MTEC Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/mtec/ National Metal and Materials Technology Center Tue, 18 Aug 2026 02:26:10 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=7.0.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico MTEC Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/mtec/ 32 32 ‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน https://www.mtec.or.th/biochar-map/ Tue, 11 Aug 2026 01:53:47 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47356 วิกฤตฝุ่น PM 2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่มี "เศษวัสดุทางการเกษตรเหลือทิ้ง" ปริมาณมหาศาลหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนหนึ่งมักจบลงด้วยการเผาในที่โล่ง

The post ‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

วิกฤตฝุ่น PM 2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่มี “เศษวัสดุทางการเกษตรเหลือทิ้ง” ปริมาณมหาศาลหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนหนึ่งมักจบลงด้วยการเผาในที่โล่ง

จะดีแค่ไหน…ถ้าเราเปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตรเหล่านี้ให้กลายเป็น “ไบโอชาร์” (Biochar: ถ่านชีวภาพ) ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม และสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร?

ประเทศไทยมีเศษชีวมวลจากพืชเศรษฐกิจหลักประมาณ 150 ล้านตันต่อปี เมื่อประเมินในเชิงทฤษฎีมีศักยภาพนำมาผลิตไบโอชาร์ได้ประมาณ 30 ล้านตันต่อปี สะท้อนถึงโอกาสในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นทรัพยากรที่มีประโยชน์ พร้อมกับช่วยลดการเผาและเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน

อย่างไรก็ตาม การวางแผนนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกในระดับพื้นที่ที่เชื่อถือได้ ซึ่งเป็นที่มาของ “Biochar Map” แผนที่จำลองอัจฉริยะ (Interactive Map) ที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เพื่อเป็นระบบฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนและบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของไบโอชาร์อย่างเป็นระบบ

ระบบจะนำข้อมูลพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ประกอบด้วย ปาล์มน้ำมัน ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมะพร้าว มาบูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผนวกกับข้อมูลสัดส่วนชีวมวลเหลือใช้จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิต ปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ และศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน โดยแสดงผลได้ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล

Biochar Map จึงช่วยให้เศษชีวมวลที่กระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่ กลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนเชิงนโยบาย ซึ่งปัจจุบันมีการต่อยอดใช้วางแผนการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยไบโอชาร์ในจังหวัดพะเยา ทำให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลประกอบการออกมาตรการส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยไบโอชาร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero และแผน NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution ฉบับที่ 3)

เมื่อผนวกกับฐานข้อมูลการผลิตไบโอชาร์ (Thai Biochar Database) สามารถช่วยประเมินและรายงานปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของแต่ละหน่วยผลิต ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้สนับสนุนตลาดคาร์บอนเครดิตให้โปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ตามกลไกลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศหรือ T-VER และเปิดโอกาสการสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร

ปัจจุบันแพลตฟอร์ม Biochar Map เปิดให้หน่วยงานรัฐ เอกชน นักวิจัย และเกษตรกร เข้าใช้งานและติดตามข้อมูลได้ฟรีที่เว็บไซต์ thaibiochar.net หรือหน้าแผนที่โดยตรง map.thaibiochar.net

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ:
คุณเกริกชัย อินทร์ปอ
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
โทรศัพท์: 0-2564-6500 ต่อ 4461
อีเมล: kroekchi@mtec.or.th
เว็บไซต์: https://www.mtec.or.th/env-research-group-mse-team/

The post ‘Biochar Map’ แผนที่ไบโอชาร์ ปักหมุดศักยภาพชีวมวล สู่ทางเลือกลดเผา-ลดคาร์บอน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001% https://www.mtec.or.th/murphy_s_law/ Fri, 07 Aug 2026 08:37:41 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47305 “ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด มันจะผิดพลาด (Anything that can go wrong, will go wrong)” วลีอมตะจากกฎของเมอร์ฟี่ (Murphy’s Law) มักถูกใช้อธิบายเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้ว กฎข้อนี้มีจุดกำเนิดมาจากวงการวิศวกรรมและเทคโนโลยี

The post บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001% appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001%

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

“ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด มันจะผิดพลาด (Anything that can go wrong, will go wrong)” วลีอมตะจากกฎของเมอร์ฟี่ (Murphy’s Law) มักถูกใช้อธิบายเหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้ว กฎข้อนี้มีจุดกำเนิดมาจากวงการวิศวกรรมและเทคโนโลยี สาระสำคัญไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้าย หากแต่เป็นการย้ำเตือนว่า เหตุไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น การออกแบบระบบและกระบวนการทำงานจึงต้องคำนึงถึงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน

แนวคิดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานวิเคราะห์ความเสียหายทางวิศวกรรม (Failure Analysis) ซึ่งมุ่งค้นหารากสาเหตุของปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ กฎของเมอร์ฟี่เตือนให้ตระหนักว่า ในการทำงานที่มีหลายขั้นตอน หากมีวิธีใดวิธีหนึ่งที่สามารถนำไปสู่หายนะได้ บางครั้งอาจจะมีใครสักคนเลือกทำด้วยวิธีนั้นและก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงตามมา ดังนั้น การยึดมั่นในขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด

เหตุเพลิงไหม้รถบัสโดยสารบนถนนวิภาวดีรังสิต นับเป็นหนึ่งตัวอย่างของความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ และเป็นบทเรียนราคาแพงจากความละเลยในขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้อง โดยจากการตรวจสอบและวิเคราะห์หลักฐาน พบว่าชนวนเหตุเริ่มมาจากเพลารถหัก จนรถเสียการทรงตัวพุ่งชนแบริเออร์และรถร่วมทาง แรงกระแทกส่งผลให้ข้อต่อถังก๊าซหลุดและรั่วไหล ก่อนจะลุกไหม้อย่างรุนแรงจากประกายไฟที่เกิดขึ้นระหว่างการชน

เมื่อวิเคราะห์ลึกถึงผิวหน้าตัดของเพลาที่หัก พบร่องรอย “การดัดแปลงด้วยการเชื่อม” ซึ่งทำให้โครงสร้างเหล็กเปลี่ยนเป็น “มาร์เทนไซต์” ที่มีความแข็งแต่เปราะง่าย ทั้งยังเกิดจุดอับจนกลายเป็นหลุมกัดกร่อนสะสม ส่งผลให้รอยร้าวค่อยๆ ขยายตัว ยิ่งเมื่อผนวกกับการติดตั้งถังก๊าซเพิ่มเติม จึงกลายเป็นตัวเร่งให้รอยร้าวขยายเร็วยิ่งขึ้น จนกระทั่งเกิดการแตกหักในที่สุด

กรณีนี้สะท้อนแก่นสำคัญในกฎของเมอร์ฟี่ที่ว่า ความผิดพลาดมักไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคร้าย หากแต่เกิดจากการมองข้ามรายละเอียดหรือการละเลยขั้นตอนที่ถูกต้อง เส้นทางที่นำไปสู่ปัญหาย่อมมีโอกาสถูกเลือกได้เสมอ ดังเช่นการดัดแปลงเพลารถที่นอกเหนือจากข้อกำหนดเพียงเล็กน้อย แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลวในเวลาต่อมา

ดังนั้น ในมุมมองของวิศวกรรม บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยง “ความโชคร้าย” แต่คือการออกแบบระบบงาน การกำหนดมาตรฐาน และการปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เพื่อลดโอกาสที่ความผิดพลาดเล็ก ๆ จะพัฒนาไปสู่ความเสียหายขนาดใหญ่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 0.0001% ก็อาจเกิดขึ้นได้ หากเราเปิดช่องให้

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณโฆษิต วงค์ปิ่นแก้ว วิศวกรอาวุโส
ทีมวิจัยการวิเคราะห์ความเสียหายและวิศวกรรมการเชื่อถือ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4735
อีเมล: kosit.won@mtec.or.th

The post บรรลัยวิทยา: กฎของเมอร์ฟี่กับความน่าจะเป็น 0.0001% appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI https://www.mtec.or.th/cbam_lci/ Thu, 06 Aug 2026 02:26:45 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47229 เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทย (Net Zero) ถูกขยับให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 และความท้าทายจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มมีข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัว

The post ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของไทย (Net Zero) ถูกขยับให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 และความท้าทายจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เริ่มมีข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัว

การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องอาศัย การประเมินวัฏจักรชีวิต หรือ LCA (Life Cycle Assessment) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยความน่าเชื่อถือของผลการประเมินขึ้นกับการจัดทำบัญชีรายการวัฏจักรชีวิต หรือ LCI (Life Cycle Inventory) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญตามมาตรฐาน ISO 14040 และ ISO 14044

ปัจจุบัน สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ภายใต้เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้พัฒนา “ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติ” ที่มีการบันทึกการใช้ทรัพยากร วัตถุดิบ พลังงาน ตลอดจนการปลดปล่อยมลพิษและของเสียสู่สิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต เพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงในระดับประเทศ

จุดเด่นสำคัญคือ “ความแม่นยำจำเพาะ” เช่น ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Thai Grid Mix) และค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สะท้อนถึงกิจกรรมการผลิตวัสดุพื้นฐาน ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการไทยไม่ต้องแบกรับภาระภาษีที่สูงเกินจริงจากการใช้ค่ากลางสากล (Global Default) ที่มักประเมินค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าความเป็นจริง จนส่งผลให้เสียเปรียบทางการแข่งขัน

“ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติ” นี้เปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยระบุ “จุดวิกฤต” หรือขั้นตอนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในกระบวนการผลิต ช่วยให้ภาคเอกชนนำข้อมูลไปจัดทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างตรงจุด เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ที่มีแผนการลดคาร์บอนขององค์กรลง ร้อยละ 30 ผ่านการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำอย่างปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และลดภาระต้นทุนจากมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป (CBAM)

ยิ่งไปกว่านั้น องค์ความรู้จากการพัฒนา “ฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตแห่งชาติ” ยังขยายผลไปสู่การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อาทิ การประเมินร่องรอยการใช้น้ำ (Water Footprint) การจัดทำฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ และการออกแบบนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลคาร์บอนคือความจำเป็นทางธุรกิจ เพื่อรองรับข้อกำหนดการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทในกลุ่ม SET50 ที่เริ่มมีผลในปี พ.ศ. 2569 ตลอดจนร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ซึ่งกำหนดให้ภาคเอกชนกว่า 3,200 ราย ต้องรายงานข้อมูลภาคบังคับในช่วงปี พ.ศ. 2571–2572 ก่อนเข้าสู่ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนอย่างเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2573

การมีฐานข้อมูล LCI ที่น่าเชื่อถือและปรับใช้กับกระบวนการผลิตเพื่อลดคาร์บอนได้จริงนั้น เป็นกุญแจสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ให้ข้ามผ่านกำแพงภาษีและกติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมได้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อ สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mtec.or.th/tiis/

The post ปลดล็อคอุตสาหกรรมไทย ก้าวข้ามกำแพงภาษี CBAM ด้วย LCI appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เปลี่ยน “กากตะกอนปูน” จากโรงงานน้ำตาล ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่าใหม่ สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste) https://www.mtec.or.th/cacake/ Fri, 31 Jul 2026 06:33:06 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=47142 เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมน้ำตาล หลายคนอาจนึกถึงเพียงน้ำตาลทรายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เบื้องหลังการผลิตนั้น ยังมีวัสดุเหลือใช้ที่เกิดขึ้นในปริมาณมหาศาล หนึ่งในนั้นคือ "กากตะกอนปูน" หรือ CaCake

The post เปลี่ยน “กากตะกอนปูน” จากโรงงานน้ำตาล ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่าใหม่ สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เปลี่ยน "กากตะกอนปูน" จากโรงงานน้ำตาล ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่าใหม่
สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste)

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมน้ำตาล หลายคนอาจนึกถึงเพียงน้ำตาลทรายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เบื้องหลังการผลิตนั้น ยังมีวัสดุเหลือใช้ที่เกิดขึ้นในปริมาณมหาศาล หนึ่งในนั้นคือ “กากตะกอนปูน” หรือ CaCake ซึ่งเกิดจากกระบวนการทำความสะอาดและลดค่าสีน้ำเชื่อมก่อนผลิตเป็นน้ำตาลทรายขาว เดิมวัสดุชนิดนี้มักถูกมองว่าเป็นของเสียที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัด แต่วันนี้ นักวิจัยกำลังเปลี่ยนมุมมองใหม่ ให้กากตะกอนปูนกลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก

ประเทศไทยผลิตน้ำตาลทรายดิบได้ประมาณ 7.5 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้เกิดกากตะกอนปูน (CaCake) มากถึง 112,500–225,000 ตันต่อปี หากปล่อยทิ้งไว้ นอกจากจะเป็นภาระด้านการจัดการของเสียแล้ว ยังเป็นการสูญเสียทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

กากตะกอนปูนเกิดขึ้นจากการเติมปูนขาว (Ca(OH2) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ลงในน้ำเชื่อม เพื่อแยกสิ่งเจือปนออก  กระบวนการนี้ทำให้เกิดตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO₃) ซึ่งถูกกรองออกมาเป็น CaCake

สิ่งที่น่าสนใจคือ CaCake มีองค์ประกอบหลักเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตที่มีความบริสุทธิ์สูง อนุภาคมีขนาดเล็กและกระจายตัวได้ดี คุณสมบัติเหล่านี้ใกล้เคียงกับแร่หินปูนธรรมชาติที่ใช้เป็นสารเติมแต่งในอุตสาหกรรมพลาสติก จึงสามารถนำมาพัฒนาเป็น แคลเซียมมาสเตอร์แบตช์ (Calcium Masterbatch) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผสมในเม็ดพลาสติก ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์พลาสติกได้

นอกจากการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว งานวิจัยนี้ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นการลดการพึ่งพาการทำเหมืองหินปูนธรรมชาติ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และลดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง อีกทั้งกากตะกอนปูนยังเกิดจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงงานน้ำตาล จึงสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

ความสำเร็จของงานวิจัยเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้โครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Up-Tech Circular Economy) ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) โดยมีศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เอ็มเทค สวทช. เป็นที่ปรึกษา และได้รับความร่วมมือจาก บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกากตะกอนปูน และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท ผู้ผลิตมาสเตอร์แบชสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก ที่สนใจนำเอากากตะกอนปูนหรือ CaCake มาใช้ประโยชน์ โดยได้ร่วมกันพัฒนาตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ปัจจุบันงานวิจัยอยู่ในช่วงทดสอบระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Scale) และเตรียมขยายผลสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยทางเอ็มเทค ร่วมกับ กพร. และหน่วยงานเครือข่าย End of Waste อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อรับรองการใช้ประโยชน์กากตะกอนปูน หรือ CaCake จากการเป็นของเสียให้เป็นวัตถุดิบทุติยภูมิสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก รวมทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีศักยภาพต่อไป

การเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “วัตถุดิบ” ไม่ใช่เพียงการลดปริมาณขยะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรม และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า นวัตกรรมสามารถเปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างเป็นรูปธรรม

สนใจเทคโนโลยีติดต่อ ทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน (คุณวัชรี สอนลา) โทร. 0 2564 6500 ต่อ 4047 E-mail: watcharp@mtec.or.t

The post เปลี่ยน “กากตะกอนปูน” จากโรงงานน้ำตาล ให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่าใหม่ สู่การสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง https://www.mtec.or.th/thai-aluminum-strategy/ Tue, 21 Jul 2026 07:01:22 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46973 อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและยานยนต์ไฟฟ้า

The post ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกและยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับวัสดุคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงมากกว่าการแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว

ข้อมูลและคาร์บอนคือจุดเริ่มต้นของการแข่งขัน ปัจจุบันไทยยังขาดการบูรณาการข้อมูลอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจเป็นไปได้ยาก การจัดทำฐานข้อมูลผู้ผลิต ปริมาณการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ ฐานข้อมูลค่าการปล่อยคาร์บอนและแนวทางการรายงานข้อมูลคาร์บอนที่สหภาพยุโรปยอมรับ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวและผ่านการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากลได้อย่างเท่าทัน

เศษอะลูมิเนียมเป็นทรัพยากรสำคัญด้านความยั่งยืน แต่ไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเศษอะลูมิเนียมคุณภาพสูง เนื่องจากการส่งออกปริมาณมากและการเข้ามาตั้งโรงงานของกลุ่มทุนต่างชาติที่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ นโยบายระยะสั้นจึงต้องมุ่งจำกัดหรือเก็บภาษีการส่งออกเศษโลหะ เพื่อรักษาวัตถุดิบคุณภาพสูงไว้ต่อยอดอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มในประเทศ ควบคู่กับการทบทวนสิทธิประโยชน์การลงทุนที่ไม่คุ้มค่า บังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และกำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างอุปสงค์ให้แก่ผู้ผลิตไทย

เทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพราะการผลิตอะลูมิเนียมคาร์บอนต่ำและโลหะผสมเกรดสูงจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมการคัดแยกขั้นสูง ร่วมกับงานวิศวกรรมเชิงลึก เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบราง และอุปกรณ์การแพทย์ ทว่าภาคเอกชนยังขาดแคลนเครื่องจักรระดับโรงงานต้นแบบเพื่อขยายขนาดการผลิต รัฐจึงควรสนับสนุนการยกเว้นภาษีเครื่องจักรนวัตกรรมและระบบตรวจสอบคุณภาพแบบเรียลไทม์

โครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนต้องพัฒนาควบคู่กัน ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีระบบทดสอบและรับรองคุณภาพที่ได้มาตรฐานสากล การจัดตั้งศูนย์ทดสอบกลางและศูนย์วิจัยอะลูมิเนียมเฉพาะทางจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการวิจัย ควบคู่กับการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้ภาคการผลิตเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อบ่มเพาะบุคลากรทักษะสูงด้านโลหะวิทยาและปัญญาประดิษฐ์ให้รองรับอุตสาหกรรม 4.0

แนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยสู่ความยั่งยืนดังกล่าว เป็นข้อเสนอจากเวทีระดมสมองที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติจัดขึ้นร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทย โดยอาศัยข้อมูล เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญรองรับการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูงอย่างยั่งยืน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
นางสาวระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม (IBL) ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (BDD)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
โทร: 025646500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ยุทธศาสตร์อะลูมิเนียมไทย: จากสินค้าพื้นฐานสู่ห่วงโซ่มูลค่าสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี https://www.mtec.or.th/sbe/ Wed, 15 Jul 2026 00:58:15 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46836 เทคโนโลยีที่เพิ่มมูลค่าของผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมคือ หนึ่งในกุญแจสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมลดต้นทุน สร้างโอกาสทางการตลาด

The post เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทคโนโลยีที่เพิ่มมูลค่าของผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมคือ หนึ่งในกุญแจสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมลดต้นทุน สร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และบรรลุเป้าหมายความยั่งยืน

กลุ่มบริษัทอำพลฟูดส์ ผู้นำนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและมุ่งมั่นยกระดับความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมอาหารไทยสู่ตลาดโลกด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงเกิดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนากับทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. เพื่อนำตัวดูดซับสีจากกระบวนการผลิตน้ำมันสำหรับบริโภค (Spent Bleaching Earth, SBE) และเถ้าชีวมวล (Biomass Ash) จากหม้อต้มไอน้ำกลับมาใช้ประโยชน์

ทีมวิจัยได้วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี รวมถึงพิจารณาฟังก์ชันที่เหมาะสมของทั้ง SBE และเถ้าชีวมวล พบว่า SBE มีโครงสร้างหลักเป็นมอนต์โมริลโลไนต์ หรือเบนโทไนต์ มีซิลิกาค่อนข้างสูง และโครงสร้างถูกปกคลุมด้วยน้ำมัน เนื่องจากผ่านการใช้งานมาแล้ว

ในขณะที่เถ้าชีวมวลมีซิลิกาและแคลเซียมค่อนข้างสูง หากเพิ่มอะลูมินาจะสามารถพัฒนาเป็นจีโอมีเดีย (Geo-media) ซึ่งเป็นวัสดุพรุนสำหรับใช้เป็นไบโอมีเดียเพื่อเป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ ใช้ในบ่อเลี้ยงปลาเป็นตัวดูดซับหรือตัวกรองในระบบบำบัดน้ำ ช่วยลดความขุ่น รวมถึงเป็นวัสดุปลูกพืชแบบไร้ดิน โดยใช้เทคโนโลยีจีโอโพลิเมอร์

ทั้งนี้ประสิทธิภาพของจีโอมีเดียขึ้นอยู่กับโครงสร้างพรุน ซึ่งต้องอาศัยสารช่วยก่อรูพรุนและสารช่วยให้ฟองอากาศกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมขนาดและการกระจายตัวของรูพรุนไม่ให้รวมตัวกันมากเกินไป โดย SBE ช่วยให้รูพรุนกระจายตัวได้ดี ขณะที่เถ้าชีวมวลมีแคลเซียมสูงช่วยส่งเสริมการเซตตัวของวัสดุ เมื่อปรับสัดส่วนอย่างเหมาะสมจะสามารถผลิตวัสดุจีโอโพลิเมอร์ที่มีความพรุนสูงถึง 60–70% และมีพื้นที่ผิวจำเพาะสูงถึง 115 ตารางเมตรต่อกรัม

การเพิ่มปริมาณเถ้าชีวมวลจะเอื้อต่อการเกิดรูพรุนเพิ่มเติมในเนื้อวัสดุ เนื่องจากเถ้ามีโครงสร้างพรุน มีขนาดอนุภาคเล็กและใหญ่ปนกัน และพื้นผิวขรุขระ ส่งผลให้วัสดุมีน้ำหนักเบา แต่ยังคงความแข็งแรงและสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ สามารถทดแทนไบโอมีเดียพลาสติกและหินธรรมชาติได้

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีจีโอโพลิเมอร์มีจุดเด่นที่ไม่ต้องใช้เตาเผา แต่ผลิตได้ด้วยการผสม ขึ้นรูป และบ่มที่อุณหภูมิห้อง จึงช่วยประหยัดพลังงานและมีศักยภาพต่อยอดสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรมได้

สนใจขอคำปรึกษาติดต่อ
ดร.กันทิมา เหมรา นักวิจัย
ทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.
โทรศัพท์: 02 564 6500 ต่อ 4213
อีเมล: khanthh@mtec.or.th

The post เปลี่ยนผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าด้วยเทคโนโลยี appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Nature Positive จากการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่: วัดผลอย่างไรให้น่าเชื่อถือ https://www.mtec.or.th/nature-positive-121/ Mon, 22 Jun 2026 05:13:36 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46073 ปัจจุบัน เทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ หรือ Nature Positive ซึ่งเป็นการทำให้ธรรมชาติดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงแค่ทำลายให้น้อยลง

The post Nature Positive จากการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่: วัดผลอย่างไรให้น่าเชื่อถือ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Nature Positive จากการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่: วัดผลอย่างไรให้น่าเชื่อถือ

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัจจุบัน เทรนด์โลกกำลังมุ่งสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ หรือ Nature Positive ซึ่งเป็นการทำให้ธรรมชาติดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงแค่ทำลายให้น้อยลง

เป้าหมายระดับโลกตามแนวคิด Nature Positive ท้าทายมาก นั่นคือ หยุดยั้งและพลิกฟื้นธรรมชาติที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเติบโตภายในปี ค.ศ.2030 เพื่อให้มนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนได้จริงภายในปี ค.ศ2050

การประเมินผลจะใช้ปี ค.ศ 2020 เป็นปีฐาน เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตั้งเป้าหมายให้เกิด ‘ผลบวกสุทธิ’ ต่อธรรมชาติภายในปี ค.ศ.2030 และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์ภายในปี ค.ศ.2050

‘ไผ่’ เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวคิด Nature Positive เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงการฟื้นฟูระบบนิเวศ การคัดเลือกพันธุ์และการจัดการแปลงปลูกด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ประโยชน์ไผ่ในเชิงอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

เอ็มเทค โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ร่วมกับทีมวิจัยวิศวกรรมไม้เพื่อความยั่งยืน ได้ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจจากการปลูกและใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์ไผ่แปรรูปเชิงวิศวกรรม เพื่อประเมินศักยภาพของห่วงโซ่คุณค่าไผ่ในการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ

หัวใจของการประเมินคือ การใช้ข้อมูลและวิธีการวัดผลที่โปร่งใส เพื่อให้การปลูกไผ่เป็นมากกว่ากิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมทั่วไป กล่าวคือเป็นการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions, NbS) ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง และช่วยลดความเสี่ยงด้านการฟอกเขียว (Greenwashing)

ตัวชี้วัดครอบคลุมหลายมิติ ทั้งพื้นที่สีเขียวที่เพิ่มขึ้น ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ การกลับมาของสิ่งมีชีวิตบางชนิด ปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บในเนื้อไม้และดิน ตลอดจนปริมาณการกักเก็บน้ำและความชื้นในพื้นที่

ข้อมูลสำคัญต่างๆ มาจากการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) การสำรวจด้วยโดรน และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการติดตาม การประเมินผล และการวางแผนเชิงนโยบาย

นอกจากนี้ การจัดทำข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเชิงพื้นที่ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของการประเมินบริการระบบนิเวศและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวคิด Nature Positive อีกด้วย

การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานไผ่และไม้เศรษฐกิจอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดการแปลงปลูก การผลิตตามมาตรฐานความยั่งยืน การลดการใช้พลังงานและของเสียในกระบวนการแปรรูป ควบคู่กับการจัดทำข้อมูลบัญชีรายการทรัพยากร (Life Cycle Inventory, LCI) ข้อมูลความยั่งยืน และการประเมินบริการทางระบบนิเวศ เปรียบเสมือน ‘ชุดเครื่องมือสำคัญ’ ในการวัดและติดตามผลกระทบอย่างเป็นระบบ

‘ชุดเครื่องมือสำคัญ’ นี้ช่วยให้การใช้ประโยชน์ไผ่และไม้เศรษฐกิจเป็น Nature-based Solutions (NbS) ที่ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาล และนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านจากการ ‘ลดผลกระทบ’ สู่การ ‘สร้างผลลัพธ์เชิงบวก’ ให้แก่ธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณพรพิมล บุญคุ้ม นักวิจัย
ทีมวิจัยการประเมินความยั่งยืนและเศรษฐกิจและสังคม
สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
โทร: 0 2564 6500 ต่อ 4077
อีเมล: pornpimb@mtec.or.th

The post Nature Positive จากการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่: วัดผลอย่างไรให้น่าเชื่อถือ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Nature Positive: เมื่อเป้าหมายของโลกไม่ใช่แค่ลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติ https://www.mtec.or.th/nature-positive-120/ Mon, 22 Jun 2026 05:00:11 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=46067 ท่ามกลางวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบรุนแรงทั่วโลก แนวคิด Nature Positive กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต

The post Nature Positive: เมื่อเป้าหมายของโลกไม่ใช่แค่ลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Nature Positive: เมื่อเป้าหมายของโลกไม่ใช่แค่ลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติ

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางวิกฤตการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบรุนแรงทั่วโลก แนวคิด Nature Positive กำลังกลายเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตที่สมดุลระหว่างมนุษย์ เศรษฐกิจ และธรรมชาติ แนวคิดนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการ ‘ลดผลกระทบ’ ต่อสิ่งแวดล้อม แต่หมายถึงการ ‘ฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีขึ้นกว่าเดิม’ อย่างเป็นรูปธรรม

Nature Positive คือการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมจากการพยายาม ‘ทำลายให้น้อยลง’ ไปสู่การ ‘ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม’ ซึ่งเป็นการยกระดับเป้าหมายจากแค่การป้องกันไม่ให้ธรรมชาติแย่ลง หรือชดเชยให้เสมอตัว (No Net Loss) มาเป็นการสร้างผลกำไรสุทธิ (Net Gain) กลับคืนสู่ระบบนิเวศ

เป้าหมายเร่งด่วนคือ การพลิกฟื้นกราฟ (Bend the curve) ความเสียหายของธรรมชาติให้กลับเป็นขาขึ้นภายในปี ค.ศ.2030 และบรรลุวิสัยทัศน์ที่มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนได้อย่างแท้จริงภายในปี ค.ศ.2050

แนวคิดนี้ยังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในระดับโลก ทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน ผ่านกรอบนโยบายและมาตรฐานต่าง ๆ เช่น Global Biodiversity Framework (GBF) หรือกรอบการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures: TNFD) ที่ผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับ ‘ทุนทางธรรมชาติ’  มากขึ้น เพราะธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป แต่คือรากฐานของเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

แนวทางของ Nature Positive Initiative (NPI) ตั้งเป้าหมายการหยุดยั้งและฟื้นกลับการสูญเสียธรรมชาติภายในปี ค.ศ.2030 โดยประเมินผลลัพธ์อ้างอิงข้อมูลปี ค.ศ.2020 เป็นปีฐานและติดตามการเปลี่ยนแปลงในระยะต่อมา ปัจจัยที่ต้องพิจารณา เช่น พื้นที่ธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ รวมถึงศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนและรักษาสมดุลน้ำ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการปลูกไม้เศรษฐกิจและไผ่อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากช่วยดูดซับคาร์บอนแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูดิน เพิ่มแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต สร้างรายได้ให้ชุมชนจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์ และสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิตหรือเครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) อันสะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตทางธุรกิจสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติได้

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จัดทำข้อมูลบัญชีรายการทรัพยากร (Life Cycle Inventory: LCI) ข้อมูลด้านความยั่งยืน รวมถึงการประเมินบริการทางระบบนิเวศ (Ecosystem Services) ถือเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาแนวทาง Nature-based Solutions (NbS) ให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้  เปรียบเสมือน ‘ชุดเครื่องมือที่น่าเชื่อถือ’ ที่ช่วยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Nature Positive และ Nature-based Solutions ของประเทศไทยต่อไป

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณพรพิมล บุญคุ้ม นักวิจัย
ทีมวิจัยการประเมินความยั่งยืนและเศรษฐกิจและสังคม
สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
โทร: 0 2564 6500 ต่อ 4077
อีเมล: pornpimb@mtec.or.th

The post Nature Positive: เมื่อเป้าหมายของโลกไม่ใช่แค่ลดผลกระทบ แต่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-kspoctatech/ Wed, 17 Jun 2026 08:22:39 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45926 ในอนาคตแนวโน้มความต้องการใช้เครื่อง Flow Tester และ Fork Tester จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์งานวิจัยด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทฯ

The post บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

MTEC

“ในอนาคตแนวโน้มความต้องการใช้เครื่อง Flow Tester และ Fork Tester จะเพิ่มขึ้น
เนื่องจากสามารถตอบโจทย์งานวิจัยด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุ
และผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทฯ ตั้งแต่ต้นน้ำ
ถึงปลายน้ำ และคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สร้างโอกาสในการขายได้”

อิสสระ องค์กบิลย์
ผู้บริหาร บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เคมีภัณฑ์ วัสดุภัณฑ์ รวมถึงเครื่องสกัดสมุนไพร และเครื่องผลิตยา-อาหารระดับ SME พร้อมทั้งให้บริการวางระบบคุณภาพมาตรฐานอย่างครบวงจร บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการให้บริการ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า

คุณอิสสระ องค์กบิลย์ ผู้บริหารของบริษัทฯ เปิดเผยว่า เคยมีลูกค้ามาสอบถามเกี่ยวกับเครื่อง Flow Tester และ Fork Tester ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีในการดำเนินธุรกิจเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ยังไม่เคยพบเครื่องมือประเภทนี้ในห้องแล็บที่ใดมาก่อน บริษัทฯ จึงได้สอบถามลูกค้าและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าในอนาคตแนวโน้มความต้องการใช้เครื่องมือดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์งานวิจัยด้านอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทฯ และคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญที่สร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ได้

ด้วยความมุ่งมั่นในการให้บริการ คุณอิสสระได้สืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเครื่อง Flow & Fork Testers ทำให้ทราบว่าที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. พัฒนาเครื่องนี้จึงได้ติดต่อเข้ามา และมีโอกาสได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมวิจัย (ดร.ชัยวุฒิ กมลพิลาส นักวิจัย และคุณกฤษฎากร มานะกล้า วิศวกร) ซึ่งข้อมูลที่ได้รับเป็นประโยชน์มาก จึงเกิดความเชื่อมั่นและตัดสินใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้

ตั้งแต่การติดต่อขอข้อมูลจนกระทั่งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี คุณอิสสระรับรู้ได้ถึงความมุ่งมั่นและการให้การสนับสนุนอย่างเต็มขีดความสามารถจากทีมวิจัย ซึ่งข้อมูลที่ได้มีความครบถ้วน สามารถสร้างประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้แก่บริษัทเป็นอย่างมาก โดยบริษัทมีแผนจะนำองค์ความรู้ที่ได้รับนี้ไปจัดทำแผน ทั้งในเรื่องการผลิตและการจัดจำหน่าย โดยจะสร้างเครื่องสาธิตระบบ (demo) และจัดเวิร์กชอปให้แก่กลุ่มเป้าหมาย เช่น อาจารย์จากมหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการ เพื่อให้รู้จักเครื่องนี้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาเว็บไซต์เพื่อผลักดันการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศร่วมกับผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทในอนาคต

สำหรับทิศทางการพัฒนาต่อยอด หรือการขยายผลในอนาคต คุณอิสสระได้ให้มุมมองว่า เครื่อง Fork Tester น่าจะประยุกต์ใช้ในงานด้านทันตกรรมได้ แต่อาจต้องมีการปรับพารามิเตอร์บางอย่างให้เหมาะสม สำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมอาหาร คุณอิสสระกล่าวว่าเครื่อง Flow & Fork Testers มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว

ในส่วนของการร่วมงานด้านอื่นๆ นั้น บริษัทฯ ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีและผลงานของเอ็มเทค สวทช. ทางอีเมลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลมีประโยชน์สามารถต่อยอดได้อีกหลายอย่าง จึงได้เก็บไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทต่อไปในอนาคต

คุณอิสสระยังได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า คนไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมได้เทียบเท่าต่างประเทศ ดังนั้น หากได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐก็น่าจะช่วยให้นวัตกรรมไทยเกิดการใช้ประโยชน์กันมากขึ้น

The post บริษัท เค.เอส.พี อ๊อคต้าเทค จำกัด appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย https://www.mtec.or.th/biochar-ghg/ Fri, 12 Jun 2026 11:59:41 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45852 ไบโอชาร์เป็นวัสดุที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจสำหรับการเกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะมิติเชิงบูรณาการทั้งในด้านการปรับปรุงสมบัติของดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ

The post ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ
บรรยายโดย
รศ.ดร.อำนาจ ชิดไชสง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
การประชุมระดมสมอง Biochar Consortium ครั้งที่ 4
NAC2026

ไบโอชาร์เป็นวัสดุที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจสำหรับการเกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะมิติเชิงบูรณาการทั้งในด้านการปรับปรุงสมบัติของดินทั้งด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่พืช ตลอดจนการเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) จากภาคการเกษตร อย่างไรก็ตามประสิทธิผลของการใช้ไบโอชาร์ขึ้นอยู่กับตัวแปรและปัจจัยที่หลากหลาย จึงนำไปสู่แรงจูงใจในการศึกษาวิจัยปฎิสัมพันธ์ระหว่างไบโอชาร์ ดิน และพืชเกษตร โดย รศ.ดร. อำนาจ ชิดไธสง และคณะ

ผลการทดลองในระดับห้องปฏิบัติการชี้ให้เห็นว่า การเลือกใช้ชนิด ขนาด และปริมาณของไบโอชาร์อย่างเหมาะสมสามารถช่วยปรับปรุงสมบัติของดินประเภทต่างๆ ได้ในหลายด้าน เช่น เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำและธาตุอาหาร ลดความเป็นกรดของดิน รวมถึงเพิ่มค่าศักย์รีดอกซ์ (Eh) โดยการเพิ่มปริมาณตัวรับอิเล็กตรอนทางเลือก (ไอออนของไนเตรต เหล็กเฟอริก และซัลเฟต) ทำให้ดินมีสภาพออกซิเดทีฟมากขึ้น ส่งผลในการช่วยยับยั้งการย่อยสลายอินทรียวัตถุในรูปแบบที่ก่อให้เกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็น GHG ที่มีศักยภาพการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอกไดออกไซด์ประมาณ 30 เท่า

อีกทั้งทีมวิจัยยังได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่การทำนาข้าวในแปลงทดลอง ด้วยการศึกษาการใช้ไบโอชาร์ร่วมกับวิธีการอื่นๆ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างคาร์บอนเครดิต โดยอาศัยการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งและการจัดการปุ๋ย และพบว่าในฤดูนาปีการใส่ไบโอชาร์ล้วนสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้เกือบ 40% และยังสามารถช่วยลดมีเทนได้แม้กรณีที่ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี ในส่วนของฤดูนาปรังนั้นพบว่าการใช้ไบโอชาร์ร่วมกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึง 45%

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาแสดงด้วยว่าการใช้ไบโอชาร์โดยไม่ใส่ปุ๋ยร่วมด้วยอาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลงได้ 10-21% เนื่องจากไบโอชาร์สามารถดูดซับไนโตรเจนบางส่วนไว้ชั่วคราว ทำให้พืชขาดแคลนธาตุอาหารในช่วงแรกได้ ซึ่งประเด็นที่เกษตรกรพึงระวัง โดยวิธีที่ให้ผลดีที่สุดในเชิงปฏิบัติคือการใช้ไบโอชาร์ร่วมกับปุ๋ยและการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก รักษาระดับผลผลิต และเพิ่มคาร์บอนอินทรีย์ในดินไปพร้อมๆ กัน

ทีมวิจัยยังได้ทดลองประยุกต์ใช้ขี้เถ้าแกลบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลในนาข้าวด้วยเนื่องจากเห็นว่าเป็นวัสดุที่ใกล้เคียงกับไบโอชาร์ และพบว่าขี้เถ้าแกลบสามารถช่วยลด GHG (มีเทนและไนตรัสออกไซด์) และช่วยเพิ่มผลผลิตด้วย นอกจากนั้นทีมวิจัยได้ใช้ไบโอชาร์ในทดลองการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เช่น การปลูกข้าวฟ่างหวาน (พืชพลังงาน) ในดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งไบโอชาร์สามารถช่วยลดการปล่อย GHG เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม และช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นใกล้เคียงกับแปลงที่เสริมด้วยปุ๋ยคอก และการใช้ไบโอชาร์ที่ผลิตจากใบและเศษอ้อยในการปลูกอ้อย ซึ่งช่วยลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ และปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ในช่วงการศึกษาผลของการใช้ไบโอชาร์ต่อผลผลิตและการปล่อย GHG จากการปลูกมันสำปะหลัง

ภาพรวมจากงานวิจัยของ รศ.ดร. อำนาจ ชิดไธสง และคณะ แสดงให้เห็นว่าไบโอชาร์สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มคาร์บอนสะสมในดินและปรับปรุงคุณภาพดิน เพื่อช่วยเพิมผลผลิตของพืชเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าไม่มีสูตรสำเร็จเดียวที่สามารถใช้กับทุกพื้นที่ได้เหมือนกัน แต่ต้องปรับการใช้งานตามชนิดของดินและไบโอชาร์ (เช่น ชีวมวลที่ใช้ผลิต อุณหภูมิการเผา ขนาดอนุภาค รวมถึงอัตราการใช้ในแปลง) เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจึงควรศึกษาและทำความเข้าใจบริบทเฉพาะของที่ดินและพืชของตนในการนำไบโอชาร์ไปใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

The post ผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตพืชเกษตรไทย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>