มาริสา คุณธนวงศ์
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ตอบ

‘Bisphenol A (4,4’-Isopropylidenediphenol)’ หรือรู้จักกันในชื่อ ‘BPA’ นั้นเป็นองค์ประกอบหลักของ‘พอลิคาร์บอเนต’ ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่แข็งและใส พลาสติกชนิดนี้จะมีสัญลักษณ์การรีไซเคิลพลาสติกเป็นหมายเลข ‘7’ หรือ ‘other’

พลาสติกพอลิคาร์บอเนตมักใช้ทำขวดน้ำ ขวดนมเด็ก บรรจุภัณฑ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆเช่น เลนส์สัมผัส ซีดี สารอุดฟัน เครื่องมือแพทย์และทันตกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์กีฬา สาร BPA นี้ มักถูกชะออกมาจากพลาสติกพอลิคาร์บอเนต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากภาชนะพลาสติกดังกล่าวบรรจุของเหลวที่มีฤทธิ์เป็นกรด หรือถูกทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์แรง หรือของเหลวที่มีอุณหภูมิสูง 

ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มจากขวดพอลิคาร์บอเนตมีระดับสาร BPA สูงกว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มจากบรรจุภัณฑ์อื่นถึงสองในสามเท่า เช่นเดียวกับเด็กเล็กที่ดูดนมจากขวดก็พบว่ามีระดับของสารดังกล่าวสูงกว่าเด็กที่ดูดนมจากเต้า

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นอกจากพลาสติกพอลิคาร์บอเนตแล้วยังมีแหล่งปล่อยสาร BPA สำคัญที่หลายคนอาจไม่ทราบมาก่อนนั่นคือ “กระป๋องที่บรรจุอาหารและเครื่องดื่ม” โดยสารดังกล่าวนี้เป็นองค์ประกอบของ “อิพอกซีเรซิน (epoxy resin)” ที่เคลือบภายในกระป๋องเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้อาหารสัมผัสกับโลหะโดยตรง 

แม้จะมีรายงานว่า พบสาร BPA ได้ในโซดากระป๋องในปริมาณที่ต่ำก็ตาม แต่นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์สุขภาพประเทศแคนาดายังถือว่าเป็นระดับที่วัดได้ นอกจากนี้ยังมีแหล่งปล่อยสาร BPA ที่ส่งผ่านจากมือไปยังปากและเข้าสู่ร่างกายได้โดยผ่านระบบทางเดินอาหารอีกแหล่งหนึ่งก็คือ กระดาษไร้คาร์บอน (carbonless paper) หรือที่เรียกกันว่ากระดาษเอ็นซีอาร์หรือกระดาษเคลือบสารเคมี เป็นกระดาษที่ใช้เขียนบิลมีสำเนาในตัว รวมถึงกระดาษความร้อน (thermal paper) ที่ใช้ทำเป็นตั๋วหนัง ฉลากและตั๋วเครื่องบินอีกด้วย

Bisphenol A อันตรายอย่างไร

แม้ว่าสาร Bisphenol A ไม่ได้เป็นสารที่มีพฤติกรรมเหมือนสารพิษอย่างแร่ใยหินที่ก่อให้เกิดมะเร็งก็ตาม แต่สารดังกล่าวก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก เนื่องจากมันเป็นสารรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (endocrine disruptor) ชนิดหนึ่งที่เลียนแบบพฤติกรรมของฮอร์โมนเอสโตรเจนในธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อหน้าที่ กระบวนการผลิต การหลั่ง การขนย้าย และการกำจัดฮอร์โมนธรรมชาติที่อยู่ภายในร่างกาย 

ตามปกติแล้วร่างกายจะไวต่อระดับเอสโตรเจนอย่างมาก เนื่องจากเอสโตรเจนเป็นสารที่สามารถควบคุมการเจริญและช่วยซ่อมแซมอวัยวะและเนื้อเยื่อได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย รวมถึงการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ดังนั้นการที่ BPA เลียนแบบพฤติกรรมของเอสโตรเจนได้ ก็หมายถึง BPA จะไปเปลี่ยนแปลงระดับของเอสโตรเจนได้ด้วย แม้ระดับของเอสโตรเจนเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งผลไปยังเซลล์ต่างๆของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

ในชีวิตประจำวัน เราจะหลีกเลี่ยงการได้รับสาร BPA ได้อย่างไร

  1. ทำให้ระบบสืบพันธุ์ผิดปกติ
  2. การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย
  3. ส่งผลให้เป็นโรคหัวใจในผู้หญิง
  4. ส่งผลให้เป็นโรคหัวใจในผู้ใหญ่
  5. ทำให้ฮอร์โมนในเพศชายมีการเปลี่ยนแปลง
  6. ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่สอง
  7. มีผลต่อการทำงานของสมอง ความจำและการเรียนรู้
  8. มีผลต่อคุณภาพของไข่ในเพศหญิง
  9. ลดประสิทธิภาพการรักษาด้วยเคมีบำบัดในผู้ป่วย
  10. ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม
  11. ทำให้เกิดโรคหืดหอบ

BPA มีผลต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างไร

เราป้องกันให้สาร BPA จากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรารั่วไหลมาถึงตัวเราน้อยที่สุดได้หลายทาง ตั้งแต่การไม่นำบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่บรรจุอาหารเข้าไมโครเวฟ เนื่องจากความร้อนสามารถทำให้ BPA ที่มีอยู่รั่วออกมาเพิ่มได้ หรือหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติกที่เก่ามากหรือมีรอยขูดขีดเยอะ ซึ่งอาจหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องล้างจาน หรือน้ำยาทำความสะอาดที่ออกฤทธิ์แรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาชนะที่ใช้กับเด็กทารกและเด็กเล็ก เพราะจะทำให้เกิดรอยขูดขีดหรือเนื้อพลาสติกโดนทำลายได้ง่ายขึ้นส่งผลให้สาร BPA ที่อาจอยู่ในเนื้อพลาสติกนั้นๆรั่วออกมาได้

นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับที่สถาบันกรีนไกด์ (Green Guide Institute) แนะนำวิธีการหลีกเลี่ยงการพบเจอสาร BPA เลย อาทิ เปลี่ยนขวดนมของเด็กหรือภาชนะบรรจุของเหลวของผู้ใหญ่เป็นขวดแก้ว หรือเปลี่ยนมาใช้ขวดพอลิพรอพิลีนที่มีสัญลักษณ์รีไซเคิลพลาสติกเป็นหมายเลข ‘5’ จำกัดปริมาณอาหารกระป๋องที่ทาน หรือซื้อจากผู้ผลิตที่ไม่ได้ใช้สาร BPA บุภายในกระป๋อง ซื้อซุปหรือนมที่บรรจุกล่องกระดาษแข็งที่บุภายในด้วยอลูมิเนียมและพอลิเอทิลีนที่ปลอดภัยกว่า หรือแม้กระทั่งซื้อผักหรือผลไม้ ที่บรรจุในขวดโหลแก้ว เป็นต้น

Bisphenol A
Bisphenol S

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้ปลอดสาร BPA (BPA free) แต่บรรจุภัณฑ์ดังกล่าวเป็นข้อกังขาว่าปลอดภัยจริงหรือไม่ รวมทั้งยังมีผลงานวิจัยและทดสอบที่รายงานว่า สาร bisphenol s หรือ BPS (4,4’-Dihydroxy Biphenyl Sulfone) ที่นำมาใช้ทดแทนสาร BPA ก็ยังมีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตไปไม่น้อยกว่าสาร BPA เลย 

นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่า พบสาร BPA ในปัสสาวะผู้ทดสอบมากกว่าสองพันชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 93 ในปีค.ศ.2003-2004 และ ในปีค.ศ. 2012 พบสาร BPS ในตัวอย่างปัสสาวะจากประชาชนในเมืองอัลบานี รัฐนิวยอร์กถึงร้อยละ 97 เลยทีเดียว

สัญลักษณ์รีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้กับอาหารและเครื่องดื่มที่ปลอดภัยและควรหลีกเลี่ยง

ทิ้งท้าย

นอกจากรหัสพลาสติก (Plastic Resin Codes) จะบ่งบอกชนิดของพลาสติกที่มีประโยชน์ต่อการรีไซเคิลแล้ว เราอาจใช้มันเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการใช้งานโดยเฉพาะกับอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงสารที่อาจเป็นอันตรายที่เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัวได้เช่นกัน

แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงกันเกี่ยวกับการรั่วไหลของสาร BPA จากพลาสติก สภาผู้ประกอบสารเคมีอเมริกัน (American Chemistry Council) อ้างว่าปริมาณ BPA ที่หลุดออกจากพลาสติกนั้นมีปริมาณที่น้อยมากจนไม่น่ากังวล (อ้างอิงจาก : https://plasticsinfo.org/Functional-Nav/FAQs/Polycarbon-Plastic)

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและเพิ่มเติม

https://saferchemicals.org/chemicals/bpa-bps/
https://www.bisphenol-a.org/human/epoxycan.html https://www.medicalnewstoday.com/articles/221205.php https://www.niehs.nih.gov/health/topics/agents/sya-bpa/                                    https://www.wisegeek.com/what-is-an-epoxy-coating.htm                                                    https://www.bisphenol-a-europe.org/index.php?page=epoxy-resins  https://science.howstuffworks.com/environmental/green-science/bpa.htm https://www.bibliotecapleyades.net/ciencia/ciencia_industryweapons177.htm https://www.kerngoldenempire.com/news/how-to-avoid-bpa-and-its-evil-twin-bps https://www.chemtrack.org/Chem-Detail.asp?ID=06358&CAS=&Name= https://www.chemicalbook.com/ProductChemicalPropertiesCB5854419_EN.htm https://www.breastcancerfund.org/assets/pdfs/publications/bpa-in-thanksgiving-canned.

Scroll Up