โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล
“ความสำเร็จไม่ได้จบที่การคิดค้นหรือผลิตได้ แต่ต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ถูกนำไปใช้งานได้จริง
และเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว”
รศ.นพ.ก้องเขต เหรียญสุวรรณ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ
การพัฒนาเครื่องมือแพทย์ของประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มแผ่นโลหะดามกระดูกและวัสดุทางออร์โธปิดิกส์ นับเป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามสายงานระหว่างแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และภาคอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ โดยมีกลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และเครือข่ายพันธมิตรทางการแพทย์ร่วมกันผลักดันจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้รักษาผู้ป่วยในระบบสาธารณสุขไทยได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม
จุดเริ่มต้นจากโจทย์จริงในห้องผ่าตัด
รศ. นพ.ก้องเขต เหรียญสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือนี้ว่า “เกิดจากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัยด้านวิศวกรรมของเอ็มเทค กับทีมแพทย์ผู้ใช้งานจริง ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีทั้งการศึกษา วิจัย ออกแบบ และทดลองต้นแบบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมที่งานวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์จำนวนมากมักหยุดอยู่เพียง “ต้นแบบบนหิ้ง” (Prototype) โดยไม่สามารถก้าวผ่านสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้”
ปัจจุบันสาขาออร์โธปิดิกส์มีความเฉพาะทางสูงมาก โดยสามารถแบ่งย่อยออกเป็นหลายสาขา ทั้งการบาดเจ็บทางออร์โธปิดิกส์ (Orthopedic Trauma) ศัลยกรรมกระดูกเด็ก เนื้องอกกระดูก การเปลี่ยนข้อเทียม ศัลยกรรมกระดูกสันหลัง เวชศาสตร์การกีฬา ศัลยกรรมมือและจุลศัลยกรรม ศัลยกรรมเท้าและข้อเท้า ตลอดจนเวชศาสตร์ผู้สูงอายุและโรคทางเมตาบอลิกของกระดูก สิ่งนี้สะท้อนว่าการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์แต่ละชนิดจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกในแต่ละสาขา รวมถึงความร่วมมือจากแพทย์ผู้ใช้งานจริงร่วมออกแบบตั้งแต่เริ่มต้น
คุณหมอยังชี้ให้เห็น Pain Point สำคัญที่พบเจอบ่อยครั้งในการรักษาว่า “แผ่นโลหะดามกระดูกนำเข้าจากต่างประเทศส่วนใหญ่ถูกออกแบบบนพื้นฐานกายวิภาคและสรีระของชาวตะวันตก ทำให้เกิดข้อจำกัดเมื่อนำมาใช้กับผู้ป่วยชาวไทยและเอเชีย ทั้งในเรื่องของรูปทรงที่ไม่สอดรับกับสรีระ ตำแหน่งรูสกรูที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะกระดูก ตลอดจนไม่ตอบโจทย์ลักษณะการบาดเจ็บที่พบบ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณปลายกระดูกใกล้ข้อซึ่งมีความซับซ้อนสูง การมีทีมวิศวกรและนักวิจัยลงพื้นที่จริงและทำงานร่วมกับแพทย์อย่างใกล้ชิด จึงช่วยให้สามารถนำปัญหาจากห้องผ่าตัดมาแปลงเป็นโจทย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับบริบทการใช้งานจริงได้”
เปลี่ยน Prototype สู่ Product ที่ใช้รักษาได้จริง
ในมุมมองของผู้ร่วมพัฒนา คุณหมอกล่าวเน้นย้ำว่า “ความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่เพียงการได้รับสิทธิบัตรหรือการสร้างงานวิจัยต้นแบบ แต่คือการผลักดันให้ผลงานวิจัยก้าวข้ามจาก “ต้นแบบบนหิ้ง” ไปสู่ “ผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้จริง” ในโรงพยาบาล ที่ผ่านมางานวิจัยไทยมักติดข้อจำกัดในขั้นตอนการขยายผล แต่กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า หากมีการเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ นวัตกรรมไทยก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้”
บทเรียนและปัจจัยท้าทายในการผลักดันนวัตกรรมไทย
จากประสบการณ์ตรงในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง คุณหมอก้องเขตได้สะท้อนบทเรียนสำคัญผ่านมุมมองของผู้ใช้งาน เพื่อเป็นแนวทางในการยกระดับวงการเครื่องมือแพทย์ของไทยในหลายมิติดังนี้
“ปลาเร็ว” สำคัญกว่า “ปลาใหญ่” คุณหมอได้ชี้ให้เห็นประเด็นนี้อย่างน่าสนใจว่า “ในโลกยุคปัจจุบัน บริบทการแข่งขันได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” หากแต่เป็น “ปลาที่เร็วกว่าย่อมชนะปลาที่ช้ากว่า” ซึ่งหนึ่งในอุปสรรคที่บั่นทอนนวัตกรรมไทยมากที่สุดคือ “ความล่าช้า” ที่แทรกซึมในกระบวนการต่างๆ หากขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา การทดสอบทางวิศวกรรม การประเมินทางคลินิก ตลอดจนการอนุมัติหรือขึ้นทะเบียนใช้เวลานานเกินไป ประเทศไทยจะสูญเสียทั้งโอกาสทางธุรกิจ สิทธิบัตร ความได้เปรียบทางการแข่งขัน ตลอดจนความเชื่อมั่น ก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะทันได้ออกสู่ตลาด ดังนั้น ระบบสนับสนุนด้านนวัตกรรมของภาครัฐจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีความคล่องตัว รวดเร็ว และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพตามหลักสากลไว้ได้อย่างเคร่งครัด”
บูรณาการทุกองคาพยพอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม คุณหมอกล่าวว่า “การผลักดันเครื่องมือแพทย์ไทยให้ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงความมุ่งมั่นตั้งใจของนักวิจัย หรือการอุดหนุนเงินทุนจากผู้ให้ทุนเท่านั้น แต่จำเป็นต้องสร้างการทำงานร่วมกันของทุกองคาพยพอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ หน่วยงานวิจัย โรงพยาบาลและแพทย์ผู้ใช้งาน ภาคอุตสาหกรรมผู้ผลิต หน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐาน หน่วยงานจัดซื้อจัดจ้าง และหน่วยงานกำหนดสิทธิประโยชน์และการเบิกจ่ายรักษาพยาบาล หากแต่ละหน่วยงานยังทำงานแยกส่วนและขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ แม้เราจะมีผลงานวิจัยที่ดีเพียงใด ก็อาจไม่เพียงพอที่จะส่งให้นวัตกรรมนั้นก้าวไปถึงการใช้ประโยชน์จริงในระบบสุขภาพหรือในเชิงพาณิชย์”
นวัตกรรมต้องเชื่อมโยงกับกลไกตลาดและการใช้งานจริง ทีมพัฒนามองว่า ความสำเร็จไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างเทคโนโลยีที่เสร็จสิ้นภายในห้องทดลอง แต่ผลิตภัณฑ์จะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ก็ต่อเมื่อสามารถตอบโจทย์และแข่งขันในตลาดได้จริง ซึ่งต้องอาศัยกลไกสนับสนุนรอบด้าน ทั้งระบบการตลาด การบริการหลังการขาย การสนับสนุนข้อมูลทางคลินิกแก่แพทย์ผู้ใช้ ระบบการจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้า ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นในบุคลากรทางการแพทย์ว่าผลิตภัณฑ์ไทยมีคุณภาพและมาตรฐานเทียบเท่าสากล
ผลักดันกลไกสนับสนุนและการจัดซื้อจัดจ้างให้ชัดเจน แม้ภาครัฐจะมีนโยบายส่งเสริมนวัตกรรมไทยอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติจริง คุณหมอชี้ว่ายังคงมี “ช่องว่าง” ระหว่างตัวนโยบายกับการนำไปใช้งานจริงที่หน้างาน จึงจำเป็นต้องกำหนดกลไกขับเคลื่อนที่ชัดเจนและสอดรับกัน เช่น การให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย การสร้างแรงจูงใจให้โรงพยาบาลภาครัฐตัดสินใจเลือกใช้นวัตกรรมที่ผลิตในประเทศ ตลอดจนการมีระบบติดตามและประเมินผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นถัดไปได้
มองสู่อนาคต: สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน
คุณหมอก้องเขตกล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า “ประเทศไทยมีศักยภาพของบุคลากรที่ไม่แพ้ชาติใด ทั้งในฝั่งแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และผู้ผลิต หากเพียงแต่ต้องอาศัยการบูรณาการและการสนับสนุนที่สอดคล้องกันจากทุกภาคส่วน ความสำเร็จในการพัฒนาแผ่นโลหะดามกระดูกครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงชัยชนะของผลิตภัณฑ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนและโมเดลต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่า งานวิจัยไทยสามารถก้าวสู่การใช้งานจริงและสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจังตลอดห่วงโซ่นวัตกรรม”
คุณหมอกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดเพื่อเป็นเข็มทิศในการพัฒนานวัตกรรมไทยว่า…
“ความสำเร็จไม่ได้จบที่การคิดค้นหรือผลิตได้ แต่ต้องทำให้ผลิตภัณฑ์ถูกนำไปใช้งานได้จริง และเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว”