จากวิศวกรไฟฟ้าสู่การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ เพราะทุกประสบการณ์พาเราไปข้างหน้า

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

“เครื่องมือมีไว้ให้เราใช้งาน หน้าที่ของเราคือศึกษาให้เข้าใจ ใช้ให้ถูกต้อง แล้วลงมือทำ หากเกิดความผิดพลาดขึ้น ก็เรียนรู้และปรับแก้ เพราะทุกอย่างล้วนกลายเป็นประสบการณ์ที่พาเราไปข้างหน้าได้”

คุณณัฐกร กีรติไพบูลย์
วิศวกรทีมวิจัยวัสดุและระบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (MSET) กลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม (ENV)

แนวคิดนี้สะท้อนเส้นทางการทำงานของ คุณณัฐกร กีรติไพบูลย์ หรือ “พี่ซ้ง” วิศวกรผู้ร่วมงานกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือเอ็มเทค มานานกว่า 20 ปี จากพื้นฐานด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เขาได้ขยายบทบาทไปสู่งานวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์ การพัฒนาและดูแลเครื่องมือวิเคราะห์ งานด้านสิ่งแวดล้อม สารอันตราย เศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนไบโอชาร์และระบบข้อมูลด้านคาร์บอน
สิ่งที่โดดเด่นในเส้นทางของเขาไม่ใช่เพียงผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่คือความสามารถในการเรียนรู้งานที่อยู่นอกเหนือพื้นฐานเดิม เชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขา และเปลี่ยนโจทย์ที่ไม่คุ้นเคยให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง

จากวิศวกรบริการเครื่องมือแพทย์ สู่ห้องปฏิบัติการเซลล์แสงอาทิตย์

คุณณัฐกรสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ก่อนเริ่มต้นทำงานในบริษัทจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ โดยรับหน้าที่เป็นวิศวกรบริการ (Service engineer) ดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ อยู่ประมาณหกเดือน

หลังจากนั้น เขาเข้าร่วมงานกับเอ็มเทคในห้องปฏิบัติการด้านสารกึ่งตัวนำและเซลล์แสงอาทิตย์ ภายใต้การดูแลของ ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล หรือ “พี่เหมียว” โดยรับผิดชอบงานพัฒนาอุปกรณ์ เขียนโปรแกรม ต่อวงจร และสนับสนุนเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย

“ตอนเข้ามาใหม่ ๆ ผมก็เหมือนเด็กจบใหม่ทั่วไป ไม่ค่อยกล้าคุยกับพี่ ๆ หรือผู้ใหญ่ ช่วงนั้นไม่ได้มีพี่เลี้ยงที่ประกบโดยตรง แต่ได้เรียนรู้จากคนในทีม พอคนที่ทำงานด้านเดียวกันลาออก ผมก็ต้องรับงานต่อ ทั้งเขียนโปรแกรม ต่อวงจร และทำอุปกรณ์ขึ้นมาเอง”

ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นทำให้เขาเรียนรู้จากการลงมือทำ และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของวิธีทำงานในเวลาต่อมา
จากวิศวกรบริการเครื่องมือแพทย์ สู่ห้องปฏิบัติการเซลล์แสงอาทิตย์

ก้าวออกจากความคุ้นเคย สู่งานวิเคราะห์และสิ่งแวดล้อม

เมื่อทิศทางการวิจัยของทีมเปลี่ยนจากเซลล์แสงอาทิตย์ไปสู่งานด้านสิ่งแวดล้อมและการวิเคราะห์สาร คุณณัฐกรต้องเผชิญกับงานที่อยู่นอกเหนือความรู้เดิม เพราะไม่ได้มีพื้นฐานด้านเคมีหรือวัสดุศาสตร์โดยตรง

เขาจึงเริ่มจากเครื่องมือที่ยังเชื่อมโยงกับความรู้ด้านไฟฟ้าและสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่น EDXRF (Energy Dispersive X-rays Fluorescence Spectroscopy), GDS (Glow Discharge Spectroscopy) และ EPMA (Electron Probe Microanalysis) แล้วขยายไปสู่งานดูแลเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ ทั้งการใช้งาน การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การตรวจสอบเมื่อเครื่องเกิดปัญหา และการซ่อมบำรุงเบื้องต้น

ที่มา https://www.mtec.or.th/env-research-group-sma-team/

ภาพเครื่องมือวิเคราะห์ทางฟิสิกส์และเคมีของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนในวัสดุ (TEA-Lab) ที่คุณณัฐกรมีส่วนร่วมในการก่อตั้งและดูแล

“พี่เหมียวมองว่าเครื่องมือเหล่านี้สุดท้ายก็มีระบบไฟฟ้า มีสัญญาณและวงจรอยู่ภายใน เราจบไฟฟ้ามาก็น่าจะเข้าใจส่วนนี้ได้ แม้เรื่องเคมีจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติม แต่เราก็ใช้พื้นฐานที่มีเข้าไปช่วยได้”

งานด้านสิ่งแวดล้อมยังทำให้เขาต้องออกแบบอุปกรณ์ทดสอบเพิ่มเติม เชื่อมต่อเครื่องมือวัดกับระบบอื่น และนำทักษะด้านวงจร โปรแกรม และระบบควบคุมมาประยุกต์ใช้ในงานวิจัยเฉพาะด้าน

ประสบการณ์ในช่วงนี้เชื่อมโยงไปสู่งานของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารปนเปื้อนในวัสดุ หรือ TEA-Lab (trace Element Analysis Laboratory) งานวิเคราะห์สารอันตราย และกิจกรรมเปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดต่าง ๆ เช่น RoHS และ WEEE

“เครื่องมือมีไว้ให้ใช้” บทเรียนที่เปลี่ยนความกลัวเป็นความกล้า

ในช่วงแรก คุณณัฐกรกังวลกับการใช้งานเครื่องมือวิเคราะห์ราคาแพง เพราะกลัวว่าจะทำให้เครื่องเสียหรือเกิดความผิดพลาด แต่คำแนะนำจาก ดร.นุจรินทร์ ได้เปลี่ยนมุมมองของเขา

“พี่เหมียวบอกว่า เครื่องมือซื้อมาก็เพื่อให้เราใช้ เราต้องศึกษาวิธีใช้ให้ถูกต้อง แล้วก็ลงมือทำ ไม่ต้องมัวกลัวว่าเครื่องจะพัง เพราะถ้าเราไม่ใช้ เราก็จะไม่ได้เรียนรู้”

บทเรียนนี้ไม่ได้หมายถึงการใช้เครื่องมือโดยไม่ระมัดระวัง แต่คือการไม่ปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นการเรียนรู้ เมื่อศึกษาอย่างรอบคอบแล้วก็ต้องกล้าลงมือ หากเกิดข้อผิดพลาดก็วิเคราะห์ สอบถาม และปรับแก้

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เขาจดจำได้คือการนำเสนอเรื่อง Hall Effect ในช่วงเริ่มต้นทำงาน แม้จะเคยเรียนทฤษฎีมาแล้ว แต่ยังเป็นการจดจำจากตำรามากกว่าความเข้าใจ

“ผมอธิบายตามที่เรียนมา แต่พี่เหมียวช่วยสอนใหม่ ใช้เวลาไม่นานก็ทำให้เราเข้าใจหลักการจริง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น จึงเห็นว่าการเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังสำคัญกว่าการจำเพียงอย่างเดียว”

เขาจึงค่อย ๆ พัฒนาเป็นผู้ที่สามารถดูแล แก้ปัญหา พัฒนาอุปกรณ์ และถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้อื่นได้

จากห้องปฏิบัติการ สู่การมองเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งระบบ

เมื่อการทำงานขยายเข้าสู่เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy คุณณัฐกรได้มีส่วนร่วมในโครงการ Design for Circular Economy หรือ D4CE ร่วมกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและผู้สนับสนุนทางเทคนิคแก่ผู้ประกอบการ

เขามองว่า คนทั่วไปมักเข้าใจว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการนำของเสียกลับมารีไซเคิล แต่ในความเป็นจริงต้องมองให้ครบทั้งระบบ

“CE ไม่ได้จบแค่การเอาของเสียมารีไซเคิล เราต้องมองต่อว่ารีไซเคิลแล้วจะนำไปทำอะไร ใครคือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และจะทำอย่างไรให้วัสดุหรือผลิตภัณฑ์นั้นกลับไปสร้างประโยชน์ในเชิงธุรกิจและเศรษฐกิจได้”

ตัวอย่างหนึ่งคือการทำงานกับผู้ประกอบการด้านเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งไม่ได้มองเพียงการนำเศษไม้กลับมาใช้ใหม่ แต่ปรับการออกแบบและกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้สารเคมี ทำให้วัสดุสามารถนำกลับมาเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลายครั้ง

“วันนี้วัสดุอาจเป็นโต๊ะ อีกสิบปีอาจเปลี่ยนเป็นประตูหรือผลิตภัณฑ์อย่างอื่น หากออกแบบมาตั้งแต่ต้นให้วัสดุมีอายุการใช้งานยาวขึ้น นั่นจึงเป็นการมองทรัพยากรแบบหมุนเวียนจริง ๆ”

บทบาทของเขาจึงขยายจากวิศวกรที่ทำงานกับเครื่องมือ ไปสู่ผู้ที่ต้องเข้าใจระบบการผลิต การจัดการทรัพยากร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน

ที่มา https://www.thaipost.net/news-update/296961/
ภาพ ทีมงานกับผลงานวิจัยและพัฒนา “ปิกนิกเทเบิลไม้สัก” ที่ MTEC ทำร่วมกับบริษัทดีสวัสดิ์

โครงการจะไปต่อได้ เมื่อเจ้าของปัญหาต้องการเปลี่ยนจริง

จากประสบการณ์เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ประกอบการหลายราย คุณณัฐกรมองว่า โครงการที่สามารถดำเนินต่อได้มักเริ่มจากองค์กรที่มีแนวคิดและความตั้งใจอยู่แล้ว

“บริษัทที่ไปต่อได้ เขามักรู้ว่าต้องการเปลี่ยนอะไร เราเข้าไปช่วยเติมข้อมูล เทคนิค หรือหลักฐานให้เห็นว่าสิ่งที่คิดสามารถทำได้จริง เมื่อทีมวิจัยออกมา เขาก็ยังเดินหน้าต่อได้”

ในทางกลับกัน หากโครงการเกิดขึ้นเพียงในระดับคณะทำงาน แต่ผู้บริหารหรือคนในองค์กรไม่ได้ให้ความสำคัญ ระบบที่พัฒนาขึ้นอาจหยุดลงหลังจากโครงการสิ้นสุด

อีกเงื่อนไขสำคัญคือการมีรูปแบบธุรกิจรองรับ หากผู้ประกอบการเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงช่วยลดต้นทุน สร้างมูลค่า หรือเปิดโอกาสทางตลาดได้จริง โครงการก็มีโอกาสได้รับการผลักดันต่อเนื่อง

“นักวิจัยเข้าไปช่วยแก้ปัญหาทางเทคนิคได้ แต่เจ้าของเรื่องต้องเป็นคนในองค์กร เพราะสุดท้ายเขาคือคนที่ต้องทำระบบนั้นต่อไป”

ที่มา https://www.mtec.or.th/annual-report2023/wp-content/uploads/2022/10/1.png
ภาพ การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Design for Circular Economy: เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” ที่คุณณัฐกรมีส่วนร่วมในการจัดงานและเป็นหนึ่งในทีมงาน

เรียนรู้การทำงานกับผู้คน ด้วยการฟังก่อนพูด

แม้จะถนัดงานด้านเครื่องมือและระบบวิศวกรรม แต่คุณณัฐกรยอมรับว่า การติดต่อกับคนหรือหน่วยงานที่ไม่คุ้นเคยเป็นหนึ่งในความท้าทายของเขา

งานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียนทำให้เขาต้องออกจากห้องปฏิบัติการ ไปเก็บตัวอย่างในโรงงานและพื้นที่จริง ติดต่อผู้ประกอบการ จัดฝึกอบรม สัมมนา และประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ

“สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือ ให้มองที่เนื้องานก่อน ไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เวลาเข้าไปคุย ผมมักเข้าไปในลักษณะขอคำปรึกษา ให้เขาเล่าและพูดสิ่งที่คิดก่อน แล้วเราค่อยนำประเด็นที่ต้องการคุยเข้าไป วิธีนี้ทำให้เขาเปิดใจ และเราก็เข้าใจปัญหาจริงมากขึ้น”

จากคนที่เคยไม่กล้าคุยกับผู้ใหญ่ เขาจึงสามารถประสานงานกับนักวิจัย ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภายนอกได้ โดยยังคงใช้ความนุ่มนวล การรับฟัง และการให้ความสำคัญกับงานมากกว่าลำดับชั้น

ที่มา https://www.mtec.or.th/mtec-njfu/
ภาพ ประชุมความร่วมมือร่วมกับ Nanjing Forestry University (NJFU) สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทีมวิจัยวิศวกรรมไม้เพื่อความยั่งยืน กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ และกลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม การสัมมนาวิชาการและพิธีเปิดงาน 2025 Jiangsu International Exchange Week on the Cooperation and Integration of Industry, Education, Research and Application ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองซูโจว (Suzhou) อิงถาน (Yintan) และซีจี (Zixi) สาธารณรัฐประชาชนจีน

ความภูมิใจของคนที่ทำได้มากกว่าสิ่งที่เรียนมา

เมื่อถามถึงความภูมิใจ คุณณัฐกรไม่ได้เลือกผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่กล่าวถึงสิ่งที่ได้ค้นพบเกี่ยวกับตนเอง

“สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้นคือ เราไม่ได้ทำได้แค่งานบางอย่าง งานที่ไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อน เช่น งานวิเคราะห์ทดสอบ งานด้านสิ่งแวดล้อม หรืองานด้านการจัดการ เราก็สามารถเรียนรู้และทำได้ และบางเรื่องก็สามารถสอนให้คนอื่นทำต่อได้ด้วย”

ตลอดเวลากว่า 20 ปี เขาได้ทำงานทั้งด้านวงจรไฟฟ้า โปรแกรม ระบบควบคุม เครื่องมือวิเคราะห์ การเก็บตัวอย่าง การจัดฝึกอบรม ฐานข้อมูล การให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจหมุนเวียน

เมื่อไม่รู้ เขาจะไปขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เรียนรู้วิธีทำ แล้วกลับมาประยุกต์ใช้ให้งานเดินหน้าต่อได้

เขายังศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควบคู่กับการทำงาน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ วุฒิการศึกษา และโอกาสในการเติบโตทางวิชาชีพ

ก้าวต่อไปสู่ไบโอชาร์และระบบข้อมูลด้านคาร์บอน

งานด้านไบโอชาร์เป็นอีกเส้นทางที่เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมเข้ากับความท้าทายใหม่ ก่อนหน้านี้คุณณัฐกรเคยมีส่วนร่วมในงานที่ใช้เทคนิค EDXRF ทั้งแบบตั้งโต๊ะและแบบพกพา เพื่อคัดกรองคุณสมบัติของไบโอชาร์ และเชื่อมโยงข้อมูลกับการวิเคราะห์เชิงลึกและ Machine Learning

ปัจจุบัน เขาวางแผนศึกษาต่อระดับปริญญาเอก โดยมุ่งพัฒนาความรู้ด้านไบโอชาร์และระบบดิจิทัลสำหรับการติดตาม รายงาน และทวนสอบ หรือ dMRV เพื่อสนับสนุนการประเมินตามมาตรฐานด้านคาร์บอนที่เกี่ยวข้อง

ระบบดังกล่าวอาจพัฒนาเป็นเว็บแอปพลิเคชันสำหรับบันทึกข้อมูลกระบวนการผลิต และตรวจสอบเงื่อนไขตามมาตรฐานแต่ละประเภท

นอกจากนี้ เขายังต้องการนำทักษะทางวิศวกรรมกลับมาใช้พัฒนาเตาผลิตไบโอชาร์ให้มีประสิทธิภาพและลดมลพิษได้มากขึ้น

“ผมยังอยากใช้ทักษะด้านวิศวกรรมอยู่ หากมีโอกาสทำงานกับเตา ก็อยากพัฒนาให้ลดมลพิษได้จริง ไม่ใช่เพียงผลิตไบโอชาร์ได้ แต่ต้องมองทั้งประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

ไม่เข้าใจให้ถาม เพราะความกลัวอาจทำให้งานผิดมากกว่าเดิม

วันนี้ คุณณัฐกรไม่ได้เป็นเพียงผู้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ แต่ยังเป็น “พี่ซ้ง” ของน้องๆ ที่พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่คนรุ่นใหม่

คำแนะนำสำคัญที่เขามักบอกกับผู้ที่เข้ามาใหม่คือ อย่ากลัวที่จะถาม

“ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ให้ถามเลย อย่าเก็บไว้เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่รู้ ถ้าไม่ถามแล้วทำต่อไป งานอาจผิดมากขึ้น และสุดท้ายก็จะถูกตำหนิมากกว่าเดิม”

สำหรับเขา แต่ละคนอาจมีเส้นทางและวิธีทำงานแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการเปิดรับประสบการณ์ กล้าลงมือ และนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาใช้เป็นบทเรียน

จาก ดร.นุจรินทร์ รามัญกุล (พี่เหมียว ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อม (ENV)) เขาเรียนรู้ว่า เครื่องมือและความรู้มีไว้ให้ใช้งาน ต้องศึกษาให้เข้าใจและไม่ปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นโอกาส

จาก ดร.ชัญชณา ธนชยานนท์ (พี่อ้อน ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม (ENV)) เขาเรียนรู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วสามารถกลายเป็นประสบการณ์ที่ดีได้เสมอ แม้จะไม่เป็นไปตามความคาดหวัง แต่เรายังสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และทำก้าวต่อไปให้ดีขึ้นได้

จากวิศวกรไฟฟ้า สู่ผู้ที่สามารถพัฒนา ดูแล แก้ปัญหา และถ่ายทอดความรู้ จากงานเซลล์แสงอาทิตย์ สู่งานสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจหมุนเวียน และไบโอชาร์ เส้นทางของคุณณัฐกรพิสูจน์ว่า ขอบเขตของคนทำงานไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสิ่งที่เรียนมาเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ และใช้ทุกประสบการณ์เป็นพลังในการก้าวต่อไป

ประวัติย่อ

ชื่อ-นามสกุล: คุณณัฐกร กีรติไพบูลย์ (พี่ซ้ง)
ประวัติการศึกษา:
ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
 ปริญญาโท วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (Power Electronics) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
(เตรียมศึกษาต่อ) ระดับปริญญาเอก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ความเชี่ยวชาญ: การบำรุงรักษาและควบคุมเครื่องมือวิเคราะห์ทดสอบขั้นสูง, การออกแบบเครื่องมือ, การพัฒนาระบบและให้คำปรึกษาด้าน Circular Economy และเทคโนโลยีไบโอชาร์