เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. โดย ดร.ยศกร ประทุมวัลย์ (Senior Engineer และหัวหน้าทีมวิจัย) ทีมวิจัยคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณทางวิศวกรรม (CAE Research Team) ได้บรรยายหัวข้อ “Implementation of RAS Technology for Aquaculture Industry in Thailand” ภายใต้ Session “Sustainable Shrimp Production Through Efficient and Circular Practices” ในงาน Health & Nutrition Asia 2026 ซึ่งงานแสดงสินค้าและสัมมนาชั้นนำสำหรับธุรกิจ สุขภาพและโภชนาการสัตว์ในเอเชีย ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร https://healthandnutrition.viv.net/visit/conference-program
สำหรับงานวิจัยและพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบน้ำหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture System: RAS) ของ สวทช. ได้ดำเนินการเป็นทีมวิจัยใหญ่ที่รวบรวมความเชี่ยวชาญของนักวิจัยจากศูนย์ BIOTEC, NECTEC และ MTEC เพื่อช่วยผลักดันให้เทคโนโลยี RAS เกิดการใช้งานอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยซึ่งมีมูลค่ามากกว่าแสนล้านบาทต่อปี เพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงแบบดั้งเดิมในบ่อดินหรือกระชัง เช่น ใช้น้ำมากและสร้างมลพิษทางน้ำ เสี่ยงต่อการเกิดโรคสัตว์น้ำ เสี่ยงต่อสวัสดิภาพของสัตว์น้ำเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม (เช่น ในกรณีเลี้ยงในกระชังแล้วน้ำในแม่น้ำล้นตลิ่งหรือแห้งหรือเกิดเน่าเสีย เป็นต้น) ใช้พื้นที่มาก เป็นต้น
เทคโนโลยี RAS เป็นการเลี้ยงแบบใช้น้ำหมุนเวียน โดยมีการบำบัดของเสียออกจากน้ำและเติมออกซิเจนให้กับน้ำ มีข้อดีคือไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำได้อย่างหนาแน่นในพื้นที่น้อย สามารถควบคุมสภาวะการเลี้ยงและการติดตามปัจจัยต่างๆ ได้ดีกว่าวิธีการแบบเดิม จึงลดความเสี่ยงจากโรคสัตว์น้ำได้มาก อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเทคโนโลยี RAS มักถูกใช้ในวงจำกัดเพื่อการเลี้ยงสัตว์น้ำมูลค่าสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ เป็นต้น เนื่องจากคุ้มทุนได้ง่าย เพราะการเลี้ยงระบบ RAS ต้องอาศัยการลงทุนที่สูงกว่าการเลี้ยงแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังต้องการการดูแลควบคุมระบบการเลี้ยงอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
ที่ผ่านมา สวทช. ได้พัฒนาระบบ RAS สำหรับกุ้งและปลากะพงซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นมีราคาที่ถูกลงกว่าในท้องตลาดทำให้คืนทุนได้เร็วและสามารถควบคุมระบบการเลี้ยงได้ง่ายขึ้น การพัฒนาดังกล่าวได้อาศัยเทคโนโลยีการออกแบบและคำนวณทางวิศวกรรมขั้นสูง (Advanced Engineering Design & Computation) รวมทั้งเทคโนโลยีระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ (Automatic Control) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) นอกจากนี้ยังมีแผนการพัฒนาระบบต่อโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการประมวลผลภาพ (Image Processing) ในการติดตามและควบคุมการเลี้ยง