคี้ยวและกลืนง่าย

ในมุมของวัสดุศาสตร์ โครงสร้างของโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นเส้นใยอยู่ติดกันหนาแน่นทำให้เคี้ยวยาก เราจึงนำเส้นใยของเนื้อสัตว์มาทำให้มีขนาดเล็กลง แล้วจึงนำมาประกอบรูปใหม่โดยให้มีการเชื่อมต่อระหว่างกันไม่แข็งแรงเท่ากับเนื้อสัตว์จริง เวลาเคี้ยวเส้นใยจะเล็กลงและหลุดออกจากกันได้ง่ายขึ้น ทำให้ได้รับปริมาณโปรตีนใกล้เคียงเดิม

สเต็กเนื้อนุ่มจากเนื้อหมูและเนื้อวัวบดหยาบ (ซ้าย) ผลิตภัณฑ์พร้อมทานจากหมูบดที่เคี้ยวง่ายกลืนง่าย (ขวา)

ถาม : นอกจากกลุ่มผู้สูงอายุแล้วยังมีกลุ่มอื่นที่อยู่ในขอบข่ายการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคหรือไม่ครับ?
ตอบ:

นอกจากผู้สูงอายุก็พบว่ากลุ่มที่มีปัญหาการกลืนน่าสนใจมาก เพราะผู้ที่มีปัญหาการกลืนส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการทำงานของระบบประสาทที่ผิดเพี้ยนไป ซึ่งสมองคือส่วนที่ควบคุมระบบประสาท

นอกจากผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกลืนแล้ว คนที่มีปัญหาเส้นเลือดในสมอง (stroke) เส้นประสาทที่ควบคุมการกลืนก็เสื่อมถอยไปด้วย ปกติการกลืนจะมีฝาปิดกล่องเสียงที่เวลากลืนจะมาปิดหลอดลมทำให้อาหารไหลลงปกติ แต่ถ้าฝาปิดกล่องเสียงมีปัญหาก็จะมีอาหารบางส่วนไหลเข้าสู่หลอดลมทำให้เกิดอาการสำลัก และอาหารที่เข้าไปในหลอดลมจะไปตกค้างที่ปอดทำให้ติดเชื้อเป็นปอดบวมและเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

คนที่มีปัญหาเส้นเลือดในสมองจะไม่ใช่เฉพาะผู้สูงอายุอาจเป็นคนวัยกลางคน จากที่สำรวจมาพบว่าคนที่อายุราว 35 ปีขึ้นไปก็เริ่มพบปัญหาแล้ว สาเหตุหลักคือการใช้ชีวิต เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ไม่ออกกำลังกาย ทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพจะทำให้เสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกได้

ถาม : การเลือกกลุ่มเป้าหมายทำอย่างไรครับ?
ตอบ:

ในข้อมูลเบื้องต้นปัญหาที่เกี่ยวกับการบดเคี้ยวจะติดต่อกับทันตแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนปัญหาการกลืนจะติดต่อกระทรวงสาธารณสุข สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ ซึ่งจะมีนักกิจกรรมบำบัดที่ช่วยรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพการกลืนให้แก่ผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืนโดยเฉพาะ

ถาม : การเลือกกลุ่มตัวอย่างมีวิธีการอย่างไรเพื่อให้เป็นตัวแทนของภาพใหญ่ที่ใกล้เคียงที่สุด?
ตอบ:

เนื่องจากปัญหาการกลืนเกิดได้จากหลายสาเหตุ เพราะฉะนั้นจะเปิดกว้างให้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เกิดจากสาเหตุของการกลืนอะไรก็ได้ที่มารักษาที่สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ แต่ปัญหาการกลืนระดับที่เราสนใจจะให้นักกิจกรรมบำบัดเป็นผู้ออกแบบหลักเกณฑ์ในการทดสอบสมรรถภาพการกลืน ถ้าคนที่เข้าเกณฑ์ก็จะเข้าสู่การสำรวจของเรา

ถาม : ข้อมูลที่ได้ถึง ณ ปัจจุบันนำไปสู่งานวิจัยหรือการพัฒนาที่เป็นรูปธรรมหรือยังครับ?
ตอบ:

จากข้อมูลผลสำรวจผู้มีปัญหาด้านการบดเคี้ยวและการกลืน ในแง่ของผู้ที่มีปัญหาการบดเคี้ยวนำไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ที่บดเคี้ยวได้ง่ายกว่าผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ทั่วไป ซึ่งมีการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์แล้ว แม้ส่วนใหญ่ศึกษาในเนื้อหมู แต่วิธีการนี้สามารถนำไปปรับใช้กับเนื้อวัวและเนื้อไก่ได้

ในขณะที่การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีปัญหาการกลืน เราได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผงเพิ่มความข้นหนืด (thickening powder) เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลืนน้ำ หรืออาหารเหลวได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น บางคนมองว่าน้ำเป็นของเหลวกลืนง่าย แต่อะไรที่กลืนง่ายก็ไหลลงหลอดอาหารได้เร็วเกินไปอาจจะมีน้ำบางส่วนไหลเข้าหลอดลมทำให้สำลักได้ เพราะฉะนั้นผงเพิ่มความข้นหนืดสามารถช่วยให้น้ำไหลเข้าสู่หลอดอาหารได้อย่างเหมาะสม

ถาม : ช่วยยกตัวอย่างว่ามีใครทำงานวิจัยในส่วนไหนบ้างครับ?
ตอบ:

การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในด้านการเคี้ยวของผู้สูงอายุจะทำงานร่วมกับดร.นิสภา และผู้ช่วยนักวิจัยเป็นหลัก ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้มีปัญหาการกลืนจะทำงานร่วมกับดร.ชัยวุฒิ เป็นหลัก ซึ่งดิฉันก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทั้ง 2 ส่วนด้วยค่ะ

ถาม : ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาทั่วโลกต้องเผชิญกับโรคระบาดโควิด-19 สถานการณ์นี้มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคหรือไม่ครับ?
ตอบ:

มีแน่นอนค่ะ เพราะก่อนที่จะเกิดสถานการณ์โควิดผู้คนสามารถเดินทางไปไหนก็ได้ตามต้องการ แต่เมื่อเกิดโรคระบาด ผู้คนโดยเฉพาะที่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงาน เคยออกไปสังสรรค์ หรือไปท่องเที่ยวต้องเก็บตัวทำงานที่บ้าน ทานอาหารในบ้าน และอาจได้รับผลกระทบเรื่องงานด้วยก็เกิดความเครียดได้ (pandemic stress)

น่าสนใจว่าความเครียดจากสถานการณ์โควิดนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพราะความเครียดที่เกิดขึ้นอาจทำให้นอนกัดฟันโดยไม่รู้ตัว เมื่อตื่นนอนจึงรู้สึกปวดฟันและปวดกราม บางรายปวดกรามมากจนไม่สามารถอ้าปากได้เต็มที่ เพราะกล้ามเนื้อที่ควบคุมเกิดการอักเสบ เพราะฉะนั้นจากที่เคยทานอาหารและเคี้ยวได้ก็ไม่สามารถทานได้

อาหารที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้ต้องปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะสมเพื่อทำให้เคี้ยวง่ายขึ้น เป็นอาหารอ่อน มีอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิห้อง หรือบางคนชอบอาหารประเภทกรุบกรอบที่ต้องเคี้ยวบ้างก็จะทานประเภทกรุบกรอบ เปราะเคี้ยวง่าย แค่แตะนิดเดียวก็แตกหักในปากได้เลย

ถาม : ข้อมูลเกี่ยวกับความเครียดจากสถานการณ์โควิดมาจากต่างประเทศ ในบ้านเรามีการศึกษาในระดับไหนครับ?
ตอบ:

ในบ้านเรามีกล่าวถึงบ้าง ก่อนหน้านี้เคยไปคุยกับทันตแพทย์พบว่ามีกลุ่มผู้ป่วยที่อายุน้อยแต่มีปัญหาการบดเคี้ยวระยะสั้นๆ ในช่วงที่เกิดความเครียดประมาณตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึง 1 เดือนพอรักษาหายก็สามารถกลับมาเคี้ยวได้เป็นปกติ แต่ในเมืองไทยยังไม่มีรายงานระบุชัดเจนเกี่ยวกับ ความเครียดจากสถานการณ์โควิดโดยตรง ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป

ถาม : ผลิตภัณฑ์อาหารเคี้ยวง่ายและกลืนง่ายมีมาตรฐานอุตสาหกรรมในระดับสากลหรือในระดับประเทศกำกับหรือไม่ครับ?
ตอบ:

ในระดับสากลการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้มีปัญหาการบดเคี้ยวและการกลืน จะมีมาตรฐาน IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) ซึ่งมาตรฐานนี้เริ่มมีการผลักดันให้นำมาใช้อย่างเป็นสากลทั่วโลกมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาแต่ละประเทศจะกำหนดมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา ปัจจุบันมีการร่วมมือแบบภาคีจากหลายประเทศทั่วโลกพัฒนามาตรฐานอาหารนี้เพื่อให้ผู้ดูแลผู้ป่วยมีวิธีการง่ายๆ ใช้ทดสอบอาหารว่าอยู่ในระดับไหน และเหมาะสมกับความสามารถในการเคี้ยวและการกลืนของผู้ป่วยหรือไม่

ถาม : ผู้ประเมินผู้ป่วยว่าเหมาะสมกับอาหารระดับไหนคือใครครับ?
ตอบ:

คือแพทย์และนักกิจกรรมบำบัดที่มีหลักเกณฑ์เฉพาะ เช่น ให้ผู้ป่วยกลืนน้ำภายใน 5 วินาที เพื่อดูว่ากลืนหมดหรือไม่ แต่บางรายอาจสังเกตเห็นได้ยากจึงต้องมีการประเมินในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น ให้กลืนแบเรียมซัลเฟต (barium sulphate) แล้วส่องกล้องเอกซ์เรย์ฟลูออเรสเซนส์ (X-ray fluorescence) จะเห็นวีดิโอการเคลื่อนไหวของแบเรียมซัลเฟตที่อาจหลุดเข้าหลอดลม ซึ่งจะเป็นการพิจารณาในหลักเกณฑ์ที่สูงขึ้น

ถาม : มาตรฐานอุตสาหกรรมนี้มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในประเทศไทยหรือไม่?
ตอบ:

มาตรฐาน IDDSI น่าจะเป็นมาตรฐานที่ใช้ในระบบสาธารณสุขเป็นหลัก แต่กำลังมีการผลักดันให้ใช้ในระดับอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน ประเทศไทยก็มีส่วนร่วมในการพัฒนามาตรฐานนี้และมีการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยเพื่อให้ผู้ใช้ในประเทศไทยเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งทีมวิจัยเอ็มเทค ดร.ชัยวุฒิ และ ดร.อศิรา ก็มีส่วนร่วมในการปรับใช้มาตรฐานนี้ด้วยเช่นกัน

ถาม : ในอนาคตอันใกล้ การวิจัยจะมีอะไรที่ต่อยอดจากข้อมูลที่ได้สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคครับ?
ตอบ:

จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถนำไปออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่บดเคี้ยวง่ายเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีการพยายามผลิตในขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการนำไปใช้ในอุตสาหกรรม ส่วนเรื่องการกลืนได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่น่าจะวางขายเชิงพาณิชย์ในเร็ววันนี้

ถาม : หากมีผู้สนใจหลายรายยังมีมิติอื่นๆ ที่สามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ไหมครับ?
ตอบ:

ได้ค่ะ เพราะเราสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับเนื้อสัตว์ที่หลากหลาย อีกทั้งสามารถปรับให้เป็นเมนู หรือรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่บริษัทสนใจได้ค่ะ

ทั้งหมดนี้คืออนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น คุณผู้ฟังที่อาจมีผู้สูงอายุในครอบครัวก็น่าจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหารพัฒนาขึ้น ครั้งนี้ขอขอบคุณ ดร.ศิริกาญจน์ ที่ให้เกียรติมาร่วมรายการและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ครับ

ผู้ที่สนใจรายการนี้ในรูปแบบพอดแคสต์ (podcast) สามารถรับฟังได้ที่

The post เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์อาหารกับพฤติกรรมผู้บริโภค appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>