MTEC Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/mtec/ National Metal and Materials Technology Center Tue, 21 Jul 2026 07:13:43 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0.2 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico MTEC Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/mtec/ 32 32 ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง https://www.mtec.or.th/thai-aluminum-strategy/ Tue, 21 Jul 2026 07:01:22 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46973 อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและยานยนต์ไฟฟ้า

The post ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับวัสดุคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงมากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลและคาร์บอนคือจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน ปัจจุบันไทยยังขาดการบูรณาการข้อมูลอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจเป็นไปได้ยาก การจัดทำฐานข้อมูลผู้ผลิต ปริมาณการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ ฐานข้อมูลค่าการปล่อยคาร์บอนและแนวทางการรายงานข้อมูลคาร์บอนที่สหภาพยุโรปยอมรับ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวและผ่านการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากลได้อย่างเท่าทัน

เศษอะลูมิเนียมเป็นทรัพยากรสำคัญด้านความยั่งยืน แต่ไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเศษอะลูมิเนียมคุณภาพสูง เนื่องจากการส่งออกปริมาณมากและการเข้ามาตั้งโรงงานของกลุ่มทุนต่างชาติที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ นโยบายระยะสั้นจึงต้องมุ่งจำกัดหรือเก็บภาษีการส่งออกเศษโลหะ เพื่อรักษาวัตถุดิบคุณภาพสูงไว้ต่อยอดอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มในประเทศ ควบคู่กับการทบทวนสิทธิประโยชน์การลงทุนที่ไม่คุ้มค่า บังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างอุปสงค์ให้แก่ผู้ผลิตไทย

เทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพราะการผลิตอะลูมิเนียมคาร์บอนต่ำและโลหะผสมเกรดสูงจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมการคัดแยกขั้นสูง ร่วมกับงานวิศวกรรมเชิงลึก เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบราง และอุปกรณ์การแพทย์ ทว่าภาคเอกชนยังขาดแคลนเครื่องจักรระดับโรงงานต้นแบบเพื่อขยายขนาดการผลิต รัฐจึงควรสนับสนุนการยกเว้นภาษีเครื่องจักรนวัตกรรมและระบบตรวจสอบคุณภาพแบบเรียลไทม์

โครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนต้องพัฒนาควบคู่กัน ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีระบบทดสอบและรับรองคุณภาพที่ได้มาตรฐานสากล การจัดตั้งศูนย์ทดสอบกลางและศูนย์วิจัยอะลูมิเนียมเฉพาะทางจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการวิจัย ควบคู่กับการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้ภาคการผลิตเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อบ่มเพาะบุคลากรทักษะสูงด้านโลหะวิทยาและปัญญาประดิษฐ์ให้รองรับอุตสาหกรรม 4.0

แนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยสู่ความยั่งยืนดังกล่าว เป็นข้อเสนอจากเวทีระดมสมองที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติจัดขึ้นร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทย โดยอาศัยข้อมูล เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญรองรับการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูงอย่างยั่งยืน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
นางสาวระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม (IBL) ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (BDD)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
โทร: 025646500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี https://www.mtec.or.th/sbe/ Wed, 15 Jul 2026 00:58:15 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46836 เทคโนโลยีที่เพิ่มมูลค่าของผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมคือ หนึ่งในกุญแจสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมลดต้นทุน สร้างโอกาสทางการตลาด

The post เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทคโนโลยีที่เพิ่มมูลค่าของผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมคือ หนึ่งในกุญแจสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมลดต้นทุน สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน

กลุ่มบริษัทอำพลฟูดส์ ผู้นำนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและมุ่งมั่นยกระดับความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลกด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงเกิดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. เพื่อนำตัวดูดซับสีจากกระบวนการผลิตน้ำมันสำหรับบริโภค (Spent Bleaching Earth, SBE) และเถ้าชีวมวล (Biomass Ash) จากหม้อต้มไอน้ำกลับมาใช้ประโยชน์

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี รวมถึงพิจารณาฟังก์ชันที่เหมาะสมของทั้ง SBE และเถ้าชีวมวล พบว่า SBE มีโครงสร้างหลักเป็นมอนต์โมริลโลไนต์ หรือเบนโทไนต์ มีซิลิกาค่อนข้างสูง และโครงสร้างถูกปกคลุมด้วยน้ำมัน เนื่องจากผ่านการใช้งานมาแล้ว

ในขณะที่เถ้าชีวมวลมีซิลิกาและแคลเซียมค่อนข้างสูง หากเพิ่มอะลูมินาจะสามารถพัฒนาเป็นจีโอมีเดีย (Geo-media) ซึ่งเป็นวัสดุพรุนสำหรับใช้เป็นไบโอมีเดียเพื่อเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ ใช้ในบ่อเลี้ยงปลาเป็นตัวดูดซับหรือตัวกรองในระบบบำบัดน้ำ ช่วยลดความขุ่น รวมถึงเป็นวัสดุปลูกพืชแบบไร้ดิน โดยใช้เทคโนโลยีจีโอโพลิเมอร์

ทั้งนี้ประสิทธิภาพของจีโอมีเดียขึ้นอยู่กับโครงสร้างพรุน ซึ่งต้องอาศัยสารช่วยก่อรูพรุนและสารช่วยให้ฟองอากาศกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมขนาดและการกระจายตัวของรูพรุนไม่ให้รวมตัวกันมากเกินไป โดย SBE ช่วยให้รูพรุนกระจายตัวได้ดี ขณะที่เถ้าชีวมวลมีแคลเซียมสูงช่วยส่งเสริมการเซตตัวของวัสดุ เมื่อปรับสัดส่วนอย่างเหมาะสมจะสามารถผลิตวัสดุจีโอโพลิเมอร์ที่มีความพรุนสูงถึง 60–70% และมีพื้นที่ผิวจำเพาะสูงถึง 115 ตารางเมตรต่อกรัม

การเพิ่มปริมาณเถ้าชีวมวลจะเอื้อต่อการเกิดรูพรุนเพิ่มเติมในเนื้อวัสดุ เนื่องจากเถ้ามีโครงสร้างพรุน มีขนาดอนุภาคเล็กและใหญ่ปนกัน และพื้นผิวขรุขระ ส่งผลให้วัสดุมีน้ำหนักเบา แต่ยังคงความแข็งแรงและสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ สามารถทดแทนไบโอมีเดียพลาสติกและหินธรรมชาติได้

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีจีโอโพลิเมอร์มีจุดเด่นที่ไม่ต้องใช้เตาเผา แต่ผลิตได้ด้วยการผสม ขึ้นรูป และบ่มที่อุณหภูมิห้อง จึงช่วยประหยัดพลังงานและมีศักยภาพต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้

สนใจขอคำปรึกษาติดต่อ
ดร.กันทิมา เหมรา นักวิจัย
ทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.
โทรศัพท์: 02 564 6500 ต่อ 4213
อีเมล: khanthh@mtec.or.th

The post เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Nature Positive จากการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่: วัดผลอย่างไรให้น่าเชื่อถือ https://www.mtec.or.th/nature-positive-121/ Mon, 22 Jun 2026 05:13:36 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46073 ปัจจุบัน เทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ หรือ Nature Positive ซึ่งเป็นการทำให้ธรรมชาติดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงแค่ทำลายให้น้อยลง

The post Nature Positive จากการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่: วัดผลอย่างไรให้น่าเชื่อถือ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Nature Positive จากการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่: วัดผลอย่างไรให้น่าเชื่อถือ

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัจจุบัน เทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ หรือ Nature Positive ซึ่งเป็นการทำให้ธรรมชาติดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงแค่ทำลายให้น้อยลง

เป้าหมายระดับโลกตามแนวคิด Nature Positive ท้าทายมาก นั่นคือ หยุดยั้งและพลิกฟื้นธรรมชาติที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเติบโตภายในปี ค.ศ.2030 เพื่อให้มนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนได้จริงภายในปี ค.ศ2050

การประเมินผลจะใช้ปี ค.ศ 2020 เป็นปีฐาน เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตั้งเป้าหมายให้เกิด ‘ผลบวกสุทธิ’ ต่อธรรมชาติภายในปี ค.ศ.2030 และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์ภายในปี ค.ศ.2050

‘ไผ่’ เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวคิด Nature Positive เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงการฟื้นฟูระบบนิเวศ การคัดเลือกพันธุ์และการจัดการแปลงปลูกด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ประโยชน์ไผ่ในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

เอ็มเทค โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ร่วมกับทีมวิจัยวิศวกรรมไม้เพื่อความยั่งยืน ได้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจจากการปลูกและใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ไผ่แปรรูปเชิงวิศวกรรม เพื่อประเมินศักยภาพของห่วงโซ่คุณค่าไผ่ในการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ

หัวใจของการประเมินคือ การใช้ข้อมูลและวิธีการวัดผลที่โปร่งใส เพื่อให้การปลูกไผ่เป็นมากกว่ากิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั่วไป กล่าวคือเป็นการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions, NbS) ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง และช่วยลดความเสี่ยงด้านการฟอกเขียว (Greenwashing)

ตัวชี้วัดครอบคลุมหลายมิติ ทั้งพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การกลับมาของสิ่งมีชีวิตบางชนิด ปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บในเนื้อไม้และดิน ตลอดจนปริมาณการกักเก็บน้ำและความชื้นในพื้นที่

ข้อมูลสำคัญต่างๆ มาจากการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) การสำรวจด้วยโดรน และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการติดตาม การประเมินผล และการวางแผนเชิงนโยบาย

นอกจากนี้ การจัดทำข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเชิงพื้นที่ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของการประเมินบริการระบบนิเวศและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวคิด Nature Positive อีกด้วย

การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานไผ่และไม้เศรษฐกิจอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดการแปลงปลูก การผลิตตามมาตรฐานความยั่งยืน การลดการใช้พลังงานและของเสียในกระบวนการแปรรูป ควบคู่กับการจัดทำข้อมูลบัญชีรายการทรัพยากร (Life Cycle Inventory, LCI) ข้อมูลความยั่งยืน และการประเมินบริการทางระบบนิเวศ เปรียบเสมือน ‘ชุดเครื่องมือสำคัญ’ ในการวัดและติดตามผลกระทบอย่างเป็นระบบ

‘ชุดเครื่องมือสำคัญ’ นี้ช่วยให้การใช้ประโยชน์ไผ่และไม้เศรษฐกิจเป็น Nature-based Solutions (NbS) ที่ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาล และนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านจากการ ‘ลดผลกระทบ’ สู่การ ‘สร้างผลลัพธ์เชิงบวก’ ให้แก่ธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณพรพิมล บุญคุ้ม นักวิจัย
ทีมวิจัยการประเมินความยั่งยืนและเศรษฐกิจและสังคม
สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
โทร: 0 2564 6500 ต่อ 4077
อีเมล: pornpimb@mtec.or.th

The post Nature Positive จากการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่: วัดผลอย่างไรให้น่าเชื่อถือ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Nature Positive: เมื่อเป้าหมายของโลกไม่ใช่แค่ลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติ https://www.mtec.or.th/nature-positive-120/ Mon, 22 Jun 2026 05:00:11 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46067 ท่ามกลางวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบรุนแรงทั่วโลก แนวคิด Nature Positive กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต

The post Nature Positive: เมื่อเป้าหมายของโลกไม่ใช่แค่ลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Nature Positive: เมื่อเป้าหมายของโลกไม่ใช่แค่ลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติ

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบรุนแรงทั่วโลก แนวคิด Nature Positive กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่สมดุลระหว่างมนุษย์ เศรษฐกิจ และธรรมชาติ แนวคิดนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการ ‘ลดผลกระทบ’ ต่อสิ่งแวดล้อม แต่หมายถึงการ ‘ฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีขึ้นกว่าเดิม’ อย่างเป็นรูปธรรม

Nature Positive คือการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมจากการพยายาม ‘ทำลายให้น้อยลง’ ไปสู่การ ‘ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม’ ซึ่งเป็นการยกระดับเป้าหมายจากแค่การป้องกันไม่ให้ธรรมชาติแย่ลง หรือชดเชยให้เสมอตัว (No Net Loss) มาเป็นการสร้างผลกำไรสุทธิ (Net Gain) กลับคืนสู่ระบบนิเวศ

เป้าหมายเร่งด่วนคือ การพลิกฟื้นกราฟ (Bend the curve) ความเสียหายของธรรมชาติให้กลับเป็นขาขึ้นภายในปี ค.ศ.2030 และบรรลุวิสัยทัศน์ที่มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนได้อย่างแท้จริงภายในปี ค.ศ.2050

แนวคิดนี้ยังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระดับโลก ทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน ผ่านกรอบนโยบายและมาตรฐานต่าง ๆ เช่น Global Biodiversity Framework (GBF) หรือกรอบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures: TNFD) ที่ผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับ ‘ทุนทางธรรมชาติ’  มากขึ้น เพราะธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป แต่คือรากฐานของเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

แนวทางของ Nature Positive Initiative (NPI) ตั้งเป้าหมายการหยุดยั้งและฟื้นกลับการสูญเสียธรรมชาติภายในปี ค.ศ.2030 โดยประเมินผลลัพธ์อ้างอิงข้อมูลปี ค.ศ.2020 เป็นปีฐานและติดตามการเปลี่ยนแปลงในระยะต่อมา ปัจจัยที่ต้องพิจารณา เช่น พื้นที่ธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ รวมถึงศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนและรักษาสมดุลน้ำ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากช่วยดูดซับคาร์บอนแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูดิน เพิ่มแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต สร้างรายได้ให้ชุมชนจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิตหรือเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) อันสะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางธุรกิจสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติได้

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดทำข้อมูลบัญชีรายการทรัพยากร (Life Cycle Inventory: LCI) ข้อมูลด้านความยั่งยืน รวมถึงการประเมินบริการทางระบบนิเวศ (Ecosystem Services) ถือเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาแนวทาง Nature-based Solutions (NbS) ให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้  เปรียบเสมือน ‘ชุดเครื่องมือที่น่าเชื่อถือ’ ที่ช่วยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Nature Positive และ Nature-based Solutions ของประเทศไทยต่อไป

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณพรพิมล บุญคุ้ม นักวิจัย
ทีมวิจัยการประเมินความยั่งยืนและเศรษฐกิจและสังคม
สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
โทร: 0 2564 6500 ต่อ 4077
อีเมล: pornpimb@mtec.or.th

The post Nature Positive: เมื่อเป้าหมายของโลกไม่ใช่แค่ลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-kspoctatech/ Wed, 17 Jun 2026 08:22:39 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45926 ในอนาคตแนวโน้มความต้องการใช้เครื่อง Flow Tester และ Fork Tester จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์งานวิจัยด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทฯ

The post บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

MTEC

“ในอนาคตแนวโน้มความต้องการใช้เครื่อง Flow Tester และ Fork Tester จะเพิ่มขึ้น
เนื่องจากสามารถตอบโจทย์งานวิจัยด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุ
และผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทฯ ตั้งแต่ต้นน้ำ
ถึงปลายน้ำ และคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สร้างโอกาสในการขายได้”

อิสสระ องค์กบิลย์
ผู้บริหาร บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เคมีภัณฑ์ วัสดุภัณฑ์ รวมถึงเครื่องสกัดสมุนไพร และเครื่องผลิตยา-อาหารระดับ SME พร้อมทั้งให้บริการวางระบบคุณภาพมาตรฐานอย่างครบวงจร บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการให้บริการ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า

คุณอิสสระ องค์กบิลย์ ผู้บริหารของบริษัทฯ เปิดเผยว่า เคยมีลูกค้ามาสอบถามเกี่ยวกับเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีในการดำเนินธุรกิจเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ยังไม่เคยพบเครื่องมือประเภทนี้ในห้องแล็บที่ใดมาก่อน บริษัทฯ จึงได้สอบถามลูกค้าและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าในอนาคตแนวโน้มความต้องการใช้เครื่องมือดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์งานวิจัยด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทฯ และคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญที่สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้

ด้วยความมุ่งมั่นในการให้บริการ คุณอิสสระได้สืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเครื่อง Flow & Fork Testers ทำให้ทราบว่าที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. พัฒนาเครื่องนี้จึงได้ติดต่อเข้ามา และมีโอกาสได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมวิจัย (ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัย และคุณกฤษฎากร มานะกล้า วิศวกร) ซึ่งข้อมูลที่ได้รับเป็นประโยชน์มาก จึงเกิดความเชื่อมั่นและตัดสินใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้

ตั้งแต่การติดต่อขอข้อมูลจนกระทั่งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี คุณอิสสระรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นและการให้การสนับสนุนอย่างเต็มขีดความสามารถจากทีมวิจัย ซึ่งข้อมูลที่ได้มีความครบถ้วน สามารถสร้างประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้แก่บริษัทเป็นอย่างมาก โดยบริษัทมีแผนจะนำองค์ความรู้ที่ได้รับนี้ไปจัดทำแผน ทั้งในเรื่องการผลิตและการจัดจำหน่าย โดยจะสร้างเครื่องสาธิตระบบ (demo) และจัดเวิร์กชอปให้แก่กลุ่มเป้าหมาย เช่น อาจารย์จากมหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการ เพื่อให้รู้จักเครื่องนี้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาเว็บไซต์เพื่อผลักดันการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศร่วมกับผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทในอนาคต

สำหรับทิศทางการพัฒนาต่อยอด หรือการขยายผลในอนาคต คุณอิสสระได้ให้มุมมองว่า เครื่อง Fork Tester น่าจะประยุกต์ใช้ในงานด้านทันตกรรมได้ แต่อาจต้องมีการปรับพารามิเตอร์บางอย่างให้เหมาะสม สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมอาหาร คุณอิสสระกล่าวว่าเครื่อง Flow & Fork Testers มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว

ในส่วนของการร่วมงานด้านอื่นๆ นั้น บริษัทฯ ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีและผลงานของเอ็มเทค สวทช. ทางอีเมลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลมีประโยชน์สามารถต่อยอดได้อีกหลายอย่าง จึงได้เก็บไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทต่อไปในอนาคต

คุณอิสสระยังได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า คนไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมได้เทียบเท่าต่างประเทศ ดังนั้น หากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐก็น่าจะช่วยให้นวัตกรรมไทยเกิดการใช้ประโยชน์กันมากขึ้น

The post บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย https://www.mtec.or.th/biochar-ghg/ Fri, 12 Jun 2026 11:59:41 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45852 ไบโอชาร์เป็นวัสดุที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจสำหรับการเกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะมิติเชิงบูรณาการทั้งในด้านการปรับปรุงสมบัติของดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ

The post ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ
บรรยายโดย
รศ.ดร.อำนาจ ชิดไชสง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
การประชุมระดมสมอง Biochar Consortium ครั้งที่ 4
NAC2026

ไบโอชาร์เป็นวัสดุที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจสำหรับการเกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะมิติเชิงบูรณาการทั้งในด้านการปรับปรุงสมบัติของดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่พืช ตลอดจนการเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) จากภาคการเกษตร อย่างไรก็ตามประสิทธิผลของการใช้ไบโอชาร์ขึ้นอยู่กับตัวแปรและปัจจัยที่หลากหลาย จึงนำไปสู่แรงจูงใจในการศึกษาวิจัยปฎิสัมพันธ์ระหว่างไบโอชาร์ ดิน และพืชเกษตร โดย รศ.ดร. อำนาจ ชิดไธสง และคณะ

ผลการทดลองในระดับห้องปฏิบัติการชี้ให้เห็นว่า การเลือกใช้ชนิด ขนาด และปริมาณของไบโอชาร์อย่างเหมาะสมสามารถช่วยปรับปรุงสมบัติของดินประเภทต่างๆ ได้ในหลายด้าน เช่น เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำและธาตุอาหาร ลดความเป็นกรดของดิน รวมถึงเพิ่มค่าศักย์รีดอกซ์ (Eh) โดยการเพิ่มปริมาณตัวรับอิเล็กตรอนทางเลือก (ไอออนของไนเตรต เหล็กเฟอริก และซัลเฟต) ทำให้ดินมีสภาพออกซิเดทีฟมากขึ้น ส่งผลในการช่วยยับยั้งการย่อยสลายอินทรียวัตถุในรูปแบบที่ก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็น GHG ที่มีศักยภาพการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอกไดออกไซด์ประมาณ 30 เท่า

อีกทั้งทีมวิจัยยังได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่การทำนาข้าวในแปลงทดลอง ด้วยการศึกษาการใช้ไบโอชาร์ร่วมกับวิธีการอื่นๆ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างคาร์บอนเครดิต โดยอาศัยการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งและการจัดการปุ๋ย และพบว่าในฤดูนาปีการใส่ไบโอชาร์ล้วนสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้เกือบ 40% และยังสามารถช่วยลดมีเทนได้แม้กรณีที่ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี ในส่วนของฤดูนาปรังนั้นพบว่าการใช้ไบโอชาร์ร่วมกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึง 45%

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาแสดงด้วยว่าการใช้ไบโอชาร์โดยไม่ใส่ปุ๋ยร่วมด้วยอาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลงได้ 10-21% เนื่องจากไบโอชาร์สามารถดูดซับไนโตรเจนบางส่วนไว้ชั่วคราว ทำให้พืชขาดแคลนธาตุอาหารในช่วงแรกได้ ซึ่งประเด็นที่เกษตรกรพึงระวัง โดยวิธีที่ให้ผลดีที่สุดในเชิงปฏิบัติคือการใช้ไบโอชาร์ร่วมกับปุ๋ยและการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก รักษาระดับผลผลิต และเพิ่มคาร์บอนอินทรีย์ในดินไปพร้อมๆ กัน

ทีมวิจัยยังได้ทดลองประยุกต์ใช้ขี้เถ้าแกลบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลในนาข้าวด้วยเนื่องจากเห็นว่าเป็นวัสดุที่ใกล้เคียงกับไบโอชาร์ และพบว่าขี้เถ้าแกลบสามารถช่วยลด GHG (มีเทนและไนตรัสออกไซด์) และช่วยเพิ่มผลผลิตด้วย นอกจากนั้นทีมวิจัยได้ใช้ไบโอชาร์ในทดลองการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เช่น การปลูกข้าวฟ่างหวาน (พืชพลังงาน) ในดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งไบโอชาร์สามารถช่วยลดการปล่อย GHG เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม และช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นใกล้เคียงกับแปลงที่เสริมด้วยปุ๋ยคอก และการใช้ไบโอชาร์ที่ผลิตจากใบและเศษอ้อยในการปลูกอ้อย ซึ่งช่วยลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ และปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ในช่วงการศึกษาผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อผลผลิตและการปล่อย GHG จากการปลูกมันสำปะหลัง

ภาพรวมจากงานวิจัยของ รศ.ดร. อำนาจ ชิดไธสง และคณะ แสดงให้เห็นว่าไบโอชาร์สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มคาร์บอนสะสมในดินและปรับปรุงคุณภาพดิน เพื่อช่วยเพิมผลผลิตของพืชเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าไม่มีสูตรสำเร็จเดียวที่สามารถใช้กับทุกพื้นที่ได้เหมือนกัน แต่ต้องปรับการใช้งานตามชนิดของดินและไบโอชาร์ (เช่น ชีวมวลที่ใช้ผลิต อุณหภูมิการเผา ขนาดอนุภาค รวมถึงอัตราการใช้ในแปลง) เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจึงควรศึกษาและทำความเข้าใจบริบทเฉพาะของที่ดินและพืชของตนในการนำไบโอชาร์ไปใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

The post ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT https://www.mtec.or.th/biochar-furnace-iot/ Mon, 08 Jun 2026 05:05:21 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45752 ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเศษชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย

The post ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเศษชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย เอ็มเทคทำงานร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ในการพัฒนาเทคโนโลยี IoT Box เพื่อบันทึกพารามิเตอร์และอุณหภูมิในระหว่างกระบวนการเผาไหม้ตามมาตรฐานสากล

จุดสำคัญคือ การรักษาอุณหภูมิให้สูงกว่า 350°C ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง และสร้างโพรไฟล์อุณหภูมิที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากข้อมูลดิจิทัลดังกล่าวเป็นหัวใจสำหรับการตรวจสอบคุณภาพและการขอรับรองคาร์บอนเครดิต เปลี่ยนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้เป็นรายได้เสริมสำหรับเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

งานวิจัยนี้ยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชนชั้นนำ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์พัฒน์ แอนด์ ฐีรวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง โดย “ช่างโต้ง” ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเตาเผาถ่าน ได้มีการนำระบบ IoT Box ไปบูรณาการเข้ากับเตาผลิตของบริษัทฯ เพื่อทดลองใช้งานในระดับชุมชน ครอบคลุมการทดสอบชีวมวลหลายอย่าง เช่น ไม้ไผ่ ฟางข้าว และใบอ้อย  

ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้ทีมวิจัยได้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้งาน เพื่อนำไปพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานจริงได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งจะจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน”บริษัท เพชรลดา ไบโอชาร์ ฟาร์มสเตย์ อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี โดยช่างโต้ง เพื่อเป็นพื้นที่สาธิตและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการผลิตไบโอชาร์คุณภาพสูงให้แก่เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ

ในเชิงนโยบาย เอ็มเทคได้ลงนาม MOU กับกรมวิชาการเกษตร เพื่อบูรณาการวัสดุศาสตร์เข้ากับงานวิจัยเกษตร โดยเตรียมพัฒนา “ต้นแบบเตาผลิตไบโอชาร์ระดับชุมชน” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับทดลองจนถึงเชิงพาณิชย์ มุ่งสร้างมาตรฐานการแปรรูปชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตรและการจัดการคาร์บอนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ มีการนำความร้อนเหลือทิ้งของเตาเผามาใช้กับตู้อบเพื่อลดความชื้นชีวมวล ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านระบบสครับเบอร์แบบเปียก (wet scrubber) สำหรับดักจับฝุ่นและมลพิษอีกด้วย

เอ็มเทค และช่างโต้ง พร้อมเครือข่ายพันธมิตร มีแผนขยายผลสู่เตาขนาดใหญ่และพัฒนาระบบนำความร้อนไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่หลากหลาย และจะเผยแพร่องค์ความรู้ระบบเตาสู่สาธารณะเพื่อกระจายเทคโนโลยีสู่ชุมชนทั่วประเทศ โดยจะเปิดรับแนวทาง เทคโนโลยี และมุมมองใหม่ๆ เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากและรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณกิตติคุณ ประเสริฐกาญจน์ นักวิจัย
ทีมวิจัยระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการทางวัสดุ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4703
อีเมล: kittikp@mtec.or.th

คุณเพชร ชัยกมล (ช่างโต้ง)
ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์พัฒน์ แอนด์ ฐีรวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง
สถานที่ผลิตและจำหน่ายเตาอบถ่านคุณภาพสูง
บริษัท เพชรลดา ไบโอชาร์ ฟาร์มสเตย์ จำกัด
ศูนย์วิจัยไบโอชาร์และนวัตกรรม บีซีจี ไพโร เทค อุดรธานี
โทรศัพท์: 094 818 1195 , 062 874 8855

The post ยกระดับเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเตาเผาถ่านไบโอชาร์และเทคโนโลยี IoT appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
EV Microbus นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม https://www.mtec.or.th/ev-microbus/ Mon, 08 Jun 2026 04:43:09 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45739 ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจในจังหวัดระยอง การยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

The post EV Microbus นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

พลิกโฉมการเดินทางในเขตเมืองด้วย EV Microbus: นวัตกรรมขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจในจังหวัดระยอง การยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้ตอบโจทย์ทั้งในด้านความปลอดภัย  ความสะดวกสบาย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน EEC หรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สู่การเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน

จากโจทย์ที่ต้องการ Rethink ระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองที่เชื่อมต่อกับ EEC ทีมงานของ สวทช. ซึ่งประกอบด้วยทีมวิจัยของเอ็มเทค (MTEC) เอ็นเทค (ENTEC) และเนคเทค (NECTEC) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ได้ริเริ่มโครงการพัฒนารถไฟฟ้าประเภทไมโครบัส (EV Microbus) ซึ่งครอบคลุมการออกแบบโครงสร้างและระบบนิเวศการเดินทางเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตัวรถมี 12–14 ที่นั่ง และมีขนาดเหมาะสมกับการสัญจรในเขตเมืองและตรอกซอย ทั้งยังผสานแนวคิด Universal Design ในห้องโดยสารแบบ walk-in cabin ที่มีเพดานสูงพอ เพื่อให้ผู้โดยสารเดินตัวตรงเข้าสู่ที่นั่งแบบหันหน้าไปทางเดียวกันได้โดยไม่ต้องก้ม แต่ละที่นั่งมีเข็มขัดนิรภัย ลักษณะเช่นนี้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้มีสัมภาระ

ด้านความปลอดภัย ทีมวิจัยได้นำโครงสร้างแบบ Space Frame มาประยุกต์เพื่อสร้าง ‘กล่องนิรภัย’ (survival box) โอบล้อมห้องโดยสาร โครงสร้างจึงมีความแข็งแรงและปลอดภัยสูงกว่ารถโดยสารดัดแปลงทั่วไป รวมทั้งยังยึดชุดแพคแบตเตอรี่ให้รองรับมาตรฐาน R100

ทั้งนี้ยังได้ลดน้ำหนักโดยรวมของตัวรถ โดยใช้การจำลองและวิเคราะห์ความแข็งแรงโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบทางวิศวกรรม (CAE) ควบคู่กับการทดสอบเชิงกลสำหรับวัสดุโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ปลอดภัยของผู้โดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

โครงการยังสร้างระบบนิเวศสีเขียวที่ครบวงจรภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) โดยตั้งเป้าการลดคาร์บอนไดออกไซด์สะสมมากกว่า 20,000 tCO2eq ตลอดระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี พร้อมร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในการประเมินลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ข้อมูลจาก CME Data box ของ สวทช. ซึ่งติดตั้งในรถเพื่อคำนวณการประหยัดพลังงานและการลดไอเสีย

การจัดการแบตเตอรี่จะดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วมาพัฒนาเป็นระบบกักเก็บพลังงานสำหรับสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้รถสามารถวิ่งได้ 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และรองรับระบบ DC Fast Charge ที่ใช้เวลาเพียง 30 นาที

โครงการยังมีเป้าหมายในการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 50% เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตของไทยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

โครงการ EV Microbus เป็นต้นแบบหนึ่งในการปฏิรูประบบขนส่งของประเทศ ซึ่งบูรณาการองค์ความรู้เชิงลึกทั้งด้านวิศวกรรมการออกแบบ การวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ขั้นสูง และการทดสอบมาตรฐาน เข้ากับความใส่ใจในคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบขนส่งสาธารณะไทยที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สนใจติดต่อ
คุณปิยพงศ์ เปรมวรานนท์ วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยวิศวกรรมน้ำหนักเบา กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ

โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4384
อีเมล: piyapp@mtec.or.th
https://www.mtec.or.th/edc-research-group-lwe-team/

The post EV Microbus นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Thai Biochar Database คลังข้อมูลอัจฉริยะ เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรสู่ ‘คาร์บอนเครดิต’ https://www.mtec.or.th/thai-biochar-database/ Fri, 05 Jun 2026 08:23:32 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45696 ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่เป็นต้นตอของการเผาในที่โล่ง

The post Thai Biochar Database คลังข้อมูลอัจฉริยะ เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรสู่ ‘คาร์บอนเครดิต’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Thai Biochar Database คลังข้อมูลอัจฉริยะ เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรสู่ ‘คาร์บอนเครดิต’

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่เป็นต้นตอของการเผาในที่โล่ง แต่ปัญหานี้มีโอกาสทางเศรษฐกิจซ่อนอยู่ เนื่องจากเราสามารถเปลี่ยน “ขยะเกษตร” ให้กลายเป็น “ไบโอชาร์”

ไบโอชาร์ (biochar) หรือ ถ่านชีวภาพ เป็นวัสดุที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก ผลิตโดยกระบวนการย่อยสลายด้วยความร้อนภายใต้สภาวะจำกัดออกซิเจน (pyrolysis) ที่อุณหภูมิสูงกว่า 350 องศาเซลเซียส สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่น ฟื้นฟูดิน และกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ข้อมูลด้านสมบัติทางเคมีและกายภาพของไบโอชาร์ที่ผลิตจากวัตถุดิบและสภาวะการผลิตที่แตกต่างกันยังขาดการรวบรวมอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การจำแนกและการเลือกใช้ไบโอชาร์ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์เฉพาะด้านยังคงจำกัด

Thai Biochar Database (https://thaibiochar.net) คือ ฐานข้อมูลกลางด้านไบโอชาร์ของประเทศไทย พัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC – เอ็มเทค) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC – เนคเทค) สวทช. เพื่อรวบรวมข้อมูลในระบบนิเวศน์ด้านไบโอชาร์ (Biochar-Eco system) ตั้งแต่ประเภทของชีวมวล กระบวนการผลิต รูปแบบเตาเผา  สมบัติทางกายภาพและทางเคมี รวมถึงผลการทดสอบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการใช้งาน

ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้งาน เกษตรกร และผู้ประกอบการทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร สามารถเปรียบเทียบคุณภาพของไบโอชาร์จากวัตถุดิบแต่ละชนิดและเลือกใช้ได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

ไฮไลต์สำคัญซึ่งเป็นหัวใจของระบบคือ Biochar Map ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลศักยภาพของไบโอชาร์ในแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมเศษชีวมวลจากพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และยางพารา

Biochar Map ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรตั้งแต่ระดับชุมชนฐานราก ไปจนถึงการวางแผนนโยบายระดับจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนการกักเก็บคาร์บอนด้วยไบโอชาร์ในระดับประเทศ โดยระบบสามารถคำนวณปริมาณชีวมวล ผลผลิตไบโอชาร์ และศักยภาพการกักเก็บคาร์บอน โดยผู้ใช้สามารถเจาะลึกข้อมูลแยกตามรายพืช หรือตามขอบเขตรายตำบล อำเภอ และจังหวัดได้ทันที

ในอนาคตจะมีการสร้างระบบจับคู่เชิงพื้นที่ที่บูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลคุณภาพดินของประเทศเพื่อเชื่อมโยงอุปทาน (แหล่งผลิตชีวมวล) และอุปสงค์ (พื้นที่เป้าหมายที่ต้องการปรับปรุงดิน) เข้าด้วยกัน นับเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโซ่อุปทานไบโอชาร์ และขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

ฐานข้อมูลไบโอชาร์ไทย (https://thaibiochar.net) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้งานไบโอชาร์ของประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมในทุกภาคส่วน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการพัฒนากลไกการกักเก็บคาร์บอนอย่างยั่งยืน

สนใจติดต่อ
ดร.อรอุมา สันตวิธี
ทีมวิจัยสารอันตรายจากวัสดุ กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม

โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4377
อีเมล: onumas@mtec.or.th

The post Thai Biochar Database คลังข้อมูลอัจฉริยะ เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรสู่ ‘คาร์บอนเครดิต’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return https://www.mtec.or.th/reuse-refill-return/ Fri, 22 May 2026 07:51:04 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45354 ที่ผ่านมาการจัดการปัญหาพลาสติกในประเทศไทยเน้น “คัดแยกแล้วรีไซเคิล” เป็นหลัก แม้อัตราการรีไซเคิลจะดีขึ้น แต่แนวทางนี้ยังไม่สามารถรับมือกับปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวที่เพิ่มขึ้นได้

The post เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ที่ผ่านมาการจัดการปัญหาพลาสติกในประเทศไทยเน้น “คัดแยกแล้วรีไซเคิล” เป็นหลัก แม้อัตราการรีไซเคิลจะดีขึ้น แต่แนวทางนี้ยังไม่สามารถรับมือกับปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวที่เพิ่มขึ้นได้ ธนาคารโลกระบุว่ามีขยะพลาสติกราว 428,000 ตันต่อปี ที่จัดการอย่างไม่เหมาะสมและหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม สะท้อนว่าการรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

แนวคิด Reuse / Refill / Return System เน้นให้บรรจุภัณฑ์ “ไม่กลายเป็นขยะเร็วเกินไป” โดยออกแบบให้พลาสติกคงคุณค่าและหมุนเวียนอยู่ในระบบได้นานที่สุด ลดการผลิตพลาสติกใหม่ ผ่านการใช้ซ้ำ การเติมใหม่ หรือการส่งคืนเพื่อล้างและบรรจุใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

Ellen MacArthur Foundation (EMF) เสนอกรอบคิด Reuse Models ไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ การเก็บภาชนะไว้และเติมซ้ำที่บ้าน, การนำภาชนะไปเติมระหว่างการเดินทางหรือที่ร้าน, ระบบรับคืนจากบ้านเพื่อนำไปล้างและบรรจุใหม่ และระบบที่ผู้บริโภคคืนบรรจุภัณฑ์ ณ จุดขายหรือจุดรับคืน จะเห็นว่า “การใช้ซ้ำ” มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้ ระบบโลจิสติกส์ และมาตรฐานการล้าง

หากระบบใช้ซ้ำถูกใช้งานวงกว้างโดยมีโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน มีมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ และสร้างอัตราคืนกลับที่สูง ก็จะสามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวได้ในสินค้าบางประเภท และอาจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้น้ำได้ราว 35–70% ในบางกรณี

แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยพร้อมหรือยัง?

ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เช่น ร้านรีฟิลเฉพาะทาง โครงการ Refill Station ในห้างค้าปลีก และแนวทางกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสำหรับจุดบริการรีฟิลสำหรับผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน สะท้อนว่าภาครัฐเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นของมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย ขณะเดียวกันโครงการ “Bottle Free Seas” ก็แสดงศักยภาพของระบบเติมน้ำดื่มในการลดขวดพลาสติก

อุปสรรคหลักคือการขาด “โครงสร้างรองรับ” เพราะการใช้ซ้ำจะไม่เกิด หากผู้บริโภครู้สึกว่ายุ่งยากกว่าการซื้อใหม่ และจะขยายผลไม่ได้ หากผู้ประกอบการต้องลงทุนระบบล้าง ระบบขนส่ง และระบบรับคืนเพียงลำพัง

ประเทศไทยจึงต้องขยับจากเศรษฐกิจแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งไปสู่เศรษฐกิจแบบใช้ซ้ำอย่างเป็นระบบ โดย การยกระดับนโยบายตั้งแต่มาตรฐานบรรจุภัณฑ์ร่วม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกลาง การมีมาตรการมัดจำคืนภาชนะ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) อย่างเป็นรูปธรรม

หากประเทศไทยต้องการลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องทำให้ Reuse / Refill / Return System เป็นโครงสร้างหลักของนโยบายบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ชุติมา แซ่เฮง นักวิจัย
ทีมวิจัยกระบวนการผลิตยางขั้นสูงและมาตรฐานยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 74820
อีเมล: chutima.sae@mtec.or.th

The post เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>