MTEC Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/mtec/ National Metal and Materials Technology Center Mon, 23 Mar 2026 08:56:04 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico MTEC Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/mtec/ 32 32 Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก https://www.mtec.or.th/green-steel/ Fri, 20 Mar 2026 06:52:19 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43839 ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8 ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น

การผลิตเหล็กกล้าใช้เตาถลุงแบบพ่นลม (blast furnace) ร่วมกับเตาหลอมเป่าออกซิเจนพื้นฐาน (basic oxygen furnace) ทั้งนี้ทุก 1 ตันของเหล็ก จะปล่อย CO2 สูงถึง 2.0–2.5 ตัน

ด้วยเหตุนี้ ‘Green Steel’ หรือ เหล็กกล้าซึ่งกระบวนการผลิตมีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าในประเทศสามารถเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการใช้ข้อบังคับและกฎระเบียบด้านควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง รวมถึงรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในประเทศ 

ทำไม Green Steel จึงสำคัญ?

  1. มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ: มาตรการอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กับสินค้ากลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย
  2. ความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง: ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยานยนต์ จำเป็นต้องใช้กลุ่มวัสดุที่ปล่อยคาร์บอนต่ำในกระบวนการผลิต เพื่อให้สินค้าทั้งชิ้น (เช่น รถยนต์ 1 คัน) มียอดรวมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงตามมาตรฐานสากล
  3. นโยบายภาครัฐ: การผลักดันนโยบาย Green Procurement (การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว) จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากการคัดเลือกวัสดุจะพิจารณาพารามิเตอร์ด้านสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มุ่งผลักดันและเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาคนโยบายและภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่ใช้ได้จริงในภาคธุรกิจ

เอ็มเทคมีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคเพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิต และให้คำแนะนำในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของไทย เช่น การพิจารณาใช้เชื้อเพลิงชีวมวล หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบเตาหลอมไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ ‘Green Steel: Sustainable Engineering Material for the Next Move’ ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) เพื่อสำรวจเส้นทางเทคโนโลยี กลไกคาร์บอนเครดิต และการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำอุตสาหกรรมเหล็กไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวระดับโลก

งานสัมมนาเจาะลึกเทคโนโลยีการผลิต Green Steel จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เรียนรู้นโยบายและประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่น และแนวทาง Net-zero ของอุตสาหกรรมเหล็กในอาเซียน รวมทั้งเสวนาเกี่ยวกับบริบทของไทย โดยตัวแทนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฯ, สภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมด้วยองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน), บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฟรีได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/  หรือสอบถาม คุณสมฤทธิ์ พุทธันบุตร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4728 อีเมล: somrit.bud@mtec.or.th

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน https://www.mtec.or.th/biomass/ Fri, 06 Mar 2026 07:07:43 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43518 พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชีวมวลของไทยอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยร่วมงานกับองค์กรที่มีข้อมูลด้านชีวมวลอยู่แล้ว พร้อมเสริมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรและองค์ประกอบทางเคมีของเชื้อเพลิง เพื่อช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หัวใจของงานวิจัย คือการ ‘เข้าใจปัญหาที่แท้จริง’ ทีมวิจัยของเอ็มเทคลงพื้นที่ศึกษาโรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่ง เก็บข้อมูลตัวอย่างท่อที่เกิดความเสียหายและตัวอย่างเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา จากนั้นจึงพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากระบบการผลิตไฟฟ้า เอ็มเทคยังให้ความสำคัญกับต้นทางของพลังงาน คือกระบวนการเก็บเกี่ยวชีวมวล โดยพัฒนาและออกแบบรถเก็บเกี่ยวชีวมวลให้มีมาตรฐาน ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ เพื่อทดแทนการใช้เครื่องจักรดัดแปลงที่อาจดูแลรักษายาก การออกแบบเครื่องจักรให้เป็นต้นแบบมาตรฐานจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว ทำให้ใช้งานเครื่องจักรได้อย่างคุ้มค่า
นอกจากนี้ ปัญหาการกัดกร่อนและการสึกหรอของอุปกรณ์ในโรงไฟฟ้าก็เป็นสาเหตุหลักของการหยุดเดินเครื่อง เอ็มเทคจึงพัฒนาเครื่องมือทดสอบการกัดกร่อน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและความเสียหายของอุปกรณ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ในระยะยาว เอ็มเทคมีเป้าหมายจัดตั้งแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาด้านเทคนิคสำหรับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ โดยอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลแหล่งเชื้อเพลิง พื้นที่เพาะปลูก และข้อมูลทางเคมีที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้า ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเดินเครื่องและการซ่อมบำรุงได้ดีขึ้น ลดการหยุดชะงักของระบบ และเพิ่มเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้า

เอ็มเทคยังได้ขยายขอบเขตข้อมูลเชื้อเพลิงชีวมวลโดยเพิ่มข้อมูลธาตุสำคัญ เช่น โพแทสเซียม คลอรีน และซิลิคอน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุปกรณ์เกิดการกัดกร่อนและสึกหรอ ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมเชื้อเพลิงจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ยอดอ้อยและใบอ้อย และมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสียหายของอุปกรณ์ และลดการหยุดเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า

ในงานประชุมประจำปีของ สวทช. หรือ NAC 2026 ภายใต้หัวข้อ เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นประเด็นความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะมีการนำเสนอหัวข้อสัมมนา ‘ร่วมสร้างฐานข้อมูลอัจฉริยะ ลดความสูญเสีย เพิ่มเสถียรภาพ เปลี่ยนชีวมวลไทยให้เป็นพลังงานที่ยั่งยืน’ เพื่อให้การขับเคลื่อนพลังงานชีวมวลของไทยมีความมั่นคงและยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789 อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน https://www.mtec.or.th/pcr-part1/ Tue, 24 Feb 2026 02:12:28 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43310 ปัญหาขยะพลาสติกไม่จำเป็นต้องรอให้ฮีโร่มากอบกู้ หากแต่ต้องอาศัยกรอบความคิดใหม่ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงเข้ามาเปลี่ยนมุมมองว่าพลาสติกไม่ใช่สิ่งที่ “ใช้แล้วทิ้ง” แต่เป็นทรัพยากรที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้

The post เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ปัญหาขยะพลาสติกไม่จำเป็นต้องรอให้ฮีโร่มากอบกู้ หากแต่ต้องอาศัยกรอบความคิดใหม่ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงเข้ามาเปลี่ยนมุมมองว่าพลาสติกไม่ใช่สิ่งที่ “ใช้แล้วทิ้ง” แต่เป็นทรัพยากรที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้ หากมีการออกแบบและการจัดการที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง 

ภายใต้กรอบความคิดนี้ เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled Resin: PCR) ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่าง “ปลายทางของวัสดุหลังการใช้งาน” กับ “ต้นทางของการผลิตใหม่” 

PCR คือ เม็ดพลาสติกที่ผลิตจากวัสดุพลาสติกที่ผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภคหรือผู้ใช้ปลายทางแล้ว และไม่ได้ถูกใช้ต่อตามวัตถุประสงค์เดิมอีก เช่น ขวดน้ำดื่ม บรรจุภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล หรือผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้งานทั่วไป เมื่อวัสดุเหล่านี้ถูกเก็บรวบรวม คัดแยก และนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจะสามารถแปรรูปกลับมาเป็นเม็ดพลาสติก เพื่อนำไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่อีกครั้ง แต่จะกลับมาใช้ผลิตเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพด้อยลง ขึ้นอยู่กับการออกแบบ การจัดการ และความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่า 

วัตถุดิบพลาสติกที่ใช้ในอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1) Virgin Resin เม็ดพลาสติกใหม่ที่ผลิตจากทรัพยากรฟอสซิลหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นฐานวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมพลาสติกแบบดั้งเดิม

2) PIR (Post-Industrial Recycled Resin) เม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากเศษวัสดุที่เกิดขึ้นภายในกระบวนการผลิต ซึ่งยังไม่ผ่านการใช้งานโดยผู้บริโภค มีแหล่งที่มาชัดเจนและควบคุมคุณภาพได้ 

3) PCR (Post-Consumer Recycled Resin) เม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากวัสดุหลังการใช้งานของผู้บริโภค ซึ่งต้องผ่านกระบวนการเก็บรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลก่อนนำกลับมาใช้ใหม่

แม้ PCR จะเป็นวัสดุที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งอยู่ในลำดับท้ายของ ลำดับขั้นการจัดการของเสีย (Waste Hierarchy) เมื่อเทียบกับการลดการใช้หรือการใช้ซ้ำ แต่ในบริบทปัจจุบัน การรีไซเคิลยังคงเป็นกลไกที่สามารถดำเนินการได้จริง เนื่องจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย มีระบบรีไซเคิลและโครงสร้างพื้นฐานรองรับในระดับหนึ่ง หากแนวทางในลำดับขั้นต้นยังมีข้อจำกัดอยู่

อย่างไรก็ตาม การทำให้พลาสติกหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้พึ่งพาเพียงกระบวนการรีไซเคิลเท่านั้น แต่ยังต้องมุ่งเน้นการพัฒนาเม็ดพลาสติก PCR คุณภาพสูง (High-Quality PCR) ให้มีสมบัติที่เหมาะสม มีความสม่ำเสมอ ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และมีการควบคุมการปนเปื้อนอย่างเป็นระบบ

เมื่อโจทย์ของเศรษฐกิจหมุนเวียนขยับจากปลายทางของการจัดการของเสีย กลับไปสู่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ และการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง บทบาทของผู้ผลิตและผู้บริโภคจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับ PCR จากวัสดุรีไซเคิลทั่วไป ไปสู่การเป็นวัตถุดิบรอบสองคุณภาพสูงในภาคการผลิต

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ หรือคุณชัญฐิศา ประพันธ์พจน์
งานกลยุทธ์และขับเคลื่อนแผนการวิจัยและนวัตกรรม ฝ่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4283
อีเมล: sirikarn.wis@mtec.or.th

The post เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน https://www.mtec.or.th/agribio-tape/ Mon, 16 Feb 2026 01:28:32 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43213 เทปพลาสติกเป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการขยายพันธุ์พืชแบบเชื่อมต่อเนื้อเยื่อ เช่น การเสียบยอด การทาบกิ่ง และการติดตา เกษตรกรจะใช้เทปพลาสติกพันให้เนื้อเยื่อของกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอแนบสนิทกัน เพื่อปิดกั้นไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเข้าสู่รอยแผล

The post AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เทปพลาสติกเป็นวัสดุที่จำเป็นสำหรับการขยายพันธุ์พืชแบบเชื่อมต่อเนื้อเยื่อ เช่น การเสียบยอด การทาบกิ่ง และการติดตา เกษตรกรจะใช้เทปพลาสติกพันให้เนื้อเยื่อของกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอแนบสนิทกัน เพื่อปิดกั้นไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเข้าสู่รอยแผล ทำให้เนื้อเยื่อเชื่อมติดกันเร็วเกิดเป็นต้นใหม่ที่มีลักษณะตามกิ่งพันธุ์ดี

อย่างไรก็ดี การใช้งานเทปพลาสติกพันกิ่งที่ไม่มีฟังก์ชันป้องกันจุลินทรีย์ก่อโรค อาจมีความเสี่ยงที่กิ่งพันธุ์จะเกิดการติดเชื้อผ่านแผลเปิด ส่งผลให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้บนต้นตอ และอาจทำให้ต้นตอยืนต้นตาย

ทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกันพัฒนา ‘เทปพลาสติกชีวภาพ หรือ AgriBio Tape’ เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

นวัตกรรมชิ้นนี้อาศัยความรู้ด้านการเลือกวัสดุ การออกแบบพอลิเมอร์ชนิดใหม่ให้มีสมบัติตามต้องการ และมุ่งเน้นการใช้กระบวนการแบบเดิม (conventional process) ในการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างและขนาดที่หลากหลายและใช้งานได้จริง ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการและไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม

เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของเกษตรกรได้อย่างตรงจุด ทีมวิจัยได้พัฒนา AgriBio Tape โดยเลือกใช้วัสดุพอลิเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ 2 ชนิด โดยศึกษาสัดส่วนของพลาสติกที่เหมาะสม เทปที่พัฒนาขึ้นสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เหนียว ยืดหยุ่น ดึงยืดได้ดีตามแนวยาว และฉีกได้ง่ายตามแนวขวาง จึงไม่ต้องใช้อุปกรณ์ตัด เมื่อพันทับซ้อนกันผิวเทปสามารถยึดติดกันเองได้ (self-adhesive) ระบายของเหลวและไอน้ำจากแผลเปิดของต้นตอและกิ่งพันธุ์ได้ดี ที่สำคัญคือ ยังเพิ่มฟังก์ชันความต้านทานเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคโดยใช้สารสกัดจากธรรมชาติอีกด้วย

AgriBio Tape สามารถใช้กับพืชเศรษฐกิจได้หลายชนิด โดยใช้ปิดแผล ขยายพันธุ์ รวมถึงห่อหุ้มผลิตผลเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการดูแลรักษาและเพิ่มผลผลิต จึงเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย เพื่อเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ นวัตกรรม AgriBio Tape ยังคว้ารางวัลเหรียญทองแดงจากเวทีระดับโลก ในงาน Seoul International Invention Fair (SIIF 2025) รางวัลเหรียญเงินจากเวทีระดับชาติ ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ 2568 โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการประกวดผลงานนักศึกษาสหกิจศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2567 อีกด้วย

ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post AgriBioTape นวัตกรรมเทปพลาสติกขยายพันธุ์พืชหลายฟังก์ชัน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero https://www.mtec.or.th/en-waste-expo/ Mon, 26 Jan 2026 02:24:23 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42944 ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มีเป้าหมายใหญ่ประการหนึ่งคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero จึงดำเนินกิจกรรมและใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเป้าหมายนี้

The post นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มีเป้าหมายใหญ่ประการหนึ่งคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero จึงดำเนินกิจกรรมและใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเป้าหมายนี้ โดยการใช้เทคโนโลยีวัสดุพัฒนาและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเชิงเทคนิค โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลสารสนเทศด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของประเทศ

เนื่องจากเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มีความสัมพันธ์เกื้อหนุนเป้าหมาย Net Zero เพราะว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดการเกิดของเสีย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตและขนส่ง ดังนั้น เอ็มเทคจึงมุ่งสร้างนวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมสีเขียวและดำเนินกลยุทธ์ End-of-Waste (EOW) โดยการใช้เทคโนโลยีวัสดุเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้กลายเป็นวัสดุรอง (Secondary Material) หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

เอ็มเทคดำเนินกิจกรรม End-of-Waste โดยร่วมกับหน่วยงานในภาครัฐที่เป็นผู้กำหนดนโยบายและบริษัทในภาคอุตสาหกรรมที่สนใจงานวิจัยและต้องการสร้างนวัตกรรมการเพิ่มมูลค่าให้กับกากอุตสาหกรรม โดยเอ็มเทคให้บริการในรูปแบบต่างๆ เช่น รับจ้างวิจัย เป็นที่ปรึกษา และวิเคราะห์ทดสอบ

ตัวอย่างผลงานในช่วงที่ผ่านมา เช่น

  • สารละลายไบโอโซเดียมซิลิเกต และไบโอโพแทสเซียมซิลิเกตจากเถ้าแกลบ
  • วัสดุก่อสร้างยิปซั่มบอร์ด จากยิปซั่มสังเคราะห์
  • วัตถุดิบทดแทนอะลูมินา ในการทำปูนซิเมนต์ จากอะลูมิเนียมดรอส
  • ไบโอชาร์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อผลิตสารปรับปรุงสภาพดินที่ช่วยกักเก็บธาตุอาหารและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
  • ทรายแมวจากวัสดุเกษตรไทย “เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และสุขอนามัยที่ดีของสัตว์เลี้ยง”
  • บล็อกคอนกรีตประสิทธิภาพสูงจากตะกรันเหล็ก
  • คอนกรีตน้ำซึมผ่านเร็ว และบล็อกช่องลมจากเศษกระเบื้องเหลือทิ้ง
  • เม็ดมวลเบาสังเคราะห์จากของเสียหรือวัสดุพลอยได้จากอุตสาหกรรม

นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังส่งผลดีในภาพรวม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในด้านการใช้ทรัพยากร ลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ และลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดด้วยการฝังกลบ และยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเข้ากับมาตรการกีดกันทางการค้า  และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่เน้นความยั่งยืนได้

พบกับนวัตกรรมของเอ็มเทค (BOOTH NO. P16/1) ในงานแสดงสินค้า บริการ และสัมมนาด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดการของเสียแห่งเอเชีย (Asia EnwastExpo) จัดโดยกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 4-6 กุมภาพันธ์ 2569 อาคาร 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post นวัตกรรมวัสดุเพื่ออุตสาหกรรมไทย รับมือกติกาโลกใหม่สู่ Net Zero appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น https://www.mtec.or.th/coating/ Tue, 20 Jan 2026 02:30:58 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42883 อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง (ประตู หน้าต่าง) การขนส่ง (รถ เรือ เครื่องบิน) เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์ (ฟอยล์ กระป๋องเครื่องดื่ม)

The post การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

อะลูมิเนียมเป็นโลหะที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง (ประตู หน้าต่าง) การขนส่ง (รถ เรือ เครื่องบิน) เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์ (ฟอยล์ กระป๋องเครื่องดื่ม)

การใช้งานที่มากขึ้นนี้ย่อมส่งผลให้เกิดเศษอะลูมิเนียมหมุนเวียนในปริมาณที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น การนำเศษอะลูมิเนียม (aluminum scrap) กลับมาใช้ใหม่จึงเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง อะลูมิเนียมบิลเลต (อะลูมิเนียมแท่งหน้าตัดกลม) เป็นวัตถุดิบต้นทางในการขึ้นรูปกรอบประตูหน้าต่าง อาคารสมัยใหม่นิยมใช้อะลูมิเนียมที่มีสีสันหลากหลายจากกระบวนการทำสี เพื่อเพิ่มความสวยงามและความทนทานต่อการกัดกร่อน ในอดีตมักใช้กระบวนการอะโนไดซ์ (anodizing) ในการทำอะลูมิเนียมให้เป็นสีเงิน ชา หรือดำ แต่ปัจจุบันมีความต้องการสีสันที่หลากหลายมากขึ้นจึงนิยมใช้การพ่นสีฝุ่น

เมื่อเกิดของเสียในกระบวนการผลิต รวมถึงเมื่อมีการรื้อถอนอาคาร เศษอะลูมิเนียมที่มีสีฝุ่นจะถูกนำมาหลอมใหม่เพื่อรีไซเคิล ทั้งนี้จะพบปัญหาใหญ่คือ การสลายตัวของสารเคลือบและสีฝุ่น ทำให้เกิดควันและกลิ่นจากสารระเหยต่างๆ ในปริมาณที่มากเกินกว่าเกณฑ์การควบคุมมลพิษของโรงงานทั่วไปจะรับได้ ส่งผลให้ไม่สามารถนำเศษอะลูมิเนียมที่มีสีฝุ่นมารีไซเคิลในปริมาณมากได้

นอกจากนี้ สารเคลือบผิวดังกล่าวยังก่อให้เกิดกากโลหะอะลูมิเนียม (dross) ในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและความซับซ้อนในการจัดการมลภาวะ

ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยเอ็มเทคจึงได้พัฒนากระบวนการรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น โดยศึกษาผลกระทบของสารเคลือบสีฝุ่นบนอะลูมิเนียมต่อสมบัติของวัสดุรีไซเคิล วิเคราะห์สิ่งปนเปื้อน ปริมาณการได้กลับคืนเนื้อ (% yield) และสมบัติทางกลของบิลเลต รวมถึงตรวจสอบชนิดและปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้นในระหว่างการรีไซเคิล เพื่อหาแนวทางการจัดการที่เหมาะสม

ทีมวิจัยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการใช้เศษอะลูมิเนียมที่มีสารเคลือบประเภทพ่นสีฝุ่นในกระบวนการรีไซเคิล เพื่อลดปริมาณขยะโลหะและควบคุมการเกิดก๊าซมลภาวะจากกระบวนการรีไซเคิลอะลูมิเนียม จึงได้พัฒนาระบบจัดการเศษอะลูมิเนียมที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงรักษาคุณภาพของกระบวนการผลิต แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว

ทีมวิจัยยังมีแผนที่จะศึกษาการใช้พลังงานในการรีไซเคิลอะลูมิเนียมเปรียบเทียบกับการผลิตใหม่ พร้อมหาแนวทางลดและเพิ่มมูลค่ากากโลหะ เพื่อตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
นายสมภพ เพชรคล้าย
ทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตอะลูมิเนียม กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4619
อีเมล: sompobp@mtec.or.th

The post การรีไซเคิลอะลูมิเนียมพ่นสีฝุ่น appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล https://www.mtec.or.th/dmrv/ Mon, 12 Jan 2026 02:06:44 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42749 การวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านนวัตกรรมทางวัสดุมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งนี้ ในภาคการเกษตรและชุมชน มีการดำเนินโครงการพัฒนาระบบ Biochar-dMRV Platform

The post dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การวิจัยและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านนวัตกรรมทางวัสดุมีความสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ทั้งนี้ ในภาคการเกษตรและชุมชน มีการดำเนินโครงการพัฒนาระบบ Biochar-dMRV Platform เพื่อช่วยให้โครงการด้านคาร์บอนเครดิตจากไบโอชาร์ระดับชุมชนสามารถประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนด้วยไบโอชาร์ได้อย่างเป็นระบบ

ระบบ Biochar-dMRV Platform เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยในการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูลการผลิตไบโอชาร์ในพื้นที่ชุมชนอย่างแม่นยำและน่าเชื่อถือ

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือ การบูรณาการข้อมูลแบบอัตโนมัติผ่านการเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ Biochar-IoT Box ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบตรวจวัดและบันทึกอุณหภูมิและระยะเวลาการเผาไหม้ของเตาผลิตไบโอชาร์แบบต่อเนื่องและอัตโนมัติ

ไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวภาพที่ผลิตโดยการนำชีวมวลเหลือทิ้งไปผ่านกระบวนการไพโรไลซิสหรือแก๊สซิฟิเคชัน มีสมบัติในการปรับปรุงดินและยังช่วยกักเก็บคาร์บอนได้อีกด้วย ดังนั้น แพลตฟอร์ม Biochar-dMRV จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง “มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม” ให้แก่ไบโอชาร์ผ่านกลไกการรับรองคาร์บอนเครดิต

ระบบ Biochar-dMRV Platform ผสานเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ในการตรวจวัดและส่งข้อมูล ช่วยสร้างความโปร่งใส ลดข้อผิดพลาด จึงสามารถนำข้อมูลไปประมวลผลค่าศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนที่สอดคล้องกับมาตรฐาน T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) ของไทยได้อย่างแม่นยำ

เนื่องจากทีมวิจัยเอ็มเทคได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายใต้โครงการการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิในการผลิตไบโอชาร์ในประเทศ เพื่อใช้ประกอบการจัดทำมาตรฐานคุณภาพของไบโอชาร์ และการกักเก็บคาร์บอนอย่างถาวรของไบโอชาร์ระดับอาเซียน ระบบ dMRV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจึงทำหน้าที่เสมือนสะพานเชื่อมระหว่างข้อมูลการผลิตที่เชื่อถือได้ เมื่อประกอบกับเกณฑ์การรับรองที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ ทำให้ให้แน่ใจได้ว่าการประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแค่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือทางวิชาการผ่านกลไกการตรวจวัดข้อมูลที่มีความแม่นยำ แต่ยังช่วยให้ชุมชนผู้ผลิตไบโอชาร์เข้าถึงกลไกคาร์บอนเครดิต และเตรียมความพร้อมสู่การขอรับรอง T-VER และการสร้างรายได้เสริมในอนาคต

ตลอดระยะเวลาราว 2 ปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของเอ็มเทค ได้เป็นกำลังสำคัญในการบุกเบิกและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโครงการด้านไบโอชาร์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบวิเคราะห์ทดสอบ การประเมินมลพิษทางอากาศจากเตาผลิตไบโอชาร์ ไปจนถึงการวางรากฐานด้านมาตรฐานการประเมินการกักเก็บคาร์บอนจากไบโอชาร์ อันจะนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศอย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (ดร.เปรมฤดี กาญจนปิยะ)
โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4452
เว็บไซต์ https://www.mtec.or.th/env-research-group-mse-team/

 

The post dMRV: ระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’ https://www.mtec.or.th/carbon-neutral/ Mon, 05 Jan 2026 04:03:27 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42618 เป้าหมายหลักตามความตกลงปารีสเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งสู่การจำกัดให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

The post เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เป้าหมายหลักตามความตกลงปารีสเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส และมุ่งสู่การจำกัดให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม

ด้วยเหตุนี้ ประเทศและองค์กรต่างๆ จึงกำหนดเป้าหมายที่มีระดับความเข้มข้นในระดับต่างๆ เพื่อสร้างเส้นทางสู่ความยั่งยืน

เป้าหมายแรกสุดคือ ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ (Carbon Neutrality) หมายถึง การทำให้การปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์โดยการลดการปล่อยแก๊สนี้จากกิจกรรมต่างๆ ควบคู่กับการชดเชย เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียน การซื้อคาร์บอนเครดิต และการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แนวคิดนี้เป็นมาตรการเบื้องต้นที่องค์กรจำนวนมากเลือกใช้

เมื่อยกระดับขึ้นไปอีกขั้นคือ ‘การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์’ (Net Zero Emissions) ก็จะครอบคลุมแก๊สเรือนกระจกทุกชนิด โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าให้มากที่สุด ก่อนจะดำเนินการกำจัดแก๊สเรือนกระจกที่เหลืออยู่ เพื่อให้ยอดสุทธิเป็นศูนย์ ตัวอย่างเช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้า การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และการใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage – CCS)

เหนือกว่านั้นขึ้นไปอีกคือ ‘การปล่อยคาร์บอนติดลบ’ (Carbon Negative) หรือ ‘ผลบวกต่อภูมิอากาศ’ (Climate Positive) ซึ่งหมายถึง การกำจัดแก๊สเรือนกระจกออกจากบรรยากาศให้มากกว่าที่ปลดปล่อยออกไป เช่น การใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนจากอากาศโดยตรง การปลูกป่าขนาดใหญ่เพื่อกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว และการทำเกษตรกรรมแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนในดิน

ในเชิงอุดมคติ เป้าหมายสูงสุดคือ ‘การไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกเป็นศูนย์สัมบูรณ์’ (Absolute Zero) ซึ่งหมายถึงการไม่ปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากกิจกรรมใดๆ เลย โดยไม่พึ่งพาการชดเชยใดๆ แม้แนวคิดนี้จะทำได้ยากในทางปฏิบัติ แต่ก็เป็นทิศทางที่มนุษยชาติควรมุ่งไปในอนาคต

แนวคิดอีกแบบหนึ่งคือ ‘ผลบวกต่อธรรมชาติ’ (Nature Positive) ซึ่งไม่เพียงแต่ลดหรือชดเชยการปล่อยแก๊สเรือนกระจก แต่ยังมุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้ดีกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูป่าชายเลนและแหล่งหญ้าทะเล การปกป้องสัตว์ป่าและพันธุ์พืชใกล้สูญพันธุ์ การใช้น้ำอย่างยั่งยืน และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ

การยกระดับความมุ่งมั่นจากการลดผลกระทบไปสู่การสร้างผลบวกคืนให้แก่โลก คือเส้นทางสำคัญที่จะทำให้โลกยังคงเป็นบ้านที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ในการประชุมประจำปีของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือ NAC 2026 ช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 มีหัวข้อหลักของงานคือ ‘เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ โดยจะมีประเด็น ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ และ ‘การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์’ ซึ่งศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) เป็นแกนหลักในการดำเนินงาน โปรดติดตามตามความสนใจ

The post เป้าหมายใหญ่ของโลก จาก ‘คาร์บอนเป็นศูนย์’ …สู่ ‘การฟื้นฟูธรรมชาติ’ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน https://www.mtec.or.th/ppwr/ Mon, 29 Dec 2025 02:34:52 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42599 ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่มิใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เป็นดั่งสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’

The post PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์  หรือ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่มิใช่เป็นเพียงกฎหมายบังคับ หากแต่เป็นดั่งสัญญาประชาคมต่อโลก เพื่อยุติสมัย ‘ใช้แล้วทิ้ง’ อันไร้ความรับผิดชอบและก่อปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ 

นโยบายนี้ส่งแรงกระเพื่อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกบรรจุภัณฑ์และการบรรจุ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายของการเป็น เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) อย่างเป็นรูปธรรม

PPWR ผสานการคิดเชิงระบบ (systems thinking) และการคิดแบบวงจรชีวิต (lifecycle thinking)  ครอบคลุมทุกส่วนประกอบย่อยของบรรจุภัณฑ์ ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่คือ ‘การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (design for recycling)’ ซึ่งมุ่งเน้นจำกัดและห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียว (single-use packaging)  ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมและมีข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้ (reusable packaging) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้งานได้จริงในระบบหมุนเวียน และรีไซเคิลได้เมื่อถึงจุดสิ้นสุดวงจรชีวิต

การบังคับใช้ สัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (recycled content) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใหม่ก็มีความเข้มงวดและต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาปี ค.ศ.2030 ซึ่งมิใช่เพียงการบรรลุคุณสมบัติการรีไซเคิลได้ หากแต่ต้องสามารถเก็บรวบรวม คัดแยก และนำไปแปรรูป ให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยทัดเทียมกับวัตถุดิบดั้งเดิม

ทั้งนี้ PPWR ยังยกระดับการจำกัดและห้ามใช้สารเคมีที่น่ากังวล หรือ restrictions on Substances of Concern (SOC) เพื่อเป็นเครื่องมือในการรับประกันว่า วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลจะไม่ปนเปื้อนด้วยสารอันตราย และสามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างแท้จริง ด้วยกลไกนี้จึงช่วยสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิ (secondary raw materials) และผนวกเอาการจัดการของเสียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำอีกด้วย

PPWR จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 12 สิงหาคม ค.ศ.2026 และก่อให้เกิดข้อผูกพันโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง EU จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงการออกแบบบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

ผู้ประกอบการจะต้องจัดทำ เอกสารทางเทคนิค (technical document) เพื่อยืนยันการใช้บรรจุภัณฑ์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น (packaging minimization) ตลอดจนแสดงความสอดคล้อง (conformity) กับข้อกำหนดทางเทคนิค

นอกจากนี้ ยังต้องติดฉลากที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่ว EU เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง อำนวยความสะดวกในการคัดแยกของเสียแก่ผู้บริโภค และเป็นส่วนหนึ่งของการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ extended producer responsibility อีกด้วย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และพร้อมเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือ ให้ความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนเป็นเวทีสำคัญสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนด และก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในตลาดโลก

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
คุณรวีรัตน์ ประเสริฐวงศ์ ผู้ช่วยปฏิบัติงานวิจัย ทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก
คุณสายสมร คุณหอม เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4122

The post PPWR: กฎหมายเพื่อบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ https://www.mtec.or.th/rascal/ Mon, 22 Dec 2025 02:02:03 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42510 การเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยนิยมใช้บ่อดินหรือกระชัง หากเลี้ยงในบ่อดิน เกษตรกรต้องใช้ทั้งพื้นที่และน้ำในปริมาณมาก หากเลี้ยงในกระชังโดยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็อาจประสบปัญหาน้ำน้อยในช่วงหน้าแล้ง แต่หากเลี้ยงเหนือเขื่อน ก็อาจเกิดแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ในช่วงฤดูหนาวซึ่งอาจทำให้เกิดประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

The post ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยนิยมใช้บ่อดินหรือกระชัง หากเลี้ยงในบ่อดิน เกษตรกรต้องใช้ทั้งพื้นที่และน้ำในปริมาณมาก หากเลี้ยงในกระชังโดยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็อาจประสบปัญหาน้ำน้อยในช่วงหน้าแล้ง แต่หากเลี้ยงเหนือเขื่อน ก็อาจเกิดแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ในช่วงฤดูหนาวซึ่งอาจทำให้เกิดประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

ทีมวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือ เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนาระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ (Smart Intensive Recirculating Aquaculture System) ที่ไม่เพียงแก้ปัญหาข้างต้น แต่ยังช่วยเพิ่มผลผลิต และลดความเสี่ยงจากการเกิดโรค

ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะประกอบด้วยบ่อเลี้ยง เครื่องดักกรองของเสีย สำหรับดักกรองอนุภาคของแข็งขนาดเล็ก โปรตีนสกิมเมอร์สำหรับดักจับเมือกหรือสารประกอบโปรตีน ระบบกรองชีวภาพเพื่อใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียที่เป็นพิษให้กลายเป็นสารที่อันตรายน้อยลง เครื่องแยกแก๊สสำหรับกำจัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และเตรียมน้ำสำหรับเติมออกซิเจนบริสุทธิ์ เครื่องเติมออกซิเจน หลอดยูวีสำหรับฆ่าเชื้อ ระบบท่อและปั๊ม และระบบควบคุมการทำงาน

ทีมวิจัยได้พัฒนาซอฟต์แวร์ RASCAL สำหรับควบคุมการทำงาน รวมถึงประเมินต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เกษตรกรเพียงแค่ระบุชนิดของสัตว์น้ำและความหนาแน่นของสัตว์น้ำ ซอฟต์แวร์ก็จะคำนวณอุปกรณ์ที่ต้องใช้และประเมินราคา นอกจากนี้ยังสามารถประเมินระยะเวลาคืนทุนหากเลี้ยงสำเร็จตามเป้าหมายเพื่อใช้ประกอบการวางแผนตั้งแต่ต้น

ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบตรวจวัดเพื่อควบคุมคุณภาพของน้ำ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเค็ม ปริมาณออกซิเจน และค่าความเป็นกรด-ด่าง เพราะปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

อุปกรณ์ที่ใช้ระบบล้วนผลิตได้ในประเทศ ทำให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงระบบเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีคุณภาพได้ในราคาที่สมเหตุสมผล เช่น ระบบเติมออกซิเจน และระบบกำจัดของเสียและฆ่าเชื้อโรค พารามิเตอร์ที่ใช้ในระบบเหล่านี้ได้รับการคำนวณเพื่อให้ระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและใช้พลังงานน้อยที่สุด

ทีมวิจัยทดสอบระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะกับปลากะพง ปลาดุก และกุ้งขาว พบว่าสามารถเลี้ยงสัตว์น้ำได้หนาแน่นขึ้น เช่น ปลากะพงสามารถเลี้ยงได้ถึง 25 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร และกุ้งขาว 10 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร

จากการทดสอบพบว่ามีการใช้น้ำน้อยลงและสามารถนำน้ำมาหมุนเวียนใช้ซ้ำได้ มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัว หรืออัตราการแลกเนื้อ (Feed Conversion Ratio, FCR) ต่ำ สัตว์น้ำเจริญเติบโตเร็ว ให้น้ำหนักดี และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

ผู้สนใจการออกแบบระบบเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือต้องการที่ปรึกษาระหว่างการเลี้ยง

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ยศกร ประทุมวัลย์ หัวหน้าทีมวิจัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4630
อีเมล: yotsakp@mtec.or.th

The post ระบบเลี้ยงสัตว์น้ำหนาแน่นแบบน้ำไหลเวียนอัจฉริยะ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>