บริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด
“จากวัสดุเหลือใช้ในกระบวนการผลิตที่เคยต้องนำไปฝังกลบ
สู่การเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง”
คุณศักย์รินทร์ ยุกตานนท์
Environment Energy Manager บริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด
งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่ความรู้เทคโนโลยีวัสดุ
บริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมมาพบกับองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ และความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับหน่วยงานวิจัย “ของเหลือใช้ที่ต้องนำไปกำจัด” ก็สามารถเปลี่ยนสถานะเป็น “ทรัพยากร” พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มได้
คุณศักย์รินทร์ ยุกตานนท์ Environment Energy Manager บริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า แนวคิดสำคัญมาจากนโยบาย Zero Landfill ของบริษัทฯ โดยเดิมเถ้าลอยและเถ้าหนักที่เกิดจากกระบวนการผลิตพลังงานในโรงงาน เป็นวัสดุเหลือใช้ในกระบวนการผลิตที่ต้องส่งไปฝังกลบ บริษัทฯ จึงลดการฝังกลบด้วยการส่งเถ้าไปเผาใหม่ที่โรงงานซีเมนต์ในจังหวัดสระบุรี และทดลองนำเถ้าไปใช้เป็นสารปรับปรุงดิน
จากการขับเคลื่อนนโยบายตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของบริษัทฯ ที่เข้มข้น จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ “พัฒนาและยกระดับสมรรถนะสถานประกอบการอุตสาหกรรมสู่ตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของรัฐบาล สู่การศึกษาคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของวัสดุเหลือใช้อย่างจริงจัง ร่วมกับทีมวิจัยที่เป็นที่ปรึกษาจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เอ็มเทค สวทช.
การศึกษาพบว่า เถ้าลอยและเถ้าหนักมีคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีสอดคล้องกับซีเมนต์และทราย จึงมองหาโอกาสใช้ประโยชน์ที่สอดคล้องกับความต้องการ โดยมีการสำรวจตลาดวัสดุก่อสร้างในจังหวัดราชบุรี และพบว่า “คอนกรีตบล็อกกลวง 3 รู หรือคอนกรีตบล็อกกลวงไม่รับน้ำหนัก” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนนิยมใช้สำหรับทำรั้ว กำแพง และผนังบ้าน จึงเกิดเป็นแนวทางการวิจัยเพื่อนำเถ้าลอยและเถ้าหนักมาทดแทนซีเมนต์และทรายธรรมชาติ เพื่อพัฒนาเป็นคอนกรีตบล็อกที่สามารถนำไปใช้งานได้ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม
จากสูตรในห้องแล็บสู่การขาย
การทำให้งานวิจัยก้าวออกจากห้องปฏิบัติการสู่กระบวนการผลิตจนถึงการจัดการด้านการตลาดและการขาย เป็นกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และความร่วมมือ ตลอดจนความมุ่งมั่นในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย
ในช่วงพัฒนาสูตร บริษัทฯ มีการปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงเป็นชีวมวลเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คุณสมบัติของเถ้าลอยและเถ้าหนัก รวมถึงอัตราการดูดซับน้ำเปลี่ยนแปลงไป ทีมงานจึงต้องทดลองและปรับสัดส่วนส่วนผสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สูตรที่เหมาะสมกับวัตถุดิบ และเมื่อได้สูตรตั้งต้นและมีการยืนยันผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการด้วยแล้ว จึงลงทุนเครื่องจักรผลิตอิฐบล็อกมาทดลองผลิต และนำผลิตภัณฑ์ออกขายในพื้นที่ เป็นระยะเวลาประมาณ 3–6 เดือนเพื่อประเมินด้านการใช้งานและการตอบรับของตลาดด้วยรูปแบบการทำงานที่ครอบคลุม ทั้งทีมงานของบริษัทและทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. โดยมี ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ นักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิด และการได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้สามารถใช้เถ้าลอยและเถ้าหนักเป็นวัตถุดิบในการผลิตคอนกรีตบล็อกกลวงไม่รับน้ำหนัก รวมถึงสามารถติดตั้งเครื่องจักรสำหรับผลิตและวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ จึงทำให้บริษัทฯ สามารถพัฒนาคอนกรีตบล็อกกลวงที่มีคุณภาพแข็งแรง จึงนำเข้าสู่ตลาดและได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งาน
งานวิจัยที่ต้องเดินไปพร้อมกับกฎระเบียบและความเชื่อมั่น
เส้นทางจากงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้เริ่มต้นจากการขออนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการดำเนินการจัดเตรียมเอกสารเพื่อสรุปว่าวัสดุเป็นสารไม่เป็นพิษ (Non-hazardous) พร้อมแบบแปลนโรงงานและกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์คอนกรีตบล็อกที่มีส่วนผสมของเถ้าไม่สามารถยื่นขอ มอก. ได้ เนื่องจากวัตถุดิบประเภทเถ้าชีวมวลไม่มีมาตรฐาน มอก. กำหนดไว้ บริษัทฯ จึงกำหนดมาตรฐานภายใน (Self-Declare Standard) โดยให้มีมาตรฐานด้านความแข็งแรงของคอนกรีตบล็อกสูงกว่าเกณฑ์ มอก. ของคอนกรีตบล็อกทั่วไป
ในด้านการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ร้านค้าวัสดุก่อสร้างและลูกค้าเป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญ โดยเอ็มเทคได้เข้ามาสนับสนุนการทดสอบในห้องปฏิบัติการอย่างเป็นทางการ ทำให้สามารถนำผลการวิจัยและผลการทดสอบไปสื่อสารกับร้านค้าวัสดุก่อสร้างและลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อ “วัสดุเหลือใช้” กลายเป็นทรัพยากรวัตถุดิบ
ผลิตภัณฑ์เป็นผลสำเร็จของโครงการที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ การจัดการทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม โดยโครงการนี้สนับสนุนเป้าหมายด้าน ESG และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำของบริษัทฯ ผ่านการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเพิ่มการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนในกระบวนการผลิต
ในด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ บริษัทฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดเถ้า และหมุนเวียนวัสดุเหลือใช้ให้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ สอดคล้องกับแนวคิด Waste-to-Value อย่างเป็นรูปธรรม
ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม การนำเถ้าลอยและเถ้าหนักมาใช้ทดแทนซีเมนต์และทรายธรรมชาติ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ผู้บริโภคก็มีทางเลือกในการใช้คอนกรีตบล็อกคุณภาพสูง พร้อมมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
จากพาร์ตเนอร์ด้านเทคโนโลยี สู่ผู้เชื่อมโยงโอกาส
ความร่วมมือกับเอ็มเทค ครอบคลุมทั้งการทำวิจัยและการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาทางเทคนิค การแก้ไขปัญหาหน้างาน และการเชื่อมโยงพันธมิตรในระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น คราบขาวบนผิวคอนกรีตบล็อก หรือสัดส่วนส่วนผสมที่ไม่เหมาะสม ช่วยลดการลองผิดลองถูกและลดต้นทุนในการทดลอง นอกจากนี้ มีการอัปเดตข้อมูลและผลการทดสอบอย่างต่อเนื่องผ่านการประชุม กลุ่มสื่อสาร และงานสัมมนา
อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญคือ การที่เอ็มเทคช่วยจับคู่ความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท จระเข้คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อทดลองนำเถ้าไปใช้เป็นส่วนผสมในปูนกาวยาแนวไม่หดตัว รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ทำให้การดำเนินโครงการสามารถเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น
ก้าวต่อไปของเถ้าลอยและเถ้าหนัก
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนงานในการผลักดันโครงการ End of Waste ซึ่งเป็นโครงการนำร่องร่วมระหว่างเอ็มเทคและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสียของผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดทางให้วัสดุที่เคยถูกมองว่าเป็น “วัสดุเหลือใช้” สามารถกลับมาเป็น “วัตถุดิบ” ในระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง
ความสำเร็จของโครงการการใช้เถ้าลอยและเถ้าหนักในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อวัสดุเหลือใช้ในกระบวนการผลิต ผ่านการผสานโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับองค์ความรู้ด้านวัสดุจากงานวิจัย นำไปสู่การทดสอบและรับรอง การสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและพันธมิตร จนเกิดเป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง