Uncategorized – TIIS https://www.mtec.or.th/tiis Technology and Informatics Institute for Sustainability Mon, 23 Feb 2026 06:39:03 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/tiis/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico Uncategorized – TIIS https://www.mtec.or.th/tiis 32 32 คู่มือ/แนวทางปฏิบัติ https://www.mtec.or.th/tiis/publications-media-manual-guidelines/ Sat, 20 Dec 2025 04:03:13 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=9011

คู่มือ/แนวทางปฏิบัติ

คู่มือ การประเมินความยั่งยืนขององค์กรตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับอุตสาหกรรมการเกษตร

การประเมินความยั่งยืนขององค์กรตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับประเมินกระบวนการดำเนินงาน และผลของการดำเนินงานในเรื่องความยั่งยืนขององค์กร

Read More »

คู่มือ วิธีการประเมินปริมาณขยะอาหารและแนวทางการลดปริมาณขยะอาหาร

คู่มือ วิธีการประเมินปริมาณขยะอาหารและแนวทางการลดปริมาณขยะอาหาร สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ของคู่มือ วิธีการประเมินปริมาณขยะอาหารและแนวทางการลดปริมาณขยะอาหาร ในรูปแบบ e-book ได้ที่นี่

Read More »

คู่มือการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของรัฐวิสาหกิจไทย

คู่มือเล่มนี้จัดทำขึ้นสำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินงานเพื่อประเมินและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจขององค์กร

Read More »

เราจะเลือกใช้บัญชีรายการวัฏจักรชีวิตอย่างไรให้ถูกต้อง

การจัดทำบัญชีรายการหรือ Life Cycle Inventory (LCI) เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการทำ LCA โดยขั้นตอนนี้จะมีการรวบรวมวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต มลสารที่เกิดจากการผลิต รวมทั้งขยะที่ปล่อยออกจากแต่ละกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

Read More »

การจัดทำบัญชีรายการวัฏจักรชีวิตของพืชผลการเกษตร

เกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักอาชีพหนึ่งของคนไทย และเป็นอุตสาหกรรมต้นทางของอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมอาหาร พลังงานชีวภาพ เส้นใย สิ่งทอ ยางธรรมชาติ และไม้ อย่างไรก็ตาม

Read More »
]]>
สรุปข้อมูลสำคัญ https://www.mtec.or.th/tiis/publications-media-factsheet/ Fri, 19 Dec 2025 08:48:16 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=8990

สรุปข้อมูลสำคัญ

รูปแบบเอกสารอธิบายรายละเอียดชุดข้อมูล ที่ผู้ให้บริการฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกเลือกใช้

ในการเผยแพร่ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตด้านสิ่งแวดล้อม (LCA Database) สิ่งที่ผู้ให้บริการข้อมูลฯ หรือในที่นี้จะขอเรียกว่า Dataset Provider

Read More »

โครงการจัดทำฐานข้อมูลของอุตสาหกรรมหม่อนไหม (ไหมหัตถกรรม)

สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม กรมหม่อนไหม ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (สวทช.) ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลแบบ Gate to Gate และ

Read More »
]]>
เอกสารทางวิชาการ https://www.mtec.or.th/tiis/publications-media-academic-paper/ Fri, 19 Dec 2025 08:45:40 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=8973

เอกสารทางวิชาการ

การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ในมิติด้านสังคม Social Life Cycle Assessment (S-LCA)

การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ในมิติด้านสังคม (Social LCA) มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในด้านสังคมและเศรษฐกิจ-สังคมของผลิตภัณฑ์ หรือบริการ

Read More »
]]>
ข่าวกิจกรรม https://www.mtec.or.th/tiis/publications-media-news-events/ Fri, 19 Dec 2025 08:27:09 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=8943

ข่าวกิจกรรม

การประชุมความร่วมมือในการขับเคลื่อนในการสร้างระบบนิเวศหมุนเวียนพลาสติก (Plastics Circularity Ecosystem)

การประชุมความร่วมมือในการขับเคลื่อนในการสร้างระบบนิเวศหมุนเวียนพลาสติก (Plastics Circularity Ecosystem) เพื่อจัดการปัญหาขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม
ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568

Read More »

การอบรมการพัฒนาวิธีการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้จัดการอบรมการพัฒนาวิธีการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขึ้นใน วันอังคารที่ 11 มีนาคม 2568

Read More »

การเข้าเยี่ยมชมเพื่อสำรวจพื้นที่การดำเนินงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)  และบริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด

สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เข้าเยี่ยมชมเพื่อสำรวจพื้นที่การดำเนินงานของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท อีสเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด

Read More »

การสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อพิจารณาค่าตัวชี้วัดด้านการหมุนเวียนของวัสดุ ในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง

การสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อพิจารณาค่าตัวชี้วัดด้านการหมุนเวียนของวัสดุ ในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 เวลา 09.00 – 12.00

Read More »

การเข้าร่วมแสดงผลงานในงานสัมมนา “เพิ่มศักยภาพท้องถิ่นเพื่อการขับเคลื่อนอนาคตไทยอย่างยั่งยืน”

สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เข้าร่วมแสดงผลงานในงานสัมมนา “เพิ่มศักยภาพท้องถิ่นเพื่อการขับเคลื่อนอนาคตไทยอย่างยั่งยืน” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2568

Read More »

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้าเยี่ยมชมมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดเชียงราย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้เข้าเยี่ยมชมมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดเชียงราย

Read More »
]]>
บทความ https://www.mtec.or.th/tiis/publications-media-articles/ Fri, 19 Dec 2025 04:46:54 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=8851

บทความ

การสูญเสียอาหาร (Food Loss)
คืออะไร

ปัญหาการสูญเสียอาหารนับเป็นประเด็นที่ทุกประเทศล้วนให้ความสำคัญ เนื่องจากการสูญเสียอาหารมีผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารของคนในประเทศ รวมทั้งคุณภาพอาหาร และความปลอดภัย สาเหตุของการสูญเสีย

Read More »

ความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยที่มีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย

ปัจจุบัน การท่องเที่ยวนับว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกและของหลายประเทศ ดังจะเห็นว่าการท่องเที่ยวนั้นเกี่ยวโยงกับอุตสาหกรรมหลากหลายสาขา เช่น

Read More »

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเวทีความยั่งยืนโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกตื่นตัวและมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมุ่งเป้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่สหประชาชาติได้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Read More »

PM2.5 ภัยคุกคามสุขภาพ และแนวทางแก้ไขปัญหา

ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหามลภาวะทางอากาศที่รุนแรงมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในเมืองหลวงและพื้นที่หัวเมืองภาคเหนือ เราจะได้ยินข่าวสารภัยผลกระทบสุขภาพจากมลภาวะทางอากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่น PM2.5 เป็นประจำทุกปี

Read More »

ซูซิกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Irasshaimase! (Welcome to the store) – เสียงดังฟังชัดคือต้อนรับที่เราคุ้นหู หากได้เข้าไปทานร้านอาหารญี่ปุ่น ศิลปะการปั้นซูซิแต่ละคำของเชฟนั้นเป็นท่วงท่าที่มีพลัง และแฝงไปด้วยการสื่อสารทางกายที่น่าชม

Read More »
]]>
สื่อประชาสัมพันธ์ https://www.mtec.or.th/tiis/publications-media-media/ Tue, 16 Dec 2025 08:48:35 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=3671

สื่อประชาสัมพันธ์

]]>
วิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืน https://www.mtec.or.th/tiis/10yfp-scp-sle/ Fri, 08 Aug 2025 07:56:00 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=2922 Read more]]>

วิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืน

วิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืน (Sustainable Lifestyles and Education; SLE) เป็นหนึ่งในกรอบการดำเนินงานระยะ10 ปีว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (10 Year Framework of Programmes on Sustainable Consumption and Production Patterns: 10 YFP on SCP) ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาและจำลองวิถีชีวิตที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตคาร์บอนต่ำ การเรียนรู้เพื่อการใช้ชีวิตแบบยั่งยืน และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตคนรุ่นปัจจุบัน รวมถึงกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตให้กับคนรุ่นใหม่ โดยแนวความคิดนี้จะช่วยกำหนดนโยบาย ธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน รวมถึงการจัดการกับความท้าทายระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขจัดความยากจน ประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

นอกจากนี้ วิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืนใช้ทรัพยากรและเครื่องมือหลายอย่างที่ช่วยกำหนดชีวิตที่ยั่งยืนผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน ได้แก่ ระบบพลังงานในครัวเรือน พฤติกรรมผู้บริโภค การสื่อสาร การขนส่ง (mobility) การวางผังเมือง

โปรแกรมวิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืนประยุกต์ใช้ 3 สิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืน

  • วิถีชีวิตที่ยั่งยืน หมายถึง ชีวิตที่ดีสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันภายในระบบนิเวศของพวกเรา
  • การเปลี่ยนแปลงสู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน และจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ใหญ่ขึ้นและอนาคตที่ยั่งยืน
  • การสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืนเป็นความท้าทายอย่างเป็นระบบที่เสริมด้วยการเลือกของแต่ละบุคคลโดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคนในสังคม

Key lifestyles domains

  • อาหาร (Food) : อาหารและเครื่องดื่มที่เรากินและดื่ม ผลิตและแปรรูปอย่างไร และวิธีกำจัดเศษเหลือทิ้งทั้งหมดซึ่งทั้งหมดจะมีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • ที่อยู่อาศัย (Housing) : วิธีที่เราอาศัยอยู่ ที่เราอาศัยอยู่ สิ่งที่ใช้ในการสร้างความร้อน และการทำความเย็นของที่อยู่อาศัย และสิ่งที่เราติดตั้งในบ้านของเราล้วนมีผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • การขนส่ง (Mobility) : การเลือกขนส่งรูปแบบใด ความถี่ที่ในการเดินทางและระยะทางที่เดินทางรวมถึงระบบสนับสนุน และโครงสร้างพื้นฐานมีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer goods) : ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมีชนิดและปริมาณของวัสดุที่ใช้ในการผลิตเท่าไหร่ มีวิธีการใช้อย่างไร่ และความถี่ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งทั้งหมดจะมีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • สันทนาการ (Leisure) : เราใช้เวลาว่างในการเลือการท่องเที่ยวแบบใด จุดหมายปลายทาง กิจกรรม และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เราใช้ทั้งหมดมีผลสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

ที่มา: Lewis, A. and Huizhen, C., 2016. A framework for shaping sustainable lifestyles determinants and strategies. UN Environment, pp. 13-17

แรงขับเคลื่อนสู่วิถีชีวิต (Drivers of lifestyles)

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตสามารถแสดงออกมาเป็นชั้นของขอบเขตดังรูป โดยเริ่มจากความต้องการและความต้องการขั้นพื้นฐานของผู้คนซึ่งความต้องการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการกำหนดระดับชั้นของสถานการณ์ส่วนบุคคล เงื่อนไขทางเทคนิคของสังคม และในที่สุดเพื่อให้อยู่ในขอบเขตที่ยั่งยืนความต้องการและความต้องการขั้นพื้นฐานของผู้คนนั้นจะต้องสามารถบรรลุได้ภายในขอบเขตทางกายภาพ และทางธรรมชาติ โดยรูปภาพนี้นำเสนอระดับของปัจจัยตั้งแต่ระดับไมโครไปจนถึงระดับมาโครซึ่งแรงขับเคลื่อนสู่วิถีชีวิต ซึ่งบางส่วนของแรงขับเคลื่อนสู่วิถีชีวิต ได้แก่

  • ระดับรายได้
  • คุณค่า
  • ความตระหนัก
  • ความรู้
  • บรรทัดฐานทางสังคมและเพื่อนร่วมงาน
  • สื่อ
  • ราคาตลาด
  • เทคโนโลยี
  • โครงสร้างพื้นฐาน
  • นโยบายและกรอบสถาบัน

Lifestyle material footprint

Lifestyle material footprint คือ เครื่องมือในการวัดการใช้ทรัพยากรในตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิต เช่น รูปแบบการบริโภคอาหาร รูปแบบการเดินทางหรือการขนส่ง ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 การใช้วิถีชีวิตหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้วัสดุในการใช้ชีวิต ได้แก่
1) อาหารและโภชนา (Food & Nutrition) เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่มที่บริโภค
2) บ้าน (Home) เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่อาศัย การใช้พลังงาน และการใช้น้ำโดยตรง เช่น น้ำสำหรับดื่ม ทำอาหาร ดูแลส่วนตัว/บ้าน
3) การขนส่ง (Mobility) โครงสร้างพื้นฐานการเดินทางและการขนส่ง เช่น การเดิน การใช้รถยนต์ จักรยาน การขนส่งสาธารณะ การเดินทางอากาศ ทั้งนี้ พิจารณาทั้งการดินทางในชีวิตประจำวัน และการท่องเที่ยว
4) สินค้าอุปโภคและบริโภค (Household goods) สินค้าอุปโภคและบริโภครวมถึงผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มใน 7 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, เสื้อผ้า, รองเท้า, เครื่องสำอาง และการดูแลส่วนบุคคล, อัญมณี, เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์กระดาษ
5) สันทนาการ (Leisure) กีฬา งานอดิเรก กิจกรรมทางวัฒนธรรมและสังคม
6) วัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น ที่พักการเดินทาง และสัตว์เลี้ยง

ที่มา  https://www.wbcsd.org/Programs/People/Sustainable-Lifestyles/Resources/Lifestyle-Material-Footprint-An-explanation

อ้างอิง

https://www.oneplanetnetwork.org/sustainable-lifestyles-and-education

Lewis, A. and Huizhen, C., 2016. A framework for shaping sustainable lifestyles determinants and strategies. UN Environment, pp. 27-29

]]>
ระบบอาหารที่ยั่งยืน https://www.mtec.or.th/tiis/10yfp-scp-sfs-2/ Fri, 08 Aug 2025 07:28:40 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=2891 Read more]]>

ระบบอาหารที่ยั่งยืน

ระบบอาหาร (Food Systems: FS) ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทุกช่วงและทุกกิจกรรมที่เชื่อมโยงกันในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ประกอบด้วย การผลิต การรวบรวม การแปรรูป การกระจาย การบริโภค และการกำจัดผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากการเกษตร การป่าไม้ หรือการประมง และบางส่วนของเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร

ระบบอาหารประกอบด้วยระบบย่อย (เช่น ระบบการเกษตร ระบบการจัดการของเสีย ระบบปัจจัยการผลิต ฯลฯ) และปฏิสัมพันธ์กับระบบสำคัญอื่นๆ (เช่น ระบบพลังงาน ระบบการค้า ระบบสุขภาพ ฯลฯ) ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระบบอาหารอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระบบอื่น ตัวอย่างเช่น นโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่มากขึ้นในระบบพลังงานจะมีผลกระทบอย่างมากต่อระบบอาหาร

ระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Food Systems: SFS) เป็นระบบอาหารที่ให้ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการแก่ทุกคนในมิติด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการสำหรับคนรุ่นต่อไปซึ่งจะไม่ลดลง หมายความว่า มีกำไรตลลอด (ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ) มีประโยชน์ในวงกว้างต่อสังคม (ความยั่งยืนทางสังคม) และมีผลกระทบเชิงบวกหรือเป็นกลางต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ (ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม)

ระบบอาหารยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDG) ซึ่งนำมาใช้ในปี 2558 โดย SDGs เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในด้านการเกษตรและระบบอาหารเพื่อยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงด้านอาหารและปรับปรุงโภชนาการภายในปี พ.ศ. 2573 ดังนั้น ระบบอาหารทั่วโลกจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้มีประสิทธิผลมากขึ้น ครอบคลุมถึงประชากรที่ยากจนและด้อยอากาส สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และสามารถส่งมอบอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับทุกคน ซึ่งเป็นความท้าทายเชิงระบบและมีความซับซ้อนที่ต้องการการผสมผสานของการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก

ระบบอาหารในปัจจุบันไม่ยั่งยืน

การผลิตอาหารเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ทรัพยากรสูง ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก เช่น น้ำ และพลังงาน ส่งผลให้สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตอาหารมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 21-37% (Mbow et al., 2019) การเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ ยังคงเป็นปัญหาสำหรับประชากรในทุกประเทศ โรคอ้วนและโรคเบาหวาน เกี่ยวข้องกับการเสนออาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพและทางเลือกในการบริโภคอาหารที่ไม่ดี จนกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในหลายประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ ชุมชนเกษตรกรรมและการประมงก็พยายามหาเลี้ยงชีพแต่มีส่วนต่างกำไรน้อยมากในเครือข่ายอาหาร

สิ่งที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุระบบอาหารที่ยั่งยืน

นโยบายเกี่ยวกับสิ่งที่จะนำไปสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืน ประกอบด้วยการปฏิบัติ ตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมแนวทางที่ยั่งยืนให้เข้มข้นขึ้นหรือขยายขนาดระบบนิเวศเกษตร: การเพิ่มหรือรักษาผลผลิตและประสิทธิภาพในขณะที่ลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม (ความหลากหลายทางชีวภาพ ดิน น้ำ และอากาศ)
  • ลดการสูญเสียอาหารและลดขยะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการใช้ซ้ำและการรีไซเคิลเศษอาหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
  • กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพและใช้ทรัพยากรน้อยลง (เช่น อาหารจากพืช)
  • ปรับปรุงความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งของระบบอาหาร โดยเฉพาะการกระจายความเสี่ยงเพื่อรับมือกับแรงกระแทกจากการพัฒนาทางภูมิรัฐศาสตร์และปรับให้เข้ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • เพิ่มความรับผิดชอบและการดูแลของผู้ผลิตและผู้บริโภคต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุขของระบบอาหารผ่านการพัฒนาและติดตามนโยบายแบบมีส่วนร่วม เพิ่มความโปร่งใส การศึกษา/การฝึกอบรม และการปรับปรุงฉลากเพื่อแจ้งทางเลือกแก่ผู้บริโภค

วงล้อระบบอาหาร (Food System Wheel)

เป้าหมายหลักวงล้อระบบอาหารตามกรอบขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO ) ประกอบด้วย การลดความยากจน และความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ โดยอยู่ในภายใต้กรอบสมรรถนะความยั่งยืนทั้งสามมิติ (เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม) สมรรถนะดังกล่าวถูกกำหนดโดยพฤติกรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบอาหาร (คนเป็นศูนย์กลาง) การดำเนินงานนี้จะเกิดขึ้นในระบบโครงสร้าง ซึ่งประกอบด้วยระบบหลัก องค์ประกอบทางสังคม และองค์ประกอบทางธรรมชาติ โดยระบบหลักประกอบด้วย ระดับของกิจกรรมตามผังการไหลของผลิตภัณฑ์อาหาร (การผลิต การรวบรวม การแปรรูป การกระจาย และการบริโภค รวมถึงการกำจัดของเสีย) และระดับของบริการสนับสนุน องค์ประกอบทางสังคม ประกอบด้วยนโยบายขององค์กร กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทั้งหมด บรรทัดฐานทางสังคม-วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนองค์ประกอบทางธรรมชาติ ประกอบด้วย น้ำ ดิน อากาศ ภูมิอากาศ ระบบนิเวศและพันธุศาสตร์

ความยั่งยืนในระบบอาหาร

การพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืน จะต้องมีการตรวจสอบความยั่งยืนแบบองค์รวม โดยระบบอาหารที่ยั่งยืนจะต้องสร้างมูลค่าในเชิงบวกพร้อมกันทั้งสามมิติ ได้แก่

  • มิติทางเศรษฐกิจ ระบบอาหารถือว่ายั่งยืน ถ้ากิจกรรมที่ดำเนินการโดยผู้เกี่ยวข้องในระบบอาหารแต่ละรายหรือผู้ให้บริการสนับสนุนสามารถทำงานในเชิงพาณิชย์ได้ กิจกรรมควรสร้างประโยชน์หรือเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม (ค่าแรงสำหรับคนงานภาษีสำหรับรัฐบาล ผลกำไรสำหรับองค์กร และการปรับปรุงแหล่งอาหารสำหรับผู้บริโภค)
  • มิติทางสังคม ระบบอาหารถือว่ายั่งยืน เมื่อมีความเท่าเทียมในการกระจายมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงโดยจำแนกตามเพศ อายุ เชื้อชาติ และอื่นๆ หลักการพื้นฐานคือ กิจกรรมของระบบอาหารจำเป็นต้องมีส่วนร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผลลัพธ์ทางสังคม-วัฒนธรรมที่สำคัญ เช่น โภชนาการและสุขภาพ ประเพณี สภาพแรงงาน และสวัสดิภาพสัตว์
  • มิติด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนถูกกำหนดโดยการทำให้มั่นใจว่าผลกระทบของกิจกรรมระบบอาหารที่มีต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติโดยรอบมีความเป็นกลางหรือเป็นบวกโดยคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำ ดิน สัตว์และพืช สุขภาพ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ฟุตพริ้นท์น้ำ การสูญเสียอาหารและขยะอาหาร และความเป็นพิษ

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและดัชนีการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านอาหาร

(SDGs and Food Sustainability Index)

ที่มา Economist Intelligence Unit และ Barilla Center for Food & Nutrition

ดัชนีการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านอาหาร สร้างขึ้นโดย Economist Intelligence Unit และ Barilla Center for Food & Nutrition เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อเน้นนโยบายระหว่างประเทศและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของโลกและ SDGs สำคัญสำหรับอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมืองยั่งยืน การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน สุขภาพ ความเท่าเทียมกันทางเพศการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐาน

ดัชนีการจัดอันดับประเทศในเรื่องความยั่งยืนของระบบอาหาร ยึดหลักสามประการ คือ การสูญเสียอาหารและขยะอาหาร การเกษตรแบบยั่งยืน และความท้าทายทางโภชนาการ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ความยั่งยืนได้จากการใช้ตัวชี้วัดต่าง ๆ ทั้งหมด 58 ตัว

Food Sustainability Index 2018

คะแนนรวมของดัชนีการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านอาหารคำนวณจากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของคะแนน 3 หมวดหมู่ คือ การสูญเสียอาหารและขยะอาหาร เกษตรกรรมที่ยั่งยืน และความท้าทายทางโภชนาการ คะแนนสูงหมายความว่าประเทศอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องที่นำไปสู่ระบบอาหารและโภชนาการที่ยั่งยืน เนื่องจากความแตกต่างโดยธรรมชาติของระบบอาหารและการเกษตร การเข้าถึงปัจจัยการผลิต ปัญหาด้านอาหารและโภชนาการ และการพัฒนานโยบายและการดำเนินการข้ามประเทศที่ระดับรายได้แตกต่างกัน การจัดอันดับโลกโดยรวมควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง

การสูญเสียอาหารและขยะอาหาร: คะแนนการสูญเสียอาหารและขยะอาหารเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของตัวชี้วัดด้านนโยบายเพื่อตอบสนองต่อการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร คะแนนสูงหมายความว่าประเทศอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องในการจัดการกับการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร

เกษตรยั่งยืน: คะแนนเกษตรยั่งยืนเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของตัวชี้วัดในหมวดหมู่น้ำ ที่ดิน การปล่อยมลพิษ และผู้ใช้ที่ดิน คะแนนสูงหมายถึงประเทศอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องในการนำระบบการเกษตรแบบยั่งยืนไปใช้

ความท้าทายทางโภชนาการ: คะแนนความท้าทายทางโภชนาการเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของตัวชี้วัดในหมวดหมู่สุขภาพและโภชนาการ คะแนนสูงหมายถึงประเทศอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ปัญหาด้านโภชนาการ

Food Sustainability Index (FSI) ของประเทศไทย

ในปัจจุบัน (มีนาคม พ.ศ.2564) ประเทศไทยยังไม่มีการคำนวณดัชนีการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านอาหาร เนื่องจากข้อมูลของไทยยังกระจัดกระจายตามหน่วยงานต่างๆ ประกอบกับไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย และข้อมูลยังไม่สอดคล้องกับตัวชี้วัดใน FSI สำหรับตัวอย่างฐานข้อมูลที่สามารถนำมาคำนวณดัชนี FSI ได้ เช่น

  • ฐานข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • คุณภาพและมลพิษทางอากาศ ปริมาณขยะ โดยกรมควบคุมมลพิษ
  • ฐานข้อมูลน้ำเพื่อการเกษตรและการจัดการน้ำ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
  • ฐานข้อมูลการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • ฐานข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ โดยกรมป่าไม้
  • ฐานข้อมูลการประมง โดยกรมประมง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีศึกษาเกษตรยั่งยืน ที่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยต่างๆ และสถาบันวิจัยของรัฐ เช่น การประเมินความยั่งยืนของอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น ข้อมูลและผลการศึกษาจากงานวิจัยเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาดัชนี FSI ของประเทศไทยได้

]]>
ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง https://www.mtec.or.th/tiis/10yfp-scp-sbc/ Fri, 08 Aug 2025 07:04:40 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=2880 Read more]]>

ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ความท้าทายในการสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง มีความเกี่ยวข้องต่อการเติบโตต่อผลผลิตมวลรวมของประเทศ การจัดการทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้ รวมถึงการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นทั้งระบบของอุตสาหกรรมก่อสร้างตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง การวางแผนและการออกแบบ ขั้นตอนการก่อสร้าง การเก็บรวบรวมของเสียที่เกิดขึ้น จนการนำวัสดุที่เหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ อย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังรูปที่ 1  ซึ่งแสดงวัฏจักรการก่อสร้างอาคาร

รูปที่ 1 แสดงวัฎจักรชีวิตของการก่อสร้างอาคาร
(ที่มา : European Insulation Manufacturing Association, 2017)

ดังนั้น จึงมีการนำแนวคิดที่เรียกว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy มาปรับใช้เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในมุมของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีศักยภาพในหลายภาคส่วนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งนำไปสู่การลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฏจักรผลิตภัณฑ์

การดำเนินงานตามแนวทางการบูรณการเพื่อความยั่งยืนทางด้านการก่อสร้างและอาคารแบบองค์รวม สามารถดำเนินงานได้หลายมิติ เช่น การประยุกต์หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในวัฏจักรชีวิตของการก่อสร้าง เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างกิจกรรมที่สอดคล้องมีดังนี้

ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง จะถูกรวมไว้ด้วยสองส่วนหลัก คือ ส่วนที่เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง และส่วนที่เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง และเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในปริมาณมาก ตั้งแต่การผลิตวัสดุสำหรับใช้ในการก่อสร้าง เช่น วัสดุที่เป็นส่วนประกอบทางโครงสร้างอาคาร (ปูนซีเมนต์ เหล็ก ไม้) วัสดุที่เป็นส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม (หลังคา ฝ้าเพดาน กระเบื้อง) เป็นต้น ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมซีเมนต์ที่ใช้ในการก่อสร้าง จากข้อมูลของกรมกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ปี 2560 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2555-2559) จะต้องมีการใช้หินปูนสำหรับผลิตในอุตสาหกรรมซีเมนต์ เฉลี่ยประมาณ 70 ล้านเมตริกตันต่อปี โดยมีการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3-4 ต่อปี นอกจากการใช้ทรัพยากรในปริมาณมากแล้ว การก่อให้เกิดขยะของเสียที่เกิดจากการก่อสร้างและการรื้อถอนทำลาย (Construction & Demolition Waste : C&DW) คิดเป็นร้อยละ 30-40 ของขยะในระบบฝังกลบทั่วโลก [1] ขยะกลุ่มนี้มักประกอบไปด้วยวัสดุที่มีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก ได้แก่ คอนกรีต, ไม้ (จากอาคาร), ยางมะตอย (จากถนนและส่วนประกอบของหลังคา), ยิปซั่ม (ส่วนประกอบหลักของผนังแห้ง), โลหะ, อิฐ, กระจก, พลาสติก, ชิ้นส่วนอาคารที่รื้อถอน (ประตู หน้าต่างรวมถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อภายในอาคาร) รวมถึงซากตอ ต้นไม้ ก้อนหินต่าง ๆ ที่เกิดจากการปรับปรุงพื้นที่เพื่อเตรียมการก่อสร้างต่าง ๆ สำหรับประเทศไทย ดังแสดงในรูปที่ 1 ขยะที่เกิดจากการก่อสร้างและการรื้อถอนจัดว่าอยู่ในกลุ่มขยะชุมชน (Municipal Solid Waste : MSW) เมื่อพิจารณาของเสียที่เกิดจากการก่อสร้างและการรื้อถอน พบว่า มากกว่า 70% เป็นของเสียประเภทคอนกรีต รองลงมาคือ อิฐ เหล็ก และกระเบื้องเซรามิก ตามลำดับ

รูปที่ 2 องค์ประกอบของของเสียที่เกิดจากการก่อสร้าง และการรื้อถอน

โดยปริมาณขยะก่อสร้างและรื้อถอนในประเทศไทย เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  การก่อสร้างอาคารส่วนใหญ่สร้างจากการทุบรื้อหรือปรับปรุงพื้นที่ที่มีอาคารเดิม ทำให้เกิดของเสียที่เกิดจากการก่อสร้าง และรื้อถอนเฉลี่ย 5.81 ตัน ต่อพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้าง 100 ตารางเมตร หรือมีปริมาณขยะจากเศษวัสดุดังกล่าว เฉลี่ย 3,173 ตันต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก และในปัจจุบันพบว่ามีการจัดการขยะดังกล่าวไม่ถูกวิธี และยังคงเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการปัญหาเศษวัสดุก่อสร้างและการรื้อถอน

จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งในเรื่องการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และขยะของเสียที่เกิดจากการก่อสร้างและรื้อถอน เพื่อให้เกิดการพัฒนาในอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ยั่งยืนในประเทศไทยควรต้องมีการพิจารณาถึงการไปให้ถึงแนวทาง “close-the-loop” อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่การผลิตวัสดุก่อสร้าง การก่อสร้าง จนถึงการรื้อถอนทำลาย รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการของบริษัท ต่างๆ ในการออกแบบ การจัดซื้อและการผลิตวัสดุและพลังงานที่ใช้ในการก่อสร้าง ดังนั้นจึงมีความพยายามจากผู้เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนที่หาแนวทางที่จะทำให้อาคารซึ่งถือเป็นผลผลิตสำคัญที่เกิดขึ้นจากกระบวนการออกแบบและก่อสร้างนั้นเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ แนวความคิดของ Circular Economy มาใช้ กล่าวคือ ในอนาคต การออกแบบอาคารก่อนก่อสร้างจะต้องเป็นอาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการออกแบบ ปรับปรุง หรือดำเนินการใช้งาน หรือกลับมาปรับปรุงให้ใช้งานได้ใหม่ในลักษณะที่คำนึงถึงสภาพทางธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยการศึกษาได้กำหนดกรอบแนวความคิดดังแสดงในรูปที่ 3

รูปที่ 3 กรอบการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยรูปแบบดิจิทัล (Digital Circular Solution) เพื่อประยุกต์ใช้ในระบบการก่อสร้างจากโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปตลอดวัฏจักรชีวิต

จากกรอบการศึกษาผลผลิตหลักหนึ่งที่ได้คือ ค่าการหมุนเวียนวัสดุ (Material Circularity Indicator; MCI) สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจดังแสดงในรูปที่ 4 สำหรับนักออกแบบผลิตภัณฑ์และผู้ซื้อในการพิจารณาเพื่อเลือกวัสดุที่เป็นไปตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีการใช้ทรัพยากรของมีประสิทธิภาพ จากรูปจะเห็นว่า MCI = 1 คือวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้จะต้องมาจากส่วนประกอบที่นำกลับมาใช้ใหม่หรือวัสดุรีไซเคิลโดยไม่สูญเสียในการรีไซเคิล (ประสิทธิภาพการรีไซเคิล 100%) รวมทั้งไม่มีของเสียที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิตและเมื่อผลิตภัณฑ์หมดอายุจะต้องนำมาใช้ซ้ำหรือนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่สูญเสีย (Zero Waste) ในขณะที่เมื่อ MCI = 0.1 คือผลิตภัณฑ์มีการไหลเวียนแบบเส้นตรงอย่างสมบูรณ์ซึ่งหมายความว่าวัตถุดิบทั้งหมดที่นำมาใช้มาจากวัสดุบริสุทธิ์ (virgin materials) และไม่มีของเสียที่นำกลับมาใช้ใหม่หรือไม่มีการรีไซเคิล นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์มีค่า MCI < 0.1 นั่นหมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติหรือคุณภาพต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ย เช่น อายุการใช้งานสั้นกว่าเดิมหรือมีคุณสมบัติหรือความสามารถในการใช้งานลดลง ในทางกลับกันหากผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติหรือคุณภาพสูงกว่าผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยจะมาค่า MCI > 0.1

รูปที่ ระดับค่าการหมุนเวียนวัสดุ

ซึ่งการศึกษานี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal: SDG) มุ่งไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดวัฏจักรชีวิตของสิ่งแวดล้อมสร้างสรรอย่าง จึงเป็นแนวคิดที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ดังแสดงในรูปที่ 5

รูปที่ 5 ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดวัฏจักรชีวิตของสิ่งแวดล้อมสร้างสรรค์ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง
(Built Environment for Circular Economy Construction)
ที่มา: Circular Economy in Construction-Experiences from Finland. Ministry of Environment. 2019[2]

เอกสารอ้างอิง:

[1] Chen, Z., Li, Heng. and  Wong, T.C. An application of bar-code system for reducing construction wastes. Automation in Construction. 11(2002) 521-533

[2] Circular Economy in Construction-Experiences from Finland. Ministry of Environment. (2019) [Online: 01 Feb 2021]
URL: https://ec.europa.eu/transparency/regexpert/index.cfm?do=groupDetail.groupMeetingDoc&docid=35658

]]>
การสื่อสารข้อมูลด้านความยั่งยืนสู่ผู้บริโภค https://www.mtec.or.th/tiis/10yfp-scp-cip/ Fri, 08 Aug 2025 05:46:25 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=2805 Read more]]>

การสื่อสารข้อมูลด้านความยั่งยืนสู่ผู้บริโภค

การสื่อสารข้อมูลด้านความยั่งยืนสู่ผู้บริโภคนั้น (Customer Information) เป็นส่วนที่มีความสำคัญ ที่ทำให้ผู้บริโภคทราบถึงข้อมูลสมรรถนะด้านความยั่งยืน (ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม) ของผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งในอดีตอาจเป็นข้อมูลด้านที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญน้อยกว่าด้านเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจและตระหนักด้านนี้มากขึ้น ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความน่าเชื่อถือในเชิงวิทยาศาสตร์ เข้าใจง่าย จึงเป็นส่วนที่สำคัญในการเพิ่มแรงกระตุ้นและจิตสำนึกรักษ์โลกให้แก่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้ข้อมูล และยังอาจเป็นการเพิ่มแรงผลักดันหรืออำนาจในการต่อรองไปสู่การกำหนดนโยบาย รวมถึงเพิ่มโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่การบริโภคอีกด้วย

UN Environment ได้ระบุ โปรแกรมการสื่อสารข้อมูลสู่ผู้บริโภค (Consumer Information Programme for Sustainable Consumption and Production, CI-SCP) ไว้เป็น 1 ใน 6 โปรแกรม ภายใต้ กรอบการดำเนินงานระยะ 10 ปี เพื่อการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (10YFP) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการให้ข้อมูลความยั่งยืนที่มีคุณภาพสำหรับสินค้าและบริการ รวมถึงการระบุและการดำเนินการตามกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมผู้บริโภคในการบริโภคอย่างยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงผลักดันและยกระดับนโยบายและการมีส่วนร่วมและสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วนและผู้มีส่วนได้เสีย

ที่มา: https://www.oneplanetnetwork.org/consumer-information-scp/

เครื่องมือในการสื่อสารกับผู้บริโภค 

การสื่อสารข้อมูลสู่ผู้บริโภคนั้น สามารถสื่อสารได้หลายทาง อาทิ ฉลากสิ่งแวดล้อม (Eco labels) มาตรฐานด้านความสมัครใจ (voluntary standards) การเปิดเผยหรือประกาศข้อมูลของผลิตภัณฑ์ (product declarations) ซึ่งทั้งหมดควรสื่อสารด้วยกรอบแนวคิดการพิจารณาตลอดวัฎจักรชีวิต (Life cycle approach)

ที่มา: https://innoversity.masci.or.th/wp-content/uploads/eco_labels_wallpaper.jpg

ฉลากสิ่งแวดล้อม
ฉลากสิ่งแวดล้อมเป็นอีกทางที่จะสื่อสารสู่ผู้บริโภคได้โดยตรง ผ่านการประชาสัมพันธ์ สื่อต่างๆ รวมถึงติดข้อมูลไว้ที่ตัวสินค้าที่วางขาย โดยฉลากสิ่งแวดล้อมจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามมาตรฐานที่ประกาศโดยองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน(International Organization for Standardization, ISO) ได้แก่

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 (Ecolabel type I) ตามกรอบ ISO 14024:
เป็นฉลากที่แสดงให้เห็นว่าสินค้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าสินค้าประเภทเดียวกัน โดยพิจารณาความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยกรอบแนวคิดการพิจารณาตลอดวัฎจักรชีวิต หรือตลอดห่วงโซ่อุปทาน ในประเทศไทยมีฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 1 โดยเรียกว่า ฉลากเขียว ดำเนินการให้การรับรองโดย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดยมีสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเป็นเลขา

ที่มา: https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/3381-xcep-eco-design

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 (Ecolabel type IIตามกรอบ ISO ISO14021:

เป็นฉลากที่แต่ละผู้ผลิตจะประกาศแสดงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือบริการของตนเอง โดยอาจกำหนดรูปแบบ ลักษณะการสื่อสาร หรือประเด็นที่จะสื่อสารด้วยตัวเอง ตัวอย่างฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 2 ในประเทศไทยที่กำลังดำเนินการ ได้แก่ ฉลาก SCG eco value ฉลาก PTT Green for Life เป็นต้น

ฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 (Ecolabel type III) ตามกรอบ ISO 14025:

เป็นฉลากที่ใช้กรอบแนวคิดด้านการพิจารณาตลอดวัฎจักรชีวิตเพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือบริการ โดยอาจแสดงผลกระทบเชิงเดี่ยวหรือหลายผลกระทบได้ ตัวอย่างฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทที่ 3 ที่ดำเนินการในประเทศไทย คือ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ที่ให้การรับรองโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก, โดยแสดงผลกระทบสิ่งแวดล้อมเฉพาะด้านการเกิดภาวะโลกร้อน (Global warming)  นอกจากนี้ยังมี และ “ฉลากฟุตพริ้นท์การขาดแคลนน้ำ (Water Scarcity Footprint)” ที่ดำเนินการโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งแสดงผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำ

]]>