เอ็มเทค Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/เอ็มเทค/ National Metal and Materials Technology Center Tue, 21 Jul 2026 07:13:43 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0.2 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico เอ็มเทค Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/เอ็มเทค/ 32 32 ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง https://www.mtec.or.th/thai-aluminum-strategy/ Tue, 21 Jul 2026 07:01:22 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46973 อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและยานยนต์ไฟฟ้า

The post ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับวัสดุคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงมากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลและคาร์บอนคือจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน ปัจจุบันไทยยังขาดการบูรณาการข้อมูลอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจเป็นไปได้ยาก การจัดทำฐานข้อมูลผู้ผลิต ปริมาณการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ ฐานข้อมูลค่าการปล่อยคาร์บอนและแนวทางการรายงานข้อมูลคาร์บอนที่สหภาพยุโรปยอมรับ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวและผ่านการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากลได้อย่างเท่าทัน

เศษอะลูมิเนียมเป็นทรัพยากรสำคัญด้านความยั่งยืน แต่ไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเศษอะลูมิเนียมคุณภาพสูง เนื่องจากการส่งออกปริมาณมากและการเข้ามาตั้งโรงงานของกลุ่มทุนต่างชาติที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ นโยบายระยะสั้นจึงต้องมุ่งจำกัดหรือเก็บภาษีการส่งออกเศษโลหะ เพื่อรักษาวัตถุดิบคุณภาพสูงไว้ต่อยอดอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มในประเทศ ควบคู่กับการทบทวนสิทธิประโยชน์การลงทุนที่ไม่คุ้มค่า บังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างอุปสงค์ให้แก่ผู้ผลิตไทย

เทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพราะการผลิตอะลูมิเนียมคาร์บอนต่ำและโลหะผสมเกรดสูงจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมการคัดแยกขั้นสูง ร่วมกับงานวิศวกรรมเชิงลึก เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบราง และอุปกรณ์การแพทย์ ทว่าภาคเอกชนยังขาดแคลนเครื่องจักรระดับโรงงานต้นแบบเพื่อขยายขนาดการผลิต รัฐจึงควรสนับสนุนการยกเว้นภาษีเครื่องจักรนวัตกรรมและระบบตรวจสอบคุณภาพแบบเรียลไทม์

โครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนต้องพัฒนาควบคู่กัน ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีระบบทดสอบและรับรองคุณภาพที่ได้มาตรฐานสากล การจัดตั้งศูนย์ทดสอบกลางและศูนย์วิจัยอะลูมิเนียมเฉพาะทางจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการวิจัย ควบคู่กับการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้ภาคการผลิตเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อบ่มเพาะบุคลากรทักษะสูงด้านโลหะวิทยาและปัญญาประดิษฐ์ให้รองรับอุตสาหกรรม 4.0

แนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยสู่ความยั่งยืนดังกล่าว เป็นข้อเสนอจากเวทีระดมสมองที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติจัดขึ้นร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทย โดยอาศัยข้อมูล เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญรองรับการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูงอย่างยั่งยืน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
นางสาวระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม (IBL) ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (BDD)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
โทร: 025646500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ต้นแบบเตาผลิตไบโอชาร์…เพิ่มมูลค่าเศษชีวมวล https://www.mtec.or.th/biochar-kiln-iot/ Tue, 30 Jun 2026 03:23:54 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46324 เศษชีวมวลทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ไม้ไผ่ และใบอ้อย สามารถนำมาผลิต "ไบโอชาร์" เพื่อเป็นวัสดุกักเก็บคาร์บอน เพิ่มมูลค่าให้ภาคการเกษตร และสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้ หากมีเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

The post ต้นแบบเตาผลิตไบโอชาร์…เพิ่มมูลค่าเศษชีวมวล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ต้นแบบเตาผลิตไบโอชาร์...เพิ่มมูลค่าเศษชีวมวล

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เศษชีวมวลทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ไม้ไผ่ และใบอ้อย สามารถนำมาผลิต “ไบโอชาร์” เพื่อเป็นวัสดุกักเก็บคาร์บอน เพิ่มมูลค่าให้ภาคการเกษตร และสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้ หากมีเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กรมวิชาการเกษตร และเครือข่ายพันธมิตร ได้ร่วมกันพัฒนาต้นแบบเตาผลิตไบโอชาร์ (Biochar) ระดับชุมชนที่ได้มาตรฐานและปล่อยมลพิษต่ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าเศษชีวมวล และส่งเสริมการจัดการคาร์บอนอย่างยั่งยืน

โครงสร้างของเตาต้นแบบนี้ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เตาเผาแบบรีทอร์ท (Retort kiln) ขนาด 1,200 ลิตร ตู้อบชีวมวลแบบสองชั้นขนาด 2,300 ลิตร และระบบบำบัดอากาศเสียแบบเปียก (Wet scrubber) สำหรับดักจับฝุ่นและมลพิษจากการเผาไหม้ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

ทีมวิจัยได้ศึกษารูปแบบอุณหภูมิภายในเตา (Temperature profile) และเปรียบเทียบกับผลการคำนวณจากแบบจำลองคอมพิวเตอร์ (Computer simulation) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานความร้อนในระบบให้คุ้มค่าสูงสุด

แนวทางสำคัญในการพัฒนาเตาเผาแบบรีทอร์ทคือ การให้ความร้อนแก่ระบบท่อส่งก๊าซ Syngas ก่อนเข้าสู่ห้องเผาไหม้ เพื่อให้ก๊าซติดไฟได้ดีและเผาไหม้ได้สมบูรณ์ขึ้น รวมถึงการออกแบบการไหลเวียนความร้อนเพื่อนำความร้อนเหลือทิ้งจากเตาเผามาใช้ร่วมกับตู้อบ เพื่อลดความชื้นของชีวมวลสำหรับการผลิตรอบถัดไป

นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการเทคโนโลยี “IoT Box” เข้ากับเตาผลิตไบโอชาร์ โดยความร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เพื่อบันทึกพารามิเตอร์และอุณหภูมิในระหว่างกระบวนการเผาไหม้ตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการรักษาอุณหภูมิให้สูงกว่า 350 องศาเซลเซียส เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง

ข้อมูลดิจิทัลและ Temperature profile ที่น่าเชื่อถือจาก “IoT Box” คือหัวใจสำคัญในการตรวจสอบคุณภาพและขอรับรองคาร์บอนเครดิต ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

นวัตกรรมเตาผลิตไบโอชาร์นี้ได้ขยายผลสู่การใช้งานจริง ผ่านการผนึกกำลังกับภาคเอกชนซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตเตาเผาถ่าน โดยนำระบบ IoT Box บูรณาการเข้ากับเตาผลิตไบโอชาร์ และร่วมจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อส่งต่อองค์ความรู้การผลิตไบโอชาร์คุณภาพสูงสู่ชุมชน

ความร่วมมือในการพัฒนาเตาผลิตไบโอชาร์และการขยายผลสู่ชุมชน ถือเป็นการวางมาตรฐานการแปรรูปเศษชีวมวลและการจัดการคาร์บอนอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับการวิจัยจนถึงการนำไปใช้เชิงพาณิชย์

ในระยะต่อไป เอ็มเทคและพันธมิตรมีแผนการพัฒนาเตาผลิตไบโอชาร์ขนาดใหญ่ พร้อมเพิ่มรูปแบบการใช้ประโยชน์ความร้อนเหลือทิ้งให้หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณกิตติคุณ ประเสริฐกาญจน์ นักวิจัย
ทีมวิจัยระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทางวัสดุ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4703
อีเมล: kittikp@mtec.or.th
เว็บไซต์: https://www.mtec.or.th/ mma-research-group-amp-team/

คุณเปรมฤดี กาญจนปิยะ นักวิจัย
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4452
อีเมล: premrudk@mtec.or.th

เว็บไซต์: https://www.mtec.or.th/env-research-group-mse-team/

The post ต้นแบบเตาผลิตไบโอชาร์…เพิ่มมูลค่าเศษชีวมวล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เตาเผาไบโอชาร์ เคียงข้างเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมไทย https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-pongpat-and-teerawat-engineering/ Mon, 29 Jun 2026 09:45:53 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46295 “การทำงานเชิงเดี่ยวแบบต่างคนต่างทำอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การกล้าที่จะก้าวเข้ามาพูดคุยและสร้างความร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานวิจัยอย่างเช่นเอ็มเทค จะช่วยให้เราเปิดมุมมองใหม่ๆ และมองเห็นโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบที่ตอบโจทย์”

The post เตาเผาไบโอชาร์ เคียงข้างเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เอ็มเทค

“การทำงานเชิงเดี่ยวแบบต่างคนต่างทำอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การกล้าที่จะก้าวเข้ามาพูดคุยและสร้าง
ความร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานวิจัยอย่างเช่นเอ็มเทค จะช่วยให้เราเปิดมุมมองใหม่ๆ และมองเห็นโอกาส
ในการพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบที่ตอบโจทย์”

คุณเพชร ชัยกมล (ช่างโต้ง)
ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์พัฒน์ แอนด์ ฐีรวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

ในยุคที่โลกกำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียนและมาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด “ไบโอชาร์” (Biochar) หรือถ่านชีวภาพ ได้กลายมาเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ช่วยแก้ไขปัญหาเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ทว่าความท้าทายสำคัญในภาคปฏิบัติการคือ จะทำอย่างไรให้กระบวนการเผาไหม้ได้มาตรฐานสากลและสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสเพื่อรองรับการทวนสอบและรับรองคาร์บอนเครดิต

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) จึงได้เดินหน้าผสานความร่วมมือกับเครือข่ายวิจัยและปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผลงานวิจัยให้เป็นรายได้และการพัฒนาชุมชนฐานรากให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่จะทำให้เทคโนโลยีนี้เดินหน้าไปได้ไกลในระดับสากลคือ “ความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์” การพัฒนาออกแบบจึงไม่เพียงหยุดแค่ตัวเตาเผา หากแต่เป็นการวางระบบนิเวศการตรวจสอบที่แม่นยำ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงการเปลี่ยนปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือคาร์บอนเครดิตได้อย่างแท้จริง

หัวใจหลักที่เข้ามาเติมเต็มระบบตรวจสอบนี้คือ นวัตกรรมระบบ “IoT Box” ซึ่งเอ็มเทคได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พัฒนาขึ้น โดยระบบ IoT Box จะเปลี่ยนการเผาถ่านแบบดั้งเดิมที่อาศัยความชำนาญส่วนบุคคล มาสู่การเก็บข้อมูลดิจิทัลแบบเรียลไทม์  เพื่อควบคุมและยืนยันว่ากระบวนการเผาไหม้รักษาอุณหภูมิได้สูงกว่า 350 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมงตามมาตรฐาน ข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบ Temperature Profile นี้ จึงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้  ตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานทวนสอบคาร์บอนเครดิต

และเพื่อให้เทคโนโลยีนี้เกิดการใช้งานจริงในภาคสนาม เอ็มเทคจึงได้ผนึกกำลังร่วมกับภาคเอกชนอย่างห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์พัฒน์ แอนด์ ฐีรวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง โดยมี “ช่างโต้ง” คุณเพชร ชัยกมล ปราชญ์ชาวบ้านผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเตาเผาถ่านระดับแนวหน้าของไทยเข้ามาเป็นกำลังหลักในการขยายผล ช่างโต้งได้เปิดเผยความรู้สึกตอนเริ่มต้นว่า ตนเองทราบดีอยู่แล้วว่า เอ็มเทคเป็นองค์กรวิจัยขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ เมื่อทางทีมวิจัยเอ็มเทคเข้ามาติดต่อเรื่องเตาเผาไบโอชาร์และได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด จึงพบว่าทุกคนมีวิสัยทัศน์ตรงกันที่อยากจะผลักดันนวัตกรรมนี้ให้ไปได้ไกลที่สุด จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการวิจัยและนำระบบ IoT Box  ไปบูรณาการเข้ากับเตาผลิตของบริษัทเพื่อทำการขยายผลและทดลองใช้งานจริงในระดับชุมชน โดยครอบคลุมการทดสอบกับชีวมวลที่หลากหลาย ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากเกษตรกรทั่วประเทศ

ช่างโต้งได้ให้ข้อมูลว่า “การทดสอบหน้างานจริงกับเศษวัสดุทั้ง ไม้ไผ่ ฟางข้าว และใบอ้อย โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมความร้อนร่วมกับทีมวิจัยของเอ็มเทค สามารถช่วยขยายขีดความสามารถให้กับโครงการที่ทำร่วมกันได้เป็นอย่างดี ทีมวิจัยระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทางวัสดุได้ทำการตรวจวัดอุณหภูมิเพื่อวิเคราะห์ Temperature Profile ถึง 9 จุด เพื่อติดตามพฤติกรรมความร้อนอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถระบุแนวทางการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของเตา จนปัจจุบันช่างโต้งและทีมวิจัยสามารถร่วมกันจัดทำสูตรหรือขั้นตอนการดำเนินงานมาตรฐาน (SOP) สำหรับชีวมวลแต่ละชนิดได้สำเร็จ เช่น การคำนวณน้ำหนักวัตถุดิบและปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ เพื่อเลี้ยงความร้อนให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานและประยุกต์ใช้ได้ง่ายในวิถีชุมชน”

ช่างโต้งได้กล่าวเสริมอีกว่า “ความสำเร็จนี้ยังนำไปสู่การจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน” ณ บริษัท เพชรลดา ไบโอชาร์ ฟาร์มสเตย์ จำกัด อำเภอทุ่งฝน จังหวัดอุดรธานี โดยช่างโต้ง เพื่อเปิดเป็นพื้นที่สาธิตให้เกษตรกรทั่วประเทศได้เข้ามาศึกษาดูงานกระบวนการผลิตไบโอชาร์คุณภาพสูงแบบครบวงจร ตั้งแต่การเผาที่ได้มาตรฐานไปจนถึงการนำไปปรับใช้ในแปลงเกษตรจริง”

นอกจากประสิทธิภาพของตัวไบโอชาร์แล้ว ช่างโต้งยังกล่าวถึงศักยภาพด้านการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมของเตาเผาชุดนี้ว่า “ระบบได้รับการออกแบบให้นำความร้อนเหลือทิ้งจากห้องเผาไหม้ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 300-800 องศาเซลเซียส วิ่งผ่านระบบท่อเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในตู้อบชีวมวลชั้นใน ทำหน้าที่ไล่ความชื้นออกจากเศษวัสดุเกษตรที่มีความชื้นสูงก่อนเข้าสู่กระบวนการเผาจริง ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงและย่นเวลาการทำงานให้เสร็จสิ้นได้เร็วขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังได้รับการติดตั้งนวัตกรรม Wet Scrubber หรือระบบบำบัดอากาศแบบเปียกขนาดเล็ก ซึ่งจะสร้างม่านน้ำดักจับฝุ่นละอองขนาดใหญ่ และใช้หัวฉีดสเปรย์ฝอยละเอียดเพื่อดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ ช่วยลดมลพิษทางอากาศ ควัน และกลิ่นรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรเทาปัญหากรณีการถูกร้องเรียนเรื่องควันไฟในพื้นที่เกษตรกรรมที่มีชุมชนล้อมรอบ เช่น ในภาคเหนือและภาคกลางได้อย่างตรงจุด”

สำหรับก้าวต่อไปในอนาคต ความร่วมมือนี้กำลังขยายตัวไปสู่ระดับนโยบายและการพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ขึ้น เอ็มเทคได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมวิชาการเกษตร ในการพัฒนาต้นแบบเตาผลิตไบโอชาร์ระดับชุมชนที่มีมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ช่างโต้งก็เปิดเผยถึงความพร้อมที่จะผลักดันโครงการร่วมวิจัยและจ้างวิจัยพัฒนา  ผ่านโปรแกรมสนับสนุนอย่าง ITAP เพื่อขยายขนาดห้องเผาไหม้ไปสู่เตาขนาดใหญ่ 3,000 ลิตร รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถในการนำความร้อนเหลือทิ้งไปผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป ช่างโต้งยังกล่าวชื่นชมต่อนโยบายของเอ็มเทคที่มุ่งเน้นการเผยแพร่องค์ความรู้และแบบแปลนระบบเตาเผานี้สู่สาธารณชน ถือเป็นวิทยาทานทางเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนสังคม โดยชุมชนและผู้ประกอบการสามารถนำไปจัดสร้างและขยายผลได้ทันที เปิดกว้างสำหรับการพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์โดยไม่มีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์

สุดท้ายนี้ ช่างโต้งได้ฝากแง่คิดทิ้งท้ายถึงผู้ประกอบการและเกษตรกรรายอื่นไว้อย่างน่าสนใจว่า “ความสำเร็จในยุคนี้เกิดจากการเปิดใจยอมรับแนวทาง เทคโนโลยี และความคิดใหม่ๆ การทำงานเชิงเดี่ยวแบบต่างคนต่างทำอาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก การกล้าที่จะก้าวเข้ามาพูดคุยและสร้างความร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานวิจัยอย่างเช่นเอ็มเทค จะช่วยให้เราเปิดมุมมองใหม่ๆ และมองเห็นโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบที่ตอบโจทย์ทั้งการเติบโตทางธุรกิจ การสร้างความมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก และการรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน”

ข้อมูลเพิ่มเติมและประสานความร่วมมือ:
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค): คุณกิตติคุณ ประเสริฐกาญจน์ (นักวิจัย) ทีมวิจัยระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทางวัสดุ โทร. 0 2564 6500 ต่อ 4703

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค): คุณธีรเชษฐ์ สูรพันธุ์ (นักวิจัย) ทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน โทร. 0 2564 6900 ต่อ 2452
ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์พัฒน์ แอนด์ ฐีรวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง / เพชรดา ไบโอชาร์ ฟาร์มสเตย์: คุณเพชร ชัยกมล (ช่างโต้ง) โทร. 094 818 1195, 062 874 8855

The post เตาเผาไบโอชาร์ เคียงข้างเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย https://www.mtec.or.th/biochar-ghg/ Fri, 12 Jun 2026 11:59:41 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45852 ไบโอชาร์เป็นวัสดุที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจสำหรับการเกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะมิติเชิงบูรณาการทั้งในด้านการปรับปรุงสมบัติของดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ

The post ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ
บรรยายโดย
รศ.ดร.อำนาจ ชิดไชสง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
การประชุมระดมสมอง Biochar Consortium ครั้งที่ 4
NAC2026

ไบโอชาร์เป็นวัสดุที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจสำหรับการเกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะมิติเชิงบูรณาการทั้งในด้านการปรับปรุงสมบัติของดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่พืช ตลอดจนการเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) จากภาคการเกษตร อย่างไรก็ตามประสิทธิผลของการใช้ไบโอชาร์ขึ้นอยู่กับตัวแปรและปัจจัยที่หลากหลาย จึงนำไปสู่แรงจูงใจในการศึกษาวิจัยปฎิสัมพันธ์ระหว่างไบโอชาร์ ดิน และพืชเกษตร โดย รศ.ดร. อำนาจ ชิดไธสง และคณะ

ผลการทดลองในระดับห้องปฏิบัติการชี้ให้เห็นว่า การเลือกใช้ชนิด ขนาด และปริมาณของไบโอชาร์อย่างเหมาะสมสามารถช่วยปรับปรุงสมบัติของดินประเภทต่างๆ ได้ในหลายด้าน เช่น เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำและธาตุอาหาร ลดความเป็นกรดของดิน รวมถึงเพิ่มค่าศักย์รีดอกซ์ (Eh) โดยการเพิ่มปริมาณตัวรับอิเล็กตรอนทางเลือก (ไอออนของไนเตรต เหล็กเฟอริก และซัลเฟต) ทำให้ดินมีสภาพออกซิเดทีฟมากขึ้น ส่งผลในการช่วยยับยั้งการย่อยสลายอินทรียวัตถุในรูปแบบที่ก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็น GHG ที่มีศักยภาพการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอกไดออกไซด์ประมาณ 30 เท่า

อีกทั้งทีมวิจัยยังได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่การทำนาข้าวในแปลงทดลอง ด้วยการศึกษาการใช้ไบโอชาร์ร่วมกับวิธีการอื่นๆ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างคาร์บอนเครดิต โดยอาศัยการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งและการจัดการปุ๋ย และพบว่าในฤดูนาปีการใส่ไบโอชาร์ล้วนสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้เกือบ 40% และยังสามารถช่วยลดมีเทนได้แม้กรณีที่ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี ในส่วนของฤดูนาปรังนั้นพบว่าการใช้ไบโอชาร์ร่วมกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึง 45%

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาแสดงด้วยว่าการใช้ไบโอชาร์โดยไม่ใส่ปุ๋ยร่วมด้วยอาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลงได้ 10-21% เนื่องจากไบโอชาร์สามารถดูดซับไนโตรเจนบางส่วนไว้ชั่วคราว ทำให้พืชขาดแคลนธาตุอาหารในช่วงแรกได้ ซึ่งประเด็นที่เกษตรกรพึงระวัง โดยวิธีที่ให้ผลดีที่สุดในเชิงปฏิบัติคือการใช้ไบโอชาร์ร่วมกับปุ๋ยและการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก รักษาระดับผลผลิต และเพิ่มคาร์บอนอินทรีย์ในดินไปพร้อมๆ กัน

ทีมวิจัยยังได้ทดลองประยุกต์ใช้ขี้เถ้าแกลบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลในนาข้าวด้วยเนื่องจากเห็นว่าเป็นวัสดุที่ใกล้เคียงกับไบโอชาร์ และพบว่าขี้เถ้าแกลบสามารถช่วยลด GHG (มีเทนและไนตรัสออกไซด์) และช่วยเพิ่มผลผลิตด้วย นอกจากนั้นทีมวิจัยได้ใช้ไบโอชาร์ในทดลองการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เช่น การปลูกข้าวฟ่างหวาน (พืชพลังงาน) ในดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งไบโอชาร์สามารถช่วยลดการปล่อย GHG เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม และช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นใกล้เคียงกับแปลงที่เสริมด้วยปุ๋ยคอก และการใช้ไบโอชาร์ที่ผลิตจากใบและเศษอ้อยในการปลูกอ้อย ซึ่งช่วยลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ และปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ในช่วงการศึกษาผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อผลผลิตและการปล่อย GHG จากการปลูกมันสำปะหลัง

ภาพรวมจากงานวิจัยของ รศ.ดร. อำนาจ ชิดไธสง และคณะ แสดงให้เห็นว่าไบโอชาร์สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มคาร์บอนสะสมในดินและปรับปรุงคุณภาพดิน เพื่อช่วยเพิมผลผลิตของพืชเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าไม่มีสูตรสำเร็จเดียวที่สามารถใช้กับทุกพื้นที่ได้เหมือนกัน แต่ต้องปรับการใช้งานตามชนิดของดินและไบโอชาร์ (เช่น ชีวมวลที่ใช้ผลิต อุณหภูมิการเผา ขนาดอนุภาค รวมถึงอัตราการใช้ในแปลง) เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจึงควรศึกษาและทำความเข้าใจบริบทเฉพาะของที่ดินและพืชของตนในการนำไบโอชาร์ไปใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

The post ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT https://www.mtec.or.th/biochar-furnace-iot/ Mon, 08 Jun 2026 05:05:21 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45752 ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเศษชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

The post ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเศษชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย เอ็มเทคทำงานร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในการพัฒนาเทคโนโลยี IoT Box เพื่อบันทึกพารามิเตอร์และอุณหภูมิในระหว่างกระบวนการเผาไหม้ตามมาตรฐานสากล

จุดสำคัญคือ การรักษาอุณหภูมิให้สูงกว่า 350°C ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง และสร้างโพรไฟล์อุณหภูมิที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากข้อมูลดิจิทัลดังกล่าวเป็นหัวใจสำหรับการตรวจสอบคุณภาพและการขอรับรองคาร์บอนเครดิต เปลี่ยนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นรายได้เสริมสำหรับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

งานวิจัยนี้ยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์พัฒน์ แอนด์ ฐีรวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง โดย “ช่างโต้ง” ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเตาเผาถ่าน ได้มีการนำระบบ IoT Box ไปบูรณาการเข้ากับเตาผลิตของบริษัทฯ เพื่อทดลองใช้งานในระดับชุมชน ครอบคลุมการทดสอบชีวมวลหลายอย่าง เช่น ไม้ไผ่ ฟางข้าว และใบอ้อย  

ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้ทีมวิจัยได้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้งาน เพื่อนำไปพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานจริงได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งจะจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน”บริษัท เพชรลดา ไบโอชาร์ ฟาร์มสเตย์ อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี โดยช่างโต้ง เพื่อเป็นพื้นที่สาธิตและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการผลิตไบโอชาร์คุณภาพสูงให้แก่เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ

ในเชิงนโยบาย เอ็มเทคได้ลงนาม MOU กับกรมวิชาการเกษตร เพื่อบูรณาการวัสดุศาสตร์เข้ากับงานวิจัยเกษตร โดยเตรียมพัฒนา “ต้นแบบเตาผลิตไบโอชาร์ระดับชุมชน” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับทดลองจนถึงเชิงพาณิชย์ มุ่งสร้างมาตรฐานการแปรรูปชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรและการจัดการคาร์บอนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ มีการนำความร้อนเหลือทิ้งของเตาเผามาใช้กับตู้อบเพื่อลดความชื้นชีวมวล ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านระบบสครับเบอร์แบบเปียก (wet scrubber) สำหรับดักจับฝุ่นและมลพิษอีกด้วย

เอ็มเทค และช่างโต้ง พร้อมเครือข่ายพันธมิตร มีแผนขยายผลสู่เตาขนาดใหญ่และพัฒนาระบบนำความร้อนไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่หลากหลาย และจะเผยแพร่องค์ความรู้ระบบเตาสู่สาธารณะเพื่อกระจายเทคโนโลยีสู่ชุมชนทั่วประเทศ โดยจะเปิดรับแนวทาง เทคโนโลยี และมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากและรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณกิตติคุณ ประเสริฐกาญจน์ นักวิจัย
ทีมวิจัยระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทางวัสดุ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4703
อีเมล: kittikp@mtec.or.th

คุณเพชร ชัยกมล (ช่างโต้ง)
ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์พัฒน์ แอนด์ ฐีรวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง
สถานที่ผลิตและจำหน่ายเตาอบถ่านคุณภาพสูง
บริษัท เพชรลดา ไบโอชาร์ ฟาร์มสเตย์ จำกัด
ศูนย์วิจัยไบโอชาร์และนวัตกรรม บีซีจี ไพโร เทค อุดรธานี
โทรศัพท์: 094 818 1195 , 062 874 8855

The post ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
EV Microbus นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม https://www.mtec.or.th/ev-microbus/ Mon, 08 Jun 2026 04:43:09 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45739 ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจในจังหวัดระยอง การยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

The post EV Microbus นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

พลิกโฉมการเดินทางในเขตเมืองด้วย EV Microbus: นวัตกรรมขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจในจังหวัดระยอง การยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์ทั้งในด้านความปลอดภัย  ความสะดวกสบาย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน EEC หรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน

จากโจทย์ที่ต้องการ Rethink ระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองที่เชื่อมต่อกับ EEC ทีมงานของ สวทช. ซึ่งประกอบด้วยทีมวิจัยของเอ็มเทค (MTEC) เอ็นเทค (ENTEC) และเนคเทค (NECTEC) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ได้ริเริ่มโครงการพัฒนารถไฟฟ้าประเภทไมโครบัส (EV Microbus) ซึ่งครอบคลุมการออกแบบโครงสร้างและระบบนิเวศการเดินทางเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตัวรถมี 12–14 ที่นั่ง และมีขนาดเหมาะสมกับการสัญจรในเขตเมืองและตรอกซอย ทั้งยังผสานแนวคิด Universal Design ในห้องโดยสารแบบ walk-in cabin ที่มีเพดานสูงพอ เพื่อให้ผู้โดยสารเดินตัวตรงเข้าสู่ที่นั่งแบบหันหน้าไปทางเดียวกันได้โดยไม่ต้องก้ม แต่ละที่นั่งมีเข็มขัดนิรภัย ลักษณะเช่นนี้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้มีสัมภาระ

ด้านความปลอดภัย ทีมวิจัยได้นำโครงสร้างแบบ Space Frame มาประยุกต์เพื่อสร้าง ‘กล่องนิรภัย’ (survival box) โอบล้อมห้องโดยสาร โครงสร้างจึงมีความแข็งแรงและปลอดภัยสูงกว่ารถโดยสารดัดแปลงทั่วไป รวมทั้งยังยึดชุดแพคแบตเตอรี่ให้รองรับมาตรฐาน R100

ทั้งนี้ยังได้ลดน้ำหนักโดยรวมของตัวรถ โดยใช้การจำลองและวิเคราะห์ความแข็งแรงโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบทางวิศวกรรม (CAE) ควบคู่กับการทดสอบเชิงกลสำหรับวัสดุโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ปลอดภัยของผู้โดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

โครงการยังสร้างระบบนิเวศสีเขียวที่ครบวงจรภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) โดยตั้งเป้าการลดคาร์บอนไดออกไซด์สะสมมากกว่า 20,000 tCO2eq ตลอดระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี พร้อมร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในการประเมินลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ข้อมูลจาก CME Data box ของ สวทช. ซึ่งติดตั้งในรถเพื่อคำนวณการประหยัดพลังงานและการลดไอเสีย

การจัดการแบตเตอรี่จะดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมาพัฒนาเป็นระบบกักเก็บพลังงานสำหรับสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้รถสามารถวิ่งได้ 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรองรับระบบ DC Fast Charge ที่ใช้เวลาเพียง 30 นาที

โครงการยังมีเป้าหมายในการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 50% เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตของไทยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

โครงการ EV Microbus เป็นต้นแบบหนึ่งในการปฏิรูประบบขนส่งของประเทศ ซึ่งบูรณาการองค์ความรู้เชิงลึกทั้งด้านวิศวกรรมการออกแบบ การวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ขั้นสูง และการทดสอบมาตรฐาน เข้ากับความใส่ใจในคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบขนส่งสาธารณะไทยที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สนใจติดต่อ
คุณปิยพงศ์ เปรมวรานนท์ วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยวิศวกรรมน้ำหนักเบา กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ

โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4384
อีเมล: piyapp@mtec.or.th
https://www.mtec.or.th/edc-research-group-lwe-team/

The post EV Microbus นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return https://www.mtec.or.th/reuse-refill-return/ Fri, 22 May 2026 07:51:04 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45354 ที่ผ่านมาการจัดการปัญหาพลาสติกในประเทศไทยเน้น “คัดแยกแล้วรีไซเคิล” เป็นหลัก แม้อัตราการรีไซเคิลจะดีขึ้น แต่แนวทางนี้ยังไม่สามารถรับมือกับปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวที่เพิ่มขึ้นได้

The post เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ที่ผ่านมาการจัดการปัญหาพลาสติกในประเทศไทยเน้น “คัดแยกแล้วรีไซเคิล” เป็นหลัก แม้อัตราการรีไซเคิลจะดีขึ้น แต่แนวทางนี้ยังไม่สามารถรับมือกับปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวที่เพิ่มขึ้นได้ ธนาคารโลกระบุว่ามีขยะพลาสติกราว 428,000 ตันต่อปี ที่จัดการอย่างไม่เหมาะสมและหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม สะท้อนว่าการรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

แนวคิด Reuse / Refill / Return System เน้นให้บรรจุภัณฑ์ “ไม่กลายเป็นขยะเร็วเกินไป” โดยออกแบบให้พลาสติกคงคุณค่าและหมุนเวียนอยู่ในระบบได้นานที่สุด ลดการผลิตพลาสติกใหม่ ผ่านการใช้ซ้ำ การเติมใหม่ หรือการส่งคืนเพื่อล้างและบรรจุใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

Ellen MacArthur Foundation (EMF) เสนอกรอบคิด Reuse Models ไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ การเก็บภาชนะไว้และเติมซ้ำที่บ้าน, การนำภาชนะไปเติมระหว่างการเดินทางหรือที่ร้าน, ระบบรับคืนจากบ้านเพื่อนำไปล้างและบรรจุใหม่ และระบบที่ผู้บริโภคคืนบรรจุภัณฑ์ ณ จุดขายหรือจุดรับคืน จะเห็นว่า “การใช้ซ้ำ” มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้ ระบบโลจิสติกส์ และมาตรฐานการล้าง

หากระบบใช้ซ้ำถูกใช้งานวงกว้างโดยมีโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน มีมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ และสร้างอัตราคืนกลับที่สูง ก็จะสามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวได้ในสินค้าบางประเภท และอาจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้น้ำได้ราว 35–70% ในบางกรณี

แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยพร้อมหรือยัง?

ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เช่น ร้านรีฟิลเฉพาะทาง โครงการ Refill Station ในห้างค้าปลีก และแนวทางกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสำหรับจุดบริการรีฟิลสำหรับผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน สะท้อนว่าภาครัฐเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นของมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย ขณะเดียวกันโครงการ “Bottle Free Seas” ก็แสดงศักยภาพของระบบเติมน้ำดื่มในการลดขวดพลาสติก

อุปสรรคหลักคือการขาด “โครงสร้างรองรับ” เพราะการใช้ซ้ำจะไม่เกิด หากผู้บริโภครู้สึกว่ายุ่งยากกว่าการซื้อใหม่ และจะขยายผลไม่ได้ หากผู้ประกอบการต้องลงทุนระบบล้าง ระบบขนส่ง และระบบรับคืนเพียงลำพัง

ประเทศไทยจึงต้องขยับจากเศรษฐกิจแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งไปสู่เศรษฐกิจแบบใช้ซ้ำอย่างเป็นระบบ โดย การยกระดับนโยบายตั้งแต่มาตรฐานบรรจุภัณฑ์ร่วม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกลาง การมีมาตรการมัดจำคืนภาชนะ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) อย่างเป็นรูปธรรม

หากประเทศไทยต้องการลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องทำให้ Reuse / Refill / Return System เป็นโครงสร้างหลักของนโยบายบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ชุติมา แซ่เฮง นักวิจัย
ทีมวิจัยกระบวนการผลิตยางขั้นสูงและมาตรฐานยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 74820
อีเมล: chutima.sae@mtec.or.th

The post เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>