14 ธันวาคม 2560 ที่ห้องกมลทิพย์ 3 โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำคณะผู้บริหาร สวทช. ประกอบด้วย ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) แถลงผลงาน สวทช. ภายใต้แนวคิด NSTDA Beyond Limits หรือ “นวัตกรรมเหนือคาดหมาย พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย 4.0”ภายหลังจาก ดร.ณรงค์ เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ สวทช. ครบ 1 ปี ว่า  สวทช. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีบทบาทในการวิจัย พัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกลขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่ง สวทช. ดำเนินการเช่นนั้นมาโดยตลอด 25 ปี ที่ได้ก่อตั้ง สวทช. ขึ้นมา

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มุ่งวิจัยศึกษาเชิงลึกระดับโครงสร้างของอาหาร เพื่อออกแบบอาหารที่มีฟังก์ชันและเนื้อสัมผัสที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย โดยในอนาคตจะร่วมมือกับไบโอเทค และนาโนเทค สวทช. ผนึกองค์ความรู้สำคัญเกี่ยวกับการย่อยอาหาร การดูดซึมและการขับถ่าย เพื่อสร้างอาหารเฉพาะบุคคล และนอกจากนี้ได้จัดแสดงผลงานเด่นอื่นภายในงาน ได้แก่ รถพยาบาลปกป้องการพลิกคว่ำ, ActivePAK และไส้กรอกไขมันต่ำ
 
ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)  กล่าวถึงงานวิจัยมุ่งเน้นด้าน “อาหารเพื่ออนาคต” ในหัวข้อ “นวัตกรรมออกแบบโครงสร้างอาหารเพื่ออนาคต” (Food Structure Design for the Future) ว่า สวทช.  โดย เอ็มเทค วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Food Structuring ซึ่งเป็นการศึกษาโครงสร้างอาหารโดยลงลึกถึงโครงสร้างระดับโมเลกุล เช่น โครงสร้างของแป้ง ไขมัน โปรตีน ฯลฯ เพื่อเข้าใจถึงธรรมชาติของอาหารและวัตถุดิบที่ใช้ สำหรับนำมาออกแบบและควบคุมโครงสร้างภายในของอาหาร เพื่อให้ได้ฟังก์ชันและเนื้อสัมผัสตามที่ต้องการ ตัวอย่างนวัตกรรมอาหารที่ใช้เทคโนโลยี Food Structuring ในปัจจุบัน ได้แก่ การพัฒนาอาหารเฉพาะทาง (Specialty Foods) อาทิ อาหารผู้สูงอายุ อาหารปราศจากกลูเตน อาหารไขมันต่ำ อาหารโซเดียมต่ำ เป็นงานที่นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. เชี่ยวชาญและให้ความสำคัญ โดยตัวอย่างผลงานด้านอาหารของเอ็มเทค ในปีงบประมาณ 2560 เช่น ไส้กรอกไขมันต่ำ อาหารสุขภาพที่สร้างผลกระทบมูลค่า 17.3 ล้านบาท และช่วยส่งเสริมการลงทุนในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มูลค่า 10 ล้านบาท
 
 
“การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารในงานวิจัยด้านอาหารของเอ็มเทค สวทช. ตามกระบวนการ Food Structuring ที่มองถึงโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง สามารถอธิบายง่ายๆ ผ่านผลิตภัณฑ์มายองเนสไร้ไขมัน หากเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์มายองเนสทั่วไป จะเป็นการเลือกองค์ประกอบวัตถุดิบแล้วปรับเปลี่ยนสัดส่วนของส่วนผสมและกระบวนการผลิต เช่น มายองเนส จะต้องมีน้ำมันมากกว่า 70% แล้วต้องตีให้เป็นอนุภาคขนาดเล็ก จึงจะคงตัว สามารถเท ปาด ทาบนอาหารได้ แต่การพัฒนาในระดับ “การออกแบบโครงสร้างอาหาร” ไม่ได้มองแค่การปรับส่วนผสมตามโภชนาการ แต่นักวิจัยจะมองถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างคือ หากต้องการได้มายองเนสไขมันต่ำ ก็ต้องดึงไขมันออกจากมายองเนส แล้วเติมองค์ประกอบอื่นใส่แทนที่ไขมันเพื่อให้โครงสร้างของมายองเนสยังคงตัวได้เช่นเดียวกับมายองเนสสูตรดั้งเดิม (ไขมันเต็ม)”
 
ดร.จุลเทพ กล่าวต่อว่า โดยปกติในการกินอาหาร อันดับแรกเราจะมีการใช้ฟันบดเคี้ยวก่อนแล้วกลืน เพื่อส่งต่ออาหารไปที่กระเพาะอาหารเพื่อย่อย จากนั้นไปที่ลำไส้เล็กซึ่งทำหน้าที่ย่อยอย่างสมบูรณ์ และดูดซึมสารอาหาร และส่งกากอาหารไปที่ลำไส้ใหญ่เพื่อดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ ก่อนกากอาหารจะถูกขับถ่ายออกไป ขณะนี้ทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ได้มีการศึกษาวิจัยเชิงลึก โดยเน้นที่การสร้างองค์ความรู้ด้าน “กระบวนการบดเคี้ยวและย่อยอาหารในช่องปาก” หรือที่เรียกว่า “Food Oral Processing” โดยใช้เทคโนโลยี 3 ศาสตร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ คือ ความรู้ด้านกลศาสตร์ (Mechanics) ที่จำลองเรื่องการกัดและการบดเคี้ยว ไตรโบโลยี (Tribology) อธิบายการเสียดสีของอาหารชิ้นเล็กๆ กับอวัยวะภายในช่องปาก และ รีโอโลยี (Rheology) และไตรโบโลยี (Tribology) อธิบายพฤติกรรมของอาหารชิ้นเล็กๆ ที่ถูกคลุกเคล้ากับน้ำลาย และการกลืนอาหาร ความรู้ทั้ง 3 ศาสตร์นี้ คือพื้นฐานที่ช่วยให้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาหารในระหว่างการบดเคี้ยวและย่อยในช่องปาก ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อการรับรู้ด้านคุณภาพเนื้อสัมผัส และความปลอดภัยในการกลืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาออกแบบอาหารได้ตรงตามความต้องการและสรีรวิทยาที่ต่างกันของแต่ละบุคคล เช่น ผู้สูงอายุที่ฟันไม่ดี เคี้ยวอาหารยาก  นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยให้สามารถออกแบบอาหารที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยที่มีภาวะกลืนลำบาก คือ ไม่เหลวเกินไปจนกระทั่งกลืนเข้าไปแล้วสำลัก หรือไม่หนืดเกินไปจนติดคอ สิ่งนี้ คือ นวัตกรรมอาหารที่เอ็มเทคกำลังพัฒนา และพูดได้ว่าเราเป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านนี้ของประเทศ”
 
 
โดยในอนาคตจะร่วมมือกับไบโอเทค นาโนเทค สวทช. และพันธมิตร ผนึกองค์ความรู้สําคัญ เกี่ยวกับการย่อยอาหาร การดูดซึมและการขับถ่าย เพื่อสร้างอาหารเฉพาะบุคคล (Personalized Diet)” อีกทั้งยังสนใจวิจัยและพัฒนาอาหารที่เหมาะกับพันธุศาสตร์ของแต่ละคนด้วย โดยจะร่วมมือกับเครือข่ายนวัตกรรมและความร่วมมือด้านอาหาร (Food Innovation Network: FIN) กล่าวคือ คนที่มียีนต่างกัน กินอาหารเหมือนกัน อาจได้รับสารอาหารหรือมีการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนที่ต่างกัน ซึ่งเอ็มเทคอาจจะทำวิจัยที่ช่วยปลดปล่อยสารอาหารได้แตกต่างกัน เป็นต้น การพัฒนาวิจัยด้าน Personalized Diet ถือเป็นเทรนด์อาหารในอนาคตที่มุ่งสู่การเสริมประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค และให้ความสุนทรีย์ในการบริโภค ซึ่ง เอ็มเทค สวทช. ได้เตรียมที่จะนำเทคโนโลยี 3D Food Printing มาใช้ด้วย
 
 

 

วิดิทัศน์ผลงานเด่น สวทช. ประจำปี 2560