ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท: จากกากตะกอนปูนสู่สารตัวเติมพลาสติก

“ครั้งแรกที่ได้เห็นกากตะกอนปูน สิ่งที่ไม่อยากเจอในการผลิตแคลเซียมมาสเตอร์แบทช์ก็ได้เจอทุกอย่าง
ทั้งสี กลิ่น และความชื้น ส่วนตัวคิดว่าน่าจะลองหาวิธี เต็มที่ก็ทำไม่ได้
แต่ถ้าทำได้มันคือความรู้ใหม่ที่ไม่ต้องไปงมหาเอง ”

ปิยะวัฒน์ ลายพิทักษ์
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท

งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ

ในโลกธุรกิจปัจจุบันเริ่มปรับตัวเข้าสู่ความยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มากขึ้น แต่ทว่าความท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ดังนั้น การบูรณาการองค์ความรู้จากภาคส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันจึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ

ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เป็นผู้นำด้านการผลิตเม็ดพลาสติก แคลเซียมมาสเตอร์แบทช์ (Calcium Carbonate Filler Masterbatch) และแม่สีผสมพลาสติก (Color Masterbatch) โดยตลาดหลักอยู่ในอุตสาหกรรมถุงพลาสติกชนิดโพลิเอทิลีน เช่น ถุงหิ้ว ถุงห้างสรรพสินค้า ถุงขยะ และกระสอบสานพลาสติก นอกจากนี้ ยังขยายตลาดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ อีก เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อย่างไลเนอร์กระบะ เป็นต้น

จุดเริ่มต้นและการมองหาโอกาสใหม่จากกากตะกอนปูน

คุณปิยะวัฒน์ ลายพิทักษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ห้างหุ้นส่วนจำกัด โพลี่เพ็ท เล่าว่า “เราเป็นผู้ผลิตแคลเซียมมาสเตอร์แบทช์ ปกติใช้แคลเซียมคาร์บอเนต หรือหินปูน (limestone) มาผสมกับพลาสติกเพื่อลดสัดส่วนการใช้พลาสติกลง เพราะถ้าเทียบราคาต่อกิโลกรัม แคลเซียมคาร์บอเนตจะถูกกว่าเม็ดพลาสติกค่อนข้างมาก”

“เมื่อเอ็มเทคพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลกากตะกอนปูน หรือแคลเซียมเค้ก ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาและยกระดับสถานประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ให้การสนับสนุนงบประมาณ และเรามีความคุ้นเคยอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นกากตะกอนปูน หรือหินปูนที่เราใช้ปกติ น่าจะอยู่ในหมวดใกล้กัน ก็น่าจะพอทดแทนกันได้ นี่คือคอนเซปต์ว่าทำไมเราถึงสนใจ”

เมื่อย้อนถามถึงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ คุณปิยะวัฒน์ เล่าว่า “ทีมวิจัยเอ็มเทคน่าจะร่วมงานกับบริษัทมิตรผลอยู่แล้ว และประจวบกับ R&D ของโพลี่เพ็ทก็เคยทำงานร่วมกับเอ็มเทคมาหลายโครงการ เมื่อมีโครงการนี้ เอ็มเทคจึงเป็นคนกลางที่จับ A กับ B ที่เหมาะสมมาร่วมงานกัน ซึ่งผมเองคิดว่างานนี้ไม่ได้ไกลตัวมาก อีกทั้งมีโอกาสได้ทำอะไรที่แตกต่างออกไป อย่างน้อยในแง่ของการรักษ์โลก หรือการทำให้ของเสียที่อยู่ในระบบลดลง โดยนำมาผลิตเป็นสินค้าที่ขายได้ สามารถเปิดตลาดใหม่ หรืออย่างน้อยก็มีความรู้ใหม่เกิดขึ้น จึงเกิดความสนใจ และเป็นที่มาของความร่วมมือนี้ครับ”

เปิดใจรับความท้าทายและการตอบรับจากตลาด

การเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตให้กลับมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้นั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย คุณปิยะวัฒน์ ได้สะท้อนมุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า “ครั้งแรกที่ได้เห็นกากตะกอนปูน สิ่งที่ไม่อยากเจอในการผลิตแคลเซียมมาสเตอร์แบทช์ก็ได้เจอทุกอย่าง ทั้งสี กลิ่น และความชื้น ส่วนตัวคิดว่าน่าจะลองหาวิธี เต็มที่ก็ทำไม่ได้ แต่ถ้าทำได้มันคือความรู้ใหม่ที่ไม่ต้องไปงมหาเอง เพราะมีทั้งบริษัทมิตรผลที่สนับสนุนวัตถุดิบ นักวิจัยเอ็มเทคสนับสนุนองค์ความรู้ เพราะฉะนั้นได้มากกว่าเสียแน่ๆ จึงมีความคุ้มค่าที่จะลอง”

แน่นอนว่า การเริ่มทำสิ่งที่ท้าทายใหม่ๆ หากประสบความสำเร็จไปอย่างราบรื่นโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ก็คงถือเป็นความโชคดีมากๆ แต่สำหรับโครงการนี้ “ความชื้นของกากตะกอนปูน” คืออุปสรรคที่สำคัญที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

คุณปิยะวัฒน์ เผยว่า “สิ่งที่ท้าทายของโครงการนี้ไม่ใช่การขยายกำลังการผลิต แต่กลับเป็นคุณสมบัติของวัตถุดิบตั้งต้น แคลเซียมเค้กที่มาจากกระบวนการลดค่าสีน้ำตาลมีความชื้นสูงมากประมาณ 30-40% ขณะที่แคลเซียมปกติที่ใช้อยู่มีความชื้นต่ำกว่า 1% โดยความชื้นสูงส่งผลให้การผลิตไม่ลื่น เมื่อนำไปทำเป็นเม็ดและขึ้นรูปตอนจบถ้าผลิตเป็นถุงจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องความแข็งแรงและเกิดฟองอากาศ”

เพื่อแก้ปัญหานี้ ทั้งโพลี่เพ็ท เอ็มเทค และบริษัทมิตรผล ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และมีมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยการอบวัตถุดิบหลายรอบ พร้อมจัดเก็บแคลเซียมเค้กให้ถูกวิธี จนสามารถลดความชื้นลงมาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ สามารถผลิตเม็ดพลาสติกผสมแคลเซียมเค้กได้สำเร็จและมีคุณสมบัติที่น่าพอใจ ซึ่งทีม R&D และฝ่ายผลิตของบริษัทก็สามารถรับถ่ายทอดองค์ความรู้จากเอ็มเทคได้

“นอกจากนี้ คุณภาพของแคลเซียมเค้กที่ได้มาแต่ละล็อตอาจยังไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร ดังนั้นการรักษามาตรฐานเพื่อผลักดันไปสู่เชิงพาณิชย์ในอนาคตก็ต้องขอความช่วยเหลือด้านการตรวจสอบคุณภาพจากเอ็มเทคอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับทิศทางการทำตลาดเชิงพาณิชย์ คุณปิยะวัฒน์ ยอมรับตามความเป็นจริงว่า “ในปัจจุบันการทำตลาดเชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์กลุ่มรักษ์โลกยังคงมีความท้าทายเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าปกติ และในประเทศไทยยังไม่มีนโยบายหรือกฎหมายบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นตลาดต่างประเทศที่มีกฎหมายบังคับเรื่องการใช้พลาสติกรีไซเคิลแล้ว และลูกค้าที่ต้องการขับเคลื่อนภาพลักษณ์รักษ์โลกให้กับองค์กรของตนเอง ดังนั้นการทำโครงการนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ถ้าในอนาคตจะมาจับตลาดนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัว”

บทเรียนแห่งความสำเร็จแบบ Win-Win

“ความสำเร็จของงานนี้เกิดจากการที่ทุกฝ่ายเปิดเผยข้อมูลและมีเป้าหมายร่วมกันแบบ Win-Win โดยเอ็มเทคสนับสนุนองค์ความรู้ มิตรผลต้องการลดของเสียอย่างถูกวิธี และโพลี่เพ็ทต้องการองค์ความรู้และผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนภาพใหญ่การผลักดันการใช้ของเสียในอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืนได้นั้น ต้องอาศัยการขับเคลื่อนควบคู่กันไป ทั้งในแง่ของนโยบายภาครัฐ ความพร้อมของวัตถุดิบต้นทาง และการบริหารจัดการสิ่งปนเปื้อนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ภาคการผลิตสามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้อย่างราบรื่น” คุณปิยะวัฒน์ สรุปทิ้งท้าย