โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2050 คือการจัดการกับภาคการเกษตรที่มีเศษวัสดุชีวมวลเหลือทิ้งจำนวนมหาศาล มักจบลงด้วยการเผาในที่โล่งแจ้ง ก่อให้เกิดทั้งฝุ่น PM2.5 และก๊าซเรือนกระจก
ล่าสุด ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ได้นำเสนอโซลูชันผ่านการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ “ไบโอชาร์ (Biochar)” หรือถ่านชีวภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับต้นน้ำไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและชุมชนไทย
ดร.เปรมฤดี กาญจนปิยะ นักวิจัย ทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม MTEC อธิบายถึงความสำคัญของ ไบโอชาร์ (Biochar) หรือที่นักวิจัยเปรียบว่าเป็น “ทองคำสีดำ” ว่าไม่ใช่แค่ถ่านธรรมดาที่ใช้เผาเป็นเชื้อเพลิง แต่มีคุณสมบัติเด่นคือมีรูพรุนจำนวนมาก ทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำที่ช่วยอุ้มน้ำ เป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ และช่วยดูดซับธาตุอาหารในดินแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow release) แต่ที่สำคัญที่สุดคือความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนให้อยู่ในดินได้ยาวนานนับร้อยปี โดยไม่ถูกปล่อยกลับคืนสู่บรรยากาศ (Negative Carbon Emission)
เพื่อยกระดับไบโอชาร์ไทยให้ได้มาตรฐานเทียบเท่าสากล ทีมวิจัยจากเอ็มเทค สวทช. ได้ผลักดันร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) โดยมีเกณฑ์สำคัญคือ อัตราส่วนโดยโมลของไฮโดรเจนต่อคาร์บอนอินทรีย์ (H/C ratio) ต้องน้อยกว่า 0.7 ซึ่งเป็นค่าแสดงความเสถียรในการกักเก็บคาร์บอนในมาตรฐานไบโอชาร์ของไทยและหลาย ๆ มาตรฐานในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการควบคุมความปลอดภัยจากการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารพิษอย่างเข้มงวด
# ปลดล็อกอุปสรรคด้วยแพลตฟอร์มดิจิตอล Digital Monitoring Reporting and Verifier (dMRV) ซึ่งประกอบไปด้วย B-IoT และ B-VER
อุปสรรคสำคัญของการนำไบโอชาร์เข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิตแบบเดิมคือ “การเก็บข้อมูล” ที่ต้องใช้คนลงพื้นที่ไปจดบันทึก ซึ่งมีต้นทุนสูงและเสี่ยงต่อความผิดพลาด (Human Error) ทีมวิจัยจาก NECTEC สวทช. จึงได้พัฒนาระบบ B-IoT เข้ามาช่วยมอนิเตอร์กระบวนการเผาไหม้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้มั่นใจว่าเตาเผาทำอุณหภูมิได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 350 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่คาร์บอนเปลี่ยนโครงสร้างและมีความเสถียรยาวนาน
ข้อมูลอุณหภูมิและกระบวนการผลิตจาก B-IoT จะถูกส่งเข้าแพลตฟอร์ม B-VER โดยอัตโนมัติ เพื่อนำไปประมวลผลเป็นคาร์บอนเครดิต โซลูชันนี้ช่วยให้กระบวนการโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ และพร้อมส่งต่อข้อมูลให้ผู้ตรวจประเมินภายนอก (Verifier) รับรองคาร์บอนเครดิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ สวทช. ยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม Biochar Map ซึ่งประเมินว่าไทยมีศักยภาพในการผลิตไบโอชาร์สูงกว่าสิบล้านตันต่อปี จากเศษชีวมวลเหลือใช้จากพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิด (ข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มะพร้าว) แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดูพิกัดแหล่งชีวมวลระดับตำบลและอำเภอ เพื่อวางแผนระบบโลจิสติกส์ได้อย่างแม่นยำ
# พลิกขยะเป็นเงินล้าน! ถอดโมเดล ‘Aromatic Farm’ และ ‘Wongphai’
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนคือ “Aromatic Farm” สวนมะพร้าวที่ปลูกแบบอินทรีย์ 100 % บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ของคุณออน นวลลออ เทอดเกียรติกุล ตั้งอยู่ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ฟาร์มแห่งนี้เผชิญปัญหาขยะเปลือกมะพร้าวเหลือทิ้งถึง 1.5 กิโลกรัมต่อลูก ทางฟาร์มได้แก้ pain point โดยนำเปลือกมะพร้าวมาผลิตเป็นไบโอชาร์ และนำระบบแดชบอร์ด B-IoT และ B-VER เข้ามาใช้ควบคุมคุณภาพและอยู่ระหว่างพัฒนาเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ร่วมกับทีมวิจัยเอ็มเทค ผลลัพธ์ที่ได้คือสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดินและต่อยอดเป็นวัสดุก่อสร้างได้
อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่โดดเด่นคือ “Wongphai – วงษ์ไผ่” นำโดยคุณคมชลัช ทองติ่ง (หรือคุณคม) ที่มองเห็นโอกาสจากขยะ “เศษไม้ไผ่” ในจังหวัดปราจีนบุรี วงษ์ไผ่ได้นำเศษไม้ไผ่มาผ่านกระบวนการเผาเพื่อกักเก็บคาร์บอน โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตไปได้ถึง 16 ล้านบาท จากการใช้ไบโอชาร์ไม่ถึง 5,000 ตัน ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทสามารถทำยอดขายไบโอชาร์ได้แล้วกว่า 20 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายยอดขายรวมทั้งปีไว้ที่ 40 ล้านบาท โมเดลของวงษ์ไผ่ไม่เพียงแต่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังสร้างงาน สร้างอาชีพ โดยสามารถจ่ายค่าแรงให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้สูงสุดถึงเดือนละ 40,000 บาทต่อคน ช่วยกระจายรายได้กลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
# ก้าวต่อไปเพื่อผู้ประกอบการและชุมชน
ปัจจุบัน MTEC และพันธมิตรพร้อมเปิดให้บริการแบบ One-Stop Service สำหรับผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน บริการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์คุณภาพไบโอชาร์ การประเมินและจัดการมลพิษทางอากาศ ไปจนถึงการติดตั้งระบบ B-IoT/B-VER และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเตาเผาไร้ควันระดับชุมชนและอุตสาหกรรม นับเป็นจุดสตาร์ตสำคัญที่จะเปลี่ยนของเสียภาคการเกษตรให้กลายเป็นขุมทรัพย์คาร์บอนเครดิต พร้อมผลักดันไทยสู่เวทีลดโลกร้อนอย่างยั่งยืน