วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
ณ ห้องพระศิวะ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) จัดสัมมนา “Up-Technology for Circularity ยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี Recycle/Upcycle” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกสนับสนุนการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ มุ่งสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีนายกิตติพันธุ์ บางยี่ขัน ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กล่าวรายงานการจัดงาน ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการเอ็มเทค สวทช. กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และได้รับเกียรติจากนายปณตสรรค์ สูจยานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา
นายกิตติพันธุ์ บางยี่ขัน ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ “โครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” ซึ่ง กพร. ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตั้งแต่ปี 2566 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบอุตสาหกรรม ทั้งจากทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบทดแทนจากการรีไซเคิล โดยโครงการครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การถ่ายทอดองค์ความรู้ การคัดเลือกสถานประกอบการที่มีศักยภาพ 6 แห่ง เข้าร่วมพัฒนาเชิงลึก การวิเคราะห์คุณสมบัติวัสดุและกระบวนการผลิต การทดลองและทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการและกึ่งอุตสาหกรรม ตลอดจนการประเมินผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์
ภายในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีรีไซเคิลและอัปไซเคิลที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม เช่น การรีไซเคิลกากคอนกรีตและตะกรันเหล็กเป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง การรีไซเคิลเศษโลหะผงกลุ่มทองแดงในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ การนำกากตะกอนปูนและหินฝุ่นกลับมาใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิก รวมถึงการปรับสภาพ Al dross และการซ่อมแซมแม่พิมพ์ซูเปอร์อัลลอยด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างของการเพิ่มมูลค่าของเสียและลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่
ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ รองผู้อำนวยการ MTEC สวทช. กล่าวว่า บทบาทของเอ็มเทคในโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่เป็นการทำงานเชิงลึกแบบ “จับมือผู้ประกอบการ” ตั้งแต่การวิเคราะห์โครงสร้างวัสดุและของเสีย การออกแบบกระบวนการรีไซเคิลที่เหมาะสม การทดสอบคุณสมบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ไปจนถึงการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ “หัวใจสำคัญของ Circular Economy คือการเปลี่ยนมุมมองจากของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า หากเรามีองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ของเสียจำนวนมากในภาคอุตสาหกรรมสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อีกครั้ง ลดต้นทุน ลดการนำเข้าวัตถุดิบ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเวลาเดียวกัน
เอ็มเทค มีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือทดสอบ และทีมวิจัยสหสาขา ที่สามารถสนับสนุนผู้ประกอบการตั้งแต่ระดับ SME ไปจนถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มี Recycled Content สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลก “เราต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยไม่เพียงปรับตัวตามกระแสความยั่งยืน แต่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมวัสดุและการผลิตสีเขียวในภูมิภาค” ดร.อศิรากล่าวทิ้งท้าย
นายปณตสรรค์ สูจยานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า เรื่อง Circular Economy ไม่ใช่แค่เทรนด์ของโลก แต่เป็น “โจทย์สำคัญ” ของภาคอุตสาหกรรมไทยในวันนี้ เพราะทรัพยากรธรรมชาติมีจำกัด ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันของประเทศต้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การยกระดับด้วยเทคโนโลยี Recycle และ Upcycle จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรเดิม ลดของเสีย และนำไปสู่การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้น ในฐานะหน่วยงานหลักด้านวัตถุดิบอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม เราได้พัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลมากกว่า 90 เทคโนโลยี และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเดินหน้าโครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการ เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้หลัก CE ได้จริงในกระบวนการผลิต การร่วมมือกับ เอ็มเทค สวทช. ถือเป็นอีกพลังสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านงานวิจัยและเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง
กรมฯ มีแผนจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้วัตถุดิบทดแทน เพื่อทดสอบและรับรองของเสียก่อนนำกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงรับรอง Recycled Content ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศควบคู่กับความยั่งยืน งานสัมมนาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสใหม่ ๆ จากเทคโนโลยีรีไซเคิลและอัปไซเคิลและก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว นายปณตสรรค์ กล่าวทิ้งท้าย