องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

ข้อมูลที่เอ็มเทคจัดทำมีความน่าเชื่อถือ
แสดงให้เห็นว่า ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาอย่างเหมาะสม
ทั้งข้อมูลในขั้นตอนการศึกษาและวิจัย
รวมถึงข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นและผลการศึกษา
ก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดท่าที
และนโยบายระดับชาติของประเทศไทย

องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เป็นหน่วยงานเฉพาะทางของสหประชาชาติ มีพันธกิจหลักคือ การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสีเขียวผ่านการถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยี การสร้างศักยภาพ และความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือที่ยาวนานกว่า 10 ปีระหว่าง UNIDO กับ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ได้สร้างผลกระทบที่สำคัญในด้านนโยบายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสารเคมีและมลพิษในภาคอุตสาหกรรม

คุณวราวรรณ เฉลิมโอฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสารเคมี (National Expert on POPs Management) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) กล่าวว่า “การทำงานร่วมกับเอ็มเทคในหลายโครงการที่ผ่านมาพบว่า ข้อมูลที่เอ็มเทคจัดทำขึ้นมีความน่าเชื่อถือ สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานที่อยู่ภายใต้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ และแสดงถึงความถูกต้องและครบถ้วนในทุกขั้นตอนของการศึกษาและวิจัย นอกจากนี้ ข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นและผลการศึกษาของเอ็มเทคก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดท่าทีและนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ

การจัดการสารเคมี เพื่อลด-ละ-เลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรม และสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน หรือ POPs (Persistent Organic Pollutants) ในภาคอุตสาหกรรม ข้อมูลและข้อเสนอแนะต่างๆ สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ และไม่เพียงแต่เป็นงานวิชาการเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

การจัดการสารเคมีและมลพิษ ต้องใช้เทคนิคการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย คุณวราวรรณ กล่าวว่า “ด้านการสื่อสารข้อมูล เอ็มเทคทำได้ดี เห็นได้ชัดเจนในกิจกรรมต่างๆ จากการอบรมเชิงปฏิบัติการ “POPs Campaigning Workshop” เสริมทักษะเล่าเรื่องเพื่อสื่อสารสังคมปลอดภัยจากสาร POPs เมื่อวันที่ 19–20 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า เอ็มเทคมีความพยายามอย่างมากในการเล่าสิ่งที่ยากให้ง่าย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าอบรมที่เป็นนักเรียน นิสิตนักศึกษาสามารถเข้าใจเนื้อหาที่ยากได้ในระดับหนึ่ง ภายในระยะเวลาเพียง 1-2 วัน นอกจากนี้ยังจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์อย่างหลากหลาย รวมถึงทำกิจกรรม Hands-on อีกด้วย”

“ส่วนการสื่อสารในระดับอุตสาหกรรม ภาคเอกชนและภาครัฐ เอ็มเทคมีการลงพื้นที่ และมีการจัดปรึกษาหารือร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง แต่มีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเรื่องการปิดกั้นการรับข้อมูลข่าวสารของกลุ่มเป้าหมาย ที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการสื่อสารสู่กลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากเนื้อหาที่เราสื่อสารมีความลึกและเฉพาะเจาะจง บางครั้งจำเป็นต้องมีอะไรบางอย่างที่เป็นตัวกระตุ้นเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาฟังหรือรับชมช่องทางสื่อสารต่างๆ ด้วย”

เมื่อถามถึงการทำงานว่าเป็นไปตามที่คาดหวังหรือมีข้อเสนอแนะอย่างไร คุณวราวรรณ กล่าวว่า “มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสื่อสารภายในและการบริหารจัดการโครงการในส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง ขอให้แจ้งปัญหาหรืออุปสรรคให้เร็วขึ้น เพื่อสามารถรับมือสถานการณ์ร่วมกัน เนื่องจากบางโครงการเป็นการทำงานที่มีคณะกรรมการให้คำปรึกษาจากหลายหน่วยงานซึ่งสามารถให้ข้อเสนอแนะและความช่วยเหลือเพื่อหาช่องทางหรือวิธีแก้ไขอื่นๆ ได้ทันท่วงที”

“นอกจากนี้ การรวบรวมข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และทำได้ยากมากในบางบริบทการดำเนินงาน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าบ้างในการส่งมอบงานเนื่องจากกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นไปอย่างยากลำบาก จึงทำให้ใช้ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ถือว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” ที่สามารถเข้าใจได้”

คุณวราวรรณ กล่าวเสริมว่า “โดยภาพรวมแล้ว มีความพอใจและชื่นชมเกี่ยวกับคุณภาพของผลงานวิชาการมาก มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล  ผลงานที่เอ็มเทคส่งมอบก็ดีกว่าในบางประเทศ เพราะเอ็มเทคมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและมีประสบการณ์ยาวนาน”

สำหรับแผนงานในอนาคต “ในประเทศไทยมีหน่วยงานที่ศึกษาหรือมีองค์ความรู้เกี่ยวกับสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน (POPs) มีอยู่ไม่มากนัก ดังนั้น การที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนกระบวนการทางอุตสาหกรรมให้กลายเป็น Green Chemistry หรือ Green Industry ได้ต้องอาศัยเอ็มเทคซึ่งมีความรู้และประสบการณ์สูงเข้ามาช่วยสนับสนุน โดยอาจจะเข้าร่วมโครงการอื่นๆ ที่มีภารกิจและงบประมาณจัดสรรให้ดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเท่านั้น แต่สามารถเป็นพันธมิตรกันได้” คุณวราวรรณ กล่าวทิ้งท้าย