13 ธันวาคม 2561, ที่ห้องกมลทิพย์ 3 โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำทัพผู้บริหาร ประกอบด้วย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ดร.เกื้อกูล ปิยะจอมขวัญ รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) แถลงผลงาน สวทช. ปี 2561 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดกลยุทธ์ขับเคลื่อนงานวิจัย ปี 2562 ภายใต้แนวคิด “NSTDA Beyond Limits : 6-6-10” ติดปีกอุตสาหกรรม นำนวัตกรรมไทยสู่สากล”

โดย กลยุทธ์ 6-6-10 คือ 6 Research Pillars, 6 Frontier Research และ 10 Technology Development Groups : TDGs) กรอบการพัฒนาเพื่อมุ่งสร้างความเข้มแข็งและความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขั้นสูง เพื่อสร้างขีดความสามารถของประเทศ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตอบโจทย์นโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่ง สวทช. ได้ยึดหลักการทำงานเพื่อส่งมอบผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเป็นอันดับแรก และยึดถือเป็นพันธกิจหลักในการดำเนินนโยบายเช่นนี้มาตลอด 27 ปี ของการก่อตั้ง สวทช.

ผลักดันวิจัยและนวัตกรรมไทย ก้าวไกลสู่สากล  

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงว่า สวทช.ได้ดำเนินการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล ภาคธุรกิจและประชาชนในทุกมิติ โดยในปี 2561 ได้ส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ อาทิ  

  • ข้อเข่าเทียม ที่มีขนาดรูปทรง และการงอเข่าที่เหมาะสมกับคนเอเชีย โดย เอ็มเทค สวทช. ได้พัฒนาข้อเข่าเทียม ที่มีขนาด รูปทรงและการงอเข่าที่เหมาะสมกับคนเอเชีย จากการอ้างอิงการวัดกายวิภาคข้อเข่าคนไทยและคนญี่ปุ่น โดยร่วมมือกับThe New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO) ประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาข้อเข่าเทียมและเครื่องมือช่วยผ่าตัด โดยมี บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล (Teijin Nakashima Medical) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายข้อเทียมในประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ร่วมดำเนินโครงการกับเอ็มเทค สวทช. ซึ่งแต่ละฝ่ายได้ศึกษาวิจัยกายวิภาคข้อเข่าของกลุ่มตัวอย่างคนญี่ปุ่นและคนไทยเพศหญิงฝ่ายละ 100 ราย นำมาใช้อ้างอิงในการออกแบบพัฒนาข้อเข่าเทียมเดิมให้เหมาะสมกับกายวิภาคข้อเข่าคนเอเชียมากขึ้น รวมทั้งออกแบบให้รองรับการงอเข่าได้ถึง 150 องศา เพื่อให้ตรงกับอิริยาบถการใช้ชีวิตประจำวันในการนั่งพื้นของคนเอเชียซึ่งต่างจากชาวตะวันตก  

นอกจากนี้ คณะวิจัยเอ็มเทค ยังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการศึกษาวิจัยกายวิภาคข้อเข่า การออกแบบและทดสอบข้อเข่าเทียม โดยได้รับการสนับสนุนเครื่องทดสอบการสึกหรอข้อเข่าเทียมมูลค่าร่วม 20 ล้านบาท จาก NEDO  และหลังจากความร่วมมือในโครงการดังกล่าวสำเร็จ บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล ได้เริ่มนำผลิตภัณฑ์ Future Knee® ที่พัฒนาขึ้น ออกใช้จริงในเชิงคลินิกในประเทศญี่ปุ่น โดยในระยะเวลา 1 ปี มีการผ่าตัดในผู้ป่วยแล้วมากกว่า 200 ราย ซึ่งประสิทธิผลของข้อเข่าเทียมหลังผ่าตัดเป็นที่ยอมรับอย่างมากจากศัลยแพทย์ งานวิจัยดังกล่าวจะเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโรคข้อเข่าเสื่อมที่ดีขึ้น สามารถงอเข่าใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ และการผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ข้อเข่าเทียมดังกล่าวนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยคนไทยได้มีโอกาสใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทดแทนผลิตภัณฑ์นำเข้าด้วย ทั้งนี้ สวทช. ได้เตรียมการจดทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยเพื่อนำผลิตภัณฑ์ออกสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านรูปแบบบริษัทร่วมลงทุนระหว่าง สวทช. บริษัท เทยิน นาคาซิม่า เมดิคอล และบริษัทเอกชนไทย เพื่อผลักดันให้เกิดบริษัทเครื่องมือแพทย์ขั้นสูงขึ้นในประเทศไทย

จากการสรุปผลงาน สวทช. ประจำปี 2561 ที่สร้างผลกระทบให้กับทุกภาคส่วนด้วย วทน. แล้ว ในโอกาสนี้ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ของ สวทช. ในปี 2562 ภายใต้แนวคิด NSTDA Beyond Limits : 6-6-10 ว่า รหัส 6–6–10 นั้น เลข 6 ตัวแรก คือ 5 Research pillars หรือ 5 สาขาวิจัยหลักที่เป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. ประกอบด้วย Bioscience and Biotechnology, Nanoscience and Nanotechnology, Electronics and Information Technology, Material and Manufacturing Technology และ Energy Technology รวมกับ Agenda–based หรือกลุ่มเทคโนโลยีที่   ตอบโจทย์ความต้องการประเทศในปัจจุบัน 

 
ตัวเลข 10 คือ กลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมาย เรียกว่า Technology Development Groups หรือ TDGs ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแบบจับต้องได้ ประกอบด้วย (1) สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ หรือ Biochemicals ต่างๆ เช่น สารประกอบที่สำคัญในอุตสาหกรรม  (2) สารสกัดที่จะนำมาใช้ทำเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่มสมุนไพร (3) ยาแบบใหม่ที่ใช้กระบวนการสังเคราะห์ทางชีวภาพ (4) การทำวิจัยการแพทย์แบบแม่นยำ (precision medicine) ที่จะนำไปสู่การตั้งคลังข้อมูลพันธุกรรม การใช้เทคโนโลยีนาโนในการตรวจและรักษา รวมไปถึงการรักษาโรคแบบจำเพาะบุคคล (5) งานวิจัยที่เกี่ยวกับระบบดิจิทัล (digital) ที่ใช้กับอุปกรณ์ช่วยการผ่าตัด หรือชิ้นส่วนทดแทนอวัยวะต่างๆ  (6) Food & Feed เป็นกลุ่มที่ศึกษา functional ingredients ในอาหารคน อาหารสัตว์ และอาหารเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วย รวมไปถึง smart packaging แบบต่างๆ ที่จะทำให้อาหารสดอยู่ได้นาน เป็นต้น (7) เกษตรแม่นยำ (precision agriculture) (8) Mobility & Logistics การศึกษาระบบโครงสร้าง การขับเคลื่อนมอเตอร์ การชาร์จไฟ ระบบควบคุมและให้สัญญาณ รวมถึงต้นแบบชิ้นส่วนรถไฟฟ้ารางเบา (9) พลังงาน ทั้งการพัฒนาแบตเตอรี่แบบแพ็ก ที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงวัสดุกับระบบพลังงานทางเลือกแบบต่างๆ เช่น ไบโอดีเซล เป็นต้น และสุดท้าย (10) Dual-use defense เช่น การพัฒนาเครื่อง jammer สำหรับโดรน และเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดหรือสารเสพติดต่างๆ เป็นต้น
 

เดินหน้าวิจัย 5 Research pillars + Agenda–based 

สำหรับ 5 สาขาวิจัยหลัก (5 Research pillars) ที่เป็นความเชี่ยวชาญของ สวทช. คณะผู้บริหาร สวทช. ได้กล่าวถึงความสำคัญและการดำเนินงานในแต่ละสาขาดังต่อไปนี้ 

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) กล่าวถึงการดำเนินงานในสาขาวิจัย Material and Manufacturing Technology และ Energy Technology ว่า เอ็มเทคมุ่งใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าจากวัสดุชีวภาพ เช่น ยางพารา การแปรขึ้นรูปวัสดุด้วยเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ระบบการผลิตอัตโนมัติ การออกแบบวิศวกรรมขั้นสูง สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์และวิศวกรรม การสร้างนวัตกรรมสำหรับ   การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ด้วยนวัตกรรมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบและ   ลดการปนเปื้อนจากสารเคมีอันตรายในวัสดุและผลิตภัณฑ์ สำหรับอาคารที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ  ไบโอดีเซลตามมาตรฐานคุณภาพสากล การพัฒนาแบบเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาวัสดุและระบบ  กักเก็บพลังงานไฟฟ้า

ทั้งหมดนี้ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร พร้อมที่จะ Go Beyond Limits โดยใช้ศักยภาพของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวพ้นคำว่า “ประเทศกับดักรายได้ปานกลาง” ไปสู่ประเทศไทย 4.0 นำพาอุตสาหกรรมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยวิจัย และนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนต่อไป
Scroll Up