ระเบียบวิธีการและตัวชี้วัด – TIIS https://www.mtec.or.th/tiis Technology and Informatics Institute for Sustainability Mon, 23 Feb 2026 06:16:38 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/tiis/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico ระเบียบวิธีการและตัวชี้วัด – TIIS https://www.mtec.or.th/tiis 32 32 วิธีการประเมินขยะอาหาร(Food Waste Methodology) https://www.mtec.or.th/tiis/methodology-food-waste/ Wed, 13 Aug 2025 06:19:25 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3083

วิธีการประเมินขยะอาหาร (Food Waste Methodology)

หนึ่งในสามของอาหารที่ผลิตขึ้นในโลกมีการสูญเสียและถูกทิ้งขว้างไปอย่างไร้ประโยชน์ (FAO, 2011) และปริมาณขยะมูลฝอยชุมชน (Municipal solid waste) ของประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะปริมาณขยะอาหาร (Food waste) ที่มีสัดส่วนสูงสุดของปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด (กรมควบคุมมลพิษ, 2559)

จากปัญหาขยะอาหารเหล่านี้นำไปสู่การดำเนินงานที่มุ่งวิจัยศึกษาวิธีการประเมินขยะอาหารในระดับครัวเรือนที่เหมาะสมในบริบทของชุมชนเมืองประเทศไทย โดยปรับใช้จากวิธีการประเมินตามมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน เพื่อให้ทราบถึงปริมาณขยะอาหารที่เกิดขึ้นจริง และระดับความรุนแรงของปัญหาในด้านขยะอาหารในระดับครัวเรือนของสถานการณ์ปัจจุบัน และจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานตามวิธีการประเมินปริมาณขยะอาหารที่เหมาะสมในบริบทของประเทศไทย และสามารถนำองค์ความรู้และข้อมูลไปประยุกต์ใช้ในเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบายและวางมาตรแนวทางการลดและป้องกันขยะอาหารในการวางยุทธศาสตร์แผนพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดการส่งผลกระทบในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้บริโภค รวมถึงเกิดการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถนำไปขยายผลต่อยอดในระดับประเทศได้

เอกสารอ้างอิง:

  1. Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO). 2011. Global food losses and food waste – Extent, causes and prevention. Rome [Online]. Available at: https://www.fao.org/3/a-i2697e.pdf
  2. สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ. รายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย ปี พ.ศ. [Online]. Available at: https://infofile.pcd.go.th/waste/wsthaz_annual59.pdf
]]>
การทบทวนบริการของระบบนิเวศ (ESR) https://www.mtec.or.th/tiis/methodology-esr/ Wed, 13 Aug 2025 06:04:37 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3062 Read more]]>

การทบทวนบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Service Review: ESR)

บริการของระบบนิเวศ คือ ผลประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากระบบนิเวศ ตัวอย่างเช่น ธรรมชาติของน้ำและป่าไม้ ที่มีความสามารถในการควบคุมสภาพภูมิอากาศและป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ (อาทิ การป้องกันการกัดเซาะของดิน การรองรับมลพิษ และการก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์) โดยบริการของระบบนิเวศ ตาม Millenium Ecosystem Assessment (2005) แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ การเป็นแหล่งผลิต การควบคุมกลไกลทางธรรมชาติ การบริการด้านวัฒนธรรม และ บริการด้านการเป็นแหล่งสนับสนุน

บริการของระบบนิเวศหนึ่ง ๆ อาจเป็นประโยชน์ในหลายด้าน เช่น พื้นที่ป่าไม้แห่งหนึ่งอาจเป็นแหล่งอาหาร แหล่งไม้ใช้สอยและเชื้อเพลิงสำหรับคนในท้องถิ่น ในขณะเดียวกันช่วยป้องกันดินถล่ม ช่วยเก็บและดักตะกอนให้น้ำใส รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจแก่ประชาชนในเมืองหรือพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งยังช่วยดึงและเก็บกักปริมาณคาร์บอน ช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน และเป็นแหล่งกำเนิด ที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีประโยชน์ทางเภสัชกรรมต่อประชากรโลก

โดยบริการของระบบนิเวศ ตาม Millenium Ecosystem Assessment (2005) ทั้ง 4 ด้าน แสดงดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 ประเภทบริการของระบบนิเวศ
(ที่มา: Millennium Ecosystem Assessment, 2005 และ คุณค่าระบบนิเวศและบริการของระบบนิเวศสำหรับภาคธุรกิจ)

เนื่องจากทรัพยากรบนโลกมีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่มนุษย์มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้เกิดการเร่งใช้ทรัพยากร การศึกษาบริการของระบบนิเวศ (Ecosystem Services: ES) จึงได้รับความสนใจและถูกนำมาใช้ อย่างกว้างขวางในระยะ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาทั้งในมุมวิชาการ และการถูกกำหนดให้เป็นแนวทางในการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการสนับสนุนขององค์การต่างๆ ตัวอย่างเช่น The Economic of Ecosystems and Biodiversity (TEEB) ใช้แนวคิด Ecosystem Services Review หรือ ESR เป็นหลักในการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

การทบทวนบริการของระบบนิเวศที่มีต่อภาคธุรกิจ (Ecosystem Services Review) เป็นวิธีการที่มีศักยภาพสำหรับองค์กรในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโลกที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากทำให้องค์กรเรียนรู้อย่างครอบคลุมมากขึ้นว่าองค์กรต้องพึ่งพิงหรือส่งผลกระทบต่อบริการของระบบนิเวศอย่างไรบ้าง ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารสามารถวางแผนรับมือกับความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจได้ดีขึ้น นอกจากนี้การทบทวนบริการของระบบนิเวศ ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการดำเนินธุรกิจในลักษณะที่ส่งเสริมความยั่งยืนของระบบนิเวศมากขึ้นตลอดจนสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการคุ้มครองและฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในแบบเดิมๆ ไม่ใช่ทางเลือกเดียวของการประกอบธุรกิจอีกต่อไป

ในขั้นตอนการทบทวนบริการของระบบนิเวศที่มีต่อภาคธุรกิจ หนังสือ Guide to Corporate Ecosystem Valuation และหนังสือ The Corporate Ecosystem Services Review ซึ่งจัดทำโดย World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และWorld Resources Institute (WRI) ได้เสนอขั้นตอนในการทบทวนบริการของระบบนิเวศออกเป็น 5 ขั้น ดังรูปที่ 2

รูปที่ 2 ขั้นตอนการทบทวนบริการของระบบนิเวศที่มีต่อภาคธุรกิจ
(ที่มา: World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และWorld Resources Institute (WRI))

แนวคิดการศึกษาเรื่องบริการระบบนิเวศในภาคธุรกิจนั้น ในการจัดทำรายงาน The Corporate Ecosystem Services Review หรือ ESR นั้นมีจุดประสงค์เพื่อเป็นแนวทางให้ภาคธุรกิจ สามารถระบุ หรือเห็นความเชื่อมโยงของกิจกรรม ในการประกอบธุรกิจกับผลกระทบหรือการพึ่งพิง บริการของระบบนิเวศ ซึ่งการมองเห็นภาพรวมของการเชื่อมโยงนั้นจะช่วยให้องค์กรภาคธุรกิจสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้

]]>
ตัวชี้วัดความยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEI) https://www.mtec.or.th/tiis/methodology-sei/ Wed, 13 Aug 2025 06:00:26 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3049

ตัวชี้วัดความยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economy Index: SEI)

การดำเนินการงานตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นประกอบด้วยแนวทางที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งจะต้องเป็นหลักการที่พิจารณาทั้งต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก โดยนอกจากนี้ในการดำเนินงานนั้นต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญอีก 2 เรื่อง ทั้งเงื่อนไขความรอบรู้ในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความรอบคอบในเรื่องที่ทำ รวมถึงเงื่อนไขเรื่องความมีคุณธรรม ในการดำเนินงานตามแนวทางปรัชญา ฯ ดังกล่าว สามารถนำไปสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรให้เข้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้

การวัดผลการดำเนินงานขององค์กร นับเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถนำไปสู่การตรวจสอบการดำเนินงาน และปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานขององค์กรได้ ดังนั้นในการจัดทำตัวชี้วัดที่เหมาะสมสำหรับการประเมินการดำเนินงานขององค์กร เพื่อประเมินผลการดำเนินงานเรื่องความยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อให้ผลการประเมินตัวชี้วัดที่ได้นั้นสามารถบ่งชี้จุดที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงานต่อองค์กรตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม โดยสามารถนำผลที่ได้จากการประเมินผลตัวชี้วัดที่เหมาะสมนั้นไปปรับปรุงการดำเนินงานหรือกิจกรรมใด ๆ เพื่อให้ก้าวเข้าสู่การพัฒนาองค์กรที่ยั่งยืนได้ต่อไป

]]>
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCIA) https://www.mtec.or.th/tiis/methodology-lcia/ Wed, 13 Aug 2025 05:53:51 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3036 Read more]]>

การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Impact Assessment: LCIA)

การประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Impact Assessment: LCIA) เป็นขั้นตอนที่ 3 ของการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) ตามมาตรฐาน ISO 14042 นับเป็นขั้นตอนสำคัญในการวิเคราะห์ถึงปัญหาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือบริการ มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลงข้อมูลบัญชีรายการสิ่งแวดล้อมที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลสารขาเข้าและสารขาออกของระบบผลิตภัณฑ์ จากขั้นตอนการวิเคราะห์บัญชีรายการสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในรูปตัวชี้วัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเชิงปริมาณ เพื่อบ่งชี้ค่าความสามารถในการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมขั้นกลางหรือขั้นปลาย ทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างระบบผลิตภัณฑ์กับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจะเกิดขึ้น

การประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1) ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนย่อย ได้แก่ การจำแนกข้อมูลให้อยู่ในกลุ่มผลกระทบ (Classification) และการแปลงข้อมูลบัญชีรายการให้เป็นค่าความสามารถในการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Characterization)

2) ขั้นตอนที่เป็นทางเลือกให้ศึกษาเพิ่มเติม เช่น การเทียบค่าความสามารถในการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์กับขนาดของผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้นๆ (Normalization) การจัดกลุ่มผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นหมวดหมู่ตามผลกระทบปลายทาง (Grouping) เป็นต้น

การประเมินผลกระทบมีแนวคิดพื้นฐานมาจากกลไกด้านสิ่งแวดล้อมและกระบวนการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มตั้งแต่จุดกำเนิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน รวมถึงการเกิดของเสีย การปล่อยมลพิษทางน้ำ อากาศ และดิน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพสิ่งแวดล้อม จากนั้นเกิดการแพร่กระจายของสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมที่นำไปสู่การสัมผัสของสารมลพิษกับสิ่งแวดล้อมรวมทั้งมนุษย์ และในที่สุดก่อให้เกิดภาวะมลพิษที่สร้างความเสียหาย หรือทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก จากที่กล่าวมา ทำให้สามารถจำแนกผลกระทบได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

1) ผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นกลาง (Mid-point Impacts)

2) ผลกระทบสิ่งแวดล้อมปลายทาง (End-point Impacts)

โดยผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่นับตั้งแต่จุดกำเนิดของสารมลพิษจนกระทั่งการสัมผัสของสารมลพิษกับสิ่งแวดล้อม จัดเป็นกลุ่มผลกระทบขั้นกลาง ส่วนการเกิดภาวะมลพิษที่สร้างความเสียหาย หรือทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก นับเป็นผลกระทบปลายทาง

วิธีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (LCIA Method) จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ วิธีการประเมินปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระหว่างจุดกำเนิดมลพิษจนถึงระยะทำลายหรือสร้างความเสียหาย เรียกว่า Problem-oriented approach เช่น วิธี CML (เนเธอร์แลนด์), ReCiPe (เนเธอร์แลนด์), IMPACT 2002+ (สวิตเซอร์แลนด์) และวิธีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมปลายทาง เรียกว่า Damage-oriented Approach ตัวอย่างเช่น วิธี EPS (สวีเดน), Eco-indicator 99 (เนเธอร์แลนด์), LIME (ญี่ปุ่น) เป็นต้น

สำหรับการพัฒนาวิธี LCIA ของไทยนั้น ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและต้องพัฒนาอีกมากทั้งในส่วนข้อมูลพื้นฐานของไทยและตัวแบบจำลองที่เหมาะสม ดังนั้น การศึกษา LCA ในประเทศไทยส่วนใหญ่จึงเลือกใช้วิธีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศเป็นหลัก เช่น วิธี CML, ReCiPe และ Eco-indicator 99 เป็นต้น ซึ่งผลการศึกษาที่ได้ก็จะสะท้อนถึงปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศที่เราเลือกใช้วิธีการประเมินนั้น ๆ

สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกลุ่มพัฒนาระเบียบวิธีการและตัวชี้วัด เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาวิธี LCIA ของประเทศไทย จึงริเริ่มทำงานวิจัยด้านการพัฒนาระเบียบวิธีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (LCIA Method) ที่เหมาะสมกับบริบทไทย

]]>
การพัฒนาค่าฟุตปริ้นต์วัสดุของประเทศไทย https://www.mtec.or.th/tiis/methodology-material-footprint/ Wed, 13 Aug 2025 05:37:34 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3021

การพัฒนาค่าฟุตปริ้นต์วัสดุของประเทศไทย

ฟุตพรินต์วัสดุ (MATERIAL FOOTPRINT: MF) เป็นตัวชี้วัดปริมาณการใช้วัสดุเสมือนจริงโดยปันส่วนมาจากการสกัดวัสดุจากทั่วโลกเพื่อสนองความต้องการขั้นสุดท้ายภายในประเทศ ฟุตพรินต์วัสดุทั้งหมดเป็นผลรวมของฟุตพรินต์วัสดุจากชีวมวล (BIOMASS) เชื้อเพลิงฟอสซิล (FOSSIL FUELS) แร่โลหะ (METAL ORES) และแร่อโลหะ (NON-METAL ORES) ซึ่งการรายงานผลควรพิจารณาข้อมูลการใช้วัสดุในประเทศ (DOMESTIC MATERIAL CONSUMPTION: DMC) และฟุตพรินต์วัสดุ (MATERIAL FOOTPRINT: MF) ร่วมกัน

เนื่องจากชี้วัด DMC และ MF ครอบคลุมทั้งประเด็นด้านเศรษฐกิจ การผลิต และการบริโภค โดย DMC เป็นการรายงานปริมาณวัสดุจริงในระบบเศรษฐกิจ ในขณะที่ MF เป็นการรายงานปริมาณวัสดุเสมือนจริงที่ต้องการตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่นประเทศหนึ่งมี DMC สูงมาก เนื่องจากมีภาคการผลิตพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อการส่งออก หรือ DMC ต่ำมากเนื่องจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมใช้วัสดุส่วนใหญ่ซึ่งเป็นวัตถุดิบจากประเทศอื่นๆ ฟุตพรินต์วัสดุ (MF) ทำให้เห็นถึงการไหลเวียนของวัสดุตลอดห่วงโซ่อุปทานและการไหลเวียนข้ามพรมแดน จึงสามารถอธิบายถึงที่มาของทั้งสองเหตุการณ์ของ DMC ได้

สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยกลุ่มพัฒนาระเบียบวิธีการและตัวชี้วัด มีบทบาทหลักในการพัฒนาตัวชี้วัดฟุตพรินต์วัสดุ (MF) ของประเทศไทย ดำเนินงานพัฒนาค่าฟุตพรินต์วัสดุของไทย โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Analysis: IOA) ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยอ้างอิงวิธีการตามคู่มือการจัดทำบัญชีการไหลเวียนของวัสดุในระบบเศรษฐกิจ (Economy-wide material flow accounts: EW-MFA) และเอกสารแบบจำลองการประเมินวัตถุดิบเทียบเท่าของสหภาพยุโรป (Documentation of the EU RME model) ซึ่งจัดทำขึ้นโดย EUROSTAT

]]>
โมเดลเศรษฐกิจใหม่(BCG Economy) https://www.mtec.or.th/tiis/methodology-bcg/ Fri, 08 Aug 2025 06:29:51 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=2872 Read more]]>

โมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Economy)

โมเดลเศรษฐกิจแบบใหม่ หรือ BCG โมเดล เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติไปพร้อมกัน ประกอบด้วย 3 เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ B ย่อมาจาก Bio Economy คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า C ย่อมาจาก Circular Economy คือ ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่คำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และ G ย่อมาจาก Green Economy คือ ระบบเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อลดผลกระทบต่อโลกอย่างยั่งยืน

รูปที่ 1 โมเดลเศรษฐกิจแบบใหม่
(ที่มา: https://www.nstda.or.th/th/nstda-strategy-plan/nstda2/226-new-structure/12887-bcg-by-cbc)

ในการประเมินผลการดำเนินงานของระบบเศรษฐกิจแบบ BCG โมเดลนั้น ต้องทำการประเมินผลทั้งในมิติ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อดี-ข้อเสียของการใช้ระบบเศรษฐกิจแบบ BCG โมเดล ซึ่งต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการคัดเลือกตัวชี้วัด และการประเมินผลตัวชี้วัดในมิติต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปตามการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มธุรกิจ โดยผลที่ได้จากการดำเนินงานเป็นการนำเสนอแนวทางและรูปแบบการตรวจวัดผลการดำเนินงานระบบเศรษฐกิจแบบ BCG โมเดลที่เหมาะสม นอกจากนี้ การรวบรวมผลการประเมินในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประกอบเป็น BCG index สามารถนำไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อเข้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ต่อไป

เอกสารอ้างอิง:

[1] https://www.nstda.or.th/th/nstda-strategy-plan/nstda2/12785-bcg-economy
]]>