วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่ Toyota Motor Asia จ.สมุทรปราการ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมงาน Toyota Renewable Energy Exhibition 2026 โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)
จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เทคโนโลยีด้านวัสดุและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนในเครือข่าย Toyota กว่า 280 โรงงาน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ
สวทช. ในฐานะองค์กรวิจัยและพัฒนาของประเทศ เดินหน้าเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) สู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคการผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวต่อทิศทางอุตสาหกรรมโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานสะอาด และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ภายในงาน MTEC สวทช. ได้จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย
นวัตกรรมวัสดุดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากวัสดุเหลือทิ้ง: เทคโนโลยีแปรรูปของเสียจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ให้เป็นวัสดุดูดซับประสิทธิภาพสูงสำหรับดักจับ CO2 ในโรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้า โดยก๊าซที่ดักจับได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อ หรือเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน นำเสนอโดย ดร.ดวงเดือน อาจองค์ หัวหน้าทีมวิจัยเซรามิกคะตะลิสต์และคาร์บอน กลุ่มวิจัยเซรามิกส์และวัสดุก่อสร้าง MTEC สวทช.
เทคโนโลยีรีไซเคิลอะลูมิเนียมดรอสโดยการนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตปูนซีเมนต์: พัฒนาแนวทางการปรับสภาพอะลูมิเนียมดรอส ซึ่งเป็นของเสียจากกระบวนการหลอมอะลูมิเนียม ให้สามารถนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมการผลิตปูนซีเมนต์ได้อย่างปลอดภัย โดยลดปริมาณคลอไรด์และสารปนเปื้อนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ช่วยเปลี่ยนของเสียอุตสาหกรรมให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า ลดการฝังกลบของเสีย ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
การประเมินคาร์บอนฟุตพรินต์และแนวทางลดผลกระทบด้านคาร์บอนในอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม: พัฒนาเครื่องมือและฐานข้อมูลสำหรับการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม พร้อมวิเคราะห์แหล่งกำเนิดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งสองผลงานนำเสนอโดย ทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตอะลูมิเนียม กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ MTEC สวทช.
Green and sustainable composites for automotive parts and PPWR regulation impacts in automotive supply chain: การพัฒนาวัสดุคอมโพสิตสีเขียวและวัสดุคอมโพสิตที่ยั่งยืนสำหรับชิ้นส่วนยานยนต์ โดยใช้วัสดุชีวภาพและวัสดุรีไซเคิลเพื่อลดการใช้ทรัพยากรจากปิโตรเลียมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งศึกษาผลกระทบของข้อกำหนด Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรปที่มีต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวด้านการเลือกใช้วัสดุ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการจัดการทรัพยากรให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียนในตลาดโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว นำเสนอโดยทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติก กลุ่มวิจัยกระบวนการทางวัสดุและการผลิตอัตโนมัติ MTEC สวทช.
ด้าน ENTEC สวทช. โดย ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ร่วมจัดแสดงผลงานและนำเสนอนวัตกรรม H-FAME (Hydrotreated Fatty Acid Methyl Ester) หรือ Premium Biodiesel ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำสำหรับภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยใช้เทคโนโลยี Partial Hydrogenation เพื่อปรับปรุงคุณภาพไบโอดีเซลให้มีความเสถียรสูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า สามารถใช้งานเป็น Drop-in Fuel กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้โดยไม่ต้องดัดแปลง รองรับการใช้งานในสัดส่วนที่สูงกว่า B20 หรือแม้แต่ B100 พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดประมาณ 50% และลดการปล่อยฝุ่นละออง PM ได้สูงสุด 86% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม นอกจากนี้ ENTEC ยังได้พัฒนาโรงงานต้นแบบผลิต H-FAME แบบต่อเนื่อง และอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรมและการใช้งานเชิงพาณิชย์ อันเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมชมงานจำนวนมาก
การเข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่เพียงเผยแพร่องค์ความรู้จากงานวิจัย แต่ยังสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้เกิดการต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัย การทดสอบเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคการผลิต อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก และตอกย้ำความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมระดับนานาชาติที่มีต่อศักยภาพของ สวทช. ในฐานะ Knowledge Partner ที่พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Supply Chain ผ่านการประยุกต์ใช้ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม