เอ็มเทค สวทช. จับมือ พพ. และ สอน. เปิดเวทีหารือใช้ใบอ้อยผลิตไฟฟ้าชีวมวลอย่างยั่งยืน ลดการเผาในพื้นที่เกษตร

วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนการใช้เชื้อเพลิงใบอ้อยสู่การผลิตไฟฟ้าชีวมวลอย่างยั่งยืน” ณ ห้องประชุม SD 601 อาคารสราญวิทย์ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. จังหวัดปทุมธานี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์จากหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล พร้อมหารือแนวทางแก้ไขข้อจำกัดด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ เพื่อส่งเสริมการนำใบอ้อยมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

รศ. ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการเอ็มเทค กล่าวเปิดงานและวัตถุประสงค์การจัดสัมมนา จากนั้นมีการบรรยายจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นายอดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน บรรยายเรื่อง “โอกาสและแนวทางการนำศักยภาพโรงไฟฟ้าชีวมวลกลับมาสนับสนุนระบบไฟฟ้า” และนายสิทธิรงณ์ เร่งเงียบ รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย บรรยายเรื่อง “นโยบายและทิศทางการส่งเสริมการใช้ใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล” นอกจากนี้ สมาคมหม้อน้ำและภาชนะรับความดันไทยให้ข้อมูลเกี่ยวกับความพร้อมและข้อจำกัดของหม้อน้ำอุตสาหกรรมในการใช้ใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงร่วม

ภายในงานมีการหารือเชิงปฏิบัติการแบบ One-on-One Matching ระหว่างทีมวิจัยเอ็มเทคและผู้ประกอบการ เพื่อรวบรวมโจทย์วิจัยและวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนาของเอ็มเทคด้านการใช้ใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล และงานบริการด้านการวิเคราะห์ความเสียหายในโรงไฟฟ้า การสัมมนาครั้งนี้มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันแนวทางการใช้ใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ควบคู่กับการนำศักยภาพโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีอยู่กลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดหาและขนส่งเชื้อเพลิง คุณภาพใบอ้อย ต้นทุน ประสิทธิภาพการเผาไหม้ และผลกระทบต่อหม้อน้ำและอุปกรณ์ รวมถึงเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าและกลไกสนับสนุนจากภาครัฐ

การใช้ใบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงยังเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดการเผาในพื้นที่เกษตรซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของประเทศอย่างยั่งยืน