วันที่ 7 สิงหาคม 2562 อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
       สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมทีมนักวิจัยเอ็มเทค สวทช.นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง โดยมีนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง นายนาวี หะยีดอเลาะ สหกรณ์จังหวัดพัทลุง ผู้แทนกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตน้ำยางข้นพาราฟิต ParaFIT เพื่อใช้แปรรูปเป็นหมอนและทีนอนยางพาราที่ได้คุณภาพ จากฝีมือเกษตรกรชาวสวนยาง จ.พัทลุง ทั้งนี้มีคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ พร้อมสมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด ให้การต้อนรับ

นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง (ภาพซ้าย) กล่าวต้อนรับคณะผู้บริหารจากเอ็มเทค สวทช. และคณะสื่อมวลชน  คุณสมศักดิ์ บุญโยม รักษาการสหกรณ์จังหวัดพัทลุง (ภาพกลาง) กล่าวแสดงความยินดี และคุณกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. (ภาพขวา) กล่าวถึงภาพรวมการนำผลงานวิจัย สวทช. สู่ชุมชน ในกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรและเสวนา ParaFIT – Talung Latex เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมคุณภาพมาตรฐาน บริการครบวงจร ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราหรือยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยผลิตได้มากกว่า 4 ล้านตันต่อปี จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมากในหลายภาคส่วน เช่น เกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ผลิตยางดิบและ อุตสาหกรรมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น อย่างไรก็ตามสัดส่วนการใช้ยางพาราในประเทศยังมีไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการผลิตและการส่งออก ดังนั้นการดำเนินการเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การพัฒนาด้านบุคลากรและเทคโนโลยี จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมยางของประเทศแต่หลายภาคส่วนยังขาดองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้นนักวิจัยของเอ็มเทค สวทช. จึงได้เข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ เช่นกรณีสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด ซึ่งทีมวิจัยได้ลงพื้นที่และทำงานร่วมกับ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหาจำกัด ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี จนกระทั่งเกิดเป็นผลงานน้ำยางพาราข้นชนิดใหม่ คือ ParaFIT สำหรับการผลิตหมอนและที่นอนยางพาราโดยเฉพาะทำให้สามารถผลิตสินค้าจากยางพาราขายสู่ท้องตลาดแล้วกว่า 5 เดือน (ตั้งแต่เดือน มีนาคม 2562) มีการผลิตน้ำยาง ParaFIT มากถึง 4.5 ตัน

“เอ็มเทค สวทช. มีภารกิจหลักด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรม การบริหารจัดการและการผลิตยางพาราตั้งแต่ช่วงกลางน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น การเก็บรักษาน้ำยางพารา เทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปยางพาราขั้นต้น นวัตกรรมด้านการวิเคราะห์ทดสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ยางพารา รวมถึงงานมาตรฐานต่างๆ โดยเฉพาะมาตรฐาน มอก. การวิจัยจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ เป็นที่ยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น ดังเช่น นวัตกรรมผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพาราที่ผลิตจากน้ำยางข้น ParaFIT ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ทั้งในด้านคุณสมบัติการใช้งาน ราคา ตลอดจนความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย” ดร.จุลเทพ กล่าว

นายอนันต์ จันทร์รัตน์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด เกิดขึ้นจากการที่จังหวัดพัทลุงต้องการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ ฝั่งอ่าวไทย ประจำปี 2558  ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ และตั้งโรงงานได้ในช่วงปลายปี 2559 จากการระดมเงินทุน (หุ้น) ร่วมมือกันเชิงประชารัฐ ผ่าน “โครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพารา กิจกรรมการจัดตั้งโรงงานผลิตหมอนที่นอนยางพาราเพื่อสุขภาพ”

เมื่อต้นปี 2560 ได้เริ่มดำเนินการผลิตในส่วนการแปรรูปหมอนจากน้ำยางข้น 60% ที่ซื้อมาจากบริษัทเอกชน ต่อมาช่วงกลางปี 2560 ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. เข้ามาสอนการผลิตน้ำยางข้น 60%  จึงเริ่มรับน้ำยางสดจากสมาชิกนำมาผลิตน้ำยางข้น 60% ใช้เองได้จนถึงปัจจุบัน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนได้

“ทีมวิจัย เอ็มเทค สวทช. ได้นำเทคโนโลยีในการผลิตน้ำยางข้นแอมโมเนียต่ำมากสำหรับการผลิตโฟมยาง หรือน้ำยางพาราข้น ParaFIT มาทดลองและทดสอบระดับภาคสนาม ที่สหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด ทำให้สามารถผลิตหมอนยางพาราได้และช่วยลดเวลาในการบ่มน้ำยางจากเดิม 21 วัน เหลือเพียง 3 วัน จึงช่วยลดเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อน้ำยางพาราสด (3-6 ล้านบาทในแต่ละรอบ) และช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำยางจะเกิดการบูดเน่าอีกด้วย”

น.ส.ปิยะดา สุวรรณดิษฐากุล ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส หนึ่งในทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาน้ำยางพาราข้นชนิดใหม่ที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี และลดระยะเวลาการบ่มน้ำยางพาราข้น สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตหมอนและที่นอนยางพาราที่มีคุณภาพดี ทดแทนการใช้น้ำยางพาราข้นทางการค้า เนื่องจากน้ำยางพาราข้นเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญที่ใช้ในการทำผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพารา อย่างไรก็ดีน้ำยางพาราข้นที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีส่วนผสมของแอมโมเนีย ซิงก์ออกไซด์ (ZnO) และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ (TMTD) ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำยางเกิดการบูดเน่า แต่แอมโมเนียเป็นสารเคมีที่ระเหยง่าย มีกลิ่นฉุนรุนแรง ทำลายสุขภาพ สร้างมลภาวะ ต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้น้ำยางพาราข้นมีสมบัติไม่คงที่ ซิงก์ออกไซด์มีส่วนประกอบที่เป็นโลหะหนัก และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ เป็นสารที่ก่อให้เกิดสารไนโตรซามีน (สารก่อมะเร็ง) อีกทั้งต้องมีขั้นตอนการบ่มน้ำยางพาราข้นและขั้นตอนการกำจัดแอมโมเนียออกจากน้ำยางพาราข้นให้อยู่ในระดับเหมาะสมก่อนจึงจะนำไปผลิตหมอนและที่นอนยางพาราได้

ทีมวิจัยเอ็มเทค ได้ทดลองผลิตน้ำยาง ParaFIT โดยใช่เครื่องจักรอุตสาหกรรมของโรงงานผลิตน้ำยางพาราข้น และทดสอบสมบัติของน้ำยาง ParaFIT ที่ได้ตามข้อกำหนดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 980-2552 และ ISO 2004-2017) กระทั่งได้สูตรน้ำยาง ParaFIT ซึ่งมีปริมาณแอมโมเนียต่ำกว่า 0.20% โดยน้ำหนักน้ำยาง (น้ำยางพาราข้นทางการค่ามีปริมาณแอมโมเนีย 0.3-0.7% โดยน้ำหนักน้ำยาง) มีปริมาณซิงก์ออกไซด์ และเตตระเมทิลไทยูแรมไดซัลไฟด์ลดลงช่วยให้ระยะเวลาการบ่มน้ำยางพาราข้นลดลงก่อนนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์ยางทำให้ไม่ต้องมีขั้นตอนการกำจัดแอมโมเนียออกจากน้ำยางพาราข้นก่อนนำไปผลิตหมอนและที่นอนยางพาราจึงช่วยลดปริมาณของเสียในกระบวนการผลิต ลดกลิ่นฉุนของแอมโมเนียในโรงงาน และเป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม

ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด ได้พัฒนากระบวนการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อปลายปี 2560 ได้ดำเนินกิจกรรมแบบครบวงจร ตามที่ทีมวิจัยจากเอ็มเทค สวทช. เข้ามาช่วยพัฒนาน้ำยางข้น ParaFIT การบริการแบบครบวงจรถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญโดยสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด รับซื้อน้ำยางสดจากสมาชิก แปรรูปเป็นน้ำยางข้น 60% และนำมาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพารา ภายใต้แบรนด์ ‘ตะลุงลาเท็กซ์’ โดยหมอนยางพารา รุ่น ‘เปี่ยมสุข’ ประกอบด้วย หมอนหนุน หมอนรองคอ หมอนเด็ก ที่นอนเด็ก และหมอนข้าง มียอดจำหน่าย  ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยแก้ไขปัญหาราคายางพาราที่ไม่คงที่ได้ ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 299 ครอบครัว เกิดการจ้างงานไม่น้อยกว่า 20 ตำแหน่งเกิดกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตไม่น้อยกว่า 100 ครอบครัว ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่อยู่ใกล้เคียงใน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลแพรกหา ตำบลนาขยาด อ.ควนขนุน และตำบลชุมพล อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ครอบคลุมพื้นที่สวนยางราว 3,000 ไร่ และเป็นแหล่งผลิตหมอนและที่นอนยางพาราที่ใหญ่ที่สุดใน จ.พัทลุง

“ปัญหาของผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราในประเทศไทย คือ วางขายเหมือนกันหมด แตกต่างกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว แง่มุมอื่นที่แตกต่างไม่มีใครสามารถบอกได้เลย ดังนั้นนับจากนี้ไปสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหาฯ จะใช้น้ำยางข้น ParaFIT ผลิตผลิตภัณฑ์หมอนและที่นอนยางพารา ทำให้เรามีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร”

ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป สหกรณ์ฯ มีแผนจะใช้น้ำยางข้น ParaFIT ในการผลิตตามยอดสั่งจองสินค้าล่วงหน้า (ออเดอร์) เนื่องจากได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าหลัก 2 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ทำสัญญาร่วมกัน และลูกค้าอีก 3-4 รายที่รอรับซื้อจากสหกรณ์ฯ ครั้งละ 2,000- 4,000 ใบต่อราย เพื่อส่งออกไปยังลูกค้าที่ประเทศจีน อย่างไรก็ตามสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหาฯ ได้เตรียมปรับปรุงเครื่องจักรให้พร้อมสำหรับการรับผลิตตามออเดอร์สินค้าให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ใบ หรือประมาณ 800 ใบต่อวัน โดยขณะนี้มีออเดอร์หมอนยางพาราอยู่ที่ 50,000 ใบ ที่ต้องรอส่งมอบให้ลูกค้าซึ่งจะต้องผลิตให้ได้ภายในระยะเวลา 6 เดือนนับจากนี้ ซึ่งสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหาฯ คาดว่าหลังจาก ParaFIT ได้รับการตอบรับจากลูกค้า สหกรณ์ฯสามารถรวบรวมน้ำยางสดจากสมาชิกสหกรณ์ฯ ในราคาน้ำยางสดนำราคาน้ำยางสดในท้องถิ่นได้

นอกจากผลงานน้ำยางข้น ParaFIT แล้ว ยังมีผลงานด้านสีธรรมชาติในการย้อมและพิมพ์สำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็นผลงานของทีมวิจัยสิ่งทอ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีโพลิเมอร์ขั้นสูง เอ็มเทค สวทช. ที่ได้นำมาใช้พิมพ์ลายให้กับปลอกหมอนยางพาราและให้สื่อมวลชนได้ร่วมทดลองพิมพ์ลายในกิจกรรมครั้งนี้ด้วยซึ่งคาดว่าในอนาคตทางสหกรณ์การเกษตรบ้านแพรกหา จำกัด จะนำสีธรรมชาติมาใช้พิมพ์ลายต่างๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าด้วย

Scroll Up