stakeholders-perspective Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/stakeholders-perspective/ National Metal and Materials Technology Center Sat, 02 May 2026 08:37:36 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.4 https://www.mtec.or.th/wp-content/uploads/2019/03/favicon.ico stakeholders-perspective Archives - MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ https://www.mtec.or.th/category/stakeholders-perspective/ 32 32 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-raot/ Fri, 10 Apr 2026 06:39:37 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44447 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินนโยบายส่งเสริมโครงการนวัตกรรมยางพาราเพื่อเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรรม โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยที่นำไปสู่แนวทางปฏิบัติได้จริง

The post การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

stakeholders-perspective

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

"กยท. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมยางพารา
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
ตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ
ตอบโจทย์การผลิตยุคใหม่และลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน"

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินนโยบายส่งเสริมโครงการนวัตกรรมยางพาราเพื่อเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรรม โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตผ่านการสนับสนุนทุนวิจัยที่นำไปสู่แนวทางปฏิบัติได้จริง

นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า “กยท. มีนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมยางพาราเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยแนวทางการสนับสนุนที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเพิ่มมูลค่าผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคการผลิตโดยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เมื่อผลงานวิจัยพัฒนาแล้วเสร็จ กยท. จะผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการขยายผลสู่สถาบันหรือหน่วยงานอื่น ๆ รวมถึงการให้เงินอุดหนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อสนับสนุนการลงทุนของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร”

“เราเชื่อว่าการขับเคลื่อนภาคการผลิตยางพาราด้วยนวัตกรรมจะช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในด้านการเพิ่มมูลค่าสินค้า การลดต้นทุน และการลดปัญหาแรงงาน พร้อมคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ เป้าหมายสำคัญของ กยท. คือการเสริมความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน”

ในด้านความร่วมมือกับเอ็มเทค สวทช. เพื่อพัฒนา เครื่องผลิตแผ่นยางจับตัวแบบต่อเนื่องด้วยระบบกึ่งอัตโนมัติ นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวว่า “เอ็มเทค ได้ดำเนินงานตามเงื่อนไขครบถ้วน พร้อมรายงานผลตรงตามกรอบเวลา และประสบความสำเร็จในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์กวนผสมที่ควบคุมคุณภาพยางได้ตามมาตรฐาน โครงการนี้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารการวิจัย และได้รับอนุมัติให้ดำเนินงานต่อเนื่องในปีที่ 2  เพื่อทดสอบการผลิตจริงกับกลุ่มสหกรณ์ที่มีศักยภาพ โดยภาพรวมถือว่าพึงพอใจและเชื่อมั่นว่าเอ็มเทคจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาในอนาคตต่อไป”

นางสาวนภาวรรณ กล่าวเสริมเรื่องการขยายผลงานวิจัยและนวัตกรรมว่า “ปัจจุบันการประกาศรับข้อเสนอโครงการสำหรับผู้เสนอขอทุน ผลงานวิจัยหรือต้นแบบที่ได้ต้องมีระดับความสำเร็จ TRL ไม่น้อยกว่าระดับ 6 พร้อมผลการทดสอบต้นแบบและข้อมูลด้านประสิทธิภาพการใช้งาน ผลความพึงพอใจจากผู้ใช้งาน และการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ว่าผลงานสามารถขยายผลได้และนำไปใช้ได้จริง”

“ที่ผ่านมา กยท. และเอ็มเทค ได้เคยร่วมกำหนดโจทย์วิจัยอย่างใกล้ชิด โดย กยท. ให้ความสำคัญกับโจทย์ที่ตอบความต้องการของผู้ใช้ ขณะที่เอ็มเทคเสนอศักยภาพด้านเทคโนโลยีที่สามารถสนับสนุนได้ ทำให้เกิดการบูรณาการความเชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่ายซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันยังมีข้อจำกัดและความท้าทายด้านกฎระเบียบของแต่ละองค์กร โดยเฉพาะในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้งบประมาณ ทั้งนี้ กยท. ยังอยู่ระหว่างการหาแนวทางแก้ไข”

“ที่ผ่านมา ผลงานจากเอ็มเทคส่วนใหญ่ตอบโจทย์เกษตรกรได้ดี แม้บางผลงานยังต้องพัฒนาต่อเพื่อให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น การทดสอบการผลิตจริงกับกลุ่มสหกรณ์จะช่วยเสริมความมั่นใจ ซึ่งหากผลงานสำเร็จจนจดสิทธิบัตรได้ ก็จะสร้างมูลค่ามหาศาลและช่วยลดการใช้แรงงานได้อย่างมาก”

นายดิษฐเดช ยังได้เพิ่มเติมเรื่อง “การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีผู้มีส่วนได้เสียหลายภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร สถาบันเกษตร ผู้ประกอบการ รวมถึงนโยบายภาครัฐที่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นงานวิจัยหรือนวัตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่การศึกษาความคุ้มค่าของสูตรปุ๋ย พันธุ์ยาง และการจัดการสวนยาง การใช้ระบบเจาะแทนมีดกรีดยางแบบดั้งเดิม การใช้สารจับตัวยางก้อนถ้วยเพื่อลดกลิ่นไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำทั้งหมด ล้วนต้องอาศัยเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการรักษามาตรฐานทั้งในประเทศและระดับสากล” 

“หัวใจของการให้ทุนวิจัย คือผลงานต้องช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ต้องนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง คุ้มค่า และตอบสนองความต้องการของเกษตรกรทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำอย่างแท้จริง” นายดิษฐเดช กล่าวทิ้งท้าย

The post การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
กรมโรงงานอุตสาหกรรม https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-diw/ Fri, 10 Apr 2026 06:11:31 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44440 การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่ในอีกด้านหนึ่งของเสียจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ก็จำเป็นต้องจัดการให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ในทางปฏิบัติของเสียจำนวนมากยังใช้การฝังกลบ

The post กรมโรงงานอุตสาหกรรม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

stakeholders-perspective

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

"ผมคิดว่า เราควรจริงจังกับเศรษฐกิจหมุนเวียนให้มากขึ้น
เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัด
และการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้
นอกจากจะทำลายธรรมชาติแล้ว
ยังมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์สูงกว่าการใช้วัสดุรีไซเคิล"

การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว แต่ในอีกด้านหนึ่งของเสียจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ก็จำเป็นต้องจัดการให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ในทางปฏิบัติของเสียจำนวนมากยังใช้การฝังกลบ 

กรมโรงงานอุตสาหกรรม ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม มีภารกิจในการบริหารจัดการและกำกับดูแลธุรกิจอุตสาหกรรมให้ดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัย เป็นไปตามกรอบของกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีวิสัยทัศน์ในการทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรมเติบโตและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว

ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (พ.ศ.2565-2567) เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันการนำของเสียมาใช้ประโยชน์ (Waste Utilization) ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มมูลค่ากากอุตสาหกรรมให้เป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่และสิ้นสุดความเป็นของเสีย (End of Wastes) สอดคล้องตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)

ดร.จุลพงษ์ เล่าที่มาของแนวคิดนี้ว่า “จากการทำงานที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอุตสาหกรรมมาโดยตลอด ได้เห็นพัฒนาการของอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศ สมัยก่อนเรามีของเสียจากอุตสาหกรรมเกษตร แต่เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตก็เริ่มมีของเสียอันตรายมากขึ้น ในยุคแรกที่ทำงานในกรมโรงงาน ผมอยู่ในหน่วยงานนำร่อง เมื่อมีของเสียอันตราย เราก็ต้องคิดระบบบำบัดเพื่อให้ความเป็นพิษลดลงก่อนนำไปฝังกลบ แต่ในยุคต่อมา ซึ่งอุตสาหกรรมขยายตัว หากเรายังคงจัดการด้วยการฝังกลบไปเรื่อย ๆ ทั้งประเทศก็คงเต็มไปด้วยหลุมฝังกลบ” 

“ผมคิดว่า เราควรจริงจังกับเศรษฐกิจหมุนเวียนให้มากขึ้น เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัด และการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ นอกจากจะทำลายธรรมชาติแล้ว ยังมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์สูงกว่าการใช้วัสดุรีไซเคิล และจากที่ผมเคยประเมิน พบว่า ประมาณ 60% ของของเสียอุตสาหกรรมสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำได้” ดร.จุลพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ต้นทุนในการรีไซเคิลของเสียอุตสาหกรรมมักสูงกว่าต้นทุนในการใช้วัสดุธรรมชาติ ดร.จุลพงษ์ อธิบายว่า “ประเทศที่ทำสำเร็จจะมีปัจจัยสำคัญเกื้อหนุน 4 เรื่อง ได้แก่ มีตลาดรองรับ ได้มาตรฐาน ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค และมีฟังก์ชันการใช้งานเฉพาะ”

“เนื่องจากกรมโรงงานฯ ดูแลการจัดการของเสียอุตสาหกรรม เราจึงเลือกว่าของเสียอุตสาหกรรมตัวไหนที่เป็นไปตามปัจจัยเกื้อหนุน 4 เรื่องที่ว่ามา อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงเรื่องปริมาณที่ต้องมีมากเพียงพอในระดับอุตสาหกรรม ต้นกำเนิดของวัสดุก็ควรอยู่ในประเทศ และการกระจายตัวของแหล่งของเสียก็ต้องไม่ไกลจากบริเวณที่จะดำเนินการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง เมื่อได้ตัวเลือกของเสียที่เข้าข่ายแล้ว กรมโรงงานฯ จึงเชิญเอ็มเทค สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัย มาร่วมแสดงความคิดเห็น และมีส่วนในการผลักดันให้เป็นตัวอย่างนำร่องในการพัฒนาต่อไป”

ด้วยเหตุนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และเอ็มเทค สวทช. จึงได้ลงนามความร่วมมือกัน ภายใต้โครงการการวิจัยและพัฒนาการผลักดันเพิ่มมูลค่ากากของเสียอุตสาหกรรมให้เป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อการสิ้นสุดการเป็นของเสีย เมื่อถามถึงการทำงานร่วมกับเอ็มเทค สวทช. ที่ผ่านมา ดร.จุลพงษ์ เล่าว่า “จากที่มีโอกาสทำงานร่วมกับนักวิจัย สวทช. พบว่า นักวิจัยมีความกระตือรือร้นมาก มีความรู้ มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน”

สำหรับข้อแนะนำเพื่อพัฒนาการทำงานนั้น ดร.จุลพงษ์ ให้ความเห็นว่า “เอ็มเทค สวทช. ควรเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit, SDU) ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดังนั้น ควรปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้าง จากเดิมที่ใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้สามารถดำเนินการวิจัยได้รวดเร็วขึ้น ส่วนเรื่องเทคโนโลยี บางอย่างเราก็มีความพร้อม แต่บางอย่างก็สามารถร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ จะได้ไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด”

“ในส่วนการนำของเสียมารีไซเคิลและผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่นั้นจำเป็นต้องมีหน่วยงานมารับรอง ซึ่งผมคิดว่าถ้าจะให้งานบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สวทช. น่าจะเป็นหน่วยงานที่พัฒนามาตรฐานมารับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้เช่นเดียวกับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)” ดร.จุลพงษ์ เสนอทิ้งท้าย

The post กรมโรงงานอุตสาหกรรม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-unido/ Fri, 10 Apr 2026 05:30:05 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44433 องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เป็นหน่วยงานเฉพาะทางของสหประชาชาติ มีพันธกิจหลักคือ การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสีเขียวผ่านการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี การสร้างศักยภาพ และความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ

The post องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

stakeholders-perspective

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

ข้อมูลที่เอ็มเทคจัดทำมีความน่าเชื่อถือ
แสดงให้เห็นว่า ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาอย่างเหมาะสม
ทั้งข้อมูลในขั้นตอนการศึกษาและวิจัย
รวมถึงข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นและผลการศึกษา
ก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดท่าที
และนโยบายระดับชาติของประเทศไทย

องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เป็นหน่วยงานเฉพาะทางของสหประชาชาติ มีพันธกิจหลักคือ การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสีเขียวผ่านการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี การสร้างศักยภาพ และความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือที่ยาวนานกว่า 10 ปีระหว่าง UNIDO กับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ได้สร้างผลกระทบที่สำคัญในด้านนโยบายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสารเคมีและมลพิษในภาคอุตสาหกรรม

คุณวราวรรณ เฉลิมโอฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสารเคมี (National Expert on POPs Management) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) กล่าวว่า “การทำงานร่วมกับเอ็มเทคในหลายโครงการที่ผ่านมาพบว่า ข้อมูลที่เอ็มเทคจัดทำขึ้นมีความน่าเชื่อถือ สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานที่อยู่ภายใต้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ และแสดงถึงความถูกต้องและครบถ้วนในทุกขั้นตอนของการศึกษาและวิจัย นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นและผลการศึกษาของเอ็มเทคก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดท่าทีและนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ

การจัดการสารเคมี เพื่อลด-ละ-เลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรม และสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน หรือ POPs (Persistent Organic Pollutants) ในภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลและข้อเสนอแนะต่างๆ สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ และไม่เพียงแต่เป็นงานวิชาการเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

การจัดการสารเคมีและมลพิษ ต้องใช้เทคนิคการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย คุณวราวรรณ กล่าวว่า “ด้านการสื่อสารข้อมูล เอ็มเทคทำได้ดี เห็นได้ชัดเจนในกิจกรรมต่างๆ จากการอบรมเชิงปฏิบัติการ “POPs Campaigning Workshop” เสริมทักษะเล่าเรื่องเพื่อสื่อสารสังคมปลอดภัยจากสาร POPs เมื่อวันที่ 19–20 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า เอ็มเทคมีความพยายามอย่างมากในการเล่าสิ่งที่ยากให้ง่าย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าอบรมที่เป็นนักเรียน นิสิตนักศึกษาสามารถเข้าใจเนื้อหาที่ยากได้ในระดับหนึ่ง ภายในระยะเวลาเพียง 1-2 วัน นอกจากนี้ยังจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์อย่างหลากหลาย รวมถึงทำกิจกรรม Hands-on อีกด้วย”

“ส่วนการสื่อสารในระดับอุตสาหกรรม ภาคเอกชนและภาครัฐ เอ็มเทคมีการลงพื้นที่ และมีการจัดปรึกษาหารือร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง แต่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเรื่องการปิดกั้นการรับข้อมูลข่าวสารของกลุ่มเป้าหมาย ที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการสื่อสารสู่กลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากเนื้อหาที่เราสื่อสารมีความลึกและเฉพาะเจาะจง บางครั้งจำเป็นต้องมีอะไรบางอย่างที่เป็นตัวกระตุ้นเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาฟังหรือรับชมช่องทางสื่อสารต่างๆ ด้วย”

เมื่อถามถึงการทำงานว่าเป็นไปตามที่คาดหวังหรือมีข้อเสนอแนะอย่างไร คุณวราวรรณ กล่าวว่า “มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสื่อสารภายในและการบริหารจัดการโครงการในส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง ขอให้แจ้งปัญหาหรืออุปสรรคให้เร็วขึ้น เพื่อสามารถรับมือสถานการณ์ร่วมกัน เนื่องจากบางโครงการเป็นการทำงานที่มีคณะกรรมการให้คำปรึกษาจากหลายหน่วยงานซึ่งสามารถให้ข้อเสนอแนะและความช่วยเหลือเพื่อหาช่องทางหรือวิธีแก้ไขอื่นๆ ได้ทันท่วงที”

“นอกจากนี้ การรวบรวมข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และทำได้ยากมากในบางบริบทการดำเนินงาน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าบ้างในการส่งมอบงานเนื่องจากกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นไปอย่างยากลำบาก จึงทำให้ใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ถือว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” ที่สามารถเข้าใจได้”

คุณวราวรรณ กล่าวเสริมว่า “โดยภาพรวมแล้ว มีความพอใจและชื่นชมเกี่ยวกับคุณภาพของผลงานวิชาการมาก มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล  ผลงานที่เอ็มเทคส่งมอบก็ดีกว่าในบางประเทศ เพราะเอ็มเทคมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและมีประสบการณ์ยาวนาน”

สำหรับแผนงานในอนาคต “ในประเทศไทยมีหน่วยงานที่ศึกษาหรือมีองค์ความรู้เกี่ยวกับสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (POPs) มีอยู่ไม่มากนัก ดังนั้น การที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนกระบวนการทางอุตสาหกรรมให้กลายเป็น Green Chemistry หรือ Green Industry ได้ต้องอาศัยเอ็มเทคซึ่งมีความรู้และประสบการณ์สูงเข้ามาช่วยสนับสนุน โดยอาจจะเข้าร่วมโครงการอื่นๆ ที่มีภารกิจและงบประมาณจัดสรรให้ดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเท่านั้น แต่สามารถเป็นพันธมิตรกันได้” คุณวราวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

The post องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ (MIND) https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-mind/ Fri, 10 Apr 2026 05:03:06 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44413 ศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ หรือ Medical Innovations Development Center (MIND) เป็นหน่วยงานภายใต้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการแบบครบวงจร (one-stop service) ในการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ โดยบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในลักษณะสหสาขาวิชาระหว่างแพทย์ วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์

The post ศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ (MIND) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

stakeholders-perspective

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

ชื่นชมการทำงานร่วมกับเอ็มเทคที่ผ่านมา
โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร และการประสานงานอย่างต่อเนื่อง
และที่ประทับใจเป็นพิเศษ
คือ การพูดคุยเจรจาที่เน้นความร่วมมือ แบบสร้างคุณค่าร่วม
เพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด

ศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ หรือ Medical Innovations Development Center (MIND) เป็นหน่วยงานภายใต้คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการแบบครบวงจร (one-stop service) ในการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ โดยบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในลักษณะสหสาขาวิชาระหว่างแพทย์ วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ตลอดจนสร้างมาตรฐานในการพัฒนา ทดสอบ และสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ผลิตขึ้นในประเทศ

ศาสตราจารย์ นพ.มล.ชาครีย์ กิติยากร หัวหน้าศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ เอ็มเทค สวทช. โดยมีศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ในฐานะตัวเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างพันธมิตรว่าทั้งสองฝ่ายรู้จัก แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมมือกันมาอย่างยาวนาน จากความร่วมมือระหว่างบุคคลได้นำไปสู่การพัฒนาโครงการที่ดำเนินการร่วมกัน (project-based cooperation) ดังที่ปรากฏหลายโครงการ เช่น รถบริการการแพทย์ฉุกเฉินรองรับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ชุดอุปกรณ์ช่วยพยุงหลังและเสริมแรงแบบกึ่งอัตโนมัติสำหรับภารกิจทางการแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ และอวัยวะเทียมเพื่อใช้เป็นสื่อฝึกทักษะทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ

ความร่วมมือตามโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ครอบคลุมหลายมิติ บางโครงการเริ่มจากการผนึกกำลังความคิดและการวิจัยตั้งแต่ต้น ในขณะที่บางโครงการริเริ่มโดยทางเอ็มเทคและต่อยอดหรือทดสอบการใช้งานร่วมกันภายหลัง 

ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีที่ทั้งสองหน่วยงานเกิดความร่วมมือในลักษณะผสานพลังระดับองค์กร (organization-based synergy) โดยศาสตราจารย์ นพ.มล.ชาครีย์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาเครือข่ายการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับใช้ในการดูแลสุขภาพและการรักษาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนั้นได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมลงนามความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้เกิดการต่อยอดผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง และเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศ จึงตอบโจทย์ทางการแพทย์และการส่งเสริมสุขภาพของคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างผลงานวิจัย เช่น วัสดุฝึกการเย็บแผล แผ่นรองในรองเท้าเฉพาะบุคคลสำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคผังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ อุปกรณ์นำเจาะเฉพาะบุคคลสำหรับข้อไหล่เทียม และอุปกรณ์ฝึกหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้การนำของอัลตราซาวด์ เป็นต้น 

ศาสตราจารย์ นพ.มล.ชาครีย์ กล่าวชื่นชมการทำงานร่วมกับเอ็มเทคที่ผ่านมา โดยเฉพาะด้านการสื่อสารและการประสานงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดประชุมและการเยี่ยมเยียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน การทำงานในลักษณะนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้าใจ การปรับความคาดหวัง และการกำหนดแนวทางปฏิบัติและข้อตกลงร่วมกันให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ สิ่งที่ประทับใจเป็นพิเศษคือ การพูดคุยเจรจาที่เน้นความร่วมมือแบบสร้างคุณค่าร่วม เพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด (win-win) ในหลายกรณีนั้นเมื่อแรกเจรจาเคยมองว่าไม่น่าเอื้อประโยชน์ร่วมกันได้ แต่ในที่สุดเมื่อเอ็มเทคแสดงความจริงใจและมีความยืดหยุ่นสูง พร้อมปรับรูปแบบความร่วมมือและข้อตกลงสำคัญๆ เช่น การแบ่งปันสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา หรือ การให้การยอมรับในความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ทั้งความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ ความรู้ในด้านกระบวนการผลิต ความรู้เฉพาะทางด้านการแพทย์ รวมถึง สวทช.ก็มีความตั้งใจจริงในการผลักดันการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ร่วมกันกับรามาธิบดีฯ โดยได้มอบหมายบุคลากรเข้ามาสนับสนุนการทำงานร่วมกัน ก็ทำให้การทำงานเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

ศาสตราจารย์ นพ.มล.ชาครีย์ ยังกล่าวถึงความท้าทายสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในบริบทของประเทศไทย นั่นคือ การตลาดและการนำไปใช้ประโยชน์จริงในเชิงพาณิชย์ การแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยีและต้นทุนราคา ตลอดจนการยอมรับและการตอบโจทย์ความต้องการของแพทย์และคนไข้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ MIND เชื่อมั่นว่า เพื่อให้นวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน หัวใจสำคัญคือ การวิจัยและพัฒนา และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยก่อให้เกิดการสะสมทุนกายภาพ องค์ความรู้ และทุนมนุษย์เพื่อพัฒนานวัตกรรมขึ้นได้เองในประเทศไทย 

ดังนั้น การผนึกกำลังร่วมกันจะเป็นกุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่ง ในการเชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า และพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังสามารถช่วยดึงศักยภาพและเสริมจุดแข็งของแต่ละฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาต่อยอดสร้างนวัตกรรมจนสำเร็จในที่สุด

The post ศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ (MIND) appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บริษัท เซ็ค เซอร์วิส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-sec/ Fri, 10 Apr 2026 04:15:34 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44395 บริษัท เซ็ค เซอร์วิส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ประกอบกิจการให้บริการ ออกแบบ ติดตั้ง ซ่อมบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม คุณวีรวุฒิ จิรนันทศักดิ์ กรรมการบริษัท เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกับเอ็มเทค สวทช. ในการพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบต่างๆ เช่น นวัตกรรมเปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และเตียงนอนแบบมีกลไกช่วยผู้สูงอายุในการลุกนั่งและลุกยืน

The post บริษัท เซ็ค เซอร์วิส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

stakeholders-perspective

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

"จากการร่วมงานกับเอ็มเทคที่ผ่านมา
บริษัทฯ รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ทีมงานวิจัยและฝ่ายสนับสนุน มีความกระตือรือร้น
และให้คำปรึกษาครอบคลุมหลายด้าน
อันเป็นประโยชน์อย่างดียิ่ง ทั้งการวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์
การต่อยอดเทคโนโลยีการตลาด และการขยายเครือข่ายพันธมิตร"

บริษัท เซ็ค เซอร์วิส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ประกอบกิจการให้บริการ ออกแบบ ติดตั้ง ซ่อมบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม คุณวีรวุฒิ จิรนันทศักดิ์ กรรมการบริษัท เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกับเอ็มเทค สวทช. ในการพัฒนาเครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบต่างๆ เช่น นวัตกรรมเปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และเตียงนอนแบบมีกลไกช่วยผู้สูงอายุในการลุกนั่งและลุกยืน คุณวีรวุฒิมีความเห็นว่าผลงานวิจัยมีความโดดเด่น อีกทั้งบริษัทฯ เองก็มีเครือข่ายและพันธมิตรในแวดวงเครื่องมือแพทย์ องค์ประกอบดังกล่าวนี้ทำให้บริษัทฯ มีความพร้อมในการดำเนินงานร่วมกับเอ็มเทค เพื่อผลักดันผลงานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ นโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งเป็นโมเดลเพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ได้ระบุกลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ว่า เป็นหนึ่งในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย บริษัทฯ จึงมีความสนใจ เนื่องจากบริษัทฯ มีศักยภาพ ความพร้อม และนโยบายที่สอดคล้องตามแนวทางนี้ จึงได้ร่วมมือกับเอ็มเทคมาอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มเติมเป็นระยะ เช่น แผ่นเจลรองนั่งและรองนอนสำหรับบรรเทาการเกิดแผลกดทับ และล่าสุดคือ ต้นแบบแพลตฟอร์มเต้านมจำลอง 

ต้นแบบแพลตฟอร์มเต้านมจำลองสามารถใช้ในการฝึกการทำหัตถการนำเข็มด้วยอัลตราซาวด์ เพื่อเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจ คุณวีรวุฒิกล่าวว่า การที่แพทย์ฝึกปฏิบัติกับเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ จนเกิดความมั่นใจในการทำหัตถการ เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเพิ่มพูนทักษะความเชี่ยวชาญทางการตรวจวินิจฉัย และรักษาโรคมะเร็งเต้านม 

ดังนั้น ต้นแบบแพลตฟอร์มเต้านมจำลองที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยเอ็มเทค จึงไม่เพียงแต่ช่วยในการฝึกทำหัตถการนำเข็มด้วยอัลตราซาวด์เพื่อเก็บชิ้นเนื้อตรวจเท่านั้น แต่ยังมีคุณลักษณะที่สำคัญคือ มีสมบัติต่าง ๆ คล้ายเต้านมจริง สามารถเห็นก้อนเนื้อชัดเจนด้วยเทคนิคอัลตราซาวด์ และเมื่อใช้เข็มเจาะเข้าไปในแพลตฟอร์มก็ยังเห็นเข็มได้อย่างชัดเจน 

แพลตฟอร์มเต้านมจำลองถูกออกแบบให้สามารถใช้ซ้ำได้หลายๆ ครั้ง โดยที่ไม่ทิ้งรอยเข็ม เพื่อให้แพทย์สามารถฝึกฝนซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องจนเกิดความมั่นใจ และสามารถวางแผนทางหัตถการได้อย่างรัดกุม ที่สำคัญคือ กระบวนการผลิตที่ไม่ซับซ้อน และเน้นใช้วัตถุดิบจากภายในประเทศ จึงทำให้มีราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ง่ายอีกด้วย

จึงถือได้ว่านวัตกรรมแพลตฟอร์มเต้านมจำลองมีความสำคัญ และจะส่งผลดีต่อภาพรวมในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การตรวจพบแต่เนิ่นๆ ย่อมช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้ทันท่วงทีและมีโอกาสหายขาดเพิ่มขึ้น 

บริษัทฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพและเชื่อมั่นในคุณภาพของผลงานวิจัยของเอ็มเทค และมองว่าผลิตภัณฑ์นี้มีตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche product) อย่างไรก็ดี การนำผลิตภัณฑ์นี้ออกสู่เชิงพาณิชย์ มีความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่เคยมีผู้ผลิตรายใดในประเทศสามารถทำได้มาก่อน โดยที่ผ่านมาวงการแพทย์ไทยยังพึ่งพาผลิตภัณฑ์ราคาสูงซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

ในทางการแพทย์ การใช้แมมโมแกรม (mammogram)  ร่วมกับอัลตราซาวด์ (ultrasound) จะช่วยเพิ่มโอกาสตรวจพบมะเร็งเต้านมมากขึ้น ขั้นต่อไปคือการนำชิ้นเนื้อจากรอยโรคที่ตรวจพบส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อวินิจฉัยชิ้นเนื้อและวางแผนการรักษาต่อไป เนื่องจากรอยโรคเหล่านี้มักคลำไม่พบจากการตรวจร่างกาย

ในอนาคตคุณวีรวุฒิมองถึงเป้าหมายการขยายผลไปยังอุปกรณ์อวัยวะเทียมอื่นๆ ที่สามารถประยุกต์ใช้กระบวนการผลิตที่คล้ายคลึงกันได้ รวมถึงมีแนวคิดจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีทั้งแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลายได้ 

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังแสวงหาลู่ทางในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ เนื่องจากเต้านมจำลองนั้นเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มและมีขนาดตลาดในประเทศที่จำกัด การขยายตลาดไปยังต่างประเทศจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดให้แก่บริษัทฯ และเพิ่มความได้เปรียบด้านต้นทุนในระยะยาว

ความท้าทายขั้นต่อไปที่บริษัทฯ ต้องเผชิญคือ เรื่องมาตรฐานและการทดสอบผลิตภัณฑ์ คุณวีรวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับเต้านมจำลอง ทั้งมาตรฐานภาคบังคับและมาตรฐานสมัครใจ จึงถือเป็นบททดสอบสำคัญที่บริษัทต้องดำเนินการ เพื่อให้ได้รับการรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไป

คุณวีรวุฒิได้กล่าวทิ้งท้ายว่า จากการร่วมงานกับเอ็มเทคที่ผ่านมา บริษัทฯ รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ทีมงานวิจัยและฝ่ายสนับสนุนมีความกระตือรือร้น และให้คำปรึกษาครอบคลุมหลายด้านอันเป็นประโยชน์อย่างดียิ่ง ทั้งการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์การต่อยอดเทคโนโลยี การตลาด และการขยายเครือข่ายพันธมิตร

The post บริษัท เซ็ค เซอร์วิส แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
บริษัท แคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-capglobal/ Fri, 10 Apr 2026 03:40:49 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=44383 บริษัท แคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด เป็นผู้ผลิตอะลูมิเนียมบิลเลต ซึ่งเป็นวัสดุกึ่งสำเร็จรูปที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมหลายชนิด เช่น อะลูมิเนียมเส้น (extruded profiles) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

The post บริษัท แคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

stakeholders-perspective

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

บริษัทฯ เชื่อมั่นในทีมวิจัยเอ็มเทค
การทำงานที่ผ่านมา
รู้สึกพึงพอใจมากและภูมิใจกับผลงานนี้
เพราะเป็นการคิดค้นใหม่ ใช้งานได้จริง
ตรงกับบริบทของบริษัท

บริษัท แคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด เป็นผู้ผลิตอะลูมิเนียมบิลเลต ซึ่งเป็นวัสดุกึ่งสำเร็จรูปที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมหลายชนิด เช่น อะลูมิเนียมเส้น (extruded profiles) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมมายาวนาน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ จึงมีนโยบายด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ต่างๆ

โจทย์หนึ่งที่บริษัทฯ สนใจคือ การพัฒนากระบวนการกำจัดสีฝุ่นเคลือบผิวบนอะลูมิเนียมสำหรับกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตอะลูมิเนียม กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช.

คุณวันชัย จงจิตรนันท์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด เล่าที่มาของความร่วมมือว่า “กรอบอะลูมิเนียมประตูหน้าต่างที่เห็นในปัจจุบันมีรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป จากแต่ก่อนซึ่งกรอบมีสีเงิน ชา หรือดำ โดยใช้กระบวนการแอโนไดซ์ (anodizing) แต่ปัจจุบันเราจะเห็นสีขาวหรือลายไม้ ซึ่งมีความสวยงามมากขึ้น แต่เมื่อนำกรอบอะลูมิเนียมเหล่านี้ไปหลอมเพื่อรีไซเคิลจะเกิดควันและกลิ่นปริมาณมากเกินกว่าระบบควบคุมมลพิษของโรงงานทั่วไปจะรับได้ ทำให้การหลอมแต่ละครั้งต้องใช้กรอบอะลูมิเนียมเหล่านี้ในปริมาณที่ลดลงมากกว่า 50% เพื่อลดกลิ่นและควัน”

“บริษัทฯ จึงได้ร่วมกับทีมวิจัยเอ็มเทค เพื่อศึกษาว่าในขณะที่รีไซเคิลกรอบอะลูมิเนียมเคลือบสีฝุ่นมีก๊าซชนิดใดเกิดขึ้นบ้าง มีปริมาณเท่าไหร่ และเกิดที่ช่วงเวลาใด ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราจัดการได้อย่างเหมาะสม เพราะการรีไซเคิลอะลูมิเนียมเป็นเรื่องจำเป็น และเป็นกลไกสำคัญในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์สอดคล้องตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)”

เมื่อถามถึงแนวทางการดำเนินงานและอุปสรรคที่เกิดขึ้น คุณวันชัยกล่าวว่า “บริษัทฯ เคยเห็นแนวทางของประเทศกลุ่มยุโรป แต่เนื่องจากปริมาณอะลูมิเนียมของเราน้อยกว่าเขามาก จึงต้องปรึกษากับทีมวิจัยเพื่อหาแนวทางที่เหมาะกับบริบทของเรา และมีต้นทุนที่เหมาะสม”

“ในระหว่างที่ทำงานก็พบอุปสรรคที่ไม่คาดคิดมาก่อน แต่ทีมวิจัยมีความตั้งใจ และมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา ทำให้อุปสรรคไม่ใช่เรื่องใหญ่”

“องค์ความรู้ที่ได้จากโครงการนี้ได้นำไปใช้ในการออกแบบเครื่องจักร เพื่อขยายสเกลจากห้องปฏิบัติการที่ระดับ 200 กิโลกรัม/ชั่วโมง เป็นระดับอุตสาหกรรมคือ 4 ตัน/ชั่วโมง คาดว่าจะสำเร็จในไตรมาสแรกของปี 2569 ในการขยายสเกลแม้จะมีอุปสรรคบ้าง เพราะมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงมากมายแต่ทีมวิจัยก็เข้าใจปัญหาดี สามารถคาดการณ์และคิดเผื่อไว้ล่วงหน้า ทำให้การทำงานร่วมกันสำเร็จอย่างราบรื่น”

“บริษัทฯ เชื่อมั่นในทีมวิจัยเอ็มเทค การทำงานที่ผ่านมารู้สึกพึงพอใจมาก และภูมิใจกับผลงานนี้ เพราะเป็นการคิดค้นใหม่ ใช้งานได้จริง ตรงกับบริบทของบริษัท” 

สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อการทำงานร่วมกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น คุณวันชัยกล่าวว่า “การทำงานที่ผ่านมาเห็นว่า นักวิจัยมีงานล้นมือ จึงควรเพิ่มจำนวนนักวิจัย อีกทั้งงานในบางส่วน เช่น การเก็บก๊าซเพื่อมาวิเคราะห์ อาจไม่ใช่ความชำนาญของนักวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยา จำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยจากทีมอื่นมาช่วยด้วย”

คุณวันชัยได้กล่าวถึงแผนงานในอนาคตว่า “จากความร่วมมือที่ผ่านมา ทำให้ทีมวิจัยเห็นประเด็นในกระบวนการผลิตที่ยังสามารถปรับปรุงได้ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลดรอส ซึ่งกระบวนการเดิมใช้ฟลักซ์ในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น และชนิดของฟลักซ์อาจยังไม่เหมาะสมกับบริบทของบริษัทซึ่งในประเด็นนี้อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อลดต้นทุนลดการใช้สารเคมี และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ดีขึ้น”

“นอกจากการรีไซเคิลอะลูมิเนียมกรอบประตูหน้าต่างแล้ว การรีไซเคิลอะลูมิเนียมประเภทอื่น เช่น กระป๋องเครื่องดื่มใช้แล้ว (Used Beverage Can, UBC) หรือวัสดุประเภทขี้กลึง ขี้เลื่อยที่มีขนาดเล็ก ก็ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งเอ็มเทคก็น่าจะเป็นหน่วยงานที่เก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นพื้นฐานเติมเต็มไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การรีไซเคิลอะลูมิเนียมก้าวหน้าได้เร็วขึ้น” คุณวันชัยกล่าวทิ้งท้าย

The post บริษัท แคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ยกระดับชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ ด้วยวัสดุที่เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-tps-sci/ Mon, 19 Jan 2026 02:52:04 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42843 บริษัท สยามคอมเพรสเซอร์อุตสาหกรรม จำกัด เป็นผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อนชั้นนำของประเทศ โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์

The post ยกระดับชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ ด้วยวัสดุที่เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ยกระดับชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ ด้วยวัสดุที่เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

บริษัท สยามคอมเพรสเซอร์อุตสาหกรรม จำกัด เป็นผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความร้อนชั้นนำของประเทศ โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ จึงมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยลดขนาดของคอมเพรสเซอร์ เพื่อสร้างจุดเด่นให้เหนือกว่าสินค้าทั่วไปในตลาด นอกจากนี้ยังลงทุนด้านการวิจัยและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาชั้นนำ

คุณไพศาล ประจันพาณิชย์ ผู้จัดการฝ่ายคุณภาพ กล่าวว่า

“บริษัทฯ มีการปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในระดับโลก และให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ การพัฒนานวัตกรรมใหม่ รวมทั้งการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market)  โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดในการลดขนาดและต้นทุนลงอีก 10 เท่า บริษัทฯ ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยของตนเอง เมื่อปี พ.ศ. 2539 มีโครงสร้างการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมุ่งเน้นใน 4 กลุ่มวิจัยหลัก ได้แก่ วัสดุศาสตร์ เครื่องกล มอเตอร์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์”

“เหตุผลสำคัญที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญด้านนวัตกรรมมีปัจจัยหลักมาจากสภาพการแข่งขันในตลาดโลกและวิสัยทัศน์ที่เราต้องการพึ่งพาตนเอง เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาทั้งเทคโนโลยีและนโยบายจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่นแต่เพียงอย่างเดียว การดำเนินงานตามแนวนโยบายนี้ช่วยให้บริษัททำงานได้อย่างคล่องตัวและสร้างเอกลักษณ์ของตนเองได้มากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย และต้องการพัฒนาองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นโดยคนไทยเอง จึงร่วมมือกับเอ็มเทคและมหาวิทยาลัยหลายแห่งตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน”

พันธมิตรวิจัยภายนอกที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาวัสดุสำหรับบริษัทฯ คือ เอ็มเทค

“บริษัทฯ เคยเข้าไปเยี่ยมชม เอ็มเทค สวทช. ทำให้ได้เห็นความพร้อมทั้งด้านเครื่องมือที่ทันสมัย และบุคลากรวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์หลายสาขา จึงสนใจและอยากร่วมมือพัฒนาชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ผ่านการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม การวิจัยดังกล่าวมุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนาวัสดุที่มีสมบัติทางกายภาพ ทางกล และทางความร้อนที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์แยกน้ำมัน (oil separator) ออกจากสารทำความเย็นในระบบคอมเพรสเซอร์ บริษัทฯ ได้รับความร่วมมือจากทีมวิจัยและคณะทำงานเป็นอย่างดี จนผลงานสำเร็จและผ่านการตรวจสอบสมบัติการใช้งานให้เป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (RoHS) และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้”

“คอมเพรสเซอร์ เป็นหัวใจสำคัญของระบบปรับอากาศและระบบทำความเย็น ประกอบด้วยชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนซึ่งผสานเทคโนโลยีจากหลายสาขา ปัจจุบันนวัตกรรมคอมเพรสเซอร์มีแนวโน้มการแข่งขันที่หลากหลายมากขึ้นในตลาดโลก บริษัทฯ จึงมุ่งตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้าน ส่งผลให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ความสำคัญกับการลดขนาดให้เล็กลงควบคู่ไปกับการคงประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนในระยะยาว และสอดรับกับแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อม”

 “ผลสำเร็จจากการศึกษาวิจัยดังกล่าวช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ของบริษัทฯ จากการมุ่งลดต้นทุนไปสู่การสร้างนวัตกรรมและความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ทั้งยังตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกและแนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้โดยเฉพาะตลาดยุโรป ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการร่วมสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับอุตสาหกรรมไทย เป็นเทคโนโลยีที่ยังมีการศึกษาวิจัยไม่มากนัก และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมคอมเพรสเซอร์ รวมทั้งก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ด้านวัสดุขั้นสูงที่มีสมบัติเฉพาะทางอย่างเป็นรูปธรรม”

“บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดำเนินตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมสากลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการลดการปล่อยคาร์บอน (carbon reduction) มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนทุกปี โดยเฉพาะนโยบายด้านวัสดุและการใช้ทรัพยากร ต้องการลดการใช้วัตถุดิบใหม่ (virgin material) และพัฒนาชิ้นส่วนประสิทธิภาพสูงที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง นับเป็นการปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อมระดับสากลและเป็นใบเบิกทางสำคัญในการขยายตลาด โดยเฉพาะในยุโรปที่มีแนวโน้มความต้องการระบบทำความร้อนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพุ่งสูงขึ้นด้วย” คุณไพศาล กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามเพิ่มเติม:
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

โทรศัพท์ 0-2564-6500 ต่อ 4789
อีเมล rapeepr@mtec.or.th

The post ยกระดับชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์ ด้วยวัสดุที่เป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
ผงสีเคลือบเซรามิกจากกากตะกอนน้ำเสีย https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-tps-kera_tiles_ceramic/ Thu, 04 Dec 2025 08:16:00 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=42320 น้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกหนังมีสารเคมีหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารประกอบของโครเมียมซึ่งมีปริมาณสูง หากจัดการไม่เหมาะสมก็จะทำให้สารเคมีเหล่านี้ปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบได้

The post ผงสีเคลือบเซรามิกจากกากตะกอนน้ำเสีย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

ผงสีเคลือบเซรามิกจากกากตะกอนน้ำเสีย

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

น้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกหนังมีสารเคมีหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารประกอบของโครเมียมซึ่งมีปริมาณสูง หากจัดการไม่เหมาะสมก็จะทำให้สารเคมีเหล่านี้ปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบได้

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม มีภารกิจหลักในการจัดหาและบริหารจัดการวัตถุดิบ ทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ และวัตถุดิบทดแทนที่ได้จากการรีไซเคิลขยะหรือของเสีย จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีรีไซเคิลและอัปไซเคิล โดยมีศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นที่ปรึกษาโครงการ และมีบริษัท เขตประกอบการอุตสาหกรรมฟอกหนัง กม.34 จำกัด และ บริษัท เคอร่าไทล์ เซรามิก จำกัดเข้าร่วมโครงการ

บริษัท เขตประกอบการอุตสาหกรรมฟอกหนัง กม.34 จำกัด เป็นบริษัทจัดการและบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมฟอกหนัง ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ บริษัทฯ ได้พัฒนาระบบบำบัดเฉพาะสำหรับน้ำเสียจากกระบวนการฟอกหนังด้วยโครเมียม เพื่อป้องกันไม่ให้ปะปนกับน้ำเสียรวม หลังการบำบัดจะได้ตะกอนโครเมียมราว 200 ตันต่อปี ปัจจุบันตะกอนดังกล่าวนี้ได้รับการเผาหรือฝังกลบ ทำให้มีต้นทุนสูงและสร้างภาระต่อการจัดการพื้นที่ในระยะยาว

ทีมวิจัยเอ็มเทคใช้เทคโนโลยีการสกัดโครเมียมจากกากตะกอนน้ำเสียและทำให้บริสุทธิ์ ผงโครเมียมที่สกัดได้สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมเซรามิก สี และโลหะ เทคโนโลยีนี้นอกจากจะช่วยกำจัดของเสียที่เป็นอันตรายแล้วยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ด้วย

ในโครงการนี้ บริษัท เคอร่าไทล์ เซรามิก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในการผลิตกระเบื้องเซลาดอนและกระเบื้องสระว่ายน้ำ ได้นำผงโครเมียมที่สกัดได้ไปใช้ในกระบวนการเคลือบสี เคลือบเซรามิก เนื่องจากสีเคลือบจากผงโครเมียมที่สกัดได้มีสมบัติที่เหมาะสมและใกล้เคียงกับสีเคลือบโครเมียมราคาแพงที่บริษัทนำเข้าจากต่างประเทศ

การนำของเสียจากกระบวนการผลิตหนึ่งไปใช้ประโยชน์ในอีกกระบวนการหนึ่ง นับเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างคุ้มค่า อีกทั้งช่วยลดของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดการนำเข้า ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยอีกด้วย

สอบถามเพิ่มเติม:
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th หรือ
คุณณัฐพงศ์ ณ ลำพูน
กองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กพร.
โทรศัพท์ 0 2430 6842 ต่อ 4211
อีเมล: Nattapong_n@dpim.go.th

The post ผงสีเคลือบเซรามิกจากกากตะกอนน้ำเสีย appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมรีไซเคิลและอัปไซเคิล https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-tps-uptech-2025/ Mon, 10 Nov 2025 03:44:03 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=41395 ประเทศไทยกำลังเร่งยกระดับอุตสาหกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่า โดยเฉพาะการนำของเสียจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้

The post อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมรีไซเคิลและอัปไซเคิล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมรีไซเคิลและอัปไซเคิล

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ประเทศไทยกำลังเร่งยกระดับอุตสาหกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่า โดยเฉพาะการนำของเสียจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ทั้งการรีไซเคิล (Recycling) และการอัปไซเคิล (Upcycling) ตลอดจนมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่วัตถุดิบ

โครงการ “พัฒนาและยกระดับสมรรถนะสถานประกอบการอุตสาหกรรมสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” ภายใต้การสนับสนุนของ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของรัฐบาล

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ทำหน้าเป็นที่ปรึกษาในโครงการดังกล่าว ทั้งยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานวิจัย เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้มีความยั่งยืน

ในปี พ.ศ. 2568 มีผู้ประกอบการ 7 รายที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐ พร้อมนำเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ไปใช้ในการยกระดับกระบวนการผลิตและเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้

 กิจกรรมย่อยที่ได้ดำเนินการมีดังนี้

– การรีไซเคิลชิ้นงานโลหะผง จากของเสียสู่โอกาสใหม่ โดยบริษัท ไทยไฟน์ ซินเตอร์ จำกัด

– การปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้ฟลักซ์ในเตา Rotary โดยบริษัท แคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด

– การนำกากยิปซัมสังเคราะห์กลับมาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยบริษัท ไทยซิตริก แอซิด จำกัด

– คอนกรีตรักษ์โลก รีไซเคิลเถ้าลอยและเถ้าหนักจากชีวมวล สู่การผลิตคอนกรีตคาร์บอนต่ำ โดยบริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด

– การรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมเพื่อผลิตคอนกรีตบล็อก โดย หจก. เอ็ม อาร์.เซพพาเรทเตอร์

– เทคโนโลยีสกัดโครเมียมจากกากอุตสาหกรรม เพื่อนำไปผลิตวัสดุผงสีเซรามิก โดย บริษัท เขตประกอบการอุตสาหกรรมฟอกหนัง กม.34 จำกัด และบริษัท เคอร่าไทล์ เซรามิก จำกัด

ผลการดำเนินงานพบว่าทุกโครงการสามารถเพิ่มผลิตภาพ (productivity) และประสิทธิภาพ (efficiency) ของกระบวนการที่ได้รับปรับปรุงแล้วมากกว่า 17.5% สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 46–74 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 2,094 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

โครงการฯ ยังมีแผนพัฒนาต่อเนื่อง โดยจะเปิดรับสมัครสถานประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการในเฟสต่อไปในช่วงต้นปีของทุกปี เพื่อยกระดับองค์ความรู้และถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีรีไซเคิลและอัปไซเคิลไปประยุกต์กับกระบวนการผลิตอื่นๆ รวมทั้งขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานวิจัย เพื่อให้ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนของไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

สอบถามเพิ่มเติม:
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th หรือ
คุณณัฐพงศ์ ณ ลำพูน
กองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กพร.
โทรศัพท์ 0 2430 6842 ต่อ 4211
อีเมล: Nattapong_n@dpim.go.th

The post อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมรีไซเคิลและอัปไซเคิล appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>
เปลี่ยน “อะลูมิเนียมดรอส” เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ https://www.mtec.or.th/stakeholders_perspective-tps-cap-global-aluminium/ Mon, 03 Nov 2025 01:52:18 +0000 https://www.mtec.or.th/?p=41229 ในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆ อุตสาหกรรมการผลิตจึงให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือการจัดการอะลูมิเนียมดรอส (aluminum dross)

The post เปลี่ยน “อะลูมิเนียมดรอส” เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>

เปลี่ยน “อะลูมิเนียมดรอส” เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

ในยุคที่ทรัพยากรธรรมชาติเริ่มร่อยหรอลงเรื่อยๆ อุตสาหกรรมการผลิตจึงให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือการจัดการอะลูมิเนียมดรอส (aluminum dross) ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากกระบวนการหลอมอะลูมิเนียมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดต้นทุนในการกำจัด

เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม จึงริเริ่มโครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีการรีไซเคิลและการอัปไซเคิล โดยมีศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เอ็มเทค สวทช. เป็นที่ปรึกษาโครงการ

บริษัท แคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตและรีไซเคิลอะลูมิเนียม ได้มองเห็นโอกาส และสนใจนำอะลูมิเนียมดรอสกลับมาใช้ประโยชน์ จึงเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “วัตถุดิบรอง” ที่มีคุณค่า วัตถุดิบที่ได้สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

ทีมที่ปรึกษา เอ็มเทค สวทช. ได้ทำงานร่วมกับบริษัทฯ โดยเข้าสำรวจกระบวนการผลิต ร่วมวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการผลิต ทำให้สามารถปรับลดปริมาณฟลักซ์ที่ใช้ในเตาโรตารี่ลง 60% จากเดิม

นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์ปริมาณคลอไรด์ในดรอสหลังการหลอมให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ โดยสามารถลดค่าคลอไรด์จาก 1.7% เหลือเพียง 0.6% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถนำวัสดุนี้ไปใช้ผสมในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ได้

ในภาพรวม บริษัทฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียและสารเคมีในกระบวนการ คิดเป็นเงินราว 936,000 บาทต่อปี พร้อมกันนั้นก็ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 26,889 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเดือน นับเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียและลดต้นทุนของสารเคมีที่ใช้ ทั้งยังสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ได้เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ

บริษัทฯ มีแผนต่อยอดความสำเร็จนี้โดยทดลองใช้ในระดับอุตสาหกรรมจริง หลังจากได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเกิดดรอสและวิธีการบำบัดที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น จึงช่วยลดการฝังกลบของดรอส เนื่องจากสามารถนำอะลูมิเนียมดรอสที่ปรับปรุงแล้วไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ได้ ทั้งนี้มีการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าต้นทุนการผลิตของบริษัทลดลง

โครงการนี้เป็นต้นแบบสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิจัย ในการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

การดำเนินการตามแนวทางของโครงการจะช่วยลดต้นทุนด้านการจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยรวม และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมโดยส่งเสริมการบริหารจัดการของเสียที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยดำเนินงานตามแนวทางระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

สอบถามเพิ่มเติม:
คุณระพีพันธ์ ระหงษ์
งานประสานธุรกิจและอุตสาหกรรม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ
โทรศัพท์: 0 2564 6500 ต่อ 4789
อีเมล: rapeepr@mtec.or.th หรือ
คุณณัฐพงศ์ ณ ลำพูน
กองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กพร.
โทรศัพท์ 0 2430 6842 ต่อ 4211
อีเมล: Nattapong_n@dpim.go.th

The post เปลี่ยน “อะลูมิเนียมดรอส” เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ appeared first on MTEC ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ.

]]>