ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในเครือข่าย Biochar Consortium จัดการประชุมระดมสมอง “Biochar Consortium ครั้งที่ 4: “ห่วงโซ่คุณค่าของไบโอชาร์สำหรับการเกษตร” เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม CC-305 ชั้น 3 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ในรูปแบบ Hybrid โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งแบบ Onsite และ Online จากภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม
การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำปีสวทช. 2569 หรือ NAC 2026 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาและประยุกต์ใช้ “ไบโอชาร์” (Biochar) ซึ่งเป็นวัสดุคาร์บอนที่มีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศไทยภายในปี ค.ศ. 2050 อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของเทคโนโลยี Bioenergy with Carbon Capture and Storage (BECCS) ที่อยู่ในแผน Nationally Determined Contribution (NDC) ของประเทศ
ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายภาคส่วน ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ อาทิ
รศ.ดร.อำนาจ ชิดไธสง รองผู้อำนวยการ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ให้การบรรยายในหัวข้อ “การศึกษาผลกระทบของการใช้ไบโอชาร์ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลผลิตทางการเกษตร” โดยชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของการนำไบโอชาร์ไปใช้ในพื้นที่เกษตรจริง ทั้งในระบบนาข้าวเปียกสลับแห้งและพืชไร่อื่น ๆ ซึ่งผลการศึกษาพบว่าการเติมไบโอชาร์ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHGs) และก๊าซมีเทนได้มากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวอย่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น นับเป็นแนวทางที่ช่วยทั้งการรักษาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไปพร้อมกัน
ดร. บัวหลวง ฝ้ายเยื่อ หัวหน้าหน่วยธุรกิจซีชาร์ บริษัท ซียู เอ็นไว เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้การบรรยายในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้ไบโอชาร์ในพื้นที่ดินเค็มของประเทศไทย” มุ่งเน้นการแก้ปัญหาวิกฤตดินเค็มที่ทำให้ผลผลิตเสียหายและต้นข้าวตายก่อนการเก็บเกี่ยว โดยอาศัยกลไกและสมบัติพิเศษของไบโอชาร์เข้าไปปรับปรุงสภาพดินเพื่อลดผลกระทบจากความเค็ม ซึ่งผลการทดสอบทั้งในระดับโรงเรือนและแปลงนาจริงยืนยันว่า ไบโอชาร์ช่วยให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่วิกฤต ช่วยลดความสูญเสียและสร้างโอกาสในการเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รศ. ดร. อรสา สุกสว่าง อาจารย์พิเศษจากภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้การบรรยายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนงานไบโอชาร์ในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดนครพนม” นำเสนอโมเดลการสร้างความยั่งยืน จากระดับครัวเรือนผ่านเทคโนโลยี “เตาเบ๊บซี” (เตาพลังงานมวลชีวภาพ) ที่ช่วยเปลี่ยนเศษกิ่งไม้และใบไม้แห้งให้เป็นแก๊สหุงต้มสะอาดสำหรับใช้งานในบ้าน โดยมีผลพลอยได้เป็นไบโอชาร์คุณภาพสูงสำหรับบำรุงดิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานและเพิ่มความสมบูรณ์ให้พื้นที่เกษตรแล้ว ยังเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยลดโลกร้อนจากการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอย่างถูกวิธี
คุณเจนนิเฟอร์ อินเนส-เทเลอร์ (น้องเจน ทำฟาร์ม) แบ่งปันความรู้ในหัวข้อ “มุมมองจากผู้ปฏิบัติจริงในภาคเกษตรอินทรีย์” ถ่ายทอดประสบการณ์จากการลงมือทำจริง ในภาคธุรกิจเกษตรอินทรีย์ โดยนำนวัตกรรมการผสมไบโอชาร์กับจุลินทรีย์มาใช้เป็นวัสดุปลูกทดแทนดิน ซึ่งพบว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการอุ้มน้ำและกักเก็บสารอาหารให้กับพืชได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับการปลูกผักอินทรีย์เชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้ในสังคมผ่านสื่อออนไลน์ถึงความสำคัญของการทำเกษตรแบบฟื้นฟูเพื่อการรักษ์โลกอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังมีช่วงกิจกรรมระดมสมองและการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของ Biochar Consortium” เพื่อร่วมกันสะท้อนมุมมอง ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และการพัฒนาเครือข่ายไบโอชาร์ในประเทศไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันเครือข่ายเข้าสู่แผนสนับสนุนของภาครัฐผ่านกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่นกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการคลัง มุ่งเน้นการเข้าถึงแหล่งทุนผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อลดต้นทุนการผลิตและขยายผลการทดสอบเชิงพื้นที่ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการแบ่งปันข้อมูลทางเทคนิคเพื่อช่วยเกษตรกรและภาคเอกชนสามารถเลือกวัตถุดิบและอุณหภูมิที่เหมาะสมในการผลิตให้เหมาะสมแก่การนำไปใช้งาน โดยทาง MTEC พร้อมสนับสนุนการรวบรวมและแชร์ผลวิเคราะห์ทดสอบผ่านแพลตฟอร์ม Thai Biochar Database ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมคุณสมบัติของไบโอชาร์ไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
การประชุมครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการใช้ไบโอชาร์ในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต