MTEC Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/mtec/ National Metal and Materials Technology Center Fri, 22 May 2026 08:03:02 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico MTEC Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/tag/mtec/ 32 32 เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return https://www.mtec.or.th/reuse-refill-return/ Fri, 22 May 2026 07:51:04 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45354 ที่ผ่านมาการจัดการปัญหาพลาสติกในประเทศไทยเน้น “คัดแยกแล้วรีไซเคิล” เป็นหลัก แม้อัตราการรีไซเคิลจะดีขึ้น แต่แนวทางนี้ยังไม่สามารถรับมือกับปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวที่เพิ่มขึ้นได้

The post เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ที่ผ่านมาการจัดการปัญหาพลาสติกในประเทศไทยเน้น “คัดแยกแล้วรีไซเคิล” เป็นหลัก แม้อัตราการรีไซเคิลจะดีขึ้น แต่แนวทางนี้ยังไม่สามารถรับมือกับปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวที่เพิ่มขึ้นได้ ธนาคารโลกระบุว่ามีขยะพลาสติกราว 428,000 ตันต่อปี ที่จัดการอย่างไม่เหมาะสมและหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม สะท้อนว่าการรีไซเคิลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

แนวคิด Reuse / Refill / Return System เน้นให้บรรจุภัณฑ์ “ไม่กลายเป็นขยะเร็วเกินไป” โดยออกแบบให้พลาสติกคงคุณค่าและหมุนเวียนอยู่ในระบบได้นานที่สุด ลดการผลิตพลาสติกใหม่ ผ่านการใช้ซ้ำ การเติมใหม่ หรือการส่งคืนเพื่อล้างและบรรจุใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

Ellen MacArthur Foundation (EMF) เสนอกรอบคิด Reuse Models ไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ การเก็บภาชนะไว้และเติมซ้ำที่บ้าน, การนำภาชนะไปเติมระหว่างการเดินทางหรือที่ร้าน, ระบบรับคืนจากบ้านเพื่อนำไปล้างและบรรจุใหม่ และระบบที่ผู้บริโภคคืนบรรจุภัณฑ์ ณ จุดขายหรือจุดรับคืน จะเห็นว่า “การใช้ซ้ำ” มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้ ระบบโลจิสติกส์ และมาตรฐานการล้าง

หากระบบใช้ซ้ำถูกใช้งานวงกว้างโดยมีโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน มีมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ และสร้างอัตราคืนกลับที่สูง ก็จะสามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวได้ในสินค้าบางประเภท และอาจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้น้ำได้ราว 35–70% ในบางกรณี

แต่คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยพร้อมหรือยัง?

ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เช่น ร้านรีฟิลเฉพาะทาง โครงการ Refill Station ในห้างค้าปลีก และแนวทางกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสำหรับจุดบริการรีฟิลสำหรับผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน สะท้อนว่าภาครัฐเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นของมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย ขณะเดียวกันโครงการ “Bottle Free Seas” ก็แสดงศักยภาพของระบบเติมน้ำดื่มในการลดขวดพลาสติก

อุปสรรคหลักคือการขาด “โครงสร้างรองรับ” เพราะการใช้ซ้ำจะไม่เกิด หากผู้บริโภครู้สึกว่ายุ่งยากกว่าการซื้อใหม่ และจะขยายผลไม่ได้ หากผู้ประกอบการต้องลงทุนระบบล้าง ระบบขนส่ง และระบบรับคืนเพียงลำพัง

ประเทศไทยจึงต้องขยับจากเศรษฐกิจแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งไปสู่เศรษฐกิจแบบใช้ซ้ำอย่างเป็นระบบ โดย การยกระดับนโยบายตั้งแต่มาตรฐานบรรจุภัณฑ์ร่วม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกลาง การมีมาตรการมัดจำคืนภาชนะ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) อย่างเป็นรูปธรรม

หากประเทศไทยต้องการลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องทำให้ Reuse / Refill / Return System เป็นโครงสร้างหลักของนโยบายบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ชุติมา แซ่เฮง นักวิจัย
ทีมวิจัยกระบวนการผลิตยางขั้นสูงและมาตรฐานยาง กลุ่มวิจัยนวัตกรรมการแปรรูปยาง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 74820
อีเมล: chutima.sae@mtec.or.th

The post เมื่อ “รีไซเคิล” บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเดียวไม่พอ: ไทยต้องใช้ระบบ Reuse / Refill / Return appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง https://www.mtec.or.th/activefoam/ Fri, 22 May 2026 07:35:51 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45346 การส่งออกผลไม้ไทยเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามประการหนึ่งคือความเสียหายระหว่างการขนส่ง

The post นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การส่งออกผลไม้ไทยเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามประการหนึ่งคือความเสียหายระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะผลไม้ยอดนิยมอย่าง กล้วยหอมทอง มะม่วงน้ำดอกไม้ และมะละกอฮาวาย

แรงกระแทกจากการขนส่งและการเก็บรักษาที่ไม่ดีพอ ส่งผลให้ผลผลิตเกิดรอยช้ำและการสุกอย่างรวดเร็ว ผลไม้จึงเน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าโดยตรงและยังบั่นทอนความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ผลไม้ไทยในระดับสากล ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการใช้โฟมตาข่ายพอลิเอทิลีนห่อหุ้มผลไม้เพื่อลดความเสียหายจากแรงกระแทกระหว่างการขนส่ง

ทีมวิจัยเทคโนโลยีพลาสติก กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีพอลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ได้พัฒนานวัตกรรมโฟมตาข่ายเสริมฟังก์ชันแบบ 2 in 1 คือ กันกระแทกพร้อมยืดอายุ ทำให้ผลไม้สดใหม่ได้นานกว่า ผลงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) และบริษัท พศวีย์ (1999) จำกัด (เกษบ้านโฟม) นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้การสนับสนุนเครื่องจักรสำหรับทดลองผลิตโฟมตาข่ายในระดับอุตสาหกรรมอีกด้วย

ทีมวิจัยใช้องค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ในการคัดเลือกสารตัวเติมต้นทุนต่ำซึ่งทำจากชีวมวลเหลือทิ้งผสมกับเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีน เพื่อใช้ขึ้นรูปเป็นโฟมตาข่ายที่มีคุณสมบัติการรับแรงกระแทกได้ดี ช่วยลดความเสียหาย คงคุณภาพของผลไม้ และการชะลอการสุก โดยสีเปลือกผลไม้ยังคงสดใส และสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นาน 10–15 วัน ที่อุณหภูมิ 25±1 องศาเซลเซียส ภายใต้ความชื้นสัมพัทธ์ร้อยละ 65

โฟมตาข่ายจากงานวิจัยนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูงและทนทานต่อการฉีกขาด เหมาะสำหรับผลไม้ขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ทั้งนี้ระยะเวลาการเก็บรักษาอาจแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดของผลไม้ กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว รวมถึงสภาวะการเก็บรักษาและการขนส่ง แนวทางนี้ตอบโจทย์การออกแบบบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่และสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

นวัตกรรมนี้เปิดทางเลือกใหม่ให้ผู้ส่งออกสามารถปรับรูปแบบการขนส่งจากทางอากาศไปสู่ทางเรือหรือทางบก ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ ขณะเดียวกันยังช่วยยืดอายุและคงคุณภาพของผลไม้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้าปลีก ไปจนถึงผู้บริโภค ซึ่งจะนำไปสู่การลดการสูญเสียและขยะอาหารได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทีมวิจัยมีแผนต่อยอดการพัฒนาสูตรวัสดุให้เหมาะกับผลไม้หลากหลายชนิด และขยายขอบเขตการใช้งานเป็นแผ่นโฟมสำหรับวางรองด้านบนและด้านล่างของกล่องบรรจุภัณฑ์ ร่วมกับการใช้โฟมตาข่ายห่อผลไม้ และการพัฒนาถุงโฟมห่อกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก รองรับแนวโน้มบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมผลไม้ไทยในระยะยาว

สนใจติดต่อ
คุณชนิต วานิกานุกูล
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4788
อีเมล: chanitw@mtec.or.th

The post นวัตกรรมโฟมตาข่ายยืดอายุผลไม้เพื่อการส่งออกคุณภาพสูง appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม https://www.mtec.or.th/enpat/ Mon, 11 May 2026 04:53:30 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=45075 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาปิโตรเลียมโลกผันผวนอย่างหนัก

The post จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาปิโตรเลียมโลกผันผวนอย่างหนัก ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญที่ไม่ใช่เพียงการจัดหาพลังงานราคาถูก แต่คือการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การลดการพึ่งพาการนำเข้า และการยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ

อุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตได้เกือบครบทั้งห่วงโซ่ ยกเว้นเพียงน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชนิดน้ำมันแร่ (mineral oil) ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ด้วยปริมาณการใช้มากถึงประมาณ 30 ล้านลิตรต่อปี ความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ และตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยควบคู่กันไป

ด้วยบทบาทของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ในการพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุและกระบวนการผลิตในระดับวิศวกรรม ทีมวิจัย MTEC ได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาคผู้ผลิต ผู้ใช้งาน หน่วยงานด้านนโยบายและมาตรฐาน ขับเคลื่อนการพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงชีวภาพจากปาล์มน้ำมันไทย (EnPAT) อย่างครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน การพัฒนากระบวนการผลิต ไปจนถึงการทดสอบใช้งานจริงในระบบไฟฟ้า

EnPAT เป็นนวัตกรรมที่สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างเทคโนโลยีของตนเอง โดยมีคุณสมบัติเด่นด้านความปลอดภัย ด้วยอุณหภูมิจุดติดไฟสูงกว่า 300 องศาเซลเซียส ช่วยลดความเสี่ยงจากอัคคีภัยในหม้อแปลงไฟฟ้า อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ลดค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาในระยะยาว ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ

หัวใจสำคัญที่ทำให้งานวิจัย EnPAT ก้าวข้ามจาก “ความสำเร็จในห้องปฏิบัติการ” ไปสู่ “การใช้งานจริง” คือบทบาทของ ดร.สิทธิกร ลาภาพงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณและทีมงาน MTEC ดร.สิทธิกร ได้นำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมกระบวนการผลิต (process engineering) มาใช้ในการออกแบบ พัฒนา และควบคุมระบบการผลิต EnPAT ให้สามารถขยายกำลังการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับโรงประลอง (pilot scale) ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันสามารถผลิต EnPAT ได้ที่ระดับประมาณ 300 ลิตรต่อครั้ง ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการนำร่องใช้งานในหม้อแปลงไฟฟ้าจริง

การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนการนำร่องใช้งานหม้อแปลงไฟฟ้าบรรจุ EnPAT ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานในระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ ดร.สิทธิกรเน้นย้ำว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้างของงานวิจัยไทยในปัจจุบัน คือช่องว่างระหว่างห้องปฏิบัติการกับระดับอุตสาหกรรม MTEC จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปผลิตและใช้งานได้จริง EnPAT เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมมาแปลงผลงานวิจัยให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม” ปัจจุบัน ทีมวิจัย MTEC ได้พัฒนาระบบการผลิต EnPAT ในระดับโรงประลองที่มีเสถียรภาพ สามารถรองรับการใช้งานกับหม้อแปลงไฟฟ้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหม้อแปลงไฟฟ้าใหม่ การเติมในหม้อแปลงไฟฟ้าเดิม หม้อแปลงเครื่องมือวัด รวมถึงหม้อแปลงสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ และยังมีความพร้อมในการต่อยอดขยายกำลังการผลิตสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ในอนาคต

นอกจากนี้ หม้อแปลงไฟฟ้าที่บรรจุ EnPAT ได้รับการติดตั้งใช้งานจริงแล้วจำนวน 10 จุด ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ภายใต้การดำเนินงานร่วมกับ กฟน. และกฟภ. ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึง สมรรถนะ ความปลอดภัย และความเชื่อถือได้ของ EnPAT ในสภาพการใช้งานจริง และเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันความพร้อมของเทคโนโลยีสำหรับการนำไปใช้ในระดับเชิงพาณิชย์ต่อไป

นอกจากมิติด้านพลังงานและความปลอดภัยแล้ว EnPAT ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทย โดยสามารถเปลี่ยนน้ำมันปาล์มส่วนเกินให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมโอลิโอเคมี (Oleochemicals) ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร ลดการขาดดุลการค้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

ผลงาน EnPAT จึงไม่ใช่เพียงนวัตกรรมด้านวัสดุหรือพลังงาน แต่เป็นตัวอย่างของบทบาท MTEC ในการเชื่อมโยงงานวิจัย วิศวกรรม และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างให้กับประเทศ และเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ ปลอดภัย พึ่งพาตนเองได้ และพร้อมใช้งานจริง

สนใจติดต่อ
ดร.สิทธิกร ลาภาพงศ์
ทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4322
อีเมล: sittikol@mtec.or.th

The post จากปาล์มน้ำมันไทยสู่หม้อแปลงไฟฟ้าจริง: บทบาท MTEC ในการขับเคลื่อน EnPAT ด้วยองค์ความรู้ทางวิศวกรรม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว https://www.mtec.or.th/mci/ Tue, 05 May 2026 01:49:29 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44895 ดัชนีความหมุนเวียนของวัสดุ (Material Circularity Indicator) หรือ MCI เป็นเครื่องมือสำคัญที่เปรียบเสมือน 'ไม้บรรทัด' ใช้วัดระดับความรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทรัพยากรถูกขุดขึ้นมาใช้

The post MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ดัชนีความหมุนเวียนของวัสดุ (Material Circularity Indicator) หรือ MCI เป็นเครื่องมือสำคัญที่เปรียบเสมือน ‘ไม้บรรทัด’ ใช้วัดระดับความรักษ์โลกอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทรัพยากรถูกขุดขึ้นมาใช้ จนถึงวันที่วัสดุหรือสินค้าหนึ่งๆ กลายเป็นขยะ ดัชนี MCI บ่งบอกว่าทรัพยากรมีการ ‘หมุนเวียน’  ได้คุ้มค่าเพียงใด หรือเป็นเพียงแค่การผลิต-ใช้-ทิ้ง

MCI วัดผลผ่าน 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) ปริมาณการใช้วัตถุดิบใหม่ (2) สัดส่วนการใช้วัตถุดิบรีไซเคิล/วัตถุดิบใช้ซ้ำ/วัตถุดิบทางชีวภาพจากการผลิตที่ยั่งยืน (3) ปริมาณของเสียทั้งหมดที่เข้าสู่หลุมฝังกลบ (4) อายุการใช้งาน ค่าคะแนนจะแสดงเป็นตัวเลข 0 ถึง 1 โดยตัวเลขที่สูงบ่งบอกถึงความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูง

เพื่อเพิ่มสัดส่วนเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นร้อยละ 10 ภายในปี 2570 ตามหมุดหมายที่ 10 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 เอ็มเทค โดยสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) จึงเร่งขับเคลื่อนภารกิจในฐานะกลไกหลักด้านข้อมูล (data provider) เพื่อกำหนดดัชนีชี้วัดความยั่งยืนของประเทศ

ด้วยตระหนักว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นทั้งรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและฟันเฟืองของภาคเศรษฐกิจทุกส่วน และสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้สูงหากขาดการจัดการที่เหมาะสม TIIS จึงร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนไทยพัฒนา MCI ผ่านการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ประกอบการในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง 12 ประเภทหลักอย่างต่อเนื่อง และเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์

ผลการดำเนินงานในปี 2567 พบว่า ค่าเฉลี่ย MCI ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทยอยู่ที่ 0.32 โดยมีกลุ่มโลหะโครงสร้างเป็นกลุ่มโดดเด่นที่สุดด้วยค่าดัชนีสูงถึง 0.74 ขณะที่วัสดุกลุ่มกระเบื้องปูพื้นและท่อพลาสติกพีวีซี มีค่าดัชนี 0.11 จึงนับเป็นโจทย์ใหญ่ที่สะท้อนถึงโอกาสและความท้าทายในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการทรัพยากรของไทยให้ก้าวสู่ความเป็นวงจรหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ

การนำ MCI มาใช้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดสำคัญในเวทีโลก เพราะ MCI เป็นหนี่งในเงื่อนไขระดับสากลและเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยลดการเกิดขยะจากภาคอุตสาหกรรม แรงกดดันที่ชัดเจนมาจากกฎระเบียบ ESPR ของสหภาพยุโรปที่บังคับใช้ Digital Product Passport ในการตรวจสอบความทนทานและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลอย่างเข้มงวด

ในอนาคตอันใกล้ เกณฑ์การวัดผลจะขยายครอบคลุมไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น พลาสติก และส่งแรงกระเพื่อมไปยังภาคการเกษตรและอาหาร ผ่านกฎระเบียบด้านความยั่งยืนอื่นๆ ของโลก

เอ็มเทคพร้อมเป็นพันธมิตรเพื่อประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สนใจติดต่อ
คุณทัศนีย์วรรณ ชมอินทร์
ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส
ทีมวิจัยเศรษฐกิจหมุนเวียนและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบูรณาการเพื่อการฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4776

The post MCI: ดัชนีวัดความสำเร็จบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เมื่อโลกตั้งกติกาใหม่ พลาสติก PCR ไม่ใช่เรื่องสมัครใจอีกต่อไป https://www.mtec.or.th/pcr-part3/ Fri, 17 Apr 2026 00:36:09 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44574 เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled Resin: PCR) มีบทบาทสำคัญในระบบการหมุนเวียนพลาสติก โดยช่วยดึงวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบการผลิต และสนับสนุนการผลิตผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ

The post เมื่อโลกตั้งกติกาใหม่ พลาสติก PCR ไม่ใช่เรื่องสมัครใจอีกต่อไป appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เมื่อโลกตั้งกติกาใหม่ พลาสติก PCR ไม่ใช่เรื่องสมัครใจอีกต่อไป

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

เม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled Resin: PCR) มีบทบาทสำคัญในระบบการหมุนเวียนพลาสติก โดยช่วยดึงวัสดุใช้แล้วเข้าสู่ระบบการผลิต และสนับสนุนการผลิตผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ

อย่างไรก็ตาม การใช้พลาสติก PCR ในภาคอุตสาหกรรมยังมีข้อจำกัดและความท้าทายหลายด้าน ทั้งด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และโครงสร้างของระบบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการและผู้กำหนดนโยบายต้องร่วมกันพิจารณาให้รอบด้าน

ความท้าทายหลักคือ ความสม่ำเสมอของคุณภาพวัสดุ เนื่องจากพลาสติก PCR มาจากวัสดุหลังการใช้งาน จึงมีความหลากหลายทั้งชนิด องค์ประกอบ แหล่งที่มา และที่สำคัญคือเรื่อง สารปนเปื้อนและความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดและกลไกการตรวจสอบย้อนกลับที่ชัดเจนและเชื่อถือได้

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เม็ดพลาสติก PCR ที่มีคุณภาพเทียบเคียงกับเม็ดพลาสติกใหม่ยังมีต้นทุนสูงกว่า เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเก็บรวบรวม คัดแยก และแปรรูป รวมถึงความผันผวนของปริมาณวัสดุหลังการใช้งานที่เข้าสู่ตลาด แต่ความท้าทายนี้ก็เป็น “ตัวเร่ง” ให้หลายประเทศปรับกฎหมายและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมให้เข้มข้นขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ตลาดใช้วัสดุรีไซเคิล และสนับสนุนให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนเช่นกัน

ในเชิงโครงสร้างของระบบ กฎหมายและมาตรการระดับสากลเริ่มมีบทบาทชัดเจนมากขึ้น เช่น กฎหมาย Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดทั้งแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้จริง และสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ ข้อกำหนดเหล่านี้ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และทำให้พลาสติก PCR เปลี่ยนสถานะจาก “วัสดุทางเลือก” เป็น “ข้อกำหนดเชิงธุรกิจ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภายใต้บริบทนี้ คุณภาพของพลาสติก PCR มิใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค แต่เป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงตลาดโลกของแต่ละประเทศ สำหรับผู้ประกอบการไทย แม้กติกาใหม่จะเพิ่มความท้าทายในการจัดหาแหล่งวัตถุดิบ การปรับกระบวนการผลิต และการควบคุมคุณภาพ แต่ก็เปิดโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาเม็ดพลาสติก PCR คุณภาพสูง ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ ย่อมได้เปรียบในการเข้าถึงตลาดส่งออก

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลาสติกไปสู่ระบบที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ในการรีไซเคิล การเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการยกระดับระบบควบคุมคุณภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาพลาสติก PCR คุณภาพสูงให้เป็นวัตถุดิบรอบสองที่สำคัญของประเทศ พร้อมทั้งเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ หรือคุณชัญฐิศา ประพันธ์พจน์
งานกลยุทธ์และขับเคลื่อนแผนการวิจัยและนวัตกรรม ฝ่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4283
อีเมล: sirikarn.wis@mtec.or.th

The post เมื่อโลกตั้งกติกาใหม่ พลาสติก PCR ไม่ใช่เรื่องสมัครใจอีกต่อไป appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
วัสดุพลาสติกจะหมุนเวียนได้จริง…ต้องเริ่มที่ใคร? https://www.mtec.or.th/pcr-part2/ Fri, 17 Apr 2026 00:26:12 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44567 การได้มาซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled Resin: PCR) ที่ใช้ได้จริง ไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยีการรีไซเคิลแต่เพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยการจัดการและดำเนินงานร่วมกันของหลายภาคส่วนตลอดห่วงโซ่การผลิตและการใช้งาน

The post วัสดุพลาสติกจะหมุนเวียนได้จริง…ต้องเริ่มที่ใคร? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

วัสดุพลาสติกจะหมุนเวียนได้จริง…ต้องเริ่มที่ใคร?

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

การได้มาซึ่งเม็ดพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค (Post-Consumer Recycled Resin: PCR) ที่ใช้ได้จริง ไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยีการรีไซเคิลแต่เพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยการจัดการและดำเนินงานร่วมกันของหลายภาคส่วนตลอดห่วงโซ่การผลิตและการใช้งาน โดยเฉพาะ ผู้ผลิต และ ผู้บริโภค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงต้นน้ำของระบบพลาสติกหมุนเวียน

ในฝั่งผู้ผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นมาตรการต้นน้ำที่สำคัญ เพื่อให้พลาสติกหลังการใช้งานสามารถนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้จริง การนำแนวคิด Design for Recycling มาใช้เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้สามารถคัดแยก รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ได้จริงด้วยระบบที่มีอยู่ ไม่ใช่เพียงรีไซเคิลได้แต่ในทางทฤษฎี หรือเพียงแค่เนื้อวัสดุหนึ่งๆ มีสมบัติที่นำไปรีไซเคิลได้เท่านั้น

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการลดความซับซ้อนของโครงสร้างผลิตภัณฑ์และการใช้วัสดุให้พอดีกับฟังก์ชัน ซึ่งจะช่วยลดการหลุดรอดและความยุ่งยากในการแยกชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบ นอกจากนี้ การเลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลร่วมกันได้ และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่อาจเป็นอันตรายตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยลดการปนเปื้อนและคงคุณภาพของวัสดุที่จะถูกนำไปใช้ในรอบถัดไป

ผู้ผลิตยังมีบทบาทในการปรับสูตรวัสดุและกระบวนการผลิตให้สามารถใช้เม็ดพลาสติก PCR ในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยไม่กระทบต่อคุณภาพและการใช้งานของผลิตภัณฑ์ การเลือกใช้เม็ดพลาสติก PCR ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และการควบคุมคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามแนวคิด Design for Recycling เป็นปัจจัยสำคัญในการได้เม็ดพลาสติก PCR คุณภาพสูง ที่นำไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมั่นใจ

ผู้บริโภคเองก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน ตั้งแต่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ การคัดแยกวัสดุหลังการใช้งาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรีไซเคิล วัสดุพลาสติกที่คัดแยกอย่างถูกต้อง สะอาด ไม่ปะปนกับวัสดุอื่น จะช่วยลดการปนเปื้อน เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการรีไซเคิล และส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของเม็ดพลาสติก PCR

การคัดแยกตั้งแต่ต้นทางไม่เพียงช่วยให้ระบบรีไซเคิลมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยควบคุมต้นทุนในกระบวนการขึ้นรูป และเพิ่มโอกาสให้มีวัสดุหลังการใช้งานที่มีคุณภาพดี เพื่อนำกลับมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติก PCR คุณภาพสูงที่ใช้เป็นวัตถุดิบรอบสองต่อไป อย่างไรก็ตาม การคัดแยกจะมีประสิทธิภาพได้ จำเป็นต้องสื่อสารให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย รวมทั้งมีระบบรองรับที่เหมาะสม และมีการจัดการตามแนวทางที่เกิดจากการร่วมคิดของทุกภาคส่วน

การพัฒนาเม็ดพลาสติก PCR คุณภาพสูงจึงไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเป็นผลจากการเชื่อมโยงบทบาทตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการคัดแยกวัสดุหลังการบริโภค และการรีไซเคิล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบพลาสติกหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
ดร.ศิริกาญจน์ วิเศษสุวรรณภูมิ หรือคุณชัญฐิศา ประพันธ์พจน์
งานกลยุทธ์และขับเคลื่อนแผนการวิจัยและนวัตกรรม ฝ่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรม

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4283
อีเมล: sirikarn.wis@mtec.or.th

The post วัสดุพลาสติกจะหมุนเวียนได้จริง…ต้องเริ่มที่ใคร? appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์ https://www.mtec.or.th/modern-manu-3d/ Fri, 03 Apr 2026 07:11:27 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44334 วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่ยังสั่นสะเทือนห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะการพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มากเกินไป ย่อมเสี่ยงต่อการผลิตที่จะหยุดชะงักลงหากเส้นทางการค้าถูกตัดขาด

The post เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามรบเท่านั้น แต่ยังสั่นสะเทือนห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะการพึ่งพิงห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มากเกินไป ย่อมเสี่ยงต่อการผลิตที่จะหยุดชะงักลงหากเส้นทางการค้าถูกตัดขาด

ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์วิกฤตสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และยังเป็นช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การใช้ทรัพยากรมีความคุ้มค่าสูงสุด

เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนานวัตกรรมเส้นฟิลาเมนต์โลหะสำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติ โดยนำองค์ความรู้จากกระบวนการฉีดขึ้นรูปโลหะ (MIM) มาใช้ในการผสานผงโลหะสมรรถนะสูงเข้ากับโพลิเมอร์ ทำให้สามารถใช้ฟิลาเมนต์กับเครื่องพิมพ์ทั่วไปอย่าง Material Extrusion ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมนี้ช่วยทลายกำแพงด้านต้นทุนซึ่งเกิดจากเทคโนโลยี Laser Powder Bed Fusion ที่มีราคาสูง โดยเปลี่ยนไปใช้กระบวนการ 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การพิมพ์ การไล่โพลิเมอร์ และการเผาผนึก จนได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์

ทีมวิจัยมุ่งพัฒนาวัสดุสเตนเลสสตีล เกรด 316L สำหรับงานวิศวกรรมทั่วไป และไทเทเนียมผสม Ti-6Al-4V สำหรับกลุ่มเครื่องมือแพทย์ ความท้าทายอยู่ที่การเพิ่มความยืดหยุ่นและความทนทานต่อแรงกดอัดของเส้นฟิลาเมนต์ ควบคู่ไปกับการควบคุมการเผาสลายตัวของอิลาสโตเมอร์ให้สมบูรณ์

จุดเด่นอีกประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการพึ่งพาแม่พิมพ์และห่วงโซ่อุปทานระยะไกล มาสู่การสร้างคลังอะไหล่ดิจิทัลที่สามารถผลิตชิ้นส่วนได้ทันทีตามต้องการ เพียงมีไฟล์ออกแบบและเส้นฟิลาเมนต์ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนชิ้นส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้วัสดุที่ใช้ในปัจจุบันมีราคาสูงและต้องนำเข้า ทว่าการผลิตได้เองภายในประเทศย่อมจะช่วยลดต้นทุนได้ เอ็มเทคยังได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรในยุโรปเพื่อพัฒนาการรีไซเคิลเศษไทเทเนียม ให้กลับมาเป็นผงโลหะคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงวัตถุดิบนำเข้าอีกทางหนึ่ง

เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติโดยเอ็มเทคช่วยสร้างความยืดหยุ่นเชิงกลยุทธ์ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งยังช่วยลดขยะจากการผลิตและลดภาระด้านโลจิสติกส์ ตอบโจทย์ความยั่งยืนในมิติ “Go Green” นวัตกรรมนี้ผสานองค์ความรู้วิศวกรรมของไทยเข้ากับโจทย์จริงของภาคเอกชน เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เข้าถึงได้ และช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่มั่นคง

ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ ‘วิศวกรรมเพื่ออนาคต: การผลิตยุคใหม่และความท้าทายด้านความยั่งยืน’ ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฟรีได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/

สนใจติดต่อ
ดร.ชนันฐ์ สุวรรณปรีชา นักวิจัย
ทีมวิจัยโลหะผสมและการผลิตอัจฉริยะ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)
โทรศัพท์: 0 2564 6500

The post เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่: การพิมพ์โลหะสามมิติด้วยเส้นฟิลาเมนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บทบาทของไบโอชาร์ต่อการยกระดับอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืน https://www.mtec.or.th/biochar-livestock/ Tue, 31 Mar 2026 05:35:16 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44224 ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเพื่อให้มีการลดการปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์

The post บทบาทของไบโอชาร์ต่อการยกระดับอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

บทบาทของไบโอชาร์ต่อการยกระดับอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเพื่อให้มีการลดการปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ หนึ่งในเครื่องมือทางเลือกที่สำคัญในการตอบโจทย์นี้เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบปศุสัตว์สมัยใหม่ คือไบโอชาร์ (Biochar)

ไบโอชาร์มีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังมีสมบัติเด่นคือ มีโครงสร้างเป็นรูพรุนและมีความเสถียรทางเคมีที่เหมาะสมกับการใช้งานด้านปศุสัตว์อีกด้วย

การยกระดับปศุสัตว์สู่วิถีสีเขียว มักเริ่มจากการใช้ไบโอชาร์เป็นสารผสมในอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจและนำไปใช้จริงแถบยุโรปตอนกลาง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และเยอรมนี โดยเฉพาะเกษตรกรฟาร์มโคนมที่ใช้ไบโอชาร์ภายใต้มาตรฐาน EBC-Feed เพื่อดักจับสารพิษและปรับสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้สัตว์แข็งแรงและลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ

นอกจากด้านสุขภาพสัตว์แล้ว ไบโอชาร์ยังสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างความสำเร็จ เช่น ฟาร์มโคนมในออสเตรเลียได้ผสมไบโอชาร์ในอาหารวัว ทำให้การปล่อยก๊าซมีเทนจากการเรอของวัวลดลงราว 10% โดยไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้

นอกจากนี้ ยังมีการนำไบโอชาร์มาใช้ในการยกระดับสุขอนามัยในโรงเรือน ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อในรัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ได้นำไบโอชาร์ไปใช้ในการปรับปรุงวัสดุปูรองพื้น โดยผสมไบโอชาร์ลงไปเพื่อดูดซับความชื้นและก๊าซแอมโมเนียจากต้นกำเนิด ทำให้ช่วยลดกลิ่นรบกวนและยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค ส่งผลให้สัตว์มีสุขภาพที่ดีขึ้น

ส่วนประเทศเยอรมนีมีการเติมไบโอชาร์ลงในถังหมักก๊าซชีวภาพและกองปุ๋ยหมักมูลสัตว์ เพื่อกักเก็บธาตุอาหารสำคัญไม่ให้สูญเสียไประหว่างการหมัก ทำให้ได้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเมื่อนำลงดินในพื้นที่เพาะปลูกจะเป็นการช่วยกักเก็บคาร์บอนในดินในระยะยาวนับร้อยปีอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ประโยชน์แบบลำดับขั้น (Cascading Use) เพื่อหมุนเวียนคุณค่าของไบโอชาร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่สารผสมอาหารสัตว์ วัสดุปูรองพื้น การหมักร่วม จนถึงปรับปรุงดินและกักเก็บคาร์บอนเป็นขั้นสุดท้าย

กล่าวโดยสรุป การส่งเสริมการใช้ไบโอชาร์ในภาคปศุสัตว์ จึงเป็นมากกว่าการจัดการกลิ่นหรือของเสีย แต่เป็นการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ผสานอุตสาหกรรมเกษตรและการจัดการสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

การบูรณาการไบโอชาร์ร่วมกับระบบตรวจวัด รายงานผล และการทวนสอบแบบดิจิตอล (dMRV) ตามแนวทางของเอ็มเทคและเนคเทค จะช่วยยกระดับการปศุสัตว์สู่มาตรฐานสากล สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ในฐานะสินค้าคาร์บอนต่ำ และเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม

The post บทบาทของไบโอชาร์ต่อการยกระดับอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก https://www.mtec.or.th/green-steel/ Fri, 20 Mar 2026 06:52:19 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43839 ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศราวร้อยละ 7–8 ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้นเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น

การผลิตเหล็กกล้าใช้เตาถลุงแบบพ่นลม (blast furnace) ร่วมกับเตาหลอมเป่าออกซิเจนพื้นฐาน (basic oxygen furnace) ทั้งนี้ทุก 1 ตันของเหล็ก จะปล่อย CO2 สูงถึง 2.0–2.5 ตัน

ด้วยเหตุนี้ ‘Green Steel’ หรือ เหล็กกล้าซึ่งกระบวนการผลิตมีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าในประเทศสามารถเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการใช้ข้อบังคับและกฎระเบียบด้านควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง รวมถึงรักษาขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในประเทศ 

ทำไม Green Steel จึงสำคัญ?

  1. มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ: มาตรการอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กับสินค้ากลุ่มเหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทย
  2. ความต้องการของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง: ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยานยนต์ จำเป็นต้องใช้กลุ่มวัสดุที่ปล่อยคาร์บอนต่ำในกระบวนการผลิต เพื่อให้สินค้าทั้งชิ้น (เช่น รถยนต์ 1 คัน) มียอดรวมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงตามมาตรฐานสากล
  3. นโยบายภาครัฐ: การผลักดันนโยบาย Green Procurement (การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว) จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว เนื่องจากการคัดเลือกวัสดุจะพิจารณาพารามิเตอร์ด้านสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. มุ่งผลักดันและเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาคนโยบายและภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่ใช้ได้จริงในภาคธุรกิจ

เอ็มเทคมีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคเพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิต และให้คำแนะนำในการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของไทย เช่น การพิจารณาใช้เชื้อเพลิงชีวมวล หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบเตาหลอมไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขอเชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และผู้สนใจ เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ ‘Green Steel: Sustainable Engineering Material for the Next Move’ ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) เพื่อสำรวจเส้นทางเทคโนโลยี กลไกคาร์บอนเครดิต และการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์เพื่อนำอุตสาหกรรมเหล็กไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวระดับโลก

งานสัมมนาเจาะลึกเทคโนโลยีการผลิต Green Steel จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เรียนรู้นโยบายและประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่น และแนวทาง Net-zero ของอุตสาหกรรมเหล็กในอาเซียน รวมทั้งเสวนาเกี่ยวกับบริบทของไทย โดยตัวแทนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม, สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าฯ, สภาอุตสาหกรรมฯ พร้อมด้วยองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน), บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด และสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

ดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาฟรีได้ที่ https://www.nstda.or.th/nac/2026/  หรือสอบถาม คุณสมฤทธิ์ พุทธันบุตร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4728 อีเมล: somrit.bud@mtec.or.th

The post Green Steel กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืนและการอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน https://www.mtec.or.th/biomass/ Fri, 06 Mar 2026 07:07:43 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=43518 พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน

เรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้ ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

พลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย แต่ในทางปฏิบัติ โรงไฟฟ้าชีวมวลยังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งด้านคุณภาพเชื้อเพลิง ความเสียหายของอุปกรณ์ และการหยุดเดินเครื่องซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชีวมวลของไทยอย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยร่วมงานกับองค์กรที่มีข้อมูลด้านชีวมวลอยู่แล้ว พร้อมเสริมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแหล่งทรัพยากรและองค์ประกอบทางเคมีของเชื้อเพลิง เพื่อช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หัวใจของงานวิจัย คือการ ‘เข้าใจปัญหาที่แท้จริง’ ทีมวิจัยของเอ็มเทคลงพื้นที่ศึกษาโรงไฟฟ้าชีวมวลหลายแห่ง เก็บข้อมูลตัวอย่างท่อที่เกิดความเสียหายและตัวอย่างเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา จากนั้นจึงพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและใช้ได้จริงในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากระบบการผลิตไฟฟ้า เอ็มเทคยังให้ความสำคัญกับต้นทางของพลังงาน คือกระบวนการเก็บเกี่ยวชีวมวล โดยพัฒนาและออกแบบรถเก็บเกี่ยวชีวมวลให้มีมาตรฐาน ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ เพื่อทดแทนการใช้เครื่องจักรดัดแปลงที่อาจดูแลรักษายาก การออกแบบเครื่องจักรให้เป็นต้นแบบมาตรฐานจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว ทำให้ใช้งานเครื่องจักรได้อย่างคุ้มค่า
นอกจากนี้ ปัญหาการกัดกร่อนและการสึกหรอของอุปกรณ์ในโรงไฟฟ้าก็เป็นสาเหตุหลักของการหยุดเดินเครื่อง เอ็มเทคจึงพัฒนาเครื่องมือทดสอบการกัดกร่อน เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยงและความเสียหายของอุปกรณ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ในระยะยาว เอ็มเทคมีเป้าหมายจัดตั้งแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาด้านเทคนิคสำหรับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลทั่วประเทศ โดยอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลแหล่งเชื้อเพลิง พื้นที่เพาะปลูก และข้อมูลทางเคมีที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้า ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการเดินเครื่องและการซ่อมบำรุงได้ดีขึ้น ลดการหยุดชะงักของระบบ และเพิ่มเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้า

เอ็มเทคยังได้ขยายขอบเขตข้อมูลเชื้อเพลิงชีวมวลโดยเพิ่มข้อมูลธาตุสำคัญ เช่น โพแทสเซียม คลอรีน และซิลิคอน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุปกรณ์เกิดการกัดกร่อนและสึกหรอ ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมเชื้อเพลิงจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ยอดอ้อยและใบอ้อย และมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความเสียหายของอุปกรณ์ และลดการหยุดเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า

ในงานประชุมประจำปีของ สวทช. หรือ NAC 2026 ภายใต้หัวข้อ เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นประเด็นความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะมีการนำเสนอหัวข้อสัมมนา ‘ร่วมสร้างฐานข้อมูลอัจฉริยะ ลดความสูญเสีย เพิ่มเสถียรภาพ เปลี่ยนชีวมวลไทยให้เป็นพลังงานที่ยั่งยืน’ เพื่อให้การขับเคลื่อนพลังงานชีวมวลของไทยมีความมั่นคงและยั่งยืน

ติดต่อสอบถามข้อมูล
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789 อีเมล: rapeepr@mtec.or.th

The post ‘ฐานข้อมูลชีวมวล’ ยกระดับโรงไฟฟ้าไทย สู่พลังงานที่มั่นคงและยั่งยืน appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>