การบูรณาการข้อมูลสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน – TIIS https://www.mtec.or.th/tiis Technology and Informatics Institute for Sustainability Mon, 23 Feb 2026 06:47:40 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/tiis/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico การบูรณาการข้อมูลสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน – TIIS https://www.mtec.or.th/tiis 32 32 การสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน https://www.mtec.or.th/tiis/system-communication/ Wed, 13 Aug 2025 08:24:12 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3203

การสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

การเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบูรณาการผ่านทาง ระบบ SUStainability & Circular Economy Analytics Center (SustainCE) รวมทั้งรูปแบบการนำเสนอข้อมูล (Data Visualization) นับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากง่ายต่อการเข้าใจและสามารถมองเห็นภาพรวม เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์ในหลายมิติ

ประเทศไทยมีข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยมากมายแต่ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบูรณาการ อีกทั้งรูปแบบการนำเสนอที่ไม่น่าสนใจและยากต่อการเข้าใจ การให้ความสำคัญต่อรูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถต่อยอดความคิดได้หลากหลายรูปแบบการนำเสนอนิยมการแสดงผลแบบ Dashboard ออกแบบมาเพื่อกลั่นกรองและสกัดข้อมูลปริมาณมากและซับซ้อน แล้วแสดงข้อมูลออกมาในลักษณะที่ง่ายต่อการเข้าใจ ไม่ซับซ้อนและเห็นภาพรวมในระยะเวลาอันสั้น การแสดงผลแบบ Dashboard เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแสดงข้อมูลดิบ รูปแบบการนำเสนอแบบ Dashboard มีหลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการสื่อสารข้อมูล

]]>
พฤติกรรมและรูปแบบการดำรงชีวิต https://www.mtec.or.th/tiis/system-behavior/ Wed, 13 Aug 2025 08:16:47 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3193

พฤติกรรมและรูปแบบการดำรงชีวิต

การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค นับเป็นสิ่งสำคัญหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการบริโภคไปสู่ความยั่งยืน

ปัจจัยหลักๆที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม CE ได้แก่ ปัจจัยด้านราคาและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม (ต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสามารถนำกลับมาใช้ใหม่) นโยบายและมาตรการภาครัฐ เช่น ภาษีและการคลัง กฏหมาย การเพิ่มการศึกษา ความรู้ความเข้าใจ ความตระหนัก และการเข้าถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ CE การใช้ประโยชน์ การมีส่วนร่วม ด้านจิตสำนึก ที่ส่งผลการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค สำหรับลดการใช้วัตถุดิบใหม่ (Recycle, Upcycle) คงคุณค่าผลิตภัณฑ์ส่วนประกอบและวัสดุให้นานที่สุด เช่น ส่งเสริมการใช้ซ้ำ บริการซ่อมแซม ให้เช่าหรือแบ่งปัน (Reuse, Refurbish, Sharing)

ข้อมูลสารสนเทศเชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มวัสดุก่อสร้างและอาคาร ประกอบด้วย ชุดข้อมูลเชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการเกิดขยะอาหารจากพฤติกรรมมนุษย์ รูปแบบการใช้ชีวิต ประกอบด้วย การอยู่อาศัย การบริโภค การเดินทาง

]]>
วัสดุก่อสร้างและอาคาร https://www.mtec.or.th/tiis/system-construction/ Wed, 13 Aug 2025 07:42:14 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3148

วัสดุก่อสร้างและอาคาร

ภาคการก่อสร้างเป็นหนึ่งในภาคสำคัญของเศรษฐกิจและมีการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติและสร้างของเสียมากที่สุด ของเสียจากการก่อสร้างและการรื้อถอนมีปริมาณสูงมาก ทั้งนี้เนื่องมาจากประเทศไทยมีการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคอย่างก้าวกระโดด แต่กลับพบว่าการจัดการขยะประเภทดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นการนำหลักการ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” มาประยุกต์ใช้จะสามารถช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาการจัดการขยะจากภาคการก่อสร้าง รวมทั้งการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของการรีไซเคิลในอนาคต

ความท้าทายในการสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง มีความเกี่ยวข้องต่อการเติบโตต่อผลผลิตมวลรวมของประเทศ การจัดการทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้ รวมถึงการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นทั้งระบบของอุตสาหกรรมก่อสร้างตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง การวางแผนและการออกแบบ ขั้นตอนการก่อสร้าง การเก็บรวบรวมของเสียที่เกิดขึ้น จนการนำวัสดุที่เหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ อย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังรูปที่ 1 ตามวัฏจักรการก่อสร้าง จึงมีการนำแนวคิดที่เรียกว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy มาปรับใช้เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในมุมของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีศักยภาพในหลายภาคส่วนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งนำไปสู่การลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฏจักรผลิตภัณฑ์

รูปที่ 1 แสดงวัฎจักรชีวิตของการก่อสร้างอาคาร

(ที่มา : European Insulation Manufacturing Association, 2017)

อุตสาหกรรมก่อสร้าง จะถูกรวมไว้ด้วยสองส่วนหลัก คือ ส่วนที่เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง และส่วนที่เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ทรัพยากรในปริมาณมาก  ตั้งแต่การผลิตวัสดุสำหรับใช้ในการก่อสร้าง เช่น วัสดุที่เป็นส่วนประกอบทางโครงสร้างอาคาร (ปูนซีเมนต์ เหล็ก ไม้) วัสดุที่เป็นส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม (หลังคา ฝ้าเพดาน กระเบื้อง) เป็นต้น ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมซีเมนต์ที่ใช้ในการก่อสร้าง จากข้อมูลของกรมกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ปี 2560 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2555-2559) จะต้องมีการใช้หินปูนสำหรับผลิตในอุตสาหกรรมซีเมนต์ เฉลี่ยประมาณ 70 ล้านเมตริกตันต่อปี โดยมีการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3-4 ต่อปี นอกจากการใช้ทรัพยากรในปริมาณมากแล้ว การก่อให้เกิดขยะของเสียที่เกิดจากการก่อสร้างและการรื้อถอนทำลาย (Construction & Demolition Waste : C&DW)  คิดเป็นร้อยละ 30-40 ของขยะในระบบฝังกลบทั่วโลก[1] ขยะกลุ่มนี้มักประกอบไปด้วยวัสดุที่มีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก ได้แก่ คอนกรีต, ไม้ (จากอาคาร), ยางมะตอย (จากถนนและส่วนประกอบของหลังคา), ยิปซั่ม (ส่วนประกอบหลักของผนังแห้ง), โลหะ, อิฐ, กระจก, พลาสติก, ชิ้นส่วนอาคารที่รื้อถอน (ประตู หน้าต่างรวมถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อภายในอาคาร) รวมถึงซากตอ ต้นไม้ ก้อนหินต่าง ๆ ที่เกิดจากการปรับปรุงพื้นที่เพื่อเตรียมการก่อสร้างต่าง ๆ  สำหรับประเทศไทย ดังแสดงในรูปที่ 1 ขยะที่เกิดจากการก่อสร้างและการรื้อถอนจัดว่าอยู่ในกลุ่มขยะชุมชน (Municipal Solid Waste : MSW) เมื่อพิจารณาของเสียที่เกิดจากการก่อสร้างและการรื้อถอน พบว่า มากกว่า 70%   เป็นของเสียประเภทคอนกรีต รองลงมาคือ อิฐ เหล็ก และกระเบื้องเซรามิก ตามลำดับ

รูปที่ 2 องค์ประกอบของของเสียที่เกิดจากการก่อสร้าง และการรื้อถอน

โดยปริมาณขยะก่อสร้างและรื้อถอนในประเทศไทย เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  การก่อสร้างอาคารส่วนใหญ่สร้างจากการทุบรื้อหรือปรับปรุงพื้นที่ที่มีอาคารเดิม ทำให้เกิดของเสียที่เกิดจากการก่อสร้าง และรื้อถอนเฉลี่ย 5.81 ตัน ต่อพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้าง 100 ตารางเมตร หรือมีปริมาณขยะจากเศษวัสดุดังกล่าว เฉลี่ย 3,173 ตันต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก และในปัจจุบันพบว่ามีการจัดการขยะดังกล่าวไม่ถูกวิธี และยังคงเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการปัญหาเศษวัสดุก่อสร้างและการรื้อถอน

จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งในเรื่องการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และขยะของเสียที่เกิดจากการก่อสร้างและรื้อถอน เพื่อให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยั่งยืนในประเทศไทยควรต้องมีการพิจารณาถึงการไปให้ถึงแนวทาง “close-the-loop” อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่การผลิตวัสดุก่อสร้าง การก่อสร้าง จนถึงการรื้อถอนทำลาย รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการของบริษัท ต่างๆ ในการออกแบบ การจัดซื้อและการผลิตวัสดุและพลังงานที่ใช้ในการก่อสร้าง ดังนั้นจึงมีความพยายามจากผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนที่หาแนวทางที่จะทำให้อาคารซึ่งถือเป็นผลผลิตสำคัญที่เกิดขึ้นจากกระบวนการออกแบบและก่อสร้างนั้นเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ แนวความคิดของ Circular Economy มาใช้ กล่าวคือ ในอนาคต การออกแบบอาคารก่อนก่อสร้างจะต้องเป็นอาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการออกแบบ ปรับปรุง หรือดำเนินการใช้งาน หรือกลับมาปรับปรุงให้ใช้งานได้ใหม่ในลักษณะที่คำนึงถึงสภาพทางธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยการศึกษาได้กำหนดกรอบแนวความคิดดังแสดงในรูปที่ 3

รูปที่ 3 กรอบการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยรูปแบบดิจิทัล (Digital Circular Solution) เพื่อประยุกต์ใช้ในระบบการก่อสร้างจากโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปตลอดวัฏจักรชีวิต

จากกรอบการศึกษาผลผลิตหลักหนึ่งที่ได้คือ ค่าการหมุนเวียนวัสดุ (MCI) สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจดังแสดงในรูปที่ 4 สำหรับนักออกแบบผลิตภัณฑ์และผู้ซื้อในการพิจารณาเพื่อเลือกวัสดุที่เป็นไปตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีการใช้ทรัพยากรของมีประสิทธิภาพ จากรูปจะเห็นว่า MCI = 1 คือวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้จะต้องมาจากส่วนประกอบที่นำกลับมาใช้ใหม่หรือวัสดุรีไซเคิลโดยไม่สูญเสียในการรีไซเคิล (ประสิทธิภาพการรีไซเคิล 100%) รวมทั้งไม่มีของเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิตและเมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุจะต้องนำมาใช้ซ้ำหรือนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่สูญเสีย (Zero Waste) ในขณะที่เมื่อ MCI = 0.1 คือผลิตภัณฑ์มีการไหลเวียนแบบเส้นตรงอย่างสมบูรณ์ซึ่งหมายความว่าวัตถุดิบทั้งหมดที่นำมาใช้มาจากวัสดุบริสุทธิ์ (virgin materials) และไม่มีของเสียที่นำกลับมาใช้ใหม่หรือไม่มีการรีไซเคิล นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์มีค่า MCI < 0.1 นั่นหมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติหรือคุณภาพต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ย เช่น อายุการใช้งานสั้นกว่าเดิมหรือมีคุณสมบัติหรือความสามารถในการใช้งานลดลง ในทางกลับกันหากผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติหรือคุณภาพสูงกว่าผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยจะมาค่า MCI > 0.1

รูปที่ ระดับค่าการหมุนเวียนวัสดุ

ซึ่งการศึกษานี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal: SDG) มุ่งไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดวัฏจักรชีวิตของสิ่งแวดล้อมสร้างสรรอย่าง จึงเป็นแนวคิดที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ดังแสดงในรูปที่ 5

รูปที่ 5 ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดวัฏจักรชีวิตของสิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

(Built Environment for Circular Economy Construction) [2]

ข้อมูลสารสนเทศเชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มวัสดุก่อสร้างและอาคาร ประกอบด้วย ชุดข้อมูลเชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิต การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ปริมาณของเสียจากการก่อสร้างและการรื้อถอน (CDW)

เอกสารอ้างอิง

[1] Chen, Z., Li, Heng. and  Wong, T.C. An application of bar-code system for reducing construction wastes. Automation in Construction. 11(2002) 521-533

[2] Circular Economy in Construction-Experiences from Finland. Ministry of Environment. (2019)

]]>
เกษตรและอาหาร https://www.mtec.or.th/tiis/system-food/ Wed, 13 Aug 2025 07:35:11 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3135

เกษตรและอาหาร

การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรส่งผลต่อปริมาณทรัพยากรที่ใช้ในการเพาะปลูกและกระบวนการผลิต รวมทั้งปริมาณของเสียที่เพิ่มมากขึ้น การนำหลักการ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ มาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรและอาหาร นับเป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรที่สำคัญในอนาคต

ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตรและเป็นผู้นำการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ความมั่นคงด้านอาหารคือความท้าทายเกี่ยวกับการเติบโตและความเป็นอยู่ของประชากร จากข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ Department of International Trade Promotion, Ministry of Commerce Thailand พบว่าในปี 2561 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกปริมาณสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรสูงถึง 23,160.8 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 16.25 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด โดยสินค้าทางการเกษตรที่มีสัดส่วนสูงที่สุดคือ สินค้ากสิกรรม ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ผักผลไม้ และพืชน้ำมัน รองลงมาคือ สินค้าปศุสัตว์ และสินค้าประมง ตามลำดับ หากพิจารณาในมุมมองของปริมาณการบริโภคทรัพยากรของประเทศ (Domestic Material Consumption: DMC) พบว่าในปี 2558 ประเทศไทยมีการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ ประเภทชีวมวล เป็นสัดส่วนสูงถึง 38% ของทรัพยากรทั้งหมด โดยมีปริมาณการผลิตภายในประเทศ (Domestic Extraction: DE) 281.6 ล้านตัน ซึ่งมีปริมาณพืชเกษตรสูงมากที่สุดถึง 189.8 ล้านตัน หรือ 67% ของการผลิตชีวมวลภายในประเทศ

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีปริมาณการผลิตและการส่งออกทรัพยากรด้านการเกษตรสูง โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตร ซึ่งส่งผลต่อปริมาณของเสียจากการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งจะแปรผันตรงกับปริมาณการผลิตสินค้าทางการเกษตร หากไม่มีการจัดการทรัพยากรที่เหมาะสมกษตร ลิตภัณฑ์ทางการเกษตร นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการเกษตรและสัดส่วนการนำไปใช้ประโยชน์อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดังนั้นการนำหลักการ “เศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตร เช่น การนำของเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร จะสามารถช่วยลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอีกด้วย

ข้อมูลสารสนเทศเชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเกษตรและอาหาร ประกอบด้วย ชุดข้อมูลเชิงบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะทางการเกษตร (Agronomic characteristics) ประกอบด้วย ปัจจัยการผลิต พลังงาน รูปแบบการจัดการทางการเกษตร คุณภาพของดิน ภูมิศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพ คุณค่าทางสังคม การนำเศษเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ ปัจจัยการเกิดขยะอาหาร

]]>