เอ็มเทค Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/เอ็มเทค/ National Metal and Materials Technology Center Wed, 16 Sep 2026 03:44:41 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.1.2 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico เอ็มเทค Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/เอ็มเทค/ 32 32 ออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง เมื่อ Recyclability กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของบรรจุภัณฑ์ https://www.mtec.or.th/recyclability/ Fri, 11 Sep 2026 05:26:56 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=48159 หน้าที่หลักของบรรจุภัณฑ์คือการปกป้องสินค้าไปจนถึงมือผู้บริโภค แต่แค่ทำหน้าที่ได้ดีระหว่างการใช้งานอาจไม่เพียงพอ เพราะบรรจุภัณฑ์ยังต้องถูกจัดการหลังการใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีโอกาสหมุนเวียนกลับมาเป็นทรัพยากรได้อีกครั้ง

The post ออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง เมื่อ Recyclability กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของบรรจุภัณฑ์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง เมื่อ Recyclability กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของบรรจุภัณฑ์

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

หน้าที่หลักของบรรจุภัณฑ์คือการปกป้องสินค้าไปจนถึงมือผู้บริโภค แต่แค่ทำหน้าที่ได้ดีระหว่างการใช้งานอาจไม่เพียงพอ เพราะบรรจุภัณฑ์ยังต้องถูกจัดการหลังการใช้อย่างเหมาะสม เพื่อให้มีโอกาสหมุนเวียนกลับมาเป็นทรัพยากรได้อีกครั้ง ความสามารถในการรีไซเคิล หรือ Recyclability จึงกำลังเปลี่ยนแนวคิดการออกแบบบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก

นักออกแบบมักให้ความสำคัญกับสมบัติการปกป้องผลิตภัณฑ์ อายุการเก็บรักษา ความสะดวก รูปลักษณ์ และต้นทุน ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการคัดแยกและการรีไซเคิล

ตัวอย่างเช่น ขวดพลาสติกใส PET (Polyethylene Terephthalate) ตัวขวดและฝาอาจเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ แต่ฉลากที่ผลิตจากพลาสติกหลากหลายประเภท หรือกาวที่แยกออกได้ยาก สามารถรบกวนกระบวนการรีไซเคิลได้ ขณะที่บรรจุภัณฑ์ชนิดฟิล์มหลายชั้นซึ่งออกแบบให้ป้องกันความชื้นหรือออกซิเจนได้ดี กลับเป็นความท้าทายสำคัญเมื่อวัสดุแต่ละชั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ด้วยระบบรีไซเคิลที่มีอยู่

ดังนั้น Recyclability จึงไม่ใช่สมบัติของวัสดุเพียงชนิดเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จากการออกแบบ “ทั้งระบบ” ตั้งแต่ชนิดและโครงสร้างของวัสดุ สี หมึก กาว ฉลาก สารเติมแต่ง องค์ประกอบเสริม ความสามารถในการนำผลิตภัณฑ์ออกจากบรรจุภัณฑ์ได้หมด การปนเปื้อนหลังใช้งาน ไปจนถึงความสามารถในการเก็บกลับ คัดแยก และนำไปรีไซเคิลได้ในระดับที่ใช้งานจริง (recycled at scale)

ชุดมาตรฐาน EN 18120 และแนวทางของ RecyClass เป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินว่าวัสดุหรือส่วนประกอบใดเหมาะสมกับการรีไซเคิล ส่วนใดใช้ได้แต่มีข้อจำกัด และส่วนใดอาจเป็นอุปสรรค ผลการประเมินไม่เพียงบอกระดับความสามารถในการรีไซเคิล แต่ยังนำไปสู่การปรับปรุงการออกแบบ เช่น เปลี่ยนหรือลดชนิดวัสดุ ปรับฉลาก เลือกกาวใหม่ หรือเปลี่ยนโครงสร้าง เพื่อสามารถรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recyclability) จึงมีความสำคัญโดยเฉพาะในตลาดยุโรป ซึ่งมีกฎหมาย PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องได้รับการออกแบบให้รีไซเคิลได้ และสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลได้จริง สำหรับประเทศไทยเองก็ให้ความสำคัญกับการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต และการขยายขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ผลิตเช่นกัน

เอ็มเทค สวทช. มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand PPWR Consortium และให้คำปรึกษาด้าน Recyclability สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งชนิดแข็งและชนิดอ่อนตามแนวทาง PPWR หรือ EN 18120 พร้อมให้คำแนะนำเชิงเทคนิคเพื่อช่วยผู้ประกอบการในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทาง

เพราะบรรจุภัณฑ์อาจไม่ได้ถูกตัดสินเพียงว่าทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหนในวันที่อยู่บนชั้นวาง แต่รวมถึงเมื่อสินค้าถูกใช้หมดแล้วด้วย ว่ามีโอกาสกลับเข้าสู่วงจรการผลิตได้อีกครั้งหรือไม่?

The post ออกแบบให้รีไซเคิลได้จริง เมื่อ Recyclability กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของบรรจุภัณฑ์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เมื่อ Net Zero เปลี่ยนเกมก่อสร้างไทย: ไม้เศรษฐกิจ จะเป็นคำตอบได้หรือไม่? https://www.mtec.or.th/net-zero-wood/ Fri, 11 Sep 2026 05:02:21 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=48152 เมื่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero กำลังเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมทั่วโลก ภาคการก่อสร้างจึงต้องเร่งปรับตัว ตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการวัสดุหลังการรื้อถอน

The post เมื่อ Net Zero เปลี่ยนเกมก่อสร้างไทย: ไม้เศรษฐกิจ จะเป็นคำตอบได้หรือไม่? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เมื่อ Net Zero เปลี่ยนเกมก่อสร้างไทย: ไม้เศรษฐกิจ จะเป็นคำตอบได้หรือไม่?

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เมื่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ  Net Zero กำลังเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมทั่วโลก ภาคการก่อสร้างจึงต้องเร่งปรับตัว ตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการจัดการวัสดุหลังการรื้อถอน

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงนี้ “ไม้” กำลังได้รับความสนใจในฐานะวัสดุคาร์บอนต่ำ เนื่องจากสามารถปลูกทดแทนได้ และหากมาจากแหล่งผลิตที่จัดการอย่างยั่งยืน ผลิตภัณฑ์ไม้ยังช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ตลอดอายุการใช้งาน ขณะเดียวกัน การนำไม้เศรษฐกิจมาใช้ในงานก่อสร้างอาจช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกทดแทนและการดูแลป่าเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จึงอาจเป็นทางเลือกที่สนับสนุนความยั่งยืนของทั้งภาคป่าไม้และภาคการก่อสร้างไปพร้อมกัน

ประเด็นดังกล่าวได้รับการแลกเปลี่ยนในงาน Future Timber Design 2026: ไม้เศรษฐกิจกับอนาคตงานสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ร่วมกับโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) จัดขึ้น เพื่อสำรวจศักยภาพและข้อจำกัดของไม้เศรษฐกิจไทยในยุค Net Zero

ปัจจุบันหลายประเทศสามารถใช้ไม้สร้างอาคารขนาดใหญ่และอาคารสูงได้ แต่เหตุใดประเทศไทยซึ่งมีศักยภาพด้านทรัพยากร จึงยังใช้ไม้ในงานโครงสร้างค่อนข้างจำกัด?

ส่วนหนึ่งของคำตอบอยู่ที่ ไม้วิศวกรรม (Engineered Wood) ซึ่งเกิดจากการแปรรูปไม้ด้วยกระบวนการเพิ่มสมรรถนะและควบคุมคุณภาพ ทำให้มีสมบัติสม่ำเสมอ แข็งแรง และรองรับงานโครงสร้างขนาดใหญ่และซับซ้อนได้ ไม้ที่ผ่านกระบวนการวิศวกรรมอย่างเหมาะสมจะมีศักยภาพเป็นวัสดุคาร์บอนต่ำ ที่แข็งแรง น้ำหนักเบา และกักเก็บคาร์บอนได้

ข้อจำกัดสำคัญของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนไม้ แต่อยู่ที่การขาดมาตรฐาน การตรวจสอบและจัดชั้นคุณภาพ รวมถึงมาตรฐานระบบและอุปกรณ์ยึดต่อ (Fastening System) ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ผู้ปลูก ผู้ผลิต นักออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้ตรวจสอบอาคาร ยังไม่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ แม้ไม้จะมีศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ได้หมายความว่าอาคารไม้ทุกหลังจะยั่งยืนโดยอัตโนมัติ ความยั่งยืนต้องพิจารณาตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ที่มาของวัสดุ การออกแบบ การผลิต การก่อสร้างและบำรุงรักษา ไปจนถึงการถอดประกอบ ใช้ซ้ำ และการหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ

ขณะที่เทคโนโลยีจากต่างประเทศไม่สามารถนำมาใช้กับไม้ไทยได้ทันที หน่วยงานวิจัยจึงมีบทบาทสำคัญในการปรับเทคโนโลยีให้เหมาะกับวัตถุดิบในประเทศ พัฒนาต้นแบบ ทดสอบสมรรถนะ และลดความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการก่อนลงทุนระดับอุตสาหกรรม

การผลักดันไม้เศรษฐกิจไทยให้เป็นหนึ่งในคำตอบของภาคก่อสร้าง จึงต้องเดินหน้าพร้อมกันทั้งการวิจัย เทคโนโลยี มาตรฐาน กำลังคน และการสร้างตลาด เมื่อทุกองค์ประกอบเชื่อมโยงกัน ไม้เศรษฐกิจไทยจึงจะก้าวจากวัสดุที่มีศักยภาพ ไปสู่วัสดุก่อสร้างแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเทคโนโลยี Engineered Wood สามารถติดต่อ: 
ดร. ทิพย์จักร ณ ลำปาง นักวิจัย ทีมวิจัยวิศวกรรมไม้เพื่อความยั่งยืน
โทรศัพท์: 0-2564-6500 ต่อ 4036
อีเมล:  thipjak.nal@mtec.or.th

The post เมื่อ Net Zero เปลี่ยนเกมก่อสร้างไทย: ไม้เศรษฐกิจ จะเป็นคำตอบได้หรือไม่? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย สู่การทดแทนการนำเข้าและขยายตลาดสากล https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-dios/ Tue, 01 Sep 2026 05:26:27 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47913 “ผลิตภัณฑ์โลหะดามกระดูกของบริษัท ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วเกือบพันเคสในโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ซึ่งผลตอบรับจากแพทย์ต่างยืนยันว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมาตรฐาน

The post นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย สู่การทดแทนการนำเข้าและขยายตลาดสากล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เอ็มเทค

“ผลิตภัณฑ์โลหะดามกระดูกของบริษัท ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วเกือบพันเคสในโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ซึ่งผลตอบรับจากแพทย์ต่างยืนยันว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่าสินค้านำเข้า และมีจุดเด่นด้านการเข้ากับสรีระผู้ป่วยไทย”

ดร.ธมนวรรณ อังกุรทิพากร
กรรมการบริษัท ดิจิทัล ออร์โธปิดิกส์ โซลูชัน จำกัด (DiOS)

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

จุดเริ่มต้นจากโจทย์สาธารณสุขและ Pain Point ในห้องผ่าตัด
การพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยใหม่ๆ ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “แผ่นโลหะและสกรูดามกระดูก” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชิ้นสำคัญสำหรับการรักษากระดูกหักจากอุบัติเหตุ และเป็นรายการที่มีมูลค่าการเบิกจ่ายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของกองทุนสุขภาพภาครัฐ รวมกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้ร่วมมือกับ 3 สถาบันการแพทย์ระดับแนวหน้าของไทย ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ รวมถึง บริษัท ดิจิทัล ออร์โธปิดิกส์ โซลูชัน จำกัด (DiOS) เพื่อพัฒนานวัตกรรมแผ่นโลหะดามกระดูกชนิด Locking Plate และ Locking Screw ที่ออกแบบมาเพื่อสรีระของคนไทยโดยเฉพาะ

ดร.ธมนวรรณ อังกุรทิพากร กรรมการบริษัท DiOS ได้เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า ในช่วงแรกบริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านออร์โธปิดิกส์ (Orthopaedic Medical Devices) และได้ทดลองทำผลิตภัณฑ์กลุ่ม 3D Printing รวมถึงการทำชิ้นงานแบบเฉพาะบุคคล (Customization) แต่กลับพบว่าแม้งานลักษณะนี้จะตอบโจทย์ในเชิงงานวิจัยได้ดี แต่ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในวงกว้างได้อย่างแท้จริง เมื่อได้หารือร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์ข้อมูลการเบิกจ่ายของ สปสช. จึงพบว่าแผ่นดามกระดูกชนิด Locking Plate และ Locking Screw เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่มีมูลค่าการเบิกจ่ายสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

ในอดีต ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งมักประสบปัญหา Anatomical Mismatch หรือภาวะที่ขนาดและรูปทรงของอุปกรณ์นำเข้าไม่สอดรับกับกายวิภาคของคนไทย ส่งผลให้ศัลยแพทย์ต้องเสียเวลาดัดแต่งแผ่นโลหะในห้องผ่าตัดเพื่อให้แนบรับกับกระดูกของผู้ป่วย ทีมวิจัยเอ็มเทค ร่วมกับทีมแพทย์และบริษัทฯ จึงได้นำฐานข้อมูลกายวิภาคของคนไทยมาวิเคราะห์และออกแบบร่วมกัน เพื่อสร้างสรรค์อุปกรณ์ที่แก้ Pain Point นี้ได้อย่างตรงจุด

ศาสตร์แห่งการออกแบบเพื่อสรีระและมาตรฐานระดับสากล
การพัฒนานวัตกรรมชิ้นนี้อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ในแต่ละส่วนของร่างกาย จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ครอบคลุม 4 ตำแหน่งสำคัญ เริ่มตั้งแต่แผ่นดามกระดูกข้อมือส่วนปลาย (Distal Radius) ที่ออกแบบให้มีขนาดบางเป็นพิเศษเพื่อลดการระคายเคืองของเนื้อเยื่อ แผ่นดามกระดูกต้นแขนส่วนต้นหรือหัวไหล่ (Proximal Humerus) ที่มีการวางตำแหน่งสกรูช่วยกระจายแรง พร้อมเทคโนโลยี Variable Locking ช่วยให้ผ่าตัดยึดตรึงกระดูกได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ยังมีแผ่นดามกระดูกต้นขาส่วนปลาย (Distal Femur) ที่มีความโค้งแนบรับกับโครงสร้างกระดูก ช่วยลดเวลาการดัดอุปกรณ์ในห้องผ่าตัด และแผ่นดามกระดูกหน้าแข้งส่วนต้น (Proximal Tibia) ที่มีร่องด้านข้างช่วยลดการสัมผัสเนื้อกระดูกโดยไม่จำเป็น ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดผ่านการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Full CSDT) พร้อมผ่านการทดสอบมาตรฐานสากลอย่างครบถ้วน ทั้งในด้านความแข็งแรงเชิงกลและการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ และสถานที่ผลิตได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 13485

การใช้งานจริง ความท้าทาย และโอกาสในตลาดต่างประเทศ
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์โลหะดามกระดูกของ DiOS ได้ถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยจริงแล้วมากกว่า 700 เคส ในโรงพยาบาลกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ เช่น ศิริราช ธรรมศาสตร์ พระมงกุฎเกล้า ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โรงพยาบาลขอนแก่น ตลอดจนโรงพยาบาลเอกชน เช่น บำรุงราษฎร์และสินแพทย์ ซึ่งเสียงสะท้อนจากแพทย์ผู้ใช้งานจริงต่างยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ และช่วยลดระยะเวลาในห้องผ่าตัดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

แม้จะประสบความสำเร็จในการนำไปใช้งานจริง แต่นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยยังต้องเผชิญความท้าทายสำคัญในการทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นความคุ้นเคยของแพทย์ต่อแบรนด์ต่างชาติเดิมที่มีชื่อเสียงมายาวนาน การแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าบางประเภทที่มีต้นทุนต่ำกว่า ตลอดจนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลที่มีเงื่อนไขซับซ้อน การผลักดันกลไกจัดซื้อส่วนกลาง หรือการทำโครงการนวัตกรรมนำร่องร่วมกับ สปสช. จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้โรงพยาบาลภาครัฐเข้าถึงนวัตกรรมไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น

การเดินทางของนวัตกรรมชิ้นนี้ยังได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก กลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ เอ็มเทค และ สวทช. ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างครบวงจร ทั้งการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างเครือข่ายทางการแพทย์ และการประชาสัมพันธ์ยกระดับความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงความจำเป็นต่อการผลักดันนโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นวัตกรรมไทยเข้าสู่โรงพยาบาลได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

ก้าวถัดไปที่น่าจับตาคือ การขยายตลาดสู่ระดับสากล ซึ่งจากการเปรียบเทียบข้อมูลทางกายวิภาคชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างกระดูกของคนไทยและคนเอเชียมีความใกล้เคียงกันมาก DiOS จึงกำลังวางแผนส่งออกผลิตภัณฑ์ของบริษัทไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศกลุ่มเป้าหมายเบื้องต้นก็เช่น มาเลเซียและอินโดนีเซีย พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดใหญ่อย่างประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับทุนสนับสนุนในการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพเพื่อรองรับมาตรฐานการส่งออก ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ที่ออกแบบและผลิตโดยคนไทย ไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพายาและอุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางการแพทย์ไทย และสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขได้อย่างยั่งยืน

The post นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย สู่การทดแทนการนำเข้าและขยายตลาดสากล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ไบโอชาร์: เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เป็นทรัพยากร สู่เกษตรคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-somkid/ Tue, 01 Sep 2026 04:58:54 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47906 “ไบโอชาร์ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกปัญหา แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากนำไปใช้อย่างเหมาะสมควบคู่กับองค์ความรู้

The post ไบโอชาร์: เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เป็นทรัพยากร สู่เกษตรคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เอ็มเทค

“ไบโอชาร์ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกปัญหา แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากนำไปใช้อย่างเหมาะสมควบคู่กับองค์ความรู้ด้านการจัดการดิน การใช้ปุ๋ย และแนวทางการผลิตที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่”

อาจารย์เชาวนาถ พฤทธิเทพ / อาจารย์สมคิด ดำน้อย)
กรมวิชาการเกษตร

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

ปัญหาการเผาเศษชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของมลพิษ ฝุ่น PM2.5 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด อ้อย และปาล์มน้ำมัน การพัฒนา “ไบโอชาร์” หรือถ่านชีวภาพ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตร

ด้วยเหตุนี้ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. จึงร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ที่เหมาะสมกับชุมชน โดยมี อาจารย์เชาวนาถ พฤทธิเทพ ผู้อำนวยการกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคการเกษตร และ อาจารย์สมคิด ดำน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการปลูกพืช จากกรมวิชาการเกษตร ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการทั่วประเทศ

จากปัญหาฝุ่นควัน สู่การสร้างมูลค่าเศษชีวมวล
อาจารย์เชาวนาถเผยถึงจุดเริ่มต้นว่า “โครงการนี้มุ่งแก้ไขปัญหาการเผาเศษชีวมวลในพื้นที่เปิดซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของ PM2.5 โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวโพดในภาคเหนือ ขณะเดียวกันก็เห็นโอกาสในการนำเศษชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรมาสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงได้คัดเลือกพื้นที่นำร่องตามบริบทของแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคเหนือที่มุ่งลดการเผาต้นและซังข้าวโพดเพื่อลดมลพิษทางอากาศ หรืออย่างภาคใต้ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าใบทางปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นชีวมวลปริมาณมากและย่อยสลายยาก ให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า”

นวัตกรรมยกระดับไบโอชาร์สู่มาตรฐานคาร์บอนเครดิต
อาจารย์สมคิดกล่าวว่า “แม้ที่ผ่านมาเกษตรกรจะรู้จักการเผาถ่านอยู่แล้ว แต่ความท้าทายคือ การควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐาน ทางเอ็มเทค เนคเทค และกรมวิชาการเกษตร จึงได้ร่วมกันพัฒนา เตาผลิตไบโอชาร์ต้นแบบที่ติดตั้งระบบตรวจวัดและบันทึกอุณหภูมิแบบเรียลไทม์ ช่วยเปลี่ยนจากการพึ่งพาประสบการณ์เฉพาะบุคคลหรือการลองผิดลองถูก มาเป็นการใช้ระบบข้อมูลควบคุมกระบวนการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ อุณหภูมิ จนถึงผลผลิต ทำให้ได้ไบโอชาร์คุณภาพสม่ำเสมอ น่าเชื่อถือ และพร้อมต่อยอดสู่การประเมินคาร์บอนเครดิตในอนาคต”

ปรับปรุงดิน สู่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ
ไบโอชาร์มีคุณสมบัติช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มการอุ้มน้ำ และกักเก็บธาตุอาหาร โดยเฉพาะในพื้นที่ดินทรายหรือดินเสื่อมโทรม เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และจุลินทรีย์จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ที่สำคัญ ไบโอชาร์มีโครงสร้างคาร์บอนที่เสถียรสูง จึงสามารถกักเก็บคาร์บอนไว้ในตัวเองได้ยาวนาน และมีส่วนช่วยเพิ่มคาร์บอนในอินทรียวัตถุดิน จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการขับเคลื่อน “เกษตรคาร์บอนต่ำ” ที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างโอกาสรายได้ใหม่ให้เกษตรกร อย่างไรก็ตาม อาจารย์สมคิดได้กล่าวย้ำถึงหัวใจสำคัญในการประยุกต์ใช้ว่า “ไบโอชาร์ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกปัญหา แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากนำไปใช้อย่างเหมาะสมควบคู่กับองค์ความรู้ด้านการจัดการดิน การใช้ปุ๋ย และแนวทางการผลิตที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่”

ผนึกกำลังสร้างต้นแบบความยั่งยืนสู่อนาคต
ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ภาคสนามของกรมวิชาการเกษตร เข้ากับความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีของเอ็มเทคและเนคเทค จนได้นวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของเกษตรกร ผ่านการพัฒนาเตาผลิตไบโอชาร์ต้นแบบ ที่ควบคุมอุณหภูมิและติดตามผลแบบ Real-time ด้วยระบบ dMRV และ B-IoT ซึ่งพิสูจน์ความสำเร็จแล้วทั้งในการลดการเผาตอซังข้าวโพดเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ และการเปลี่ยนก้านทางใบปาล์มน้ำมันเป็นไบโอชาร์ปรับปรุงดินในภาคใต้ ในอนาคต หน่วยงานยังจะเตรียมขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าวิจัยการใช้ไบโอชาร์กับพืชและสภาพดินที่หลากหลายเพิ่มเติม เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการชีวมวลอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

The post ไบโอชาร์: เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เป็นทรัพยากร สู่เกษตรคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม https://www.mtec.or.th/biochar-consortium/ Mon, 31 Aug 2026 02:23:19 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47847 ปัญหาดินเค็ม (Saline Soil) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำนาข้าวในไทย โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีพื้นที่ดินเค็มรวมกว่า 11.5 ล้านไร่ โดยนิยามดินเค็มคือดินที่มีเกลือละลายน้ำได้อยู่ในปริมาณสูง

The post ผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ
บรรยายโดย
ดร.บัวหลวง ฝ้ายเยื่อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การประชุมระดมสมอง Biochar Consortium ครั้งที่ 4
NAC2026

ปัญหาดินเค็ม (Saline Soil) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำนาข้าวในไทย โดยเฉพาะภาคอีสานที่มีพื้นที่ดินเค็มรวมกว่า 11.5 ล้านไร่ โดยนิยามดินเค็มคือดินที่มีเกลือละลายน้ำได้อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งจะมีค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มน้ำ (ค่า ECe) สูงกว่า 4 dS/m และส่งผลเสียอย่างมากต่อการปลูกข้าวซึ่งเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาวะดินเค็ม

การนำไบโอชาร์มาใช้ในการฟื้นฟูดินเค็มถือเป็นนวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์จากสมบัติเด่นในการมีรูพรุนสูง ส่งผลให้มีพื้นที่ผิวสัมผัสมากและช่วยอุ้มน้ำได้ดี อีกทั้งพื้นผิวนั้นประกอบด้วยประจุลบของหมู่ฟังก์ชันคาร์บอกซิลและฟีนอลิก จึงสามารถช่วยดูดซับประจุบวกของโซเดียม (Na+) จากดินเค็มไว้ในตัวและลดปริมาณโซเดียมที่จะเข้าสู่ต้นพืช พร้อมกับช่วยเพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (CEC) เพื่อกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็น เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ไว้ในดินได้ดีขึ้น เป็นต้น

จากการศึกษาการปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ในพื้นที่ดินเค็มจัดและประสบภัยน้ำทะเลหนุน พบว่าการใช้ไบโอชาร์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร (เช่น แกลบ ไม้ไผ่) ในอัตราที่เหมาะสม สามารถช่วยลดการสะสมโซเดียมในใบธงและลำต้นของข้าวได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตราการรอดชีวิต ความสูง น้ำหนักลำต้นและราก และผลผลิตเมล็ดข้าว เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แม้ในสภาวะวิกฤตขาดแคลนน้ำหรือน้ำเค็มหนุน อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยระบุว่าอัตราการใช้ไบโอชาร์ที่เหมาะสมสำหรับดินเค็มจัด อยู่ในระดับค่อนข้างสูงถึงประมาณ 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (หรือ 8 ตันต่อไร่) ซึ่งเกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้ด้วยการทยอยใส่ร่วมกับการจดบันทึก หรือรวมกลุ่มกันผลิตเพื่อใช้เองในชุมชน

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่เกษตรกรควรคำนึงถึง คือเทคนิคการเตรียมไบโอชาร์ด้วยการบ่ม (charge) ก่อนนำไปใช้ เนื่องจากไบโอชาร์ที่เพิ่งผลิตใหม่อาจดูดซับธาตุอาหารจากดินจนเกิดการแย่งอาหารจากต้นกล้าข้าวในระยะแรกได้ โดยแนะนำให้ใส่ไบโอชาร์ร่วมกับปุ๋ยหมักลงในแปลงนาที่เตรียมไว้ และเติมน้ำหมักทิ้งไว้ประมาณ 14 วันก่อนการปักดำ เพื่อให้ไบโอชาร์อิ่มตัวด้วยจุลินทรีย์และธาตุอาหาร และพร้อมส่งเสริมการเจริญเติบโตของข้าวโดยไม่ส่งผลกระทบเชิงลบ

ในอนาคต การใช้ไบโอชาร์จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในกรอบความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเข้ากับระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบดิจิทัล (dMRV) เพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตผ่านโครงการ T-VER ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แม้ว่าไบโอชาร์จะมีโครงสร้างที่คงทนและสามารถกักเก็บคาร์บอนในดินได้นานนับร้อยปี แต่ประสิทธิภาพของการแก้ปัญหาดินเค็มในระยะยาว รวมถึงการกำหนดอัตราส่วนการใช้งานตามสภาพดินเฉพาะถิ่น ยังคงเป็นหัวข้อที่ต้องได้รับการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรดินและยกระดับเกษตรกรรมไทยได้อย่างยั่งยืน

The post ผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็ม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เทคโนโลยีคืนคุณค่าผงถ่านสู่เม็ดถ่านกัมมันต์: แนวทางอัปไซคลิงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน https://www.mtec.or.th/actived-carbon/ Tue, 25 Aug 2026 03:14:32 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47745 ถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) เป็นวัสดุดูดซับสำคัญในภาคอุตสาหกรรม มีโครงสร้างรูพรุนขนาดเล็กและพื้นที่ผิวสูง ในกระบวนการผลิตและฟื้นฟูสภาพหลังใช้งานมักเกิดผงถ่านที่มีขนาดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเป็นจำนวนมากถึงหลักร้อยตันต่อปี

The post เทคโนโลยีคืนคุณค่าผงถ่านสู่เม็ดถ่านกัมมันต์: แนวทางอัปไซคลิงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เทคโนโลยีคืนคุณค่าผงถ่านสู่เม็ดถ่านกัมมันต์: แนวทางอัปไซคลิงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) เป็นวัสดุดูดซับสำคัญในภาคอุตสาหกรรม มีโครงสร้างรูพรุนขนาดเล็กและพื้นที่ผิวสูง ในกระบวนการผลิตและฟื้นฟูสภาพหลังใช้งานมักเกิดผงถ่านที่มีขนาดไม่เป็นไปตามข้อกำหนดเป็นจำนวนมากถึงหลักร้อยตันต่อปี ผงถ่านเหล่านี้ไม่สามารถนำกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมเดิมเพื่อใช้งานได้โดยตรง เนื่องจากอนุภาคมีขนาดเล็กถึงเป็นผงละเอียด

การขึ้นรูปผงถ่านกัมมันต์เหล่านี้ให้เป็นเม็ด (Activated Carbon Pellet) เพื่อให้นำไปใช้งานได้กลับลดทอนสมบัติสำคัญ ทำให้ผงถ่านดังกล่าวกลายเป็นวัสดุเหลือทิ้ง สร้างภาระทั้งด้านต้นทุนการจัดการและปัญหาสิ่งแวดล้อม

ในการแก้ปัญหาดังกล่าว นักวิจัยได้นำองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์มาพัฒนาสูตรและกระบวนการขึ้นรูป โดยคัดเลือกวัสดุประสานและสารเติมแต่งที่เหมาะสม เพื่อผสานผงถ่านให้กลับมาเป็นเม็ดถ่านกัมมันต์อีกครั้ง แต่ความท้าทายที่สำคัญคือ ทำอย่างไรให้เม็ดถ่านที่ขึ้นรูปใหม่ยังคงสมบัติเด่นของถ่านกัมมันต์ดั้งเดิมไว้ได้ และมีสมบัติใกล้เคียงกับถ่านกัมมันต์ทางการค้า เช่น มีขนาดอนุภาคและพื้นที่ผิวที่เหมาะสม เพื่อคงความสามารถในการดูดซับสารโมเลกุลขนาดเล็ก

อีกทั้งถ่านกัมมันต์ต้องมีความแข็งแรงเชิงกล เพื่อที่เม็ดถ่านกัมมันต์จะไม่แตกตัวเป็นผงได้ง่ายในระหว่างการใช้งาน และต้องทนต่อกระบวนการฟื้นฟูสภาพ (reactivation) เพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำได้หลายรอบ ผลลัพธ์จากการวิจัยและพัฒนาพบว่า สามารถช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ได้ถึง 60% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 30% ต่อปี

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิตไปสู่ระดับอุตสาหกรรมด้วย เพื่อศึกษากระบวนการขึ้นรูปเม็ดถ่านกัมมันต์ในระดับที่สูงขึ้น จากเดิมที่กำลังการผลิต 100-150 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เป็น 800-1000 กิโลกรัมต่อชั่วโมง

หากการพัฒนาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์สำเร็จก็จะช่วยลดการนำเข้าถ่านกัมมันต์ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการจัดการวัสดุที่ไม่ผ่านเกณฑ์ รวมถึงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

ผลงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และบริษัท ไร้ท์ รีแอคติเวชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของภาคอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมุ่งเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งให้กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกครั้ง

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่:
ดร.กันทิมา เหมรา และ ดร.กรรณิการ์ เดชรักษา นักวิจัย
ทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
โทรศัพท์: 0-2564-6500 ต่อ 4213
อีเมล: khanthh@mtec.or.th

The post เทคโนโลยีคืนคุณค่าผงถ่านสู่เม็ดถ่านกัมมันต์: แนวทางอัปไซคลิงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน https://www.mtec.or.th/biochar-map/ Tue, 11 Aug 2026 01:53:47 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47356 วิกฤตฝุ่น PM 2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่มี "เศษวัสดุทางการเกษตรเหลือทิ้ง" ปริมาณมหาศาลหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนหนึ่งมักจบลงด้วยการเผาในที่โล่ง

The post ‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

วิกฤตฝุ่น PM 2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่มี “เศษวัสดุทางการเกษตรเหลือทิ้ง” ปริมาณมหาศาลหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนหนึ่งมักจบลงด้วยการเผาในที่โล่ง

จะดีแค่ไหน…ถ้าเราเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเหล่านี้ให้กลายเป็น “ไบโอชาร์” (Biochar: ถ่านชีวภาพ) ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม และสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร?

ประเทศไทยมีเศษชีวมวลจากพืชเศรษฐกิจหลักประมาณ 150 ล้านตันต่อปี เมื่อประเมินในเชิงทฤษฎีมีศักยภาพนำมาผลิตไบโอชาร์ได้ประมาณ 30 ล้านตันต่อปี สะท้อนถึงโอกาสในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์ พร้อมกับช่วยลดการเผาและเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน

อย่างไรก็ตาม การวางแผนนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกในระดับพื้นที่ที่เชื่อถือได้ ซึ่งเป็นที่มาของ “Biochar Map” แผนที่จำลองอัจฉริยะ (Interactive Map) ที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เพื่อเป็นระบบฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนและบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของไบโอชาร์อย่างเป็นระบบ

ระบบจะนำข้อมูลพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ประกอบด้วย ปาล์มน้ำมัน ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมะพร้าว มาบูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผนวกกับข้อมูลสัดส่วนชีวมวลเหลือใช้จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิต ปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ และศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน โดยแสดงผลได้ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล

Biochar Map จึงช่วยให้เศษชีวมวลที่กระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่ กลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนเชิงนโยบาย ซึ่งปัจจุบันมีการต่อยอดใช้วางแผนการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยไบโอชาร์ในจังหวัดพะเยา ทำให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลประกอบการออกมาตรการส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยไบโอชาร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero และแผน NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution ฉบับที่ 3)

เมื่อผนวกกับฐานข้อมูลการผลิตไบโอชาร์ (Thai Biochar Database) สามารถช่วยประเมินและรายงานปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของแต่ละหน่วยผลิต ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้สนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิตให้โปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ตามกลไกลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศหรือ T-VER และเปิดโอกาสการสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร

ปัจจุบันแพลตฟอร์ม Biochar Map เปิดให้หน่วยงานรัฐ เอกชน นักวิจัย และเกษตรกร เข้าใช้งานและติดตามข้อมูลได้ฟรีที่เว็บไซต์ thaibiochar.net หรือหน้าแผนที่โดยตรง map.thaibiochar.net

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
คุณเกริกชัย อินทร์ปอ
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
โทรศัพท์: 0-2564-6500 ต่อ 4461
อีเมล: kroekchi@mtec.or.th
เว็บไซต์: https://www.mtec.or.th/env-research-group-mse-team/

The post ‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001% https://www.mtec.or.th/murphy_s_law/ Fri, 07 Aug 2026 08:37:41 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47305 “ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด มันจะผิดพลาด (Anything that can go wrong, will go wrong)” วลีอมตะจากกฎของเมอร์ฟี่ (Murphy’s Law) มักถูกใช้อธิบายเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้ว กฎข้อนี้มีจุดกำเนิดมาจากวงการวิศวกรรมและเทคโนโลยี

The post บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001% appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001%

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

“ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด มันจะผิดพลาด (Anything that can go wrong, will go wrong)” วลีอมตะจากกฎของเมอร์ฟี่ (Murphy’s Law) มักถูกใช้อธิบายเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้ว กฎข้อนี้มีจุดกำเนิดมาจากวงการวิศวกรรมและเทคโนโลยี สาระสำคัญไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย หากแต่เป็นการย้ำเตือนว่า เหตุไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น การออกแบบระบบและกระบวนการทำงานจึงต้องคำนึงถึงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน

แนวคิดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานวิเคราะห์ความเสียหายทางวิศวกรรม (Failure Analysis) ซึ่งมุ่งค้นหารากสาเหตุของปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ กฎของเมอร์ฟี่เตือนให้ตระหนักว่า ในการทำงานที่มีหลายขั้นตอน หากมีวิธีใดวิธีหนึ่งที่สามารถนำไปสู่หายนะได้ บางครั้งอาจจะมีใครสักคนเลือกทำด้วยวิธีนั้นและก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงตามมา ดังนั้น การยึดมั่นในขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด

เหตุเพลิงไหม้รถบัสโดยสารบนถนนวิภาวดีรังสิต นับเป็นหนึ่งตัวอย่างของความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ และเป็นบทเรียนราคาแพงจากความละเลยในขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้อง โดยจากการตรวจสอบและวิเคราะห์หลักฐาน พบว่าชนวนเหตุเริ่มมาจากเพลารถหัก จนรถเสียการทรงตัวพุ่งชนแบริเออร์และรถร่วมทาง แรงกระแทกส่งผลให้ข้อต่อถังก๊าซหลุดและรั่วไหล ก่อนจะลุกไหม้อย่างรุนแรงจากประกายไฟที่เกิดขึ้นระหว่างการชน

เมื่อวิเคราะห์ลึกถึงผิวหน้าตัดของเพลาที่หัก พบร่องรอย “การดัดแปลงด้วยการเชื่อม” ซึ่งทำให้โครงสร้างเหล็กเปลี่ยนเป็น “มาร์เทนไซต์” ที่มีความแข็งแต่เปราะง่าย ทั้งยังเกิดจุดอับจนกลายเป็นหลุมกัดกร่อนสะสม ส่งผลให้รอยร้าวค่อยๆ ขยายตัว ยิ่งเมื่อผนวกกับการติดตั้งถังก๊าซเพิ่มเติม จึงกลายเป็นตัวเร่งให้รอยร้าวขยายเร็วยิ่งขึ้น จนกระทั่งเกิดการแตกหักในที่สุด

กรณีนี้สะท้อนแก่นสำคัญในกฎของเมอร์ฟี่ที่ว่า ความผิดพลาดมักไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคร้าย หากแต่เกิดจากการมองข้ามรายละเอียดหรือการละเลยขั้นตอนที่ถูกต้อง เส้นทางที่นำไปสู่ปัญหาย่อมมีโอกาสถูกเลือกได้เสมอ ดังเช่นการดัดแปลงเพลารถที่นอกเหนือจากข้อกำหนดเพียงเล็กน้อย แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวในเวลาต่อมา

ดังนั้น ในมุมมองของวิศวกรรม บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยง “ความโชคร้าย” แต่คือการออกแบบระบบงาน การกำหนดมาตรฐาน และการปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสที่ความผิดพลาดเล็ก ๆ จะพัฒนาไปสู่ความเสียหายขนาดใหญ่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 0.0001% ก็อาจเกิดขึ้นได้ หากเราเปิดช่องให้

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณโฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4735
อีเมล: kosit.won@mtec.or.th

The post บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001% appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI https://www.mtec.or.th/cbam_lci/ Thu, 06 Aug 2026 02:26:45 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47229 เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทย (Net Zero) ถูกขยับให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 และความท้าทายจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มมีข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัว

The post ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทย (Net Zero) ถูกขยับให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 และความท้าทายจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มมีข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัว

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องอาศัย การประเมินวัฏจักรชีวิต หรือ LCA (Life Cycle Assessment) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยความน่าเชื่อถือของผลการประเมินขึ้นกับการจัดทำบัญชีรายการวัฏจักรชีวิต หรือ LCI (Life Cycle Inventory) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญตามมาตรฐาน ISO 14040 และ ISO 14044

ปัจจุบัน สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ภายใต้เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้พัฒนา “ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติ” ที่มีการบันทึกการใช้ทรัพยากร วัตถุดิบ พลังงาน ตลอดจนการปลดปล่อยมลพิษและของเสียสู่สิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต เพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงในระดับประเทศ

จุดเด่นสำคัญคือ “ความแม่นยำจำเพาะ” เช่น ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Thai Grid Mix) และค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สะท้อนถึงกิจกรรมการผลิตวัสดุพื้นฐาน ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการไทยไม่ต้องแบกรับภาระภาษีที่สูงเกินจริงจากการใช้ค่ากลางสากล (Global Default) ที่มักประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าความเป็นจริง จนส่งผลให้เสียเปรียบทางการแข่งขัน

“ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติ” นี้เปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยระบุ “จุดวิกฤต” หรือขั้นตอนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในกระบวนการผลิต ช่วยให้ภาคเอกชนนำข้อมูลไปจัดทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างตรงจุด เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่มีแผนการลดคาร์บอนขององค์กรลง ร้อยละ 30 ผ่านการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำอย่างปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และลดภาระต้นทุนจากมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป (CBAM)

ยิ่งไปกว่านั้น องค์ความรู้จากการพัฒนา “ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติ” ยังขยายผลไปสู่การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อาทิ การประเมินร่องรอยการใช้น้ำ (Water Footprint) การจัดทำฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ และการออกแบบนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลคาร์บอนคือความจำเป็นทางธุรกิจ เพื่อรองรับข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทในกลุ่ม SET50 ที่เริ่มมีผลในปี พ.ศ. 2569 ตลอดจนร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ซึ่งกำหนดให้ภาคเอกชนกว่า 3,200 ราย ต้องรายงานข้อมูลภาคบังคับในช่วงปี พ.ศ. 2571–2572 ก่อนเข้าสู่ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2573

การมีฐานข้อมูล LCI ที่น่าเชื่อถือและปรับใช้กับกระบวนการผลิตเพื่อลดคาร์บอนได้จริงนั้น เป็นกุญแจสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ให้ข้ามผ่านกำแพงภาษีและกติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมได้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อ สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mtec.or.th/tiis/

The post ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง https://www.mtec.or.th/thai-aluminum-strategy/ Tue, 21 Jul 2026 07:01:22 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46973 อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและยานยนต์ไฟฟ้า

The post ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับวัสดุคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงมากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลและคาร์บอนคือจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน ปัจจุบันไทยยังขาดการบูรณาการข้อมูลอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจเป็นไปได้ยาก การจัดทำฐานข้อมูลผู้ผลิต ปริมาณการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ ฐานข้อมูลค่าการปล่อยคาร์บอนและแนวทางการรายงานข้อมูลคาร์บอนที่สหภาพยุโรปยอมรับ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวและผ่านการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากลได้อย่างเท่าทัน

เศษอะลูมิเนียมเป็นทรัพยากรสำคัญด้านความยั่งยืน แต่ไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเศษอะลูมิเนียมคุณภาพสูง เนื่องจากการส่งออกปริมาณมากและการเข้ามาตั้งโรงงานของกลุ่มทุนต่างชาติที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ นโยบายระยะสั้นจึงต้องมุ่งจำกัดหรือเก็บภาษีการส่งออกเศษโลหะ เพื่อรักษาวัตถุดิบคุณภาพสูงไว้ต่อยอดอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มในประเทศ ควบคู่กับการทบทวนสิทธิประโยชน์การลงทุนที่ไม่คุ้มค่า บังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างอุปสงค์ให้แก่ผู้ผลิตไทย

เทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพราะการผลิตอะลูมิเนียมคาร์บอนต่ำและโลหะผสมเกรดสูงจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมการคัดแยกขั้นสูง ร่วมกับงานวิศวกรรมเชิงลึก เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบราง และอุปกรณ์การแพทย์ ทว่าภาคเอกชนยังขาดแคลนเครื่องจักรระดับโรงงานต้นแบบเพื่อขยายขนาดการผลิต รัฐจึงควรสนับสนุนการยกเว้นภาษีเครื่องจักรนวัตกรรมและระบบตรวจสอบคุณภาพแบบเรียลไทม์

โครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนต้องพัฒนาควบคู่กัน ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีระบบทดสอบและรับรองคุณภาพที่ได้มาตรฐานสากล การจัดตั้งศูนย์ทดสอบกลางและศูนย์วิจัยอะลูมิเนียมเฉพาะทางจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการวิจัย ควบคู่กับการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้ภาคการผลิตเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อบ่มเพาะบุคลากรทักษะสูงด้านโลหะวิทยาและปัญญาประดิษฐ์ให้รองรับอุตสาหกรรม 4.0

แนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยสู่ความยั่งยืนดังกล่าว เป็นข้อเสนอจากเวทีระดมสมองที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติจัดขึ้นร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทย โดยอาศัยข้อมูล เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญรองรับการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูงอย่างยั่งยืน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
นางสาวระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม (IBL) ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (BDD)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
โทร: 025646500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>