Net Zero – TIIS https://www.mtec.or.th/tiis Technology and Informatics Institute for Sustainability Mon, 17 Aug 2026 09:06:46 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0.4 https://www.mtec.or.th/tiis/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico Net Zero – TIIS https://www.mtec.or.th/tiis 32 32 สวทช. ปักหมุด “Food Surplus Credit” เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย https://www.mtec.or.th/tiis/food-surplus-credit-carbon-credit/ Mon, 17 Aug 2026 08:32:59 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=12503

ข่าวและกิจกรรม

สวทช. ปักหมุด “Food Surplus Credit” เปลี่ยนอาหารส่วนเกินเป็นคาร์บอนเครดิต ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนระดับเอเชีย

ปี 2026  |  ข่าวและกิจกรรม

วันที่ 14 สิงหาคม 2569
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews ภายใต้โครงการ Thailand’s Food Bank ในหัวข้อ “The Food Surplus Credit: เจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน วาระใหญ่ที่เอเชียต้องขยับ” โดย สวทช. ชูระเบียบวิธี T-VER เปลี่ยนอาหารส่วนเกินที่ปลอดภัยและบริจาคฟรีตามมาตรฐานของแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร ให้กลายเป็น ‘คาร์บอนเครดิต’ ที่ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล คำนวณง่ายๆ วัดผล “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” เพราะไม่ต้องนำขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วหักลบด้วย “คาร์บอนระหว่างทาง” เช่น ไฟฟ้าที่ใช้ในการเก็บรักษา น้ำมันจากการขนส่ง และบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหาร ช่วยให้ภาคธุรกิจนำไปรายงานผล ESG ได้อย่างโปร่งใส พร้อมผลักดันวิธีการคำนวณเป็นต้นแบบระดับเอเชีย เพื่อกอบกู้อาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืนและพาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand’s Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวว่า ปัญหาอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งโครงการ Thailand’s Food Bank มุ่งสร้างกลไกการจัดการอาหารส่วนเกินที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง

คุณจันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนการบริจาคอาหารส่วนเกินให้เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ TIIS เอ็มเทค สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระเบียบวิธีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาเครื่องมือและวิธีการประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ข้อมูลมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ รองรับทั้งการพัฒนาคาร์บอนเครดิตและการรายงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากลได้อย่างแท้จริง

สวทช. ชูระเบียบวิธี T-VER (T-VER-S-METH-09-09) หรือระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคเอกชนและมูลนิธินำการกอบกู้อาหารส่วนเกินมาคิดเป็น “คาร์บอนเครดิต” ได้อย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ โดยหลักการคำนวณจะคิดจาก “ก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้” จากการไม่ต้องเอาขยะอาหารไปฝังกลบ แล้วนำมาหักลบด้วย “คาร์บอนที่เกิดขึ้นระหว่างทาง” ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ใช้ในการแช่เย็นและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณภาพอาหาร การขนส่งเพื่อส่งต่ออาหาร การนำมาปรุงประกอบอาหารใหม่ หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการส่งต่ออาหารส่วนเกิน ทั้งนี้อาหารส่วนเกินที่สามารถนำมาคิดคาร์บอนเครดิตได้นั้น ต้องเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดภัย ส่งต่อให้ฟรี ๆ ตามแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร อย่างไรก็ดี ระเบียบวิธีฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมเครื่องดื่ม โดยกลไกนี้ทำให้ทุกองค์กรนำตัวเลขไปรายงานด้านความยั่งยืนได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งได้ทั้งช่วยเหลือสังคม ลดโลกร้อน และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน

“ตัวเลขคาร์บอนที่ซ่อนอยู่ในอาหารส่วนเกินคือโอกาสใหม่ของประเทศ เพราะจากการศึกษาและทำงานวิจัยร่วมกับเครือข่าย พบว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณอาหารส่วนเกินสูงมาก หากเราสามารถเปลี่ยนการบริจาคอาหารส่วนเกินนี้ให้เป็นคาร์บอนเครดิตได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจใหม่ให้กับภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดขยะอาหาร”

“ล่าสุด คณะทีมวิจัยจาก TIIS เอ็มเทค สวทช. ได้เข้าร่วมประชุมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหารือแนวทางการยกระดับระเบียบวิธีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาของ ACI และรองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ระเบียบวิธีที่พัฒนาขึ้นจากบริบทของประเทศไทยไม่ได้จำกัดเพียงการใช้งานในประเทศ แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อร่วมกันลดขยะอาหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับภูมิภาค สวทช. พร้อมผลักดันโมเดล Thailand’s Food Bank และระเบียบวิธี T-VER ที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ให้เป็นต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินที่เชื่อมโยงกับกลไกคาร์บอนเครดิตในระดับภูมิภาค เพราะอาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงขยะที่ต้องกำจัด แต่คือ ‘มูลค่าคาร์บอนใหม่’ ที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย สวทช. พร้อมนำงานวิจัยและเทคโนโลยีร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” คุณจันทิมา หัวหน้าโครงการฯ กล่าวย้ำ

]]>
เอ็มเทค สวทช. ผนึกเครือข่ายพันธมิตร ขับเคลื่อน “End-of-Waste” เปลี่ยนกากอุตสาหกรรมจากภาระสู่ทรัพยากรสำรอง สร้างโอกาสใหม่ในสายการผลิต https://www.mtec.or.th/tiis/end-of-waste/ Mon, 17 Aug 2026 07:38:47 +0000 https://www.mtec.or.th/tiis/?p=12460

ข่าวและกิจกรรม

เอ็มเทค สวทช. ผนึกเครือข่ายพันธมิตร ขับเคลื่อน “End-of-Waste” เปลี่ยนกากอุตสาหกรรมจากภาระสู่ทรัพยากรสำรอง สร้างโอกาสใหม่ในสายการผลิต

ปี 2026  |  ข่าวและกิจกรรม

วันที่ 13 สิงหาคม 2569
ณ ห้องสยาม โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดงานสัมมนา “End of Waste Innovation Showcase: พลิกวิกฤติของเสีย สู่โอกาสใหม่ในสายการผลิต” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มมูลค่ากากอุตสาหกรรม ยกระดับการจัดการของเสียด้วยนวัตกรรม และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ หน่วยงานวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค กล่าวว่า กากอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งปัญหาการลักลอบทิ้ง มลพิษทางอากาศ น้ำ และดิน รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกำจัดหรือเผา ขณะเดียวกัน กากอุตสาหกรรมยังมีศักยภาพเป็น “ทรัพยากรสำรอง” จากคุณสมบัติและองค์ประกอบที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองจาก “ของเสีย” ไปสู่การใช้ประโยชน์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนสู่ “End-of-Waste” หรือการสิ้นสุดความเป็นของเสีย ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนากฎระเบียบและนโยบายที่เอื้อต่อการนำกากอุตสาหกรรมกลับมาใช้ประโยชน์ โดยเอ็มเทคพร้อมทำหน้าที่เป็น “Innovation Arm” สนับสนุนหน่วยงานภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้การจัดการกากอุตสาหกรรมเกิดผลในทางปฏิบัติ

ภารกิจดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การวิจัยของเอ็มเทคภายใต้ธีม “Material Solution for Net Zero” ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีวัสดุสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยมุ่งให้งานวิจัยทำหน้าที่เป็น “ทัพหน้า” ในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมรับมือกับมาตรการด้านความยั่งยืนที่จะเข้มข้นขึ้น

ภายในงานมีการถ่ายทอดมุมมองและองค์ความรู้จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานวิจัย อาทิ “Thailand End of Waste Inspiration” โดย ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และ “Inclusive Sustainability: Circular Economy and End of Waste ปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน” โดย นายวิสุทธ จงเจริญกิจ รองประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยหัวข้อ “เส้นทางอำพลฟูดส์ เดินหน้า NET ZERO ด้วยนวัตกรรมที่จับต้องได้ Sustainable Growth with Purpose” โดย ดร.กรณ์กณิศ แสงดี ผู้อำนวยการส่วนงานนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน กลุ่มอำพลฟูดส์

นอกจากนี้ ยังมีช่วง “From Lab to Line: Innovation highlight Pitching” นำเสนอนวัตกรรมโดยนักวิจัยจาก สวทช. ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย รวมถึงหัวข้อ “Offsetting Carbon Emission from waste management แต้มต่อธุรกิจ ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมจากการเพิ่มมูลค่ากากอุตสาหกรรม” โดย ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เอ็มเทค

ช่วงบ่ายเป็นการแลกเปลี่ยนเรื่อง “กลไกการสนับสนุนธุรกิจสีเขียวจากภาครัฐ และ Financial Support” ครอบคลุมทุนสนับสนุนนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แนวทางการเงินเพื่อรองรับ Net Zero และสินเชื่อสีเขียว ก่อนปิดท้ายด้วย “Innovation Start Here: Consult/Networking One on One Matching” เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการหารือโจทย์การบริหารจัดการและเพิ่มมูลค่ากากอุตสาหกรรมเป็นรายกรณี

การจัดงานในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการกากอุตสาหกรรม ได้แก่ สวทช. กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย โดยมุ่งบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาแนวทางและนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง อันจะนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการเกิดของเสีย และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว

]]>